09 พ.ย. 2568 | 21:00 น.

“ผมอยากให้คุณลองคิดดูว่า
การเมืองและการปกครองมันเป็นเรื่องของ
‘คนในครอบครัวเดียวกัน’ ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เมื่อถึงคราวต้องนึกถึงเรื่องการบ้านการเมือง หลีกเลี่ยงไม่ได้จะนึกถึงคำอย่างผู้นำ ผู้ปกครอง ประชาชน กฎหมาย หรือรัฐ แต่ในขณะเดียวกันแนวคิดความเป็น ‘พ่อ’ ซึ่งเป็นตำแหน่งในครอบครัวกลับแทรกซอนอยู่ในการปกครองอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแนวคิดอย่าง ‘บิดาผู้ก่อตั้ง’ (Founding Fathers) ไปจนถึงระบบการปกครองแบบ ‘พ่อปกครองลูก’
จากการปกครองบ้านเมืองที่ดูจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รัฐ’ กับ ‘ประชาชน’ เมื่อแนวคิดของครอบครัวถูกนำมาประยุกต์ใช้จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่แนบชิดกว่าเดิมในนาม ‘พ่อ’ กับ ‘ลูก’ หากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าเมื่อประชาชนขัดขืนต่อรัฐ เขาเหล่านั้นไม่เพียงขัดขืนต่อผู้ปกครอง แต่ยังอกัตญญูต่อบุพการีของชาติด้วยหรือเปล่า?
ใน The Hidden Dilemma ฉบับพิเศษนี้ ‘อาจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา’ จะชวนสำรวจแนวคิดและอำนาจของ ‘พ่อ’ ที่ได้แทรกตัวเองหรือถูกหยิบใช้โดยรัฐ ทว่ารัฐกับการปกครองที่หยิบเอาความเป็นพ่อไปเป็นส่วนผสมนั้น อุดมไปด้วยความรักและห่วงใยเฉกเช่นสายใยในครอบครัวหรือเปล่า หรือสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงมายาคติบางรูปแบบที่ทำให้ประชาชนเชื่อฟังรัฐราวกับว่าเขาเหล่านั้นคือพ่อของตน
“การปกครองแบบ ‘พ่อปกครองลูก’ คือรูปแบบการปกครองของจักรวรรดินิยม ที่คนผิวขาวใช้เพื่อปกครองคนในอาณานิคม มันไปพร้อมกับแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการปกครองแบบพ่อ–ลูกมันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับสายสัมพันธ์จริง ๆ มันเป็นแค่อุดมการณ์ เป็นคําอธิบายที่เจ้าอาณานิคมคนผิวขาวใช้ให้ความชอบธรรมกับการปกครอง”
เมื่อพูดถึงการปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) คนในอาณานิคมอเมริกาตอนนั้นจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ต่อต้านทรราชอังกฤษ (Tyrant) ซึ่งคำว่า ‘tyrant’ เป็นคำที่มีมาตั้งแต่กรีกโบราณ และก็ถูกใช้ต่อมาทั่วยุโรป (อีกคำหนึ่งที่มาหลังช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ก็คือ ‘despot’ ) ซึ่งคำว่า tyrant ในกรีกโบราณไม่ได้มีความหมายเชิงลบอย่างเดียว แต่มันมีได้ทั้งบวกและลบ
เวลาคุณต่อต้านทรราช ในสำนึกแบบยิว–คริสต์ ถือว่าเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือ ‘โมเสส’ (Moses) ไล่มาจนถึงสงครามศาสนาในฝรั่งเศส (French Wars of Religion) ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ซึ่งนำไปสู่ความคิดของกลุ่มโมนาร์โคแมคส์ (Monarchomachs) โดยเฉพาะพวกคาลวินิสต์ (Calvinists) ที่สู้กับคาทอลิก เพราะกษัตริย์ฝรั่งเศสเป็นคาทอลิก จึงเกิดแนวคิดเรื่องการสังหารทรราช หรือ tyrannicide
(Photo : Histoire Geographie 5ieme Nathan)
ในการปฏิวัติอเมริกา ภาพที่ถูกสร้างขึ้นก็คือผู้ปกครองอังกฤษเป็นทรราช ซึ่งก็คือกษัตริย์อังกฤษ ดังนั้นสัญลักษณ์สำคัญของอาณานิคมในการสร้างอเมริกา ก็คือโมเสส เพราะโมเสสคือผู้ที่ปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นทาสในอียิปต์มาหลายร้อยปี โมเสสพาผู้คนข้ามทะเลแดง และได้รับการช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้า ขณะที่กองทัพของฟาโรห์จมน้ำตายในทะเลแดง
อเมริกามองตัวเองว่าเป็น New Jerusalem และเมื่อเป็นดินแดนดังกล่าว ก็จะมี ‘คนนอก’ เข้ามาไม่ได้ คนที่ไม่ใช่คริสต์ก็ต้องถูกกันออกไป เพราะฉะนั้นเวลาคนพื้นเมืองอเมริกันล้มตายจากโรคที่มาพร้อมคนผิวขาว คนผิวขาวก็มองว่านี่คือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะโรคระบาดที่เกิดขึ้น ก็ถูกมองเหมือนกับภัยพิบัติสิบประการในอียิปต์ (Plagues of Egypt) ที่โมเสสนำมาใส่ชาวอียิปต์ แล้วโรคสุดท้ายก็คือโรคที่ทำให้ลูกชายคนโตตาย ในสำนึกของพวกเขา มันก็มาจากการเล่าเรื่องในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่มองว่าคนพื้นเมืองเป็นคนนอกศาสนา และการตายของพวกเขาก็มาจากพระเจ้าที่ส่งโรคมากวาดล้าง
เพราะฉะนั้นคุณอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเวลาเกิดโรคระบาด คนที่เคร่งศาสนามักเชื่อว่าโรคระบาดคือสิ่งที่พระเจ้าส่งลงมาเพื่อลงโทษและกำจัดคนที่ไม่นับถือศาสนาคริสต์ออกไป
ภาพวาดโรคระบาดจากภัยพิบัติสิบประการในอียิปต์จาก Toggenburg Bible
(Photo : Kupferstichkabinett, Staatliche Museen)
คริสต์ศาสนาในช่วงแรก ๆ ล้วนเป็นโปรเตสแตนท์ ส่วนคาทอลิก กว่าที่จะอพยพเข้าไปสหรัฐอเมริกา ก็ปลายศตวรรษที่ 19 แล้ว เราจะเห็นได้ชัดจากหนังหรือข่าว ก็คือพวกอิตาเลียนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งพวกเขาก็เป็นคาทอลิก รวมถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือชาวไอริช พวกเขาจึงเป็นคาทอลิกท่ามกลางโปสเตสแตนท์ และแม้จะเป็นคริสต์เหมือนกัน แต่เมื่อคุณเป็นคาทอลิก คุณก็จะถูกมองว่างมงาย เชื่อในนักบุญ มีพิธีกรรมเยอะ ไม่ใช่คริสต์ศาสนาที่แท้จริง
ดังนั้นคาทอลิกจึงถูกมองเป็นชนชั้นรอง (second class) พวกเขาจึงมักรวมตัวกันอยู่ในชุมชนที่เรียกว่า ‘Catholic Ghetto’ เพราะฉะนั้น สังคมอเมริกันในอดีตจึงมีรากฐานเป็นโปรเตสแตนท์ แบบที่เราเรียกว่า ‘White Anglo-Saxon Protestants’ ซึ่งชัดมากในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้ชัดขนาดนั้นแล้ว เพราะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เข้ามามากขึ้น
ก็กลับไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง คือเทพเจ้าที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้อย่าง ‘Dyeus’ ที่เป็นผู้ชาย (สามารถอ่านประเด็นที่ว่านี้ได้ที่บทความ ‘ทำไมพระเจ้าอยู่บนฟ้า? ว่าด้วยบทบาทของเพศในศาสนาและอำนาจของผู้ชายในพระเจ้า กับ ธเนศ วงศ์ยานนาวา’) ส่วนเทพเจ้าที่เป็นพื้นดินเป็นผู้หญิง อย่างไกอา (Gaia) ในกรีกโบราณ หรือพระแม่ธรณีและพระแม่คงคา แม้แต่ในตำนานอินเดียโบราณ โลกใบนี้ก็เป็นผู้หญิง คำว่า ‘ภารตมาตา’ ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น ‘แม่’ ของอินเดีย ส่วนรัสเซียก็มี ‘แผ่นดินแม่’ หรือ ‘Motherland’
ทีนี้วันแม่เป็นความคิดที่แพร่หลายโดยอเมริกัน เริ่มในศตวรรษที่ 20 นี่เป็นวิธีคิดแบบยิวเพราะพระเจ้ามอบดินแดนนี้ให้อับราฮัม ที่เราเรียกว่าดินแดนพันธสัญญา เพราะอับราฮัมทำสัญญากับพระผู้เป็นเจ้า และอับราฮัมก็คือบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้นดินแดนที่ว่านี้จึงกลายเป็นดินแดนของผู้ชาย พระเจ้าเป็นผู้ชาย อับราฮัมก็เป็นผู้ชาย
ผมได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องแผ่นดินแม่แบบรัสเซีย แต่สำหรับยุโรปตะวันตกจะใช้คำว่า ‘แผ่นดินพ่อ’ (Fatherland) คำนี้พัฒนาขึ้นในช่วงปลายยุคกลางตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงที่คริสตจักรเริ่มรวมศูนย์อำนาจ จนนำไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่การเกิดขึ้นของ ‘อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์’ (Eastern Orthodox)
แผ่นดินพ่อ เป็นไอเดียที่ได้รับความนิยมก่อนแผ่นดินแม่ เฉกเช่นเดียวกับคำว่า motherland ในภาษาอังกฤษที่เพิ่งเกิดราวศตวรรษที่ 18
เวลาเราพูดถึง ‘พ่อ’ มันสื่อถึงอำนาจ ดังนั้นแผ่นดินพ่ออาจฟังดูไม่อ่อนโยนเท่ากับแผ่นดินแม่ที่สื่อถึงความโอบอ้อมอารี แต่แผ่นดินพ่อมันบ่งบอกว่าอำนาจ ประเพณี กฎหมาย ทุกอย่างต้องผ่านผู้ชาย หรือสังคมที่สืบสายเลือดผ่านผู้ชาย (Patrilineality)
ในภาษาละติน เรามีคำว่า ‘pater’ ซึ่งมีรากเดียวกับสันสกฤตอย่างคำว่า ‘ปิตา’ ไปจนถึงคำว่า ‘peter’ ที่เราคุ้นเคย ซึ่งคำเหล่านี้ก็คือรากศัพท์ของคำว่า ‘patriot’ หรือ ‘patriotism’ นอกจากจะแฝงความเป็นผู้ชายแล้ว คำเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงอำนาจ พลัง ศักดิ์ศรี และเกียรติยศที่มาจากศักดิ์ศรีของชนชั้นนักรบทั้งสิ้น
‘แผ่นดินแม่’ มันบ่งบอกถึงความรัก ความโอบอ้อมอารีและการดูแล ซึ่งในยุโรป แนวคิดนี้เริ่มชัดขึ้นราวศตวรรษที่ 16 ส่วนคำว่า ‘แผ่นดินพ่อ’ หรือ ‘fatherland’ มักใช้กันในกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลเจอร์แมนิก (Germanic Lamguage) โดยเฉพาะยุโรปเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนต์ ยกเว้นอย่างโปแลนด์ ที่ถึงแม้จะใช้โครงคิดแบบชาติ–แผ่นดินคล้ายกัน แต่กลับนับถือคาทอลิกเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันเลยมีบางส่วนที่ไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็ยังมี sense ของแนวคิดนั้นอยู่
ผมอยากให้คุณลองคิดดูว่า การเมืองและการปกครองมันเป็นเรื่องของ ‘คนในครอบครัวเดียวกัน’ ตั้งแต่เมื่อไหร่? คุณต้องไม่ลืมว่าอุดมการณ์ทางการเมืองมันผูกอยู่กับสังคม จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ‘ชั้นวรรณะ’ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ ย้อนกลับไปก็จะเห็นได้ว่า การแต่งงานข้ามชนชั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ข้ามวรรณะไม่ได้
แล้วคุณจะเป็น ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ได้อย่างไร?
คุณจะไปนับญาติกับท่านลอร์ดเขาได้อย่างไร?
ขนาดคุณแต่งงาน เขายังไม่รับคุณเลย แล้วคุณจะมาบอกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร — ผมหมายถึงในอดีตนะครับ
มีแต่คนสมัยนี้เท่านั้นแหละที่คุณจะสามารถร้องเพลงว่าทุกคนมีสิทธิ์จะรักกันได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยในอดีต ในสังคมโบราณ คุณจะร้องเพลงแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากคุณหนีตามกันไป ซึ่งความฉิบหายก็บังเอิญจะตามชีวิตพวกคุณนั่นเอง
สมมติว่าคุณมาจากต่างชนชั้น แล้วคุณบอกคุณจะรักกันได้ คำถามที่ตามมาคือ — คุณคิดว่าโอกาสที่คุณจะไปเจอคนจากชนชั้นสูงนั้นมีแค่ไหน?
คุณคิดว่าคุณจะไปเจอ ลูกสาวโดนัลด์ ทรัมป์ เชื้อพระวงศ์ต่างแดน หรือมหาเศรษฐีที่นั่งเครื่องบินส่วนตัว — คุณจะไปเจอเขาเหล่านี้ที่ไหน เขาไม่มาเดินสยามกับคุณหรอก ถูกไหม?
สิ่งแรกที่คุณต้องคิดคือ “กูจะไปนิวยอร์กยังไง กูจะไปปารีสยังไง” มันยากมากที่จะไปเจอคนชนชั้นเหล่านี้ เพราะชีวิตคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ทำให้โอกาสที่คุณจะไปเจอนั้นยากมาก
ผมได้กล่าวไปแล้วเรื่องแนวคิดที่ว่าทุกคนมีสิทธิ์จะรักกันได้ นี่คือสำนึกของ ‘คนสมัยใหม่’ แต่คนสมัยใหม่อาจจะไม่เข้าใจว่า เมื่อก่อนในสังคมยุโรปมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Sumptuary Laws’ ซึ่งเป็นกฎหมายทีบังคับให้สามัญชนต้องแต่งตัวและใช้ของตามฐานันดรของตน ห้ามแต่งตัวทัดเทียมท่านลอร์ด คิง ควีน หรือเลียนแบบชนชั้นสูง
Colonial America Sumptuary laws in 1634
(Photo: William White)
แค่แต่งตัวยังทำไม่ได้เลย แล้วคุณจะไปแต่งงานกับเขาได้อย่างไร?
เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่คุณจะไป ‘นับญาติ’ กับชนชั้นสูง และในทางปฏิบัติ แม้กระทั่งทุกวันนี้นะ การแต่งงานระหว่างคนที่มาฐานะต่างกันยังเป็นเรื่องยากเลย ที่เราเรียกว่า ‘Hypogamy’ หรือ ‘Hypergamy’ คือการแต่งกับคนฐานะสูงกว่า หรือต่ำกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้จะตามมาด้วยประโยคว่า ‘ไม่เหมาะสมกัน’ ไม่ว่าจะจากข่าวซุบซิบดาราอะไรต่าง ๆ หรือแม้แต่การนินทากันเองในสังคม จนปฏิเสธไม่ได้ว่าคนฐานะสูงกว่าจะแต่งกับคนต่ำกว่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนะเว้ย
ถึงแม้สมมติคุณจะรักกันจริง ๆ แต่ถ้าวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน นี่ก็ฉิบหายแล้ว เพราะสุดท้ายคุณก็จะพูดว่า “เราเข้ากันไม่ได้”
สิ่งพวกนี้คือความกลัว ความหวาดวิตกของพวกเราทุกคน กลัวว่าเราจะไต่ชนชั้นไม่ขึ้นหรือกลัวว่าเราจะตกชนชั้นลงมา มันเป็นสิ่งที่หลอกหลอนเราทุกคน
มันไม่ใช่แค่ทุกคนมีสิทธิ์จะรักกันได้หรือไม่
แต่ถึงรักกัน จะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ไหม
ถ้าคุณมีอำนาจมหาศาล รวยฉิบหายวายป่วง แล้วคุณจะไปคบดารา ก็อาจจะไม่เป็นปัญหา เหมือนกับตอนที่ เกรซ เคลลี (Grace Kelly) แต่งงานกับเจ้าชายเจ้าชายเรนิเยที่ 3 (Rainier III) แห่งโมนาโก แต่นั่นเผอิญเป็น เกรซ เคลลี ไง ถ้าคุณเป็นคนธรรมดา โนเนมไปเลยเนี่ย ก็คงจะยาก
(Photo : AP ; Public Domain)
คุณอาจจะนับพระคาทอลิกว่าพ่อได้ แต่คุณต้องคิดให้ดี ๆ ว่าคุณจะให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาเป็นพ่อคุณ มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ จะไปนับสายเลือดกันได้อย่างไร
เมื่อยุโรปมันขยายอำนาจออกไปด้วยระบบอาณานิคมในศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มเกิดแนวคิดสำคัญหนึ่ง คือการจำแนก (classify) บุคคลเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น แล้วสิ่งนี้ได้ต่อยอดมาในศตวรรษที่ 19–20 ที่เรียกว่า ‘Scientific Racism’ หรือการจัดลำดับชั้นของผู้คนโดยเอาคนผิวขาวเป็นแกน
ดังที่เรารู้จักกันอย่าง มองโกลอยด์ (Mongoloid) คอเคซอยด์ (Caucasoid) หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งคุณตลกไหมว่าคนผิวขาวถูกจัดเป็น คอเคเซียน (Caucasian) คำถามคือเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) อยู่ที่ไหน?
อยู่จอร์เจีย
ในการจัดลำดับแบบนี้ คนดำก็จะถูกจัดให้ต่ำที่สุด คนสำคัญคนหนึ่งทที่จุดประกายแนวคิดแบบนี้คือ ‘โยฮันน์ บลูเมนบัค’ (Johann Blumenbach) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 โดยเขาบอกว่าพวกคอเคเชียนเนี่ยงดงามที่สุด หน้าตาดีที่สุด เมื่อเทียบกับมนุษย์จำพวกอื่น แล้วมันก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้น 19 เป็นต้นมา
จนเกิดมุมมองว่าคนดำไม่ศิวิไลซ์ ป่าเถื่อน รวมถึงคนฝั่งเอเชียด้วย ไอเดียพวกนี้มันมาพร้อมกับระบบอาณานิคม ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับตอนที่สเปนเข้าไปในละตินอเมริกาแล้วบอกชนพื้นเมืองว่า “มึงไม่ได้รับคริสต์ศาสนา มึงป่าเถื่อน มึงเป็น pagan!” ชุดความคิดเหล่านี้มองว่าคนเหล่านี้ไม่ศิวิไลซ์ คนพื้นเมืองไม่พัฒนา
โยฮันน์ บลูเมนบัค
(Photo: British Museum)
จะเห็นได้ว่าคนพื้นเมืองในสายตาเจ้าอาณานิคมนั้นไม่ต่างอะไรกับ ‘เด็กที่ยังไม่โต’ เพราะฉะนั้นพอคุณเป็นเด็กเนี่ย คุณก็ต้องการพ่อแม่ดูแล และเจ้าอาณานิคมก็จะมองว่าชนพื้นเมืองเหล่านี้ต้องการคนที่เจริญกว่ามาปกครอง
‘เซซิล โรดส์’ (Cecil Rhodes) คือหนึ่งในคนสําคัญในการขยายอํานาจของระบบอาณานิคมอังกฤษ มีบทบาทมากในแอฟริกาใต้ ในอดีต เขาเคยเป็นเจ้าของดินแดนที่ชื่อว่า ‘โรดีเชีย’ (Rhodesia) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นซิมบับเว (Zimbabwe) ในภายหลัง โรดส์ ร่ำรวยจากการค้าเพชร ค้าทอง ค้าอะไรต่าง ๆ
โรดส์มองคนพื้นเมืองว่าเป็นเด็ก เหมือนที่ฝรั่งเศส เบลเยียม โปรตุเกส หรือเจ้าอาณานิคมอื่น ๆ มองคนพื้นเมือง คนดํา คนท้องถิ่นในดินแดนอาณานิคมว่าเหมือนเด็ก เพราะฉะนั้นฉันเป็นคนขาว ฉันคือพ่อ ชนพื้นเมืองคือ ‘ลูก’ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ยังไม่พัฒนา ยังต้องมีคนดูแล ดังนั้น นี่จึงเป็นอุปลักษณ์สำคัญที่เขาใช้บอกว่า
“ฉันหวังดีนะ ฉันเป็นพ่อ ฉันมาด้วยความปรารถนาดี
ฉันจะดูแลพวกแกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีอารยะ”
เซซิล โรดส์
(Photo: Public Domain)
การปกครองแบบ ‘พ่อปกครองลูก’ คือรูปแบบการปกครองของจักรวรรดินิยม ที่คนผิวขาวใช้เพื่อปกครองคนในอาณานิคม มันไปพร้อมกับแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการปกครองแบบพ่อ–ลูกมันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับสายสัมพันธ์จริง ๆ มันเป็นแค่อุดมการณ์ เป็นคําอธิบายที่เจ้าอาณานิคมคนผิวขาวใช้ให้ความชอบธรรมกับการปกครอง
แล้วพอการเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้น คุณเป็นคนผิวขาว สิ่งหนึ่งที่ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในสายตาเจ้าอาณานิคมก็คือการเอาคนพื้นเมืองเป็นเมียและมีลูกกับเขา ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ระบบอาณานิคมจะชัดมากว่า เจ้าอาณานิคมสามารถมีเพศสัมพันธ์กับคนพื้นเมืองได้ แต่ถ้ามีลูกเมื่อไหร่ จะไม่มีการรับรอง เพราะถือว่าลูกพวกนี้ไม่ใช่ ‘เลือดบริสุทธิ์’ (pure blood)
แน่นอน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือที่ไหน?
นาซี
แต่แนวคิดแบบนี้ไม่ได้อยู่แค่กับนาซี เพียงแต่นาซีสุดโต่งที่สุด ความเชื่อแบบนี้มันอยู่ในหมู่คนผิวขาว เจ้าอาณานิคมอื่น ๆ มาตลอด และแนวคิด ‘พ่อปกครองลูก’ ก็คือกลไกหนึ่งของระบบอาณานิคม เป็นเหตุผลที่คนผิวขาวยกขึ้นมาใช้เพื่อปกครองคนพื้นเมืองที่มองว่าด้อยพัฒนากว่าตนเอง