30 ส.ค. 2568 | 17:00 น.
‘พ่อ’ ไม่ได้เป็นแค่ตำแหน่งในบ้าน แต่คือกรอบความคิดที่หล่อหลอมชีวิตคนและสังคม ตั้งแต่การเป็นผู้นำครอบครัว ไปจนถึงภาพแทนของอำนาจ ศีลธรรม และการปกครอง หากมองลึกลงไป ‘ความเป็นพ่อ’ (Fatherhood) คือบทบาทที่เกิดจากทั้งความเข้าใจร่วมของมนุษย์ และการประกอบสร้างทางวัฒนธรรมในแต่ละสังคม จึงมีได้หลายหน้า หลายชั้น และหลายความหมาย
ภายในซีรีส์พิเศษนี้ อยากจะชวนผู้อ่านไปสำรวจมิติต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นพ่อตั้งแต่พัฒนาการของแนวคิดและมุมมองที่มีต่อบทบาทดังกล่าว ไปจนถึงความเป็นพ่อที่แตกต่างหลากหลายออกไป และความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อสำนึกและวัฒนธรรมของแต่ละสังคมอย่างไรบ้าง
The Hidden Dilemma จึงชวนอาจารย์ ‘ธเนศ วงศ์ยานนาวา’ มาถลกนิยามเดิม เปิดประวัติศาสตร์ และวางกรอบนิยามลง เพื่อมอง ‘พ่อ’ ผ่านรูปแบบ–หน้าที่–ความหมายที่ทั้งหลากหลายและกว้างขวาง ไม่เพียงเพื่อเข้าใจความเป็นพ่อมากกว่าเดิม แต่เพื่อเข้าใจพัฒนาการของแนวคิดที่ฝังลึกในสำนึกของผู้คน
โดยผมจะหยิบยกถ้อยคำของอาจารย์ธเนศจากบทสนทนากว่าสี่ชั่วโมงมาเรียบเรียงและนำเสนอโดยแบ่งออกเป็น ‘ตอน’ จำแนกตามกรอบประเด็นและกรณีศึกษาที่กล่าวถึง ผ่านคอลัมน์ The Hidden Dilemma ฉบับพิเศษ ที่จะชวนนักคิด นักสร้างสรรค์ และนักวิชาการ มามองเรื่องราวรอบตัวในมุมที่ต่างออกไป
สำหรับตอนแรกนั้น บทสนทนาตั้งต้นที่ ‘นิยามของความเป็นพ่อ’ ในฐานะคำถามที่ไม่อาจตอบได้ด้วยคำจำกัดความเดียว อาจารย์ธเนศชวนเราตั้งคำถามกลับไปยังรากฐานของการนิยาม ว่าการพยายามหาความหมายของคำว่า ‘พ่อ’ แท้จริงแล้วอาจเป็นการสร้าง ‘กรงขัง’ ที่จะจำกัดความเข้าใจ หรือปิดกั้นความเป็นไปได้ของบทบาทนี้ในรูปแบบอื่น ๆ เพราะการจะเข้าใจความเป็นพ่อได้นั้น สิ่งที่ขาดไปไม่ได้คือการเข้าใจบริบทและตัวแปรอื่น ๆ ที่สัมพันธ์อยู่รอบสิ่ง ๆ นั้น
คำถามที่น่าสนใจมากกว่าจึงไม่ใช่แค่การหาคำนิยาม แต่เป็นการทำความเข้าใจแนวคิดของการเป็นพ่อในรูปแบบของสังคมต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์จำพวกอันดับวานรไปจนถึงสังคมในแต่ละยุคสมัย ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของสำนึกที่มีต่อความเป็นพ่อที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อพ่อในแบบฉบับของครอบครัวเดี่ยวเสมอไป รวมไปถึงเหตุผลที่จะช่วยอธิบายว่าทำไมสิ่งมีชีวิตเพศชาย
บทสนทนาในตอนนี้จึงไม่ได้พาไปหาคำตอบว่า ‘พ่อคืออะไร’ หากแต่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ‘เรานิยามคำว่าพ่ออย่างไร และนิยามนั้นมาจากไหน' เพราะคำตอบแต่ละแบบ อาจสะท้อนโครงสร้างทางสังคม อำนาจ วัฒนธรรม และแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่แอบซ่อนอยู่ในคำธรรมดา ๆ คำหนึ่งอย่าง ‘พ่อ’
และนี่คือบทสนทนาในส่วนแรกของ The Hidden Dilemma × ธเนศ วงศ์ยานนาวา ในหัวข้อ The Many Faces of Fatherhood
สิ่งที่เราจะคุยกันในวันนี้ ในเรื่องของความเป็นพ่อ ส่วนหนึ่งเป็นคําถามที่สัมพันธ์อยู่กับบทบาทของพ่อในการเข้ามาดูแลเลี้ยงดูลูก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในโลกตะวันตก โดยเราจะกลับไปสู่ประเด็นนี้ในคําถามต่อ ๆ ไป ซึ่งมันเป็นคําถามยอดนิยมสําหรับศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตกที่ผู้ชายผิวขาวเป็นใหญ่
ผู้ชายผิวขาวที่เป็นชนนั้นสูงไม่เคยมีโอกาสในการเลี้ยงดูลูก ดังนั้นเวลากล่าวถึง ‘พ่อ’ เราก็จําเป็นที่จะต้องพิจารณาสถานะทางชนชั้น และแต่ละสังคมก็มีความแตกต่างกันออกไป ทีนี้เวลาคุณพูดถึงพ่อ มันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ แล้วคำถามที่ว่า ‘มันคืออะไร?’ มันไม่สามารถที่จะพูดโดยปราศจากอีกตัวแปรหนึ่งได้
ถ้าแม่ตาย พ่อก็ยังเป็นพ่อ ตราบใดก็ตามที่คุณมีลูก นี่คือความหมายของพ่อในทางชีววิทยา เพราะฉะนั้นเวลาคุณส่งคําถามมาให้ผมว่า “แก่นแท้ของความเป็นพ่อคืออะไร?” เมื่อถามแบบนี้ก็จะสัมพันธ์กับคําถามว่าแก่นแท้ของความเป็นแม่คืออะไร? แก่นแท้ของความเป็นลูกคืออะไร? แล้วลูกก็มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง แล้วพ่อสัมพันธ์กับลูกชายอย่างไร? พ่อสัมพันธ์กับลูกสาวอย่างไร? นอกจากนั้น การมีลูกอย่างไรก็ตามก็ต้องมีแม่ อย่างน้อยที่สุดก็ในทางชีววิทยา ในขณะเดียวกันก็อาจจะไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีพ่อก็ได้ในมิติของการเลี้ยงดู
ความสำคัญของความเป็นแม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การให้กำเนิดลูกเพียงอย่างเดียว เพราะผู้หญิงที่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์โดยตรงกับทารกก็สามารถเป็นแม่เลี้ยงหรือแม่นมได้ และเมื่อกล่าวถึงความเป็นพ่อ ผู้ชายที่ไม่ได้หลั่งน้ําอสุจิเข้าไปในช่องคลอดก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เป็นพ่อเช่นเดียวกัน แม้ในหลายสังคมก็อาจจะให้ความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องการหลั่งน้ําอสุจิว่าคุณจะเป็นพ่อหรือไม่เป็นพ่อ หากว่าคุณหลั่งน้ำอสุจิข้างนอก (Coitus Interruptus) คุณก็เป็นพ่อไม่ได้ การเป็นพ่อที่วัดจากการปฏิสนธิ เป็นเพียงชุดวิธีคิดหนึ่งเท่านั้นที่ถูกใช้ในบางสังคม และไม่ถูกใช้ในบางสังคม อย่างในสังคมอะบอริจิน (Aborigines) ก็ไม่ได้มีความคิดเรื่องพ่อในทางชีววิทยาเลย
ดังนั้นในสังคมจํานวนหนึ่งก็มีการยอมรับพ่อในทางชีววิทยา แต่คุณก็ต้องเข้าใจว่าในสังคมอื่น ๆ บนโลกก็ไม่ได้เป็นสังคมผัวเดียว-เมียเดียวหรือ ‘Monogamy’ (โมโนกามี) ทั้งหมด ผู้หญิงสามารถที่จะร่วมเพศกับผู้ชายหลาย ๆ คนได้เป็นเรื่องปกติ เฉกเช่นเดียวกับสังคมในละตินอเมริกา ยุคที่สเปนเข้าไปปกครองที่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องนอนกับผู้ชายเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นเวลาที่ผู้หญิงตั้งท้องและคลอดลูกออกมา ทุกคนแม่งเป็นพ่อเด็กหมด
แต่เมื่อศาสนาและคนผิวขาวได้เข้าไปในในละตินอเมริกา พวกเขาก็จะรู้สึกว่า ฉิบหายแล้ว! อย่างนี้มันไม่ใช่ ‘ครอบครัว’ นี่หว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ไปเอากับคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ความสัมพันธ์แบบนี้มันไม่ได้เดินตามโมเดลที่สําคัญมากในคริสต์ศาสนา ซึ่งก็คือ ‘อดัมและอีฟ’ (Adam and Eve) เพราะฉะนั้นสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อและแม่ — ซึ่งก็คือสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง — ก็จะยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก
ในสังคมโบราณ หากย้อนเวลาไปถึงสังคมเข้าป่าล่าสัตว์ (Hunter-Gatherer Society) ก่อนที่คุณจะมีสังคมเกษตร สายสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้หญิงก็แตกต่างกัน ผู้ชายและผู้หญิงจะมีบทบาทแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสังคมนั้น ๆ บางสังคมก็เป็นผู้ชายที่มีบทบาทมากกว่า บางสังคมก็เป็นผู้หญิง อย่างในสังคมก่อนอุตสาหกรรม (Pre-Industrial Society) หรือก่อนที่สังคมตะวันตกจะขึ้นมามีอํานาจ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ผู้ชายกับผู้หญิงจะมีบทบาทใกล้เคียงกัน
เวลามองสิ่งที่สําคัญอย่างหนึ่งในผู้คนในสังคมยุคสมัยใหม่ — แม้กระทั่งผมหรือพวกคุณก็ตาม — เราอยู่ในโครงสร้างที่มักจะเรียกว่า ‘ครอบครัวเดี่ยว’ ที่เราเรียกกันว่า ‘นิวเคลียร์แฟมิลี’ (Nuclear Family) ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก แต่ในโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ระบบครอบครัวเดี่ยวอย่างเดียว แต่ยังมีครอบครัวอีกหลาย ๆ ประเภทเช่น ‘ครอบครัวขยาย’ (Extended Family) ที่ประกอบด้วยปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเป็นการรวมกันของคนสามรุ่น
ด้วยเหตุนั้นเวลาที่นักจิตวิทยา คนที่ได้ไปเรียนหนังสือต่างประเทศ หรือแม้แต่พวกเราในฐานะคนสมัยใหม่คิด ระบบครอบครัวก็ถูกวางอยู่บนพื้นฐานของระบบแบบนิวเคลียร์แฟมิลี และด้วยพลังของอาณานิคม เราก็จะยึดแนวคิดแบบยุโรปตะวันตก (ซึ่งผมจะขอเรียกว่าสังคมแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic) เพราะจะรวมอเมริกาด้วย) ว่าเป็นต้นแบบที่สําคัญ
จะเห็นได้ว่าผมกําลังกล่าวถึงสายสัมพันธ์ทั้งหมด คงไม่ได้มีอะไรที่เป็นแก่นที่มันมันมันอยู่โดด ๆ ดังนั้นเวลาพูดถึงแก่นแท้ เรากําลังมีความคิดว่าโดยทั่ว ๆ ไปว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่เคยเปลี่ยนแปลง มันหยุดนิ่ง และระบบการศึกษาของเราในแง่ของความเข้าใจต่อสรรพสิ่ง ก็พยายามที่จะทําให้สิ่งต่างต่างเหล่านี้มันหยุดนิ่ง
คำว่า ‘Definition’ ที่เราทุกคนถูกสอนมาเวลาเข้าโรงเรียน เราก็มักหาหา ‘คํานิยาม’ ว่าคืออะไร เวลาคุณใช้คําว่า ‘define’ มันแสดงถึงคุณลักษณะของการจํากัด กําหนด ซึ่งมันมาจากภาษาละตินว่า ‘definire’ คํานิยามจะทําให้คุณจํากัด ‘พื้นที่’ มันเป็นเรื่องของ ‘สเปซ’ (Space) ไม่ใช่ ‘ไทม์’ (Time)
แต่คุณอย่าลืมว่าเวลามันเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง ตัว ‘กาละ’ มันกัดกินคุณตลอดเวลา นอกจากนั้น กาละในอินเดียก็ยังหมายถึง ‘ความตาย’ ด้วย เพราะฉะนั้นกรอบคิดที่เราต้องการให้คำนิยมที่วางรากฐานและหยุดนิ่ง ก็คือความคิดที่รับมาจาก ‘กรีกโบราณ’ ซึ่งอภิปรัชญาของกรีกโบราณมันวางอยู่บนพื้นฐานของการมองโลกที่มันต้องหยุดนิ่ง
แต่ในโลกอะไรบ้างล่ะที่หยุดนิ่ง?
เพราะฉะนั้นเวลาคุณถามผมว่า ‘นิยามคืออะไร?’ ‘แก่นคืออะไร?’ ผมว่าเรากําลังสร้างกรงขังให้กับตัวเอง พอสร้างกรงขังแล้วเข้าไปอยู่ในนั้น มันก็จะตัดสายสัมพันธ์ทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันล่องลอยเหมือนกับอะตอมที่ไม่สัมพันธ์กับอะไรทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด เป็นอิสระเด็ดขาด
สิ่งพวกนี้ สําหรับมันก็จะโดดเด่นมากในวิธีคิดของ ‘ยิว–คริสต์’ (Judeo-Christian) พระเจ้าแม่งเป็นเอกเทศในตัวเอง กูไม่เกี่ยวข้องกับใคร วิธีคิดแบบนี้ก็นําไปสู่ความคิดในทางปรัชญาที่สําคัญอันหนึ่งก็คือ ‘Thing-in-itself’ ที่มองว่าสรรพสิ่งสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ด้วยเหตุนั้น เวลาคุณนิยาม สิ่งที่ง่ายที่สุดเลย คุณทําอะไร คุณก็เปิดพจนานุกรมดูรึเปล่า แม้กระทั่งเวลาทะเลาะกันในทางการเมือง ศาลตัดสินก็ยังบอกว่าเปิดพจนานุกรมนิยาม
สมมุติคุณเป็นเด็กแล้วคุณเปิดหาคํานิยามของ ‘พ่อ’ แล้วคุณเห็นคําต่าง ๆ ที่ตามมา แล้วคําเหล่านั้นนิยามว่าอย่างไร คุณก็ต้องเปิดต่อไปถูกไหม เพราะฉะนั้นคำนิยามไม่ได้จบในตัวมันเอง มันไปต่อสัมพันธ์กับสิ่งอื่น คุณเปิดดิคชันนารีคุณ ไม่รู้คํานี้กูก็ต้องเปิดต่อไปเรื่อย ๆ ถูกไหม เราจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งนิยามเองมันก็ไม่ได้ตัดขาดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา
ฉะนั้นถ้าถามผมว่าพ่อคืออะไร สิ่งแรกเลย ผมเจอคําถามของคุณผมก็คิดว่ามันคืออะไรวะ? ถ้าเราคิดแบบชีววิทยามันก็จะง่าย แต่มันไม่ได้มีแค่ชีววิทยาไง มันมีสายสัมพันธ์กับอะไรอีกหลาย ๆ อย่างมากมายมหาศาล
กลับมาที่เรื่องของความเป็นพ่อ แนวคิดของแบบครอบครัวเดี่ยวก็ไม่ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาอย่างเดียว ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักชีววิทยาวิวัฒนาการ (Evolutionary Biologist) พยายามที่จะพิสูจน์ว่ารูปแบบของครอบครัวมนุษย์ เป็นสายสัมพันธ์กันอย่างไร ผมจึงคิดว่าสิ่งแรกที่จะต้องคิดคือ คอนเซปต์แบบนี้มันเริ่มต้นมาอย่างไร
คําถามของคุณเริ่มต้นว่า “พ่อคืออะไร?” ซึ่งผมได้พูดไปแล้วว่ามันเป็นคําถามที่สําคัญ แต่ ในศตวรรษที่ 21 ก็จะมีอีกหนึ่งคําถามสําคัญว่า “พ่อมันมีการบทบาทอย่างไรในการดูแลลูก?” คุณอย่าลืมว่าสิ่งที่สําคัญที่สุดเวลามีครอบครัวที่ผู้ปกครองเป็นผู้ชายล้วน คุณจะสามารถเลี้ยงดูลูกได้ไหม?
ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม และต้องการตัวผู้และตัวเมีย อย่างที่ผมบอกเมื่อกี้นี้คุณไม่สามารถที่จะแยก ‘ผัว’ ออกจาก ‘เมีย’ ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่เวลามีลูก ลูกก็จะอยู่กับตัวเมียทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชิมแปนซี (Chimpanzee) อุรังอุตัง (Orangutans) โบโนโบ (Bonobo) โบโนโบก็อาจจะเป็นลิงที่ใกล้เคียงกับมนุษย์เช่นเดียวกับชิมแปนซี ซึ่งสำหรับลิงโบโนโบ ตัวเมียก็จะมีหน้าที่ควบคุมดูแลลูก ส่วนชิมแปนซีตัวผู้เป็นใหญ่ ตัวเมียก็จะดูลูกทั้งหมด
ในกรณีของชิมแปนซี เวลาผสมพันธุ์ ตัวเมียจะออกจากสายตระกูลหรือสายครอบครัวของมันและเข้าไปอยู่กับฝูงใหม่ พอออกจากกลุ่มเดิมไปแล้ว กลุ่มใหม่ก็เหมือนครอบครัวขยายก็เหมือนกับผู้หญิงที่แต่งงานเข้าไปในบ้านผู้ชาย ไม่มีใครดูแล คุณหัวเดียวกระเทียมลีบในบ้านผู้ชาย ลิงชิมปาซีก็เหมือนกัน มันก็จะหาสายตระกูลของมันมาช่วยดูแลไม่ได้ ตัวเมียก็จะต้องดูแลลูก ๆ อยู่คนเดียว ลูกก็จะติดอยู่กับแม่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
สัตว์ส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในอันดับวานร (Primate) หรือลิงส่วนใหญ่ ก็จะอยู่กันเป็นกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ‘ค่างหนุมาน’ (Hanuman Langur) ในอินเดีย โดยระบบการเป็นอยู่ของพวกมันจะไม่มีลําดับชั้น ด้วยเหตุนั้นบรรดาแม่ของค่างหนุมานก็จะยอมให้ตัวเมียตัวอื่นดูแลลูกของมัน อุ้มลูกของมันซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของค่างหนุมานจะเข้ามาดูแลลูกคนอื่น จะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งสัตว์ก็ยังไม่เหมือนกัน พวกมันมีความเป็นความส่วนรวม (Collective) ในแง่ที่ว่า ยอมให้ลิงตัวเมียตัวอื่น ๆ มาดูแลลูกของมัน แต่สำหรับลิงชิมแปนซีนี่ไม่ใช่เลย
เพราะฉะนั้น เมื่อกลับมาคําถามว่า “ผู้ชายจะดูแลลูกได้ไหม?” ก็กลายมาเป็นคําถามที่สําคัญเพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ ตัวเมียมีบทบาทตรงนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบชิมแปนซีหรือเป็นกลุ่มแบบค่างหนุมาน คําถามมันจึงกลายมาเป็นคําถามว่า
ตัวผู้สําคัญไหม?
สัตว์เองก็มีรูปแบบสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกที่หลากหลาย จึงเห็นได้ว่าการไม่มีตัวผู้หรือพ่อ ครอบครัวก็ยังสามารถอยู่ได้ ซึ่งในสัตว์หลายชนิด ตัวผู้เมื่อผสมพันธุ์เสร็จก็หมดบทบาทลง เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก็จะค่อนข้างที่จะชัดว่าตัวเมียมีบทบาทในการเลี้ยงดูลูกอย่างชัดเจน ส่วนตัวผู้เมื่อผสมพันธุ์เสร็จ มันจะไปเลยได้ มันเลยเกิดคำถามว่า
ทําไมตัวผู้ถึงอยู่?
พูดง่าย ๆ คือทําไมพ่อถึงยังอยู่?
คําอธิบายหนึ่งที่มักถูกใช้มาตอบในคำถามนี้คือ ตัวผู้กลัวว่าตัวผู้ตัวอื่นจะมาทําร้ายลูกของมัน ตัวเมียจึงต้องการตัวผู้ให้อยู่ด้วย เพื่อปกป้องไม่ให้มีตัวผู้ตัวอื่นไปฆ่าลูกของมัน แล้วทําไมตัวผู้ตัวอื่นถึงต้องมาฆ่าลูก? เพราะถ้าคุณฆ่าลูกตัวเมียตัวนี้ได้ ตัวเมียตัวนั้นก็จะมาผสมพันธุ์กับคุณ
ลิงตัวผู้ที่มีบทบาทมากในการดูแลลูกเป็นลิงที่เราเรียกว่า ‘ติติ’ (Titi) พบได้ในอเมริกาใต้ ลิงพวกนี้ก็ใช้ชีวิตคู่กันไป ช่วงเวลา 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกจะอยู่กับตัวผู้ แต่เวลากินนมจะกลับไปอยู่กับแม่ พอสักประมาณ 2 เดือน พ่อก็จะเริ่มให้อาหารลูก
ผมคิดว่าเราคุยกันมาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ถึงความหลากหลายแล้ว แต่นอกจากนั้น เวลาเราพูดถึงว่าทําไมตัวผู้ถึงอยู่กับครอบครัว ทําไมมันถึงต้องมาช่วยกันเลี้ยง มันคือปัญหาใหญ่ของคําถามที่มันเกิดขึ้น ว่าทําไมตัวผู้ถึงต้องมาลงทุนลงแรงมากมายมหาศาล
สัตว์ในอันดับวานร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวมนุษย์ ถ้าคุณมีเทสต์ซอสเตอโรน (Testosterone) สูง โอกาสที่คุณจะฆ่าเด็กก็สูงขึ้น การที่ตัวผู้เข้ามามีบทบาทดูแลก็จะทําให้คุณค่าของตัวผู้สูงขึ้น ตัวเมียก็อยากที่จะมาร่วมเพศด้วย เพราะในระบบชีววิทยา ตัวผู้ไม่ได้เป็นคนเลือกในการสืบพันธุ์ แต่เป็นตัวเมียต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก
ก็คุณเห็นไหมพวกนกอะไรต่าง ๆ ที่มันก็ต้องมาร่ายรําว่าให้ตัวเมียเลือกมัน หากเขาไม่เลือกคุณ เราก็เป็นหมาไป ยกเว้นคุณข่มขืนเขา อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งนะ เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งสบายใหญ่ เพราะคุณเธอสามารถกินยาคุมกําเนิดก็จบ กูไม่เลือกมึง
ส่วนยุทธวิธีอันหนึ่งในการที่จะป้องกันตัวเองและลูกคือการที่ลิงมันเอากันหมดเลย จนไม่รู้ว่าใครเป็นลูกมัน ก็เหมือนในกรณีของละตินอเมริกา ถ้าผู้หญิงสามารถร่วมเพศกับผู้ชายได้ทุกคน แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรในสมัยก่อนว่าใครเป็นพ่อเด็ก? (เพราะกว่าคุณจะตรวจ DNA กันได้ก็ต้องรอจนถึงทศวรรษ 1980) พอคุณไม่รู้ว่าใครเป็นลูกใคร ดังนั้นลูกก็เป็นลูกของทุก ๆ คน
คุณรู้จักลิง ‘มาโมเสท’ (Marmoset) ไหม? ที่เขาขายกันตัวเป็นแสนเนี่ย ลิงมาโมเสทก็ใช้ยุทธวิธีนี้ ก็คือร่วมเพศกับลิงตัวผู้อีกมากมาย คุณเอากันหมดเลย ตัวเมียก็พยายามที่จะมีสายสัมพันธ์พิเศษกับตัวผู้บางตัว ส่วนลิงโบโนโบเนี่ยจะไม่ทําร้ายลิงตัวเล็ก และยอมรับลิงจากนอกกลุ่ม พร้อมที่จะแบ่งปันอาหาร โดยตัวเมียจะเป็นคนจัดการ แตกต่างจากชิมแปนซีที่ทําร้าย
มันไม่มีหรอกโมโนกามีหรือผัวเดียว-เมียเดียว แล้วก็ไม่ใช่ว่าตัวผู้มันไปเอาคนโน้นคนนี้อย่างเดียวนะ ตัวเมียก็ไปเอาก็คนโน้นคนนี้เหมือนกัน ลิงแต่ละพันธุ์ก็มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป มันไม่เหมือนกัน แตกต่างหลายหลายมาก
[ ถ้าคุณสนใจลิงชิมแปนซีก็ควรดูงานของคุณ ‘เจน กูดดอลล์’ (Jane Goodall) ]
แน่นอนว่าลิงก็เป็นสัตว์สังคมเหมือนเรา มันไม่ได้อยู่ตัวเดียว วิวัฒนาการของมนุษย์ก็ไม่อยู่ตัวเดียวโดด ๆ อยู่แล้ว มันต้องการคนอื่น และเวลาเราพูดถึงวิวัฒนาการ เราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเหนือพันธุกรรม (Epigenetic Changes) ที่แปรผันอยู่กับสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น
พอมาถึงคนรุ่นพวกคุณ ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือการอยู่คนเดียว มันเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคม ที่คุณบอกว่าฉันเป็น introvert ก็จะมีคนบอกว่า introvert เป็น อัจฉริยะ เป็นคนฉลาด สิ่งเหล่านี้คือการให้เหตุผลต่าง ๆ เพื่อรองรับว่ามันไม่ได้ผิดปกติอะไร ถ้าคุณจะอยู่คนเดียว แต่นั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของมนุษย์
ครอบครัวเดี่ยวจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างที่จะขยายตัวอย่างมาก ถึงแม้ว่านักประวัติศาสตร์ครอบครัวจะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่มีมานานแล้วก็ตาม แต่ก็จะเห็นได้ว่าหลาย ๆสังคมมันไม่ได้เป็นระบบครอบครัวเดี่ยวเลย ครอบครัวเดี่ยวมันมาพร้อมกับโลกสมัยใหม่
เวลากล่าวถึงความสําคัญของพ่อและครอบครัวเราชอบพูดกันในวิชาจิตวิทยา หรือแม้กระทั่งวงการแพทย์ โมเดลที่สําคัญและเป็นสิ่งที่เป็นค่ามาตรฐานในสมองของนักวิชาการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนคริสต์ผิวขาวตะวันตกมันคือโมเดลของ ‘นิวเคลียร์แฟมิลี่’
มันก็จะมีคําถามตลอดมาว่า พ่อ แม่ ลูก ที่เป็นนิวเคลียร์แฟมิลีเป็นต้นแบบของชีวิตมนุษย์หรือเปล่า? หรือความเป็นครอบครัวมันนับแค่นี้ไหม? เพราะคุณจะเห็นได้ว่าเวลาคุณไปดูนอกสังคมตะวันตก มันไม่ใช่เลย พ่อแม่ ก็ไม่ได้จําเป็นที่จะต้องเลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง แม้กระทั่งในสังคมแอตแลนติกเหนือ
ถ้าย้อนกลับไปดูสังคมฟิวดัล (Feudalism) คนที่เลี้ยงดูลูกด้วยตนเองคือคนไม่มีฐานะ เพราะฉะนั้นเวลาคําถามที่คุณถามมาในเรื่องของ ‘พ่อกับการเลี้ยงดูลูก’ ผมถึงบอกว่าคําถามของคุณมันเป็นคําถามของยุคสมัย คําถามของศตวรรษที่ 21 ที่คุณต้องการให้พ่อหรือผู้ชายเข้ามาเลี้ยงดูลูก ด้วยเหตุนั้นจึงมีงานวิจัยจํานวนมาก ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ในการจะให้เหตุผลว่าว่า ผู้ชายสองคนก็สามารถเลี้ยงดูเด็กได้
ผู้ชายที่ภาพลักษณ์ทั่วไปก็คือความก้าวร้าว ชกต่อยกัน คําอธิบายอันหนึ่งว่าผู้ชายควรจะเข้ามาดูแลลูก (และมันก็เข้ามาดูแลลูกจริง ๆ นะ) ก็จะมีการศึกษาวิจัยเพื่อตั้งคำถามและหาคำตอบว่าครอบครัวที่มีผู้ปกครองเป็นผู้ชายกับผู้ชายก็สามารถเลี้ยงดูลูกได้ งานวิจัยก็จะบอกว่าพอพ่อดูแลลูกแล้วจะส่งผลกระทบต่อสารเคมีในร่างกาย โดยเฉพาะระดับโปรแลคติน (Prolactin)
สำหรับผู้หญิง ระดับโปรแลคตินก็จะส่งผลต่อการให้นม ส่วนผู้ชายนั้นมันก็จะส่งผลต่อการผลิตเทสโทสเตอโรนและการผลิตน้ำอสุจิ สัมพันธ์ไปกับอารมณ์ ไปจนถึงความเครียดต่าง ๆ ถ้าคุณมีมากเกินไป มันก็จะปวดหัว ส่งผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ การศึกษาผ่านฮอร์โมนพวกนี้จะเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมันช่วยบอกว่าพ่อสามารถเลี้ยงดูลูกได้
ประเด็นนี้ถูกทําวิจัยในปลายทศวรรษที่ 1990 แล้วก็ส่งไปลงวารสารทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าถูกปฏิเสธ ไม่ได้รับการตีพิมพ์ ต่อมาก็ตีพิมพ์ที่อื่น เพราะฉะนั้นคุณจะเห็น การเมืองในวงการวิทยาศาสตร์ด้วย
อีกหนึ่งประเด็นที่คุณจะได้ยินก็คือ บทบาทของออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่จะสัมพันธ์ว่าออกซิโตซินของพ่อจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณมีลูกหรืออยู่กับเด็ก ก็จะมีการสำรวจว่าลิงหลาย ๆ ตัวที่เริ่มฆ่าลูก แต่พอมันไปอยู่กับเด็กมากขึ้น พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไป มันก็จะหันมาให้ความเอาใจใส่ หันมาดูแลมัน
ดังนั้น คําถามเรื่องการที่พ่อต้องเข้ามามีบทบาทในการเลี้ยงดูลูกคือการให้เหตุผลของพวกนักชีววิทยาวิวัฒนาการ แต่ถ้าคุณมองไปในประวัติศาสตร์ ชนชั้นสูงไม่เคยมีใครเลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง มีคนเลี้ยง มีแม่นม แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ก็มี ‘แนนนี่’ (Nanny) คุณมีสิ่งที่เรียกว่า ‘French Governess’ มีโรงเรียนฝึกแนนนี่แพงมาก ๆ อยู่ที่อังกฤษที่ชื่อว่า ‘Norland College’ พอจบไปแล้วเนี่ย เขาไม่มาเลี้ยงดูลูกผมหรอก ผมไม่แน่ว่าเขาจะมาเลี้ยงดูลูกคุณหรือเปล่า เพราะค่าจ้างเขาปีหนึ่งเนี่ยหลายล้านบาท
คนชนชั้นสูงจะไม่มีบทบาทสัมพันธ์อะไรกับลูกมาก ในอดีตชนชั้นกลางก็เช่นกัน การเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองเป็นอุดมการณ์สําคัญของชนชั้นกลางที่ไม่ได้รวยขนาดที่จะจ้างคนฝรั่งเศสมาเลี้ยงลูกคุณ ในอดีต จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘แม่นม’ (Wet Nurse) ซึ่งมีมาประมาณ 4000 ปีแล้ว จากอียิปต์โบราณไล่มาจนถึงศตวรรษที่ 20 อย่าง ‘ราชวงศ์โมกุล’ (Mughal Dynasty) ก็ใช้แม่นมเป็นเครื่องมือสําคัญในทางการเมือง เพราะหากว่าคุณเป็นแม่นมของเจ้าชายคนหนึ่งที่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แม่นมคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลสำคัญไปโดยปริยาย และไม่เพียงแต่แม่นมเท่านั้น แต่รวมถึงสายตระกูลและเครือญาติด้วย และแน่นอนว่าเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลายก็เคารพรักในแม่นม แม่นมก็จะกลายเป็นคนที่มีความสําคัญมากของราชวงศ์ ตลอดชีวิตจนกระทั่งจนตาย และรวมถึงสายตระกูลของเธอด้วย เหมือนกับเป็นแม่คนหนึ่งของชนชั้นนํา
ในศตวรรษที่ 15 และ 16 ถ้าคุณเลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง คุณไม่ใช่คนชนชั้นสูงของยุโรป และความนิยมในการที่ให้แม่เลี้ยงดูลูกด้วยตนเองมันก็เกิดขึ้นประมาณกลางศตวรรษที่ 18 จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจในแบบที่เราเข้าใจในปัจจุบันว่ามันคือธรรมชาติ
จนกระทั่งทศวรรษที่ 1970 ความนิยมในการให้นมแม่ก็กลายมาเป็นเรื่องสําคัญในวงการแพทย์ตะวันตกให้การสนับสนุน นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 มาจนถึง 1970 เป็นระยะเวลากว่า 200 ปี คุณถึงมารณรงค์เรื่องนมแม่ เพราะฉะนั้นการรณรงค์เรื่องนมแม่ก็จากตอนนั้นถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การดูแลทารกและการเลี้ยงเด็กเป็นเรื่องของแม่ในทางชีววิทยา แต่มันก็ไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นแม่ที่มีสายสัมพันธ์ในทางชีววิทยาเพียงเท่านั้น
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าบทบาทการดูแลลูกสามารถจะเป็นใครก็ได้แต่ต้องมีคนเลี้ยง ส่วนจะเป็นใครนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ ของแต่ละสังคม โลกมันเปลี่ยนแปลงไปตลอด ดังนั้นการที่คุณจะให้ความสำคัญกับการที่แม่เลี้ยงดูลูกหรือพ่อแม่ต้องเลี้ยงดูลูกเป็นสูตรที่เราทุกคนถูกสอนกันมาจนเหมือนเกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่ผมพยายามจะชี้ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่เพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมา ซึ่งแต่ละสังคมก็ไม่เหมือนกัน.
อ่านมาถึงจุดนี้คุณอาจมีคำถามว่า ‘แล้วพ่อคืออะไร?’ ในมิติหนึ่งก็ตอบได้ง่าย ๆ ว่าพ่อคือสิ่งมีชีวิตเพศชายในกระบวนการฏิสนธิและให้กำเนิดลูก หรือจะให้ง่ายกว่านั้น พ่อก็คือผัวของแม่
แต่นี่คือปัญหาที่พบเมื่อเราพยายามหานิยามของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หากว่าผัวของแม่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการปฏิสนธิ เขาจะยังเป็นพ่ออยู่ไหม?
ระหว่างแม่นมกับแม่ทางชีววิทยา ผู้หญิงคนไหนมีความเป็นแม่ต่อลูกมากกว่ากัน?
ไม่ใช่ว่าการนิยาม ‘ความเป็นพ่อ’ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่การนิยามความเป็นพ่อว่าเป็นแบบใดแบบหนึ่ง หรือโดยเฉพาะกับความเป็นพ่อตามแบบฉบับของรูปแบบครอบครัวเดี่ยวอาจนำไปสู่การละทิ้งความเป็นพ่อในรูปแบบอื่น ๆ ไป เพราะความเป็นพ่อในแต่ละคำนิยามก็จะผันแปรไปตามกรอบ วัฒนธรรม และปัจจัยเฉพาะของแต่ละสังคมที่ทำให้ความเป็นพ่อนั้น มีหลากหลายความหมายและรูปแบบ เป้าหมายของเราอาจไม่ใช่การพยายามหาว่าพ่อคืออะไร แต่ความเป็นพ่อนั้นมีรูปร่างหน้าแบบใดบ้าง
ขณะเดียวกัน คำถามเรื่อง พ่อควรหรือต้องเข้ามาเลี้ยงดูลูกแค่ไหน อาจารย์ชี้ว่าเป็นโจทย์ร่วมสมัยของศตวรรษที่ 21 เพราะทั้งประวัติศาสตร์และหลายสังคมไม่ได้วาง ‘นิวเคลียร์แฟมิลี’ เป็นมาตรฐาน และพ่อแม่ก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกเองเสมอไป ดังที่สะท้อนผ่านสังคมชนชั้นสูงยุคฟิวดัลที่พึ่งแม่นม แนนนี่ และถึงขั้นมีสถาบันอย่าง Norland College
ขณะเดียวกันงานสายชีววิทยาวิวัฒนาการก็ถูกหยิบมาอธิบายว่าการอยู่ใกล้ชิดเด็กทำให้พ่อเกิดพฤติกรรมเอาใจใส่มากขึ้น (เช่นกรณีลิงที่เปลี่ยนจากทำร้ายเป็นดูแล หรือชนิดที่พ่อมีบทบาทอุ้มเลี้ยงอย่าง ลิงติติ)
สรุปแล้ว ‘ใคร’ จะเป็นผู้ดูแลขึ้นกับบริบท สถาบันทางสังคม และช่วงเวลา มากกว่าข้อกำหนดตายตัวว่าต้องเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาในหัวข้อ The Many Faces of Fatherhood ในเนื้อหาส่วนถัดไปจะเป็นการกล่าวถึงอิทธิพลของสังคมที่มีการสืบสายเลือดทางฝั่งของเพศชาย (Patrilineality) รวมไปถึงบางสังคมที่ยังมีการสืบสายเลือดฝั่งเพศหญิง (Matrilineality) ว่าส่งผลต่อสำนึกในสังคมไปอย่างไรบ้าง
ติดตาม The Hidden Dilemma Special กับอาจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ได้เร็ว ๆ นี้