23 ม.ค. 2569 | 17:44 น.

การทำประชามติรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถือเป็นจุดหมายสำคัญอีกครั้งหนึ่งของพัฒนาการทางการเมืองไทย
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ นี่คือการทำประชามติรัฐธรรมนูญครั้งที่สามของประเทศ แต่ในเชิงเนื้อหากลับแตกต่างจาก 2 ครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะครั้งนี้ไม่ใช่การถามประชาชนว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการจัดทำมาเสร็จแล้ว หากแต่เป็นการตั้งคำถามพื้นฐานยิ่งกว่านั้นว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
คำถามนี้ไม่ได้ชี้นำไปยังตัวบทร่างใดโดยตรง หากแต่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตัดสินทิศทางของระบอบการเมือง
การประชามติรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นครั้งแรก กับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพื่อโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายให้การยกย่องว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน’ ฉบับแรก เพราะเกิดจากกระบวนการร่างที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ แตกต่างจากเดิม ที่การยกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นการดำเนินการกันเองของฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ
การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี พ.ศ. 2549 คมช. พยายามออกแบบกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เสมือนหนึ่งว่า ประชาชนได้มีส่วนร่วมไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เพื่อแสวงหาความชอบธรรมในทางการเมืองให้แก่ตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกของสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ หรือการกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม กลไกทางการเมืองใหม่ที่ คมช. เพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ คือการกำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการออกเสียง ‘ประชามติ’ ของประชาชนโดยตรง นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการนำเครื่องมือประชามติมาใช้กับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถือกำเนิดจากการรัฐประหาร แต่ปลายทางของยังคงได้รับความเห็นชอบจากประชาชน
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี พ.ศ. 2549 ยังกำหนดเครื่องมือที่หลายฝ่ายมองว่า มีนัยสำคัญ คือ มาตรา 32 ที่กำหนดว่า หากประชาชนลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ คมช. ร่วมกับคณะรัฐมนตรี พิจารณานำรัฐธรรมนูญที่เคยประกาศใช้มาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน กลไกนี้ทำให้การ ‘ไม่รับร่าง’ ไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกำหนดอนาคตด้วยตนเองอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจกลับไปสู่คณะรัฐประหารโดยตรง
ภาพจำของการประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผลคะแนนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 14,727,306 เสียง มากกว่าไม่เห็นชอบ 10,747,441 เสียง หากแต่อยู่ที่การต่อสู้กันในเชิงความคิดและสัญลักษณ์ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของวาทกรรม ‘รับไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง’ ของ ‘จรัญ ภักดีธนากุล’ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น (ที่ต่อมาจะได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2563) วาทะนี้ถูกพูดออกมากลางเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญได้แสดงความเห็น
อาจารย์จรัญให้เหตุผลว่า การรับร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การยุติระบบรัฐประหารโดยทันที ทำให้ คมช. สิ้นสภาพลง พร้อมกับเปิดช่องให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังได้ โดยอ้างถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่เปิดให้ประชาชน 50,000 คน หรือ สส. หนึ่งในสี่ เสนอแก้ไขได้ วาทะดังกล่าวถูกฝ่ายคัดค้านมองว่า เป็นความพยายามสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน โดยชี้ให้เห็นภาพอนาคตหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
อีกฟากหนึ่ง กลุ่มภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ก็รณรงค์ต่อสู้ในทางความคิดอย่างเข้มข้น นำโดยอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งตั้งคำถามว่า “โหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญจะได้อะไร”
คำตอบที่เสนอไว้มีอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 1.การทำให้การปฏิรูปการเมืองบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนยังคงดำเนินต่อไปได้ 2.การยับยั้งการนำประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ และ 3.การให้บทเรียนว่าการรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือที่ใดในโลก
แม้ท้ายที่สุดฝ่ายที่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 จะเป็นผู้ชนะ แต่สิ่งที่ถูกสัญญาไว้ในวาทกรรม ‘รับไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง’ กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม แม้ในช่วงหนึ่งจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 แต่ก็ไม่ได้เป็นการแก้ไขที่มุ่งไปสู่การทำให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาน เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง หากแต่เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อยตามผลประโยชน์ทางการเมืองที่ลงตัวเท่านั้น
ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้เพียง 7 ปี ก็เกิดการรัฐประหารอีกครั้งในปี พ.ศ. 2557 เพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กระบวนการยกร่างในห้วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงการชิงอำนาจกันเองของผู้มีอำนาจอย่างชัดเจน เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่จัดทำโดยคณะกรรมการยกร่างซึ่งมีอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ก่อนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ โดยมีอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน
อีกทั้ง การยกร่างรัฐธรรมนูญถูกตีกรอบเนื้อหาไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี พ.ศ. 2557 ไม่ว่าจะเป็นการวางกลไกเพื่อกันบุคคลที่เคยทุจริตออกจากตำแหน่งทางการเมือง หรือการสร้างกลไกควบคุมการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง ซึ่งสะท้อนพื้นฐานความคิดของผู้มีอำนาจที่ไม่ไว้วางใจนักการเมืองซึ่งจะเข้ามาบริหารประเทศต่อจากตนเอง
แม้การประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 จะไม่มีวาทกรรม ‘รับไปก่อนแก้ทีหลัง’ แต่ก็มีภาพจำอื่นที่ชัดเจนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการที่ฝ่ายรัฐสามารถใช้กลไกและทรัพยากรของรัฐในการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกลับถูกจำกัดเสรีภาพจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคนขึ้นไป และบทบัญญัติมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งเปิดช่องให้การแสดงความคิดเห็นถูกตีความเป็นการก่อความวุ่นวายได้อย่างกว้างขวาง
แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 จะผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 16,820,402 ล้านเสียง มากกว่าไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง แต่คำถามสำคัญยังคงค้างคาอยู่ว่า ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบเพราะเชื่อมั่นในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญจริง หรือเพียงต้องการให้ คสช. ออกจากเวทีการเมืองเสียที การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 ซึ่งตามมาหลังประชามติ มิได้เป็นจุดสิ้นสุดของ คสช. หากแต่กลับกลายเป็นกลไกสืบทอดอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 ซึ่งยังคงเป็นมรดกที่ท้าทายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ การลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จึงมิใช่เพียงกระบวนการตามกฎหมาย หากแต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชนบนห้วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยคำถามที่ว่า “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” คือการย้อนกลับไปทบทวนบทเรียนจากประชามติทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา และเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้กำหนดทิศทางของระบอบการเมืองด้วยเสียงของตนเองอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง
อ้างอิง
ประชามติไทยสไตล์: โหวตเยส รัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ / iLaw
จรัญ ภักดีธนากุล (5 ปีที่แล้ว) เสนอให้รับ รธน.50 แล้วค่อยแก้มาตราเดียวเพื่อยกร่างใหม่ / ประชาไท
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2558