บุณยกร ดำรงรัตน์ : นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

กระติ๊บ - บุณยกร ดำรงรัตน์ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย เขตคลองเตย-วัฒนา ชูแนวทางการเมืองที่เน้นการ 'รับฟัง' เป็นหัวใจหลักในการสื่อสารและเข้าถึงประชาชน

KEY

POINTS

เราเจอกับ ‘กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์’ บ่อยเสียจนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่เป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นการนัดหมายของโชคชะตา 

ถามว่าบ่อยขนาดไหน ก็บ่อยในระดับที่มองไปทางไหนก็เจอหน้าของเธอคนนี้ 

จะนั่งรถ ลงเดินริมถนน หรืออยู่ในโลกออนไลน์ เราก็เจอแต่ใบหน้าของเธอ 

เชื่อว่าคนในเขตคลองเตย–วัฒนา ก็คงคุ้นตาไม่ต่างกันนัก เพราะกระติ๊บคือผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 4 คลองเตย–วัฒนา จากพรรคเพื่อไทย ผู้เลือกใช้การลงพื้นที่เป็นภาษาหลักในการสื่อสารกับผู้คน

เธอหยิบเอาความถนัดในฐานะนักผังเมือง ที่ได้ร่ำเรียนระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) เข้ามาเป็นจุดแข็ง คอยสำรวจ ซักถาม และทำความเข้าใจพื้นที่อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงด้วยสายตาของนักการเมือง แต่ด้วยมุมมองของคนที่เคยทำงานกับเมืองมาอย่างยาวนาน

ก่อนหน้านั้น เธอทำงานเป็นนักวิจัยด้านผังเมืองมาโดยตลอด เคยเป็น Visiting Scholar ณ สถาบันวิจัยแห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษานโยบายอยู่เบื้องหลัง

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก หากเราจะเห็นเธอลงเดินสำรวจพื้นที่ รับฟังปัญหาและความต้องการของผู้คนในเขตอย่างใกล้ชิด และยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้นว่า แม้จะไม่ได้เติบโตมาจากตระกูลการเมืองโดยตรง แต่ความมุ่งมั่นในการก้าวเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร

The People พูดคุยกับ กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์ ผู้ลงสมัคร สส. กรุงเทพฯ เขต 4 คลองเตย-วัฒนา จากพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ชีวิตที่เติบโตมาครอบครัวที่มีตาเป็นทหาร พ่อเป็นแพทย์ มาจนถึงคำทำนายของหมอดู สายโทรศัพท์ปริศนา และจังหวะเวลาที่ดูเหมือนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนที่กงล้อแห่งโชคชะตาจะหมุนวน พาเธอเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย และได้รับการสนับสนุนให้ก้าวสู่ศึกการเมืองครั้งสำคัญอย่างเต็มภาคภูมิ

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

01 - การเมืองกับครอบครัว

The People: เล่าวัยเด็กของคุณให้ฟังหน่อย คิดว่าอะไรทำให้เราเติบโตมาเป็นในเวอร์ชันนี้ได้

บุณยกร: ก็เป็นเด็กเรียนเรียนทั่วไป ตามกรอบที่เด็กเรียนส่วนใหญ่เป็นน่ะค่ะ แต่ว่าเราจะชอบอ่านหนังสือพวกวรรณกรรมเยาวชน ที่บ้านก็จะซื้อหนังสือมาให้ เราก็จะอ่านแล้วคิดจินตนาการไปตามนั้น เราโตมากับคุณตาด้วยค่ะ คุณตาก็จะสอนให้คิด จะคอย discuss น่ะ สมมติถ้าอ่านหนังสือเรื่องเกี่ยวกับชาวยิวก็จะมาแบบ discuss กัน โดยไม่ได้บอกว่าสิ่งที่คิดผิดนะ แต่จะถามว่าเราคิดเห็นอะไรยังไง ๆ มากกว่า มันก็เหมือนเป็นการฝึกให้เราคิดอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่เด็ก

ด้วยความที่คุณตาเป็นทหาร คุณตาเขาก็จะชอบอ่านหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ หลายอย่างเลย เรื่องสงคราม เรื่องชาวยิว หลังจากนั้นก็จะมีการถามว่าเราคิดเห็นยังไง ก็โตมากับเด็กแบบเนิร์ดเลย ใส่แว่นหนา ๆ (ยิ้ม) อ่านหนังสือนิยาย อ่านวรรณกรรมเยาวชนเป็นหลัก อ่านโรอัลด์ ดาห์ล (Roald Dahl) 

The People: ที่บ้านคุยเรื่องการเมืองเป็นเรื่องปกติเลยไหม

บุณยกร: ที่บ้านพูดเรื่องการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าไม่ได้มีการแบบใครเชียร์พรรคไหนเป็นพิเศษ เขาก็จะพูดเป็น ‘ค่ากลาง’ ต่อประเด็น ไม่ได้มีความ very supportive พรรคนู้นพรรคนั้นแล้วมาทะเลาะกัน

The People: ไม่เคยมีขัดแย้งกันเลย

บุณยกร: ไม่มี เพราะว่าเราว่าที่บ้านเรา อันนี้เป็นเรื่องที่บ้านน่ะ ค่อนข้างจะเคารพความเป็นปัจเจก ถ้า discuss อะไรเขาจะไม่ได้ discuss ในฐานะ supporter ของพรรคไหนอะไรเลย แต่ว่าจะพูดเป็น issue มากกว่า เช่นเรื่องนี้การจัดการโควิดเป็นอย่างงี้ ๆ เขาก็จะพูดเป็นประเด็น

The People: การที่คุณเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณตาเป็นทหาร แล้วก็ค่อนข้างสนิทกับคุณตา คิดว่ามันส่งผลต่อบุคลิกเราไหม

บุณยกร: เราว่าก็ในระดับหนึ่งนะ เรามีน้องชาย 1 คนด้วย น้องชายตอนนี้เป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ่อก็เรียนจบหมอ แต่ถ้าสมมตินึกถึงทหาร อาจจะนึกถึงไปในทางจริงจังว่าต้องแบบนี้ ๆ แต่ว่าตอนที่คุณตาเลี้ยงกระติ๊บมา ก็ค่อนข้างแก่เริ่มใกล้เกษียณแล้ว ก็เลยไม่ได้ very restrictive ขนาดนั้น ส่วนใหญ่เราว่าสิ่งที่มันหล่อหลอมเราก็คือการให้ตัดสินใจอะไรเอง แล้วก็รับผิดชอบต่อสิ่งนั้น เราเป็นคนที่ไม่ได้ต้องรอให้ใครมาจัดการอะไรให้ จัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: อาจจะเพราะความเป็นพี่ด้วยหรือเปล่า

บุณยกร: อาจจะเกี่ยว อาจจะเกี่ยวด้วย (หัวเราะ)

The People: ถ้าเกิดมีเรื่องไม่สบายใจ คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณคลายกังวล 

บุณยกร: ตอบตามตรงได้ไหม เราเลือกเข้าหาหมา เพราะเราเป็นคนสนิทกับสัตว์เลี้ยงเรามาก แล้วรู้สึกว่าสัตว์มันเป็นอะไรที่ supportive มันไม่เคย judge เรา รู้สึก free ที่จะพูดกับเขา ซึ่งจริง ๆ มันอาจจะเป็นการพูดกับตัวเราเองด้วยนั่นแหละ เราว่าหลัก ๆ มันคือการคุยกับ inner self กับสัตว์เลี้ยงที่เขาก็รู้นะว่าเราเศร้าหรือไม่เศร้า

The People: ตอนที่เลือกเรียนที่เตรียมฯ วางแผนไว้เลยไหมว่าจะต้องเข้าที่นี่ แล้วหลังจากจบจะต้องต่อมหาวิทยาลัยในสาขาไหน

บุณยกร: จริง ๆ ที่บ้านคุณพ่อก็จบเตรียมฯ เหมือนกัน อาจจะไม่ได้หวือหวาอะไร เราก็คือตามรอยคนที่อยู่ในบ้าน ก็ just one step ที่ต้องไป เอาจริง ๆ นะ ตอน ม.ปลาย ไม่รู้ว่าจะเรียนต่ออะไรด้วยซ้ำ ก็มีหลายอาชีพที่คิดว่าจะไป เพื่อนส่วนใหญ่เป็นหมอกันหมด ก็อยากเข้าหมอ แต่ว่าพอเห็นคุณตาล้มลง แล้วคุณตาเลือดออก กระติ๊บเป็นลมไปก่อนคุณตาอีก ก็เลยแบบ อะ โอเค อันนี้ตัด เป็นหมอไม่ได้แน่ ๆ

แล้วก็อันที่สอง ก็คิดไว้ว่าอยากเรียนบริหารไปสอบอันนั้นก็ได้ คือกระติ๊บเป็นเด็กที่ไปนั่งตึกอุ๊ มันไม่ได้มีความรู้ว่าอาชีพอะไรเป็นยังไง คือชีวิตอาจจะน่าเบื่อมาก ตอนแรกจะเรียนวิศวะโยธา แล้วเพื่อนก็บอกว่าถ้าเธอเรียนวิศวะโยธาไป เธอจะเป็นแบบเหมยลี่นะ (หัวเราะ) อันนี้คือเรื่องจริงเลย แล้วเราก็บอกว่า อ้อ เหรอ งั้นฉันไม่เป็นก็ได้ แล้วเพื่อนก็บอกว่าถ้าต้องเป็นหมอสิจะได้แบบอยู่กันเป็นแก๊งค์ แต่สุดท้ายมันจับพลัดจับผลู เราคิดว่าสถาปัตย์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตรงกับเราสุด 

ตอนเรียนแรก ๆ มัน struggle นะ เพราะว่าสถาปัตย์ มันคือ whole new world คือเขาตรวจแบบตั้งแต่ day one เราต้องมีความขยันในทุก ๆ วัน แล้วช่วงที่กระติ๊บเข้าไปเรียนแรก ๆ ก็ไม่ค่อยสบายด้วย เหมือนภูมิตก เพราะว่าเราไม่ถนัดกับวิธีเรียนแบบนี้ ที่มันไม่ได้มีคำตอบผิดถูกแน่ ๆ ก็ใช้เวลาปรับตัวอยู่ 2 ปี 

The People: หลังจาก 2 ปีที่เราปรับตัวได้ อะไรที่ทำให้คุณวางแผนว่าหลังจากจบป.ตรี จะต้องไปต่อด้านผังเมือง

บุณยกร: พอขึ้นปี 3 จะมีวิชา research ซึ่งเราเลือกที่จะทำเกี่ยวกับ street food, street vendor การค้าขายของทางเท้าในซอยคอนแวนต์ แล้วเราก็เป็นคนที่สนใจเรื่องเมือง ในวิชาสตูดิโอ ตอนปี 4 ปี 5 จะเริ่มมีอาจารย์ที่เป็นอาจารย์พิเศษมาสอน เขาก็จะมีอาจารย์จบ urban design มา เขาก็จะให้แนวคิดเกี่ยวกับว่าทำไมเมืองถึงเป็นอย่างงี้ ยูจะออกแบบยูไม่ได้คิดแค่อาคารอาคารเดียวนะ บวกกับที่ทำ research เรื่อง street vendor เราก็โอเค เราค่อนข้างสนใจในเรื่องพวกนี้ แล้วก็อ่านหนังสือหลาย ๆ เล่มที่อาจารย์แนะนำมา ก็คือชอบ ไม่ได้คิดไกลด้วยนะ ว่าจะเอามาประกอบอาชีพอะไร เราคิดแค่ถ้าประกอบอาชีพอะไรไม่ได้ ก็เป็นอาจารย์ก็ได้ แล้วก็ไปตามนั้น

หลังเรียนจบก็ได้ทุนที่ Pratt (Pratt Institute) นิวยอร์ก แต่ว่าพอคิดเรื่องทุนอะไรแล้วมันก็แพงอยู่ดี ก็เลยไปอังกฤษ เพราะปีเดียวจบ แล้วก็เลยได้ทำงานต่อที่อังกฤษ เรารู้สึกว่าชอบชีวิตตอนนั้นค่อนข้างมาก เพราะว่าไม่ได้ต้องแข่งขันกับใครสูงขนาดนั้น และสิ่งหนึ่งที่กระติ๊บรู้สึกว่ามันแตกต่างจากอยู่กรุงเทพฯ คือตอนนั้นกระติ๊บเป็นแค่ assistant architect ก็ใช้คุณภาพชีวิตที่โอเคได้ ไม่ได้ต้องรู้สึกว่าต้องดิ้นรนหาอะไรเพิ่มเติม

The People: พอเทียบกับไทย คุณว่ามันต่างกันมากไหม

บุณยกร: อันนี้ไม่สามารถตอบแบบ generalize ให้คนอื่นได้ แต่ตอบในฐานะตัวเองเรารู้สึกว่าตอนอยู่ไทย สภาพสังคมแข่งขันค่อนข้างสูง ถ้าไม่ได้พึ่งครอบครัว ค่ารถ ค่าที่อยู่ ค่าอะไรต่าง ๆ ก็ตามมา ถึงเราจะไม่มีค่าที่อยู่ก็จริง แต่แค่ค่ากิน เราก็คือประหยัดแหละ แต่เราก็กินตามใจปากอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าแค่จะหาเงินมาให้กินตามใจปาก แล้วมีเงินเก็บอีก ก็ต้องทำงานเพิ่ม

The People: อะไรที่ทำให้ตัดสินใจว่ากลับไทย ทั้งที่คุณบอกว่าอยู่อังกฤษก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว

บุณยกร: ที่จะกลับไทย เพราะว่าจะย้ายไปทำงานที่ปักกิ่ง ได้ job offer ที่นั่น แล้วตอนนั้นน่ะเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเรื่องเมืองเลย ทำเมืองใหม่ให้ฟิลิปปินส์หรืออินโด something แล้วเหมือนเป็นบริษัทใหญ่ที่มี headquarter อยู่ที่นิวยอร์กด้วย เราก็เลยคิดว่ามันน่าสนใจ ก็เลยกลับมาบ้านก่อนเพื่อบินไปจีนต่อ แต่ว่าเจอโควิดก็เลยอยู่ไทยยาว

ตอนนั้น ค่อนข้างหนักใจมากเลย ว่าจะรับ job offer หรือว่าจะอยู่อังกฤษต่อ เพราะว่ามันเหมือนเป็นการเลือกระหว่างสิ่งที่ยูอยากทำกับสิ่งที่เป็น comfort zone ที่ยูสบายแล้ว แต่ว่านั่นแหละที่บ้านก็บอกว่าอายุยังน้อย ควรจะ explore ให้ได้เยอะ

The People: คิดว่าการตัดสินใจครั้งนั้นถูกต้องไหม

บุณยกร: คิดว่าถูกที่สุดแล้ว กระติ๊บเคยเขียนจดหมายให้ตัวเองไว้ว่า ถึง future me ว่าถ้ามองกลับมา ให้รู้ว่าคนที่ตัดสินใจในวันนั้น experience แค่นั้นน่ะ มันคือการตัดสินใจที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเองในอนาคต แล้วทุกวัน พอ Facebook มันย้อนกลับไปปีนั้นน่ะ เราก็ยังรู้สึกแบบขอบคุณตัวเองวันนั้นใน limitation ของ experience ทุกอย่างเราตัดสินใจดีที่สุดแล้ว

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: ในฐานะนักผังเมืองที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ กลับมามองที่เมืองไทย มองเห็นปัญหาของผังเมืองของกรุงเทพฯ หรือประเทศไทยยังไงบ้าง

บุณยกร: ก็หลัก ๆ เลยนะที่กระติ๊บรู้สึกตั้งแต่ตอนเรียนป.โท ก็คือประเทศไทย เป็นประเทศที่เมืองโตเดี่ยว คือแค่กรุงเทพฯ โตอยู่อย่างเดียว แล้วไม่ได้มีเมืองที่กระจายอยู่ในระยะที่ settle เพราะว่ากรุงเทพฯ ก็จะโตขยายไปเรื่อย ๆ เหมือนมะเร็ง หมายถึงว่าไปสมุทรสาคร นครปฐม อยู่นครปฐมยังต้องขับรถมาอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่เลย 

มันทำให้เมืองเเรื้อรังไปเรื่อย ๆ คือเรามีเชียงใหม่แหละ เรามีนครราชสีมา แต่เราไม่ได้มีการเดินทางที่ง่าย อย่างเช่นรถไฟความเร็วสูงเหมือนที่อังกฤษ ที่นั่นก็จะมีรถไฟที่เดินทางจาก Manchester ไป London ของไทยเราต้องแบบนั่งเครื่องบินอยู่  

The People: ช่วงที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตที่ไทยใหม่ ๆ คุณมองเห็นความหวังที่ประเทศไทยเราจะสามารถมีผังเมืองที่ดีได้ไหม

บุณยกร: ส่วนตัวกระติ๊บไม่ได้มีความหวังแบบ strong ความหวัง แต่เราก็รู้สึกอยู่ว่าเดี๋ยวเชียงใหม่ก็คงจะโต เดี๋ยวที่อื่น ๆ ก็คงมี EEC แล้วเมืองก็คงจะโต เราก็มีหวังแหละ ไม่ได้รู้สึกว่ามันสิ้นหวัง ไม่ได้รู้สึกหมดหวังกับประเทศไทย คือกระติ๊บไม่ใช่คนที่คาดหวังว่ามีประเทศนี้ ดีกว่าประเทศเรา เรารู้สึกว่าประเทศเราก็มีดีกว่าประเทศอื่น เลยไม่ได้รู้สึกว่าสิ้นหวัง

02 นักการเมืองในแบบกระติ๊บ

The People: ตอนเด็ก ๆ คุณมองภาพนักการเมืองเป็นอย่างไร พอเติบโตขึ้นมาและได้ลงสนามจริง ๆ ตรงกับสิ่งที่คุณคิดไหม

บุณยกร: กระติ๊บว่าค่อนข้างเหมือนกัน เพราะว่าส่วนตัวกระติ๊บไม่ได้เคยมองนักการเมืองว่าเป็นคนที่มีอิทธิพล มีอำนาจ เราก็เคยเจอนักการเมืองอยู่เรื่อย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นอะไร เราก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนคนหนึ่ง เป็นอาชีพของเขาอาชีพหนึ่ง พอตัวเองมาเป็น ก็ยังรู้สึกอย่างงั้นอยู่ว่ามันก็คืออาชีพอาชีพหนึ่ง ที่อาจจะแตกต่างจากอาชีพอื่น ซึ่งกระติ๊บเชื่อว่าทุกอาชีพ มีความเป็นคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่แล้ว แค่อาชีพนี้มันอาจจะส่งผลกระทบกับคนได้มาก คนก็เลยให้ข้อ concern กับอาชีพนี้ค่อนข้างเยอะ

The People:  คุณอยากเป็นนักการเมืองแบบไหน

บุณยกร: ถ้าส่วนตัวนะ กระติ๊บก็อยากเป็นนักการเมืองที่ได้ทำนโยบาย ที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนออกมาให้ได้ หลัก ๆ ก็อยากจะเป็นคนที่คนนึกถึงอะไร แล้วเข้ามาพูดกับเราละกัน อยากเป็นคนที่คนเข้าถึงได้ เราจะได้แบบฟังเรื่องที่เขาอยากได้จริง ๆ 

เราชอบรับฟัง ถ้าจะให้ย้อน กระติ๊บว่าเป็นเพราะว่าน่าจะตั้งแต่เด็กแหละ เพราะว่าเราค่อนข้าง reserve judgement อยู่พอสมควร เพราะว่าคนในที่บ้านก็มีความคิดที่หลากหลาย ก็เลยไม่ได้มีความแบบเชื่ออะไรไปทางใดทางหนึ่งเกินไป

The People: เข้ามามาสู่เส้นทางการเมืองได้อย่างไร

บุณยกร: คือเส้นทางการเมืองเนี่ย ค่อนข้างจะ random นิดนึง แต่ว่าก่อนหน้านี้ กระติ๊บทำงานนโยบายที่เป็น research อยู่ ทำให้กับอาจารย์ที่ฝรั่งเศส ก็ทำอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ไปเป็น visiting scholar ที่ฝรั่งเศส ทีนี้พรรคเพื่อไทยเขาเปิด department ใหม่ แล้วคนเชิญเขาเคยทำงานอยู่ EU เหมือนได้ใบ CV เรามาอะไรประมาณนี้ เขาก็โทรมา แล้วเราก็ตอบรับทันที แต่ถ้าตอบตามตรงก็คือไปดูดวงมา ว่าถ้าเกิดมาทำงานการเมืองจะได้แต่งงาน แล้วพอบินกลับมาจากเชียงใหม่ใช่ไหม เขาก็โทรมาพอดีแล้วเราก็โอ้ สิ่งนี้แหละ ก็ตอบตกลงเลย แบบไม่ได้คิดอะไรเยอะ

วันนั้น จำได้เลย ขับรถมาสอนที่จุฬาฯ แล้วก็กำลังนั่งเม้าท์กับน้องที่จุฬาฯ อยู่ว่าเนี่ยยูเราไปดูดวงมาเว้ย เขาจะให้เราแบบเราจะได้แต่งงานถ้าเราทำงานการเมือง แล้วโทรศัพท์มันก็ดังขึ้นมาพอดี เราก็เลยรู้สึกว่า อ๋อ นี่อาจจะเป็น sign จากสวรรค์ (หัวเราะ) ประมาณนั้น

แล้วเราก็ตอบโอเคเลย คนโทรมาเขายังงงเลย เงินดงเงินเดือนไม่ถามด้วยซ้ำ บอกว่าจะให้เท่าไหร่ก็ให้มาเถอะ

The People: ไม่มีแบบว่าเดี๋ยวขอไปคิดก่อน

บุณยกร: ไม่มี ๆ เขายังงงเลย

The People: โดยปกติแล้วเป็นคนเชื่อเรื่องดวงไหม

บุณยกร: กระติ๊บเป็นคนเชื่อเฉพาะอันที่เราอยากฟัง คือเป็นคนชอบดูดวงมาก ถ้าจะให้พูดแบบเป็นเชิงจิตวิทยา เราว่าคนเราต้องการหาอะไรมา support ความเชื่อลึก ๆ คือคนเราไม่กล้าที่จะเชื่อตัวเอง 100% น่ะค่ะ เราก็ต้องการหาอะไรมา support ตัวเอง อะไรประมาณนี้มากกว่า

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: ถ้าเกิดว่ามีคนมาบอกว่านักการเมืองน่าจะเลือกเชื่ออะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องทางไสยศาสตร์ คุณมีวิธีอธิบายหรือบอกเขาให้เข้าใจได้ยังไงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันไม่ได้ขัดต่อศรัทธาประชาชน หรือว่ามันไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเขา

บุณยกร: กระติ๊บน่าจะบอกให้เขาเข้าใจว่าถ้าเกิดเป็นการทำงานเชิงนโยบาย หรือเชิงที่ต้องออกมาเป็นข้อกฎหมายอย่างงี้ เราต้องใช้ data driven อยู่แล้ว ก็คือเชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว แต่เรื่องการที่จะ support จิตใจ หรือเรื่องที่เป็น ritual มันเป็นเรื่องปัจเจก เราว่าทุกคนควรเคารพความต่างในจุดนี้ เพราะเราคงไม่เอา data driven มาบอกว่าให้ใจฉันดีขึ้นหรอก เพราะว่าตอนนี้ฉันตรวจนะ ฮอร์โมนแกมันอยู่เท่านี้แล้ว ฉันต้องมีความรู้สึกดีขึ้น คอร์ติซอลแกหลั่งแล้วอะไรอย่างงี้ มันก็ไม่ใช่ ก็ต้องเรื่องแบบนี้แหละ มันต้อง ritual นิดหนึ่ง แต่เราก็คงไม่ได้บอกว่าหมอดูบอกว่าให้แก้ผังเมืองตรงนี้ มันก็ไม่ใช่ มันก็เป็น 2 พาร์ทที่แยกจากกัน

03 - เพื่อไทย

The People: ทำไมถึงเลือกเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย

บุณยกร: กระติ๊บว่าแนวคิดเขาก็ไม่ได้ขัดแย้งกับเราโดยส่วนตัว แล้วก็วิธีคิดเขาก็สอดคล้องกับเราในบางมุม เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นพรรคนี้ก็โอเค อีกอย่างโอกาสในชีวิตมันมา สมมติวันนี้กระติ๊บไม่ได้อยู่ที่เพื่อไทย มันก็คงตอบไปอีกแบบ แต่เรารู้สึกว่าบางอย่างมันเป็นจังหวะชีวิต

The People: มันสอดคล้อง เป็นจังหวะพอดี

บุณยกร: ใช่ แล้วก็ต่อให้มันสอดคล้องหรือไม่สอดคล้อง แต่ว่าเราก็มี mindset บางอย่างที่สอดคล้องกับพรรคด้วย โดยส่วนตัว คิดว่าพรรคเพื่อไทยพยายามแก้ปัญหามากกว่าที่จะพูด solution ให้มากพอ ๆ กับในสัดส่วนที่เท่า ๆ กันกับปัญหา หมายถึงว่าไม่ได้ลิสต์ปัญหาขึ้นมาแล้วยังไม่มี solution เรารู้สึกว่าตรงนี้คือส่วนที่เราคิดว่ามันอาจจะ match กันอยู่บ้าง

The People: คุณสามารถเสนอไอเดียได้มากน้อยแค่ไหนในพื้นที่การทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย

บุณยกร: ผู้ใหญ่ในพรรคให้โอกาสในการพูด แล้วก็รับฟัง เก็บไปเป็นข้อพิจารณาของเขาอยู่ค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าพรรคเปิดโอกาสให้เราได้คิด ได้ทำอะไรค่อนข้างเยอะเลย แล้วก็เป็นสาเหตุที่เราอยู่ได้นานด้วยแหละ เพราะว่าเขาไม่ได้มีกรอบหรืออะไรเลย คือถ้าอันไหนไม่ได้ หรือว่าไม่สามารถผลักดันให้ผ่านสภาได้ เขาก็จะมีเหตุผลให้เรา แล้วเรารู้สึกว่า แค่เขารับฟัง แล้วก็เปิดอิสระให้คิด เรารู้สึกว่าโอเคมากแล้ว

The People: มีสิ่งไหนที่คุณพยายามผลักดันมาก ๆ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ถึงฝั่งฝันไหม

บุณยกร: เราว่ามี พ.ร.บ. Climate Change รอบที่แล้ว เราพยายามเขียน แล้วก็เสนอไป แต่เหมือนจังหวะเวลามันไม่ได้ ก็ยังไม่ได้ผ่านในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล ซึ่งตัว พ.ร.บ. Climate Change ก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มันเป็นร่างที่พูดถึงว่าจะทำยังไงให้ประเทศไทยเข้าสู่ Net Zero ได้ จะมีกลไกทางคาร์บอนเครดิตต่าง ๆ กลไกการควบคุม หรือว่าเงินช่วยเหลือสำหรับพื้นที่ที่ประสบภัยกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมต่าง ๆ เพราะว่าเราค่อนข้างจะจริงจังกับเรื่องนี้

แล้วก็เรื่องอากาศด้วย อากาศสะอาด ส่วนตัวเป็นคนภูมิแพ้หนักมาก เมื่อสองวันก่อนก็เพิ่งไปฉีดยาที่โรงพยาบาลมา เพราะแพ้อากาศหนักค่อนข้างมาก ผื่นขึ้นเต็มตัว จริง ๆ เรื่องนี้เราก็อยากให้มันสำเร็จด้วยเหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องเอามาพูดทางการเมืองเลย for the sake ของ people life เลยอะ แบบจริงจัง 

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: เตรียมตัวรับมือกับความสมหวังและผิดหวังในการทำลงเล่นการเมืองมากน้อยแค่ไหน

บุณยกร: กระติ๊บว่ากระติ๊บก็รับมือประมาณหนึ่ง คือส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องอะไรขนาดนั้นด้วย กระติ๊บว่าการไม่คาดหวัง มันคือการรับมือความผิดหวังตั้งแต่ต้น 

The People: ช่วงที่คุณได้รับความไว้วางใจจากพรรค ว่าจะส่งคุณลงเขต 4 รู้ล่วงหน้าไหม หรือว่ามันมีกระบวนการยังไง มีสัญญาณไหม

บุณยกร: ผู้ใหญ่ถามกระติ๊บเรื่อย ๆ อยู่แล้วว่าอยากลงไหม อยากลงเขตไหน เขาก็อยากให้เราอยู่ตรงนี้ อยากให้เราเป็นคนที่อยู่ข้างหน้า เพราะว่าเราทำงานให้เขาเรื่อย ๆ เขาก็รู้ว่าเราสามารถทำงานได้

เราก็บอกว่าเรายังไม่อยากลง เพราะมีความรู้สึกว่าอาจจะมีนักการเมืองที่เป็นมืออาชีพมากกว่าเรา อีกอย่างมองตัวเองเป็นนักนโยบายมากกว่า อาจจะเหมาะช่วยอยู่ข้างหลังมากกว่าไหม ผู้ใหญ่เขาก็โตกว่าเรา เขาก็พูดเหมือนคนที่บ้านเลย (หัวเราะ) ชีวิตเรายังแค่เท่านี้ทำไมไม่ลอง explore ตัวเอง แล้วก็ถึงวันที่เราคิดว่า มันก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย เราก็มาลง

The People: ตัดสินใจนานไหม ว่าเราโอเคแล้ว

บุณยกร: เราคุยกันน่าจะเป็นเดือน เหมือนเขาถามเราเรื่อย ๆ ถามทุกวัน ถามไปเรื่อย ๆ เจอก็ถาม ไม่เจอก็เรียกมาคุย มาถาม เพราะว่าเราก็ช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ อยู่แล้ว 

The People: ช่วงที่ช่วยงานในพรรคมีการเสนอนโยบายประมาณไหน คุณมีความโดดเด่นหรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ

บุณยกร: หลัก ๆ ก็สนใจเรื่องเกี่ยวกับเมือง หนึ่งเรื่องเมือง สองเรื่องขนส่งคมนาคม  แล้วก็มีอีกอันหนึ่งที่เราสนใจผลักดัน ก็คือการแก้ พ.ร.บ. กทม. แต่อันเนี้ยยังไม่สำเร็จเหมือนกัน เพราะว่าถูกยุบสภาก่อน แล้วก็อีกอันหนึ่งจะเป็นสนใจเรื่อง Massage Diplomacy คือการนวด คือเราอะเป็นคนชอบนวดไทยมาก แล้วเคยดูสารคดีเกี่ยวกับการทูตของอาหารการกิน (Gastrodiplomacy) ของท่านทักษิณ ที่มีการให้ไปเปิดร้านอาหารไทยในหัวเมืองต่าง ๆ แล้วมีการชูผัดไทยขึ้นมา เพราะว่าเราเคย question มาตลอดว่าผัดไทยแม่งไม่อร่อย ทำไมมันถึงมาเป็นอาหารประจำชาติวะ พอเราไปรู้ว่ามันเป็นอาหารที่ถูกปากคนต่างชาติเราก็แบบว้าว งั้นเรื่องนี้ควรมาอยู่กับการนวดด้วย ก็เลยคิดว่ามันควรผลักดันการนวดไทยให้ไปไกล ให้มันเป็นระบบที่แบบดีขึ้น สูงขึ้น ไปถึงการรักษา 

The People: ซึ่งจริง ๆ การนวดมันก็อาจจะถูกมองได้สองแบบ

บุณยกร: ใช่ คือติ๊บอ่าน research มาเขาบอกว่าคนนึกถึงการนวดที่ไทย ยังนึกถึงอะไรที่มัน erotic อยู่บ้าง แต่ research นี้มันแบบเมื่อ 5 ปี 10 ปีที่แล้ว แต่เรารู้สึกว่าจริง ๆ สาธารณสุข ขอชื่นชมเขาพยายามผลักดันมาก มีการให้ certificate อะไรต่าง ๆ แต่ว่ามันก็อยู่ที่การบังคับใช้ด้วยแหละ ว่ามันถูกบังคับใช้ไปในทิศทางที่ถึงเลเวลที่ถูก standardize ไหม แล้วก็รู้สึกว่าในต่างประเทศทำได้โดยให้การนวดไทยอยู่ในสปาเลย สมมติในโรงแรมเครือเชนระดับโลก 5 ดาว ในสปานั้นมีหน่วยเล็ก ๆ ที่เป็นนวดไทย เราว่ามันจะค่อย ๆ ยกระดับความเชื่อว่าการนวดไทยมันเป็นของที่มีมูลค่าได้

The People: คุณทำงานกับพรรคเพื่อไทยมาปีกว่า ๆ ใช่ไหม

บุณยกร: ใช่ เดี๋ยวกุมภาพันธ์นี้จะ 2 ปีพอดี แล้วก็ถูกส่งลงสนามช่วงตุลาคม แต่เปิดตัวจริง ๆ คือพฤศจิกายน ถ้าพูด period of time มันดูสั้นมาก แต่ว่าชีวิตวันหนึ่ง มันเหมือนทำงานไปแล้วร้อยอย่าง เพราะว่าทำงานทุกวันตลอดเวลา 

04 - ลงพื้นที่ครั้งแรก

The People: จำวันแรกที่ลงพื้นที่ได้ไหม เป็นอย่างไรบ้าง

บุณยกร: ตอนนั้นไปมูลนิธิบ้านเด็กอ่อน ไปกันกับน้องในทีมนี่แหละค่ะ แต่ไม่ได้ไปบอกว่าเป็นนักการเมืองอะไรด้วยนะ ไปคุยกับคุณครูในบ้านเด็กอ่อน ไปคุยกับมูลนิธิต่าง ๆ เราไม่กล้าบอกว่าเราเป็นนักการเมือง กลัวเขาจะมี barrier ก็ไปกันสองคนกับน้อง ไป survey ก่อนว่ามันฉันจะรอดไหม จริง ๆ คนที่นั่นเขาพูดอะไรค่อนข้าง constructive มาก มันก็เลยรู้สึกว่ามันลงได้แหละ เราคงลงกันได้แหละ เขาก็มีแนวทางการแก้ปัญหาของตัวเอง แค่วันแรกที่เราไป เขาสามารถบอกปัญหาตัวเองได้ บอกวิธีแก้ปัญหาตัวเองได้ที่มัน make sense เราก็เลยรู้สึกว่า โอ้! มันไม่ได้ขนาดที่เราคิดว่าจะมีใครมายิงอะไรขนาดนั้น

The People: มีคำเตือนจากพรรคไหมว่าเขตนี้จะเป็นยังไง

บุณยกร: พรรคค่อนข้างจะไม่ได้เตือนอะไรเยอะ อันเนี้ยก็แปลกใจอยู่ว่าพรรคเชื่อใจมากว่าว่าตัวเราเองจะรอด เขาจะพูดว่า 'กระติ๊บทำได้อยู่แล้ว' เขาพูดอย่างงี้ตลอด พูดตลอดเวลา

อย่างวันแรกที่ไปลงพื้นที่ น่าจะวันที่ 1 หรือ 2 ตุลาคมนี่แหละ เดินลงพื้นที่ แล้วนั่นคือเป็นครั้งแรก แต่เราก็ไม่ได้แนะนำตัวว่าเรามาจากที่ไหน ก็ไม่ได้แนะนำตัวเลย ก็แค่บอกไปถามอะไรอย่างนี้ แล้วก็มีคุณแม่ประทีป (ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ) เข้ามาถามว่าจะทำอะไร เราก็บอกว่าจะมาทำอันนี้ได้ไหมอะไรอย่างงี้ค่ะ

The People: ใช้เวลานานไหม กว่าเราจะเปิดตัวว่าเรามาจากพรรคนี้ เป็นตัวแทนจากพรรคนี้

บุณยกร: พอพรรคให้ endorse เราก็บอก ตอนแรกก็ยังไม่อยากบอกเหมือนกัน แต่พรรคก็บอกว่าบอกไปสิ ไม่งั้นเขาจะรู้ได้ไงว่ามาจากพรรคเรา

The People: ปฏิกิริยาของคนในพื้นที่เป็นไงบ้าง

บุณยกร: เท่าที่ลงมาติ๊บว่าก็ค่อนข้างหลากหลายนะ มันไม่ได้มีคนเกลียดเราขนาดที่จะมาแบบด่าเรา ไม่ได้จะมาด่าตัวตนเรา ถ้าเขาไม่โอเคกับเรา เขาก็จะมีพูดอ้อม ๆ บ้าง แต่เราก็เขาแบบว่าขอเอาให้ลงให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยมาพูดกัน มันก็มีคนประเภทนี้บ้าง แต่เราก็ไม่ได้อะไร  

The People: ลงพื้นที่ครั้งแรกที่คลองเตยเลยไหม

บุณยกร: ครั้งแรกสุดลงคลองเตย แล้วพอถูก endorse ปุ๊บก็ลงวัฒนา เก็บวัฒนาเป็นหลักเลยค่ะ คือติ๊บเก็บวัฒนาไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ก็จนครบตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรก แล้วลงซ้ำค่อนข้างบ่อยด้วย เพราะไปตามมัสยิดต่าง ๆ ส่วนตัวเรา explore new thing มาก พอไปมัสยิดเราได้รู้ธรรมเนียม วิธีการ ประเพณีของเขา ซึ่งมันสนุก เราไม่คิดว่ามันจะมีอะไรแบบนี้ เช่น วิธีการกินอาหาร พิธีน้ำชา อะไรต่าง ๆ 

ของที่วัฒนามีมัสยิด 6 แห่ง มีวัดแค่ 2 แห่งเอง คือวัดธาตุทองกับวัดภาษี แล้วก็มีโบสถ์แค่ 1 แห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิมค่อนข้างเยอะ ที่ไม่ใช่บ้านรั้ว ถ้าเป็นวัฒนานะ หลัก ๆ เขาพูดเรื่องปากท้อง แต่เขาไม่ได้พูดจริงจังขนาดนั้น ส่วนเรื่องของคนมุสลิมที่เขาพูดจริงจังคือเป็นปัญหาเรื่องเสียงของเขาเอง ที่ไปกระทบคอนโด แล้วคอนโดมาว่าเขา กับเรื่องที่จอดรถ เพราะว่าเขาจะจัดงานกันเรื่อย ๆ ซึ่ง community เขาดีมาก แต่เขาไม่มีพื้นที่ที่จะ manage เรื่องรถ เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เขาก็พูดปัญหาในเชิงนั้นมา

บางชุมชนก็พูดเรื่องปัญหาเรื่องพื้นที่ส่วนกลาง ที่กำลังถูกรื้อ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องปากท้องทั่วไป แล้วก็จะพูดถึงเรื่องค่าเดินทางเป็นหลัก 

ส่วนคลองเตยเขาก็จะมีเรื่องปากท้องนิดหน่อย แต่จะพูดเรื่องสิทธิการอยู่อาศัยของเขา ว่าเป็นเช่าปีต่อปีบ้าง หรือว่าบางพื้นที่เขาอยากจะถูก renovate อาคารเขาให้เหมือนอีกโซนหนึ่งที่เพิ่งได้สร้างใหม่ เพราะมีการไฟไหม้ แล้วก็มีเรื่องพูดเรื่องการอยู่อาศัยจากแนวราบเป็นแนวตั้ง ว่าต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตยังไง ซึ่งอันนี้กระติ๊บเข้าใจดีเพราะกระติ๊บทำ research เรื่องการที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ว่าจากแนวราบเขาไม่สามารถอยู่แนวตั้งได้เพราะอะไร มันไม่ได้มีพื้นที่ที่เป็นกึ่ง transition space ให้เขาได้ interact กับคน แต่พอเราไปเดินแฟลต พวกแฟลตที่มันถูกสร้างในยุคเก่า เราว่าสเปซยังเอื้อให้เขาใช้ชีวิตแบบนั้นได้อยู่ 

เพราะว่าในแฟลต มันอัศจรรย์มาก คือมีร้านทำผมอยู่ชั้น 4 ถัดไปร้านขายของชำอยู่ชั้น 5 อย่างงี้ คือเขายัง manage พื้นที่ของตัวเอง ยังมี room ให้เขาได้ทำอะไรที่เขาจะทำ หรือแบบการใช้พื้นที่บริเวณโดยรอบ เพื่อยัง interact กันอยู่ แต่ว่าถ้าเราไปเปลี่ยนเป็นคอนโดเลย เขาอาจจะตาย แล้วก็ใช้แก๊สไม่ได้อีก ต้องขึ้นค่าส่วนกลาง เขาก็ไม่สามารถ afford ตรงนี้ได้

แล้วก็จะมีอีกแนวคิดหนึ่ง ว่าเขาก็ต้องปรับตัวของตัวเอง แต่เราว่ามันเจอตรงกลางกันได้ มันยังเป็นตึก low-rise หรือ whatsoever ที่ยังเอื้อให้เขาใช้ชีวิตอยู่ 

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: การเป็นนักการเมืองก็อาจจะทำให้มีกำแพงกับชาวบ้านอยู่ คุณใช้วิธีอะไรให้เขาเชื่อมั่นในตัวเรา

บุณยกร: ติ๊บเป็นคนไม่ได้ hard sell หมายถึงว่าลงไปก็ให้เขาพูดก่อน แล้วตัวเองค่อยพูดสิ่งที่เราคิด เขาอยากพูดอะไรปล่อยเขาพูดมาเลย แล้วเราค่อย ๆ บอก บางทีก็ไม่ได้บอกด้วย บางอันก็เห็นด้วยกับเขา interact ไปกับบทสนทนาของเขา ติ๊บว่ามันใช้ได้กับทุกคน ไม่ใช่แค่กับชาวบ้าน ก็คือปล่อยให้เขาพูดสิ่งที่เขาคิดมาก่อน แต่บางคนเขาก็ปล่อยให้ติ๊บพูดก่อนนะ เหมือนจะรอพิจารณาติ๊บก่อน ติ๊บก็พูดในสิ่งที่ติ๊บคิด คือเราไม่ได้บอกว่าต้องเลือกเรา ต้องอะไรอย่างงี้ เราก็พูดเป็นกลาง ๆ

The People: ในส่วนของปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ถ้าคุณได้รับเลือกขึ้นมาจริง ๆ จะจัดการยังไงกับปัญหาตรงนั้น

บุณยกร: เรื่องการจัดการพื้นที่สลัมคลองเตย เป็นปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว การท่าเรือมีแผนจะเปลี่ยนพื้นที่ตรงนี้มากแล้ว แต่ว่าวันนั้นที่ติ๊บไปรับฟังกับอาจารย์เชน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กับทางทีมท่านสุริยะ (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) คุณแม่ประทีปกับชาวชุมชน เขามีแผนที่ต้องการจะ reserve แลนด์ของการท่าเรือไว้สักประมาณ 20% เพื่อที่จะได้เอาไว้ให้เขาบริหารจัดการเองในการอยู่อาศัย ซึ่งส่วนตัวติ๊บก็คิดว่าคง support ไปในแนวทางนี้

ส่วนใหญ่เขาไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน เขามีสิทธิ์เช่า ซึ่งสิทธิ์เช่าก็คือหนึ่งปี แต่ว่ามันคือคอนเซปต์ land sharing ก็คือเขายังไม่มีความเป็น owner ในที่ดินอยู่ดี แต่เขามีสิทธิ์ถือครองที่ยาวขึ้นพอที่จะให้เขาได้ใช้ชีวิต หรือว่าประกอบอาชีพ และรู้สึกมั่นคงกับที่ดินตรงนั้น

ตอนที่ท่าเรือจะขอ reclaim พื้นที่ตรงนี้เขาเสนอแผน 3 ข้อ คือ

ข้อหนึ่ง มีพื้นที่ตรงหนองจอกให้

ข้อสอง มีเงินให้ไปตั้งตัวเลย

และข้อสาม จะให้อยู่ที่ตึกสูง

ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ที่คุย เขาก็คงยังอยากอยู่ตรงนั้นแหละ เพราะว่าเป็นด้วย location มันใกล้แหล่งงาน เรารู้สึกว่าเขาก็ยังอยากอยู่ แต่ถามถึงว่ามันถึงเลเวลที่ต้องครอบครองไหม ก็ไม่ใช่ แต่ว่าการให้เขามีความมั่นคงในสิทธิ์การอยู่อาศัยตรงนั้น ให้นานขึ้นหน่อย 30 ปี 40 ปี มันคงดีกว่า

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: คุณเกิดและเติบโตในบ้านที่มีความมั่นคงในแทบทุกด้าน เมื่อต้องมาคลุกคลี มาคุยกับคนที่เผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิตตลอดเวลา คุณใช้วิธียังไงในการเข้าใจชาวบ้าน

บุณยกร: ตอนทำวิจัย ก็มีการพูดคุยกับคนหลากหลายกลุ่มอยู่แล้ว ติ๊บเข้าใจ ไม่ใช่แค่เข้าใจคนที่ต่ำกว่าติ๊บนะ ติ๊บเข้าใจคนที่สูงกว่าติ๊บด้วย บางคนคิดว่าเราต้องแค่เข้าใจคนที่ต่ำกว่าเรา แต่บางทีแล้วเราก็จะไปแบบ question ว่าทำไมอีคนที่สูงถึงทำแบบนี้กับเรา ซึ่งจริง ๆ ถ้าเราเข้าใจคนที่สูงด้วย มันไม่ยากเลยที่เราจะเข้าใจคนที่ต่ำกว่าเรา เรารู้สึกว่าทุกคนตัดสินหรือมีความคิดอะไรจาก experience ของเขา เขาคิดได้เท่านั้นแหละ 

เหมือนตัวติ๊บ ติ๊บก็คิดได้เท่านี้แหละ เพราะเติบโตมาแบบนี้ เราว่าพอเราลองคิดว่าถ้าเราผ่าน experience นั้นมาเราจะรู้สึกยังไง มันก็จะเข้าใจเขามากขึ้น เพราะว่าจริง ๆ มันเป็นเรื่องปัญหาเรื่องที่ดิน แก้ไม่ตกเลย มันไม่ได้มีแค่คลองเตย ตอนติ๊บทำอยู่แถวสัตหีบ มันก็เป็นที่ทหาร แล้วก็มีชาวบ้านกำลังจะถูกขับขับไล่ไป ชาวบ้านก็ต้องไปเอาแผนที่รูปถ่ายในอดีตตั้งแต่สมัยมะโว้มา ชาวบ้านเคยอยู่ตรงนี้ก่อนแล้ว

แต่ว่าสมัยนั้น ยังไม่ได้มีการออกแผนที่ เขาก็ดีเบตกัน คือตอนเราฟังมันก็ปวดหัวนะ ถามว่าเข้าใจชาวบ้านไหม เข้าใจ ถามว่าเข้าใจรัฐไหม เข้าใจ แต่ว่าคนทำนโยบายมันต้องดูตรงกลาง เพราะไม่งั้นเราไม่สามารถเข้าใจทุกคนได้จริง ๆ และจะไม่สามารถ serve ความต้องการของทุกคนได้

The People: ในพื้นที่คลองเตยกับวัฒนา ทั้งสองแห่งก็ค่อนข้างแตกต่างกัน คุณคิดว่าจะต้องทำยังไง หรือมีนโยบายอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าพื้นที่ที่เราดูแล จะไม่ทอดทิ้งเขา ทั้งสองกลุ่มก็จะได้รับผลประโยชน์เท่าเทียมกัน

บุณยกร: ติ๊บว่าติ๊บว่าตัวติ๊บหลัก ๆ ก็จะ serve ความต้องการให้มันตอบโจทย์ของแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นคลองเตยต้องการเรื่องรถ คมนาคม ขนส่ง เรื่องสิทธิที่อยู่ ก็ต้องตอบโจทย์เขาไปตรงนั้น ส่วนคนวัฒนาบางส่วนก็ยังต้องการพื้นที่สาธารณะ บางส่วนต้องการแก้ปัญหาจราจร เราก็ต้องเสิร์ฟความต้องการให้ตรงกับที่เขาต้องการ

The People: ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการเดินทาง

บุณยกร: ใช่ การเดินทาง ทางเท้าที่ค่อนข้างแคบ 

The People: มันก็น่าจะยากไหม

บุณยกร: ยาก ยากจริง ๆ ยากกว่าสิทธิ์ที่อยู่อาศัยอีกมั้ง เพราะว่ามันต้องไปเปลี่ยนโครงสร้างเลย พื้นที่แบบทางเท้าตรงนั้นมันก็แคบอยู่แล้ว มันจะไป reclaim ใครล่ะ จะไป reclaim บ้านที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็ด่าอีก ก็ค่อนข้างยาก

The People: คุณคิดว่าจะทำยังไง

บุณยกร: ติ๊บว่ามันต้องดูเป็นรายพื้นที่ไป คือจริง ๆ มันมีแนวคิดเรื่องการที่แบบปรับให้บางพื้นที่เป็น one-way แต่ว่ามันเรื่องยากมาก อย่างที่เชียงใหม่ ติ๊บเคยไปฟังเขาพูดมา เขาเคยจะปรับทางหนึ่งให้เป็น one-way แล้วก็ให้คนเดินเป็นทางเท้า ซึ่งถ้ามอง idealistically คือดีมาก สุดท้ายโดนชาวบ้านด่าบอกว่าไปส่งลูกไปโรงเรียนไม่ทัน อันเนี้ยก็ต้องหาบาลานซ์ ก็ต้องดูรายพื้นที่ไปแหละ ต้องทำงานร่วมกันหลายฝั่ง จริง ๆ ผู้ว่า กทม. เขาก็พยายามอยู่ ซึ่งเขาทำดีมากนะ เราชื่นชมเขามาก แต่ว่านั่นแหละก็ถ้าได้เข้าไป ก็จะพยายามช่วยให้ดีที่สุด

The People: ถ้าเกิดมันไม่ได้จริง ๆ คุณมองว่าพื้นที่ไหนที่คิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้

บุณยกร: ในพื้นที่ของวัฒนาใช่ไหม เราว่าแก้ปัญหาเรื่องทางเท้าไม่เรียบก่อน อันเนี้ยง่ายสุด น่าจะทำได้เลย แต่เรื่องที่จะไปเวนคืนพื้นที่มาเพิ่มอาจจะยากหน่อย

The People: สมมติว่าช่วงที่คุณไปลงพื้นที่ แล้วมีคนมาพูดประมาณว่าเขาไม่เชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย คุณจะตอบอย่างไร

บุณยกร: เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็พอสมควร เขาบอกเคยเลือกพรรคเพื่อไทยมา แต่ว่าไม่เลือกแล้ว เพราะเรื่องในอดีต แต่ติ๊บก็ให้เวลาเขา หมายถึงให้เวลาจริง ๆ นะ เดินไปที่อื่นก่อน แล้วเดินกลับมาใหม่ แล้วติ๊บก็บอกว่า ติ๊บไม่ใช่คนเก่านะ แต่ก็เข้าใจที่พี่จะรู้สึกอย่างงั้น เพราะมันก็ยังเป็นแบรนด์หรือยังเป็นพรรคนั้นอยู่ แต่ก็พูดถึงทีมงานใหม่ ๆ ให้ฟังว่าตั้งใจจะทำอะไร แล้วเราก็เดินผ่านไป แล้วเราก็กลับมาอีกรอบหนึ่ง ถามเขาว่ายังโอเคไหม ถ้าไม่โอเค จะไม่เลือกเรา เราเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจะฝากปัญหาอะไรไว้ไหม ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล จะได้เอาไปทำต่อ 

The People: ปฏิกิริยาหรือท่าทีเขาเปลี่ยนไปไหม

บุณยกร: บางคนก็เปลี่ยน บางคนเขาก็ไม่เปลี่ยน มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา เข้าใจว่านักการเมืองท่านอื่นเขาก็ดูแลพื้นที่ของเขาค่อนข้างดี เราไม่สามารถไปเปลี่ยน mindset อะไรได้ เราสามารถพูดได้แค่สิ่งที่เราจะทำได้ แล้วคือติ๊บเป็นคนค่อนข้างระวังคำพูดที่จะ over promise ค่อนข้างพอสมควร เราก็เลยพูดอยู่ในกรอบที่ตัวเองคิดว่าทำได้ 

เรามี agenda เรามีความตั้งใจของเราว่าจะทำแบบนี้ แล้วมันเป็นหน้าที่เป็นสิทธิ์ของเขาแหละที่เขาจะเลือกตัวติ๊บหรือเปล่า คือติ๊บก็พูดตลอดว่าต่อให้เขาไม่เลือกเรา ติ๊บก็มี agenda ที่จะทำตรงนี้อยู่แล้ว 

The People: มีประโยคที่คุณพูดถึงเรื่อง ‘ความกล้าฝัน’ อยากให้คุณเล่าให้ฟังหน่อยว่าสิ่งเหล่านี้มันตกตะกอนขึ้นมาได้ยังไง

บุณยกร: อ๋อ ก็คือจริง ๆ ต้องให้เครดิตอาจารย์ค่อนข้างมาก 'อาจารย์อภิวัฒน์ รัตนวราหะ’ เขาทำเรื่องสิทธิที่อยู่อาศัย อาจารย์ก็สอนเรื่องที่ดินว่ามันเป็นแบบหลักความมั่นคงแรก ๆ ของมนุษย์ที่จะช่วยให้เขารู้สึกกล้าพอที่จะทำอะไร มันคือปัจจัยสี่เลย ที่อยู่อาศัย บ้าน เครื่องนุ่มห่ม เสร็จแล้วทีนี้การที่เราไม่มีความมั่นคงในตั้งแต่ขั้นแรก เราจะไม่มีความคิดที่จะไปคิดต่อแล้วว่า เราจะไปเป็นสิ่งไหน หรือจะไปทำอะไรต่อ

เพราะว่าแค่เรื่องความต้องการพื้นฐานเรายังไม่มีเลย ซึ่งการที่เราไม่มีสิทธิ์ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เราจะไม่มีความกล้าที่จะไปทำงาน หรือเลือกงานที่เราอยากจะทำ หรือกล้าที่จะไปเรียนหรือทำสกิลใหม่ ๆ ที่เราอยากทำ มันก็เลยเป็นสาเหตุที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา คือไม่อยากเคลมว่าเป็นตัวเองพูด เพราะว่าเราก็ถูกเลี้ยงมา ถูกถ่ายทอดมาจากผู้มีความรู้นะ เราก็แค่รับรู้สิ่งนั้นมาแล้วเอามาถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ ฟังต่อ

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน The People: ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องความมั่นคงแล้วก็ความกล้าที่จะฝัน เพราะเรื่องความไม่มั่นคงเรื่องที่ดิน คุณมองภาพออกไหม

บุณยกร: ค่อนข้างมองออกนะ คืออาจารย์เขาไม่ได้พูดเรื่องสิทธิ์ที่กล้าจะฝันนะ เขาพูดถึงเรื่องความมั่นคงคล้าย ๆ กับวิชา Land Economy เขาก็พูดให้ฟัง เราก็รู้สึกว่ามองภาพออก เพราะว่าส่วนตัวติ๊บตอนอยู่ต่างประเทศไม่มีรถส่วนตัว ติ๊บก็นั่งรถเมล์ไปทำงาน แล้วเราก็คิดขึ้นมาว่าจริง ๆ แล้ว คนที่นั่งรถเมล์ คือมันเป็นได้สองอย่าง เขาเลือกที่จะนั่งรถเมล์เอง หรือว่าเขาจำเป็นต้องนั่งรถเมล์

ซึ่งเรื่องนี้เป็นแบบเรื่องที่ติ๊บอะ discuss กับคนมา discuss กับเพื่อน ๆ มาตลอดว่า ถ้าติ๊บรวยกว่านี้ ติ๊บจะทำอะไร ติ๊บก็บอกว่าติ๊บก็จะเป็นคนแบบนี้อยู่ดี หมายถึงก็จะใช้ชีวิตอย่างงี้แหละ มันไม่ได้ extra หรือไม่ได้แบบหรูหราไปกว่านี้ แต่ว่ามันการที่เราจะรวยกว่านี้มันแค่เป็นความมั่นคงให้จิตใจเราว่าเรากล้าที่จะทำ เรากล้าที่จะเลือกวว่าวันนี้เราจะนั่งรถเมล์ ไม่ใช่เพราะเราต้องนั่งรถเมล์ไป

นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องของพื้นที่ริมน้ำ จริง ๆ มันคือนโยบายที่เราอะคิดกันคิดขึ้นมาสำหรับรอบนี้ด้วยแหละ คือเสนอพรรคไปก็คือ นโยบาย "เมืองดีมีที่ให้" คือมันไม่ใช่แค่พื้นที่ริมน้ำเลย แต่มันจะเป็นพื้นที่ที่ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การพักผ่อน leisure time พื้นที่เพื่อทำมาหากิน เพราะว่าเราอะไอเดียมันเกิดจากการที่เราดูไลฟ์เจนนี่ (ได้หมดถ้าสดชื่น) แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่าหมู่บ้านเขา support มาก โดยการที่มีการ manage เรื่องรถ มีการ manage เรื่องที่รอให้

ซึ่งเรารู้สึกว่าจริง ๆ พื้นที่แบบเนี้ยมันควรมีในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลเอง น่าจะมีพื้นที่ให้คนได้ไปนั่งทำงาน support digital nomad หรือไลฟ์สดหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เลยมองเป็นเรื่องนี้ไป แล้วพื้นที่ริมน้ำเป็นหนึ่งในไอเดียว่าควรถูก reserve ไว้ให้เป็นพื้นที่สาธารณะบ้าง เพราะทุกวันนี้ก็มีหลาย ๆ บริเวณเป็นของเอกชน แล้วเราก็ไม่สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ได้ มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ว่า reserve ไว้ในปริมาณที่เหมาะสม

The People: คิดว่าจะมีวิธีการอะไรที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

บุณยกร: มีสามมุม มุมแรกคือพื้นที่ที่โอนโดยภาครัฐอยู่แล้ว เช่นแบบ TCDC หรือพื้นที่การทางรถไฟ พื้นที่ท่าเรือ ที่เขามีพื้นที่เหลือค่อนข้างเยอะอย่าง ควรถูกปรับมาให้ชุมชนหรือชาวบ้านได้ใช้ อย่างเช่นพื้นที่ใต้ทางด่วน เมื่อวันก่อนเพิ่งไปกับอาจารย์เชนที่บางรัก การทางเขาก็ยกที่ให้ กทม. มา operate แล้วก็ทำเป็นศูนย์นันทนาการ ซึ่งดีมากเลย

ส่วนที่สองจะเป็นส่วนที่เป็นพื้นที่ที่โอนโดยเอกชน คือติ๊บเคยคุยกับอาจารย์ที่ฝรั่งเศสอยู่เขาบอกว่าที่เวียดนามหรือที่ South East Asia เมืองขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชนค่อนข้างมาก การที่เราจะไปเสนอแนวทางยุโรปว่ารัฐต้องมา support อาจจะยาก แต่เอกชนสามารถช่วย provide พื้นที่พวกนี้ให้ได้ เช่นพื้นที่ในห้าง ไปเดินห้างแล้วมีพื้นที่ให้นั่งรอ มีพื้นที่ให้ต่อคอมพ์ เสียบปลั๊ก คนได้มาทำงาน มันสามารถผลักดันได้ผ่านการที่เราก็ให้ incentive กับเอกชนไป เช่น ปรับกฎหมายผังเมืองว่าถ้าใคร provide พื้นที่พวกนี้ไว้ให้ จะได้ FAR โบนัสเพิ่ม อะไรแบบนี้ค่ะ เช่นบางตึกที่อยู่ติบริมถนน อาจจะ reserve พื้นที่ข้างหน้าไว้ให้ street vendor ก็ได้

แล้วก็อันที่สองก็คือผ่านการให้ incentive ผ่าน พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อาจจะไปลดหย่อนตรงนั้นให้เขาถ้าเขา provide พื้นที่พวกนี้ไว้ให้ อันนี้คือมองเป็นตัวที่สอง คือพื้นที่ที่โอนโดยเอกชน 

แล้วพื้นที่ที่สามก็จะเป็นพื้นที่ที่มันเป็นกึ่งเอกชน ก็คือจะมีหมู่บ้านหลาย ๆ หมู่บ้าน ที่ถูกทิ้งร้าง ตรงนี้พรรคเพื่อไทย โดย สก. ก็มีการพยายามผลักดันเรื่องกองทุนชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้นิติสามารถเอาเงินตรงนี้มาจัดการ เผื่อเขาจะทำอะไรบางอย่างที่ให้คนใน community ได้ใช้ ก็จะผ่านสามกลไกหลัก ๆ นี่แหละ

The People: มันมีคำหนึ่งที่เขาบอกกรุงเทพฯ เหมือนเป็นเมืองหลวงที่ห้างมีพื้นที่ให้ใช้เยอะมาก ๆ ก็เห็นมีเล่นคำกันว่า กทม. (M-A-L-L)  คืออันนี้เป็นสิ่งที่คุณคิดว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงเลยไหม

บุณยกร: ติ๊บว่าเกิดขึ้นได้จริงเลย เพราะว่ามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง ติ๊บว่าภาคเอกชนเขาก็มีการพยายามทำพื้นที่สาธารณะตรงนี้อยู่แล้ว แต่ก็มีบางห้างที่เขาขายของค่อนข้างเต็มที่ ไม่พูดชื่อห้างละกัน น้องติ๊บมาบ่นว่าไปเดินห้างนี้ทีไรนะ ไม่มีที่นั่งรอ ต้องไปนั่งรอในร้านกาแฟ เพราะว่าเขาจัดการพื้นที่แน่นมาก ๆ 

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน

The People: กังวลไหมว่าภาพลักษณ์ของพรรคจะผูกติดอยู่กับตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

บุณยกร: อ๋อ ส่วนตัวติ๊บคิดว่าภาพลักษณ์ของพรรค ผูกติดกับตระกูลใดตระกูลหนึ่งอยู่แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถามว่าตัวเรารู้สึกอย่างงั้นไหม เราไม่ได้รู้สึกขนาดนั้นในฐานะผู้ทำงาน เรารู้สึกว่าเขา take ไอเดียของเราค่อนข้าง into consideration เราก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น แต่ถามว่าคนอื่นมองยังไง คนอื่นก็คงยังมองอย่างงั้นอยู่ เราไม่สามารถไปเปลี่ยนได้ แต่ในฐานะคนทำงาน เราจะเป็น voice อะไรให้พรรคได้ เราคิดว่าพรรคค่อนข้างเปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่ได้ให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งขนาดนั้น

The People: อะไรที่ทำให้คุณยังเชื่อมั่นในพรรคอยู่

บุณยกร: เราเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารพรรค ว่าเขากล้าที่จะทำสิ่งที่ใหม่ อย่างรอบนี้ค่ะ ผู้สมัคร สส. บางคน ก็มาจากการกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ แล้วติ๊บรู้สึกว่าผู้ใหญ่กล้าที่จะเปิดรับ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหานะว่าเอาแต่บ้านใหญ่ เราก็รู้สึกนะว่าเราเชื่อมั่นในจุดนี้ แล้วเขากล้าที่จะให้ตั้งกองที่มีเด็กมาเสนอไอเดียอะไรขึ้นมา มีโครงการอย่าง YPP (Young Professionals Program) ให้คนเข้ามาให้ไอเดียแล้วก็เอามาใช้ทำงานจริง ๆ เราว่าพรรคเขาปรับตัว

The People: หากคุณได้รับเลือกเป็นตัวแทนของคนในพื้นที่เขต 4 คลองเตย-วัฒนา สิ่งแรกที่จะผลักดันคืออะไร

บุณยกร: สิ่งแรกที่จะผลักดันจะเป็นอะไร ไม่เกี่ยวกับที่พูดมาตั้งแต่แรกเลย (หัวเราะ) ก็คือเป็นการผลักดันเรื่องระเบียบบริหาร บุคคลบุคลากรท้องถิ่น คือตอนนี้ติดอยู่ว่ามาตรา 35 ของ พ.ร.บ. นี้ เป็นของปี 42 สามารถใช้เงินขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นใช้เงินจ้างบุคลากรได้แค่ 40% ซึ่งตัวนี้มันสัมพันธ์ยังไง คือมันไม่สามารถทำให้เราสามารถจ้างบุคลากรทางการแพทย์มาอยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุขต่าง ๆ ได้ เรามีศูนย์แหละ แต่มันไม่มีบุคลากรทางการแพทย์ เราว่าเห็นว่าเป็นมุมที่แก้ง่ายแล้วน่าจะได้ผลไว ก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งแรกที่อยากทำ

The People: ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้

บุณยกร: เราว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานอีกเหมือนกัน เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องพื้นฐาน แล้วด้วยความที่เราโตมามีเพื่อนเป็นหมอหมด เรารู้สึกเข้าใจ คือไม่ใช่แค่เข้าใจชาวบ้านว่าอยากเข้าถึงสาธารณสุข แต่เราเข้าใจบุคลากรทางการแพทย์ด้วย พ่อติ๊บก็จบหมอ ติ๊บก็รู้ เข้าใจด้วยว่าเขาต้องแบกรับโหลดภาระพวกเนี้ยไว้ค่อนข้างพอสมควร แล้วจริง ๆ นโยบาย 30 บาท เป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ก็มีการ criticize จากบางฝั่งนะว่ามันทำให้โหลดงานของแพทย์เยอะ แต่ติ๊บว่ามันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สวัสดิการนี้หรอก แต่มันเป็นการปลูกฝัง mindset ให้คนเข้าใจว่าบางครั้ง การเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เราไปหา Primary Healthcare ได้ เราสามารถดูแลตัวเองและ protect ตัวเองได้ เพื่อที่จะพยุงบุคลากรทางการแพทย์ไว้ให้ทำงานกับโรคที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ 

The People: เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนในพื้นที่เขาต้องการด้วยไหม

บุณยกร: ใช่ ๆ เขาต้องการศูนย์สุขภาพ ศูนย์รักษา คือเขาไม่อยากจะไปโรงพยาบาลไกล ๆ ด้วย คือบางคนแค่ป่วยเจ็บป่วยเล็กน้อย เขาแค่ยากจะได้ใบรับรองแพทย์ไว้ลางาน หรือว่ายาไว้กินบรรเทาตัวเอง เขาอยากให้มี ศูนย์สปสช. ในบริเวณนั้นสัก 3 แห่ง เป็นศูนย์กายภาพ แต่ว่าตัว พ.ร.บ. มันแก้ไม่ได้ทั้งหมด แก้ได้แค่คลองเตย จริง ๆ มันไม่ต้องไปเริ่มจากการสร้างใหม่ แต่ไปเริ่มจากศูนย์ที่มีพื้นที่อยู่แล้วนี่แหละ ก็จะเหลือการจ้าง ทำให้ศูนย์เปิดบริการเวลาได้ยาวขึ้น ชาวบ้านที่เลิกงานหลัง 5 โมงจะได้มาหาหมอได้ทัน

The People: เคยประสบหรือเจอเหตุการณ์ที่คนในครอบครัวป่วยแล้วแบบไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ทันเวลาไหม หรือว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงสนใจด้านนี้

บุณยกร: เราว่าเราเข้าใจ เราไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการนั้น แต่แค่นึกภาพว่าถ้าเราไม่มีสิทธิ์นี้ที่เรามีอยู่ เราไม่ได้รักษา ป่านนี้ติ๊บตาบอดไปแล้วนะ เพราะว่าติ๊บจอประสาทตาลอก คือเรามีโอกาสที่ตรวจเจอวันนั้น แล้วจะผ่าวันนั้นเลย แต่ถ้าติ๊บไม่มีโอกาสนั้น ติ๊บก็ตาบอดไปแล้ว

เพราะว่าตอนนั้นเพิ่งเรียนจบ น่าจะปี 2017 - 2018 จะไปทำเลเซอร์แล้วไปตรวจตา ปรากฏว่าหมอบอกไม่ต้องทำแล้วเลเซอร์ ไปผ่าตาก่อนเลย จอประสาทตาลอก อีกนิดหนึ่งจะตาบอดแล้ว แต่เราไม่มี sign อะไรเลย นอกเหนือจากเห็นเป็นเส้นฝุ่น ๆ ตรงกระจกตา แล้วเราก็นึกว่าเป็นปกติ บางครั้งมีแบบแฟลชบ้าง เราก็คิดว่าไฟตกหรือเปล่า ไม่เคยสังเกต แต่ด้วยความที่เราโชคดี คุณแม่สามารถให้เราผ่าตัดวันนั้นได้เลย เราสามารถตามหมอมาได้เลย คือตอนนั้น ไม่อยากผ่าด้วยซ้ำเพราะกลัว กลัวผ่ามากกว่า แล้วคุณแม่ก็ถามว่าจะตาบอดหรือจะเจ็บ (หัวเราะ) แล้วเราก็แบบโอเค งั้นเจ็บก็ได้ 

แต่ว่าต่อให้เราไม่เคยผ่านจุดที่มันไม่สามารถเข้าถึงได้ เราก็รู้ได้ว่าถ้าวันนั้นติ๊บไม่ใช่ติ๊บ ก็คงตาบอดไปแล้ว หรือแม้กระทั่งคุณตาติ๊บเอง คือเข้าโรงพยาบาลปีละ 2-3 รอบ ติ๊บเคยคิดว่าถ้าคุณตาไม่ใช่คุณตาก็อาจจะเสียไปนานแล้ว เลยอาจจะต้องตอบตรง ๆ ว่าไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนั้น

The People: ถ้าให้เลือกเปลี่ยนได้หนึ่งข้อ คุณจะเลือกอะไร ระหว่างที่อยู่อาศัยมั่นคง พื้นที่สาธารณะ แล้วก็การเข้าถึงเศรษฐกิจเมือง

ชบุณยกร: ขออนุญาตตอบเป็นที่อยู่อาศัยเลยละกัน เพราะมันเป็นปัจจัยพื้นฐาน แล้วก็คิดว่าถ้าเขามีความมั่นคงในสิทธิที่อยู่อาศัย เขาคงจะบริหารจัดการเรื่องเศรษฐกิจเมืองให้ดีขึ้นได้ คนก็จะมี productivity ที่สูงขึ้น ส่วนเรื่องพื้นที่สาธารณะก็เป็นความสำคัญลำดับต้น ๆ แต่ว่าเอาปัจจัยหลัก ๆ เติมเต็มให้เขาก่อนดีกว่า

The People: อยากให้คนนึกถึงคุณว่าเป็นคนผลักดันเรื่องอะไรเป็นพิเศษไหม

บุณยกร: ไม่มีเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อยากให้เขานึกถึงเรา แล้วก็รู้สึกว่าสามารถให้เราเป็น voice ในการพูดสิ่งที่เขาอยากได้แบบนี้ดีกว่า เพราะติ๊บว่ายุคนี้แล้ว คนที่ specialize ก็ยังมีอยู่แหละ แต่เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเราพร้อมหรือเราทำอะไรตรงไหนได้ เราก็ทำได้ทุกเรื่องที่เราตั้งใจจะทำ เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้ต้องเป็นอันนี้ แล้วจะต้องอย่างงี้ ๆ แต่ถ้าเจอว่าอะไรที่เป็นปัญหา แล้วเราแก้ได้ มีความเข้าใจ และมันผ่านกลไกอำนาจหน้าที่ เราก็ทำเต็มที่

บุณยกร ดำรงรัตน์ :  นักการเมืองผู้ขอใช้การ 'รับฟัง' เป็นภาษาหลักในการเข้าถึงใจคน