15 ม.ค. 2569 | 14:41 น.

KEY
POINTS
ในศึกเลือกตั้งปี 69 มีนักการเมืองรุ่นใหม่ตบเท้าลงสนามการเมืองครั้งแรก
สำหรับพรรคประชาชนเองก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาพัฒนาพื้นที่และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
หนึ่งในนั้น คือ อรรถสิทธิ์ มหิทธิ หรือ ‘บิ๊ก สระบุรี’ อดีตแชมป์โลกสนุ้กมือสมัครเล่นคนที่ 4 ของประเทศไทยที่ครั้งนี้เลือกสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี เขต 3
นอกจากความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่สระบุรีแล้ว เขายังต้องการผลักดันให้ ‘สนุกเกอร์’ หลุดออกจากพระราชบัญญัติการพนัน เป็นกีฬาธรรมดาที่ทุกคนเข้าถึงได้
เพราะการเมืองคือสนามใหม่ของบิ๊ก สระบุรี ที่เขาตั้งใจจะใช้บทเรียนจากสนุ้ก มาเปลี่ยนเกมชีวิตของผู้คนในพื้นที่
บิ๊กเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโต๊ะสนุ้กในพื้นที่จังหวัดสระบุรี กิจวัตรหลังเลิกเรียนของเขา คือ การจับไม้คิวทุกวัน
คุณพ่อที่เป็นเจ้าของธุรกิจก็เริ่มเห็นแววในตัวลูกชาย ส่งไปแข่งจนทำให้ชื่อของบิ๊กเป็นนักสอยคิวระดับอำเภอ ผ่านไปสองปี เขาก็เป็นนักสนุ้กแถวหน้าของจังหวัดในวัย 13 ปี
“จริงๆเราก็ชอบด้วย ตอนเด็ก เราไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอเก่งกีฬาประเภทหนึ่ง รู้สึกเหมือนได้เป็นฮีโร่”
หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนร่างกายจำการถือไม้ การมองลูกและเหลี่ยมต่าง ๆ ได้ และสร้างวินัยกับตัวเองอย่างเคร่งครัด เขาก็ขยับขึ้นมาเล่นในฐานะนักกีฬามือสมัครเล่น และคว้าแชมป์โลกมาได้สำเร็จในปี 2007 เป็นคนที่ 4 ของประเทศไทย
“ 3 เดือนก่อนแข่ง ตื่นมาวิ่งทุกเช้า ตอน 9.30 น. ก็ซ้อมจนถึง 17.00 น. คนอื่นเลิก แต่ผมซ้อมจนถึงเที่ยงคืนทุกวัน”
เหตุผลที่บิ๊กเลือกทุ่มแรงกายและแรงใจเต็มที่ เพราะการเป็นแชมป์โลก คือ เป้าหมายที่เขาฝันมาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เล่นกีฬานี้ แล้วเมื่อทำได้สำเร็จ เขาก็บอกว่า มันคือความสำเร็จและความภาคภูมิใจของเขาในฐานะนักกีฬา
“เป้าหมายผมค่อนข้างชัดเจน คือ อยากได้แชมป์โลก เพราะประเทศไทยเป็นเจ้าภาพทั้งที ก็เลยมีความมุ่งมั่น อยากได้แชมป์แต่จะทำได้ไหมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด”
ต่อมา เขาก็เลือกไปเทิร์นโปรอยู่ที่อังกฤษอยู่ 10 ปี สร้างตารางการฝึกซ้อมของตัวเอง แต่กลับไม่สนุกเหมือนเดิม เขาปฏิเสธการเล่นทีมชาติ รวมถึงการไปคว้าแชมป์ระดับเอเชีย เหมือนกับเขาทำความสำเร็จที่ตัวเองตั้งใจไว้สำเร็จแล้ว
“หลายคนบอก ทำไมไม่ไปเล่นเพื่อป้องกันแชมป์ ผมว่าการได้แชมป์โลกมันเป็นจุดสูงสุดแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปเอาแชมป์เอเชีย แชมป์ประเทศไทยไปทำไม เพราะมันปลดล็อกไปแล้ว แล้วเราก็อยากไปหาประสบการณ์อื่น ๆ และเปิดโอกาสให้รุ่นน้องขึ้นมา”
วันนี้บิ๊กอาจไม่ได้จับไม้คิวในฐานะนักกีฬา แต่สิ่งที่สนุ้กสอนเขา ทั้งวินัย ความอดทน และการมองเกมให้ออก ยังคงถูกใช้บนโต๊ะอีกแบบหนึ่ง โต๊ะทำงานที่เขาเลือกเล่นเพื่อคนจังหวัดสระบุรี
ตลอดเส้นทางการเป็นนักกีฬา บิ๊กรู้ดีว่า เขาคงจะไม่สามารถเฉิดฉายอยู่ในวงการได้ตลอดไป เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีการผลัดใบไปตามกาลเวลา
ระหว่างเป็นนักกีฬา เขาตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร เพราะคุณพ่อประธานชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดสระบุรีเลยรู้เรื่องการบ้านการเมืองตั้งแต่เด็ก และเรียนเพื่อให้เข้าใจงานด้านนี้มากขึ้น
“หลายคนบอกว่า ผมค่อนข้างแก่สังคมตั้งแต่เด็ก จริง ๆ ผมยังไม่รู้เลยว่า เมื่อก่อนเวลาหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านข่าวกีฬาหรืออ่านข่าวการเมืองก่อน แต่ผมมีความรู้สึกว่าผมหยิบอ่านข่าวการเมืองก่อนข่าวกีฬาด้วยซ้ำ แต่ผมจะอ่านควบควบคู่ต่อเนื่องกัน”
วันนี้บิ๊กเลือกเข้ามาทำงานเป็นตัวแทนของประชาชนของพรรคประชาชน เพราะเขาเองก็เฝ้าฝันถึงวันที่สนุ้กจะเป็นเพียง ‘กีฬา’ และถูกนำออกจากพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478
“อีกเหตุผลที่เลือกที่จะมาเล่นการเมือง แล้วทำไมถึงเลือกพรรคประชาชน อย่างแรกเลย ผมอยากจะเอาสนุกเกอร์ให้มันหลุดจากพ.ร.บ.การพนันฯ แล้วผมคิดว่าพรรคประชาชน เป็นพรรคเดียวที่ผมมองแล้วว่าสามารถทำได้ แล้วกล้าที่จะทำ”
สำหรับบิ๊ก การผลักดันให้สนุ๊กหลุดออกจากพระราชบัญญัติการพนันฯ ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการเปิดพื้นที่ให้กีฬานี้ได้กลับมาเป็น ‘กีฬา’ อย่างแท้จริง
อีกทั้งยังเป็นสนามที่เด็ก ๆ จะกล้าฝัน กล้าลงแข่ง และกล้าบอกว่าอยากเป็นนักสนุ้กอาชีพได้อย่างภาคภูมิ และอาจมีใครสักคนเติบโตขึ้นมา กลายเป็นความหวังของประเทศ เหมือนที่เขาเคยเป็นได้ในอดีต
เมื่อก่อน กีฬาสนุ้กถูกสร้างให้มีภาพลักษณ์เชิงลบมากกว่าบวก โต๊ะสนุ้กต้องเปิดอย่างลับ ๆ ตามชุมชน และซ่อนอยู่ในตึกแถว ทำให้ผู้ปกครองไม่กล้าปล่อยลูกมาเล่นกีฬาชนิดนี้มากเท่าไหร่
ประกอบกับ สนุ้กก็เป็นกีฬาที่ทับซ้อนเรื่องผลประโยชน์ แม้ว่าในบ้านของนักการเมืองหรือผู้ใหญ่หลายคนจะมีโต๊ะสนุ้กและดูกีฬานี้อยู่บ่อย ๆ
แต่วันนี้ โต๊ะสนุ้กต่างจากเดิม ความคิดของคนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จึงเป็นวาระที่ดีที่จะทำให้สนุ้กกลับมาเป็นกีฬาแห่งความหวัง กีฬาที่คนไทยจะส่งกำลังใจให้ทุกการแข่งขัน
เพราะการที่รัฐบรรจุกีฬานี้ในพระราชบัญญัติการพนันฯ ในมุมมองของบิ๊กนั้นถือเป็นความท้าทายและส่งผลกระทบในการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่เข้ามาสานต่อ
“เด็กเล่นได้ทุกกีฬา แต่ถ้าสนุ้กยังอยู่ในพ.ร.บ.การพนันฯ พ่อแม่ยังมองในแง่ลบ ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศหรือผู้ปกครอง แต่เสียหายกับวงการสนุกเกอร์เอง เพราะไม่สามารถสร้างเยาวชนขึ้นมาทดแทนนักกีฬารุ่นเก่าได้”
ขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่า การเป็นนักกีฬามีต้นทุน สิ่งที่เขาอยากผลักดัน คือ การสร้างสถาบัน ที่ทำให้นักกีฬาสามารถฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ มาประลองฝีมือ ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ และสมาคมฯ ที่มองเห็นความสำคัญ
“สนุกเกอร์ ถ้าหยุดเกิน 3 วัน คุณต้องมาเริ่มใหม่ เหลี่ยมมันหาย คุณต้องมาทำให้กล้ามเนื้อมันจำอีก ถ้าเกิดมันหลุด พ.ร.บ.การพนันได้ มีการสนับสนุนที่จริงจังจากภาครัฐ
“มีการสร้างอะคาเดมีขึ้นมาสนับสนุนโดยสมาคมอาชีพโลก เรียกให้ประเทศต่าง ๆ มาเรียนบ้านเรา แต่ตอนนี้โลกมันกลับกัน เราต้องบินไปเรียนที่บ้านเขา”
เพราะหัวใจสำคัญของกีฬาสนุ้กในสายตาของบิ๊ก สระบุรี คือ การฝึกความชำนาญ และมันสามารถเกิดขึ้นได้ภายในประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียเงินไปฝึกฝนที่นอกประเทศ
“สนุ้กจะคล้ายกับอีกหลายชนิดกีฬา ถ้าคุณอยากเก่ง คุณต้องซ้อมกับคนเก่ง ถ้าเล่นกับคนเลเวลเท่ากัน เราก็อยู่เท่าเขา ถ้าซ้อมกับคนอ่อนกว่าก็ไม่มีพัฒนาการ”
นอกจากนี้ ไม้คิวจากช่างฝีมือไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งบิ๊กมองว่าสามารถผลักดันไม้คิวสัญชาติไทยให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
“รอนนี โอซุลลิแวน ใช้ไม้คิวไทย 2 ยี่ห้อ ตอนนี้นี่ขายกัน ผมว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างดีได้เลย ผมว่ามันเป็นอะไรที่มันสนับสนุนได้อีกเยอะ ถ้ามันหลุดพ.ร.บ.การพนันนะ แล้วสนับสนุนให้มันถูกหลักนะ ถูกวิธี”
สุดท้ายแล้ว การผลักดันให้สนุ้กหลุดออกจากพระราชบัญญัติการพนันฯ สำหรับบิ๊ก ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬา แต่เป็นการสะท้อนวิธีคิดของรัฐต่อวงการกีฬา ซึ่งพาให้เขาเดินเข้าสู่สนามการเมือง ที่การรับฟังประชาชน คือหัวใจสำคัญไม่ต่างจากการฟังเสียงลูกสนุ๊กบนโต๊ะเลย
ในศึกการเลือกตั้งปี 69 บิ๊ก สระบุรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี เขต 3 ประกอบด้วย อำเภอหนองแคง อำเภอวิหารแดง และอำเภอหนองแซง ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ ก็คือ ‘ระบบการเมืองแบบเก่า’ ที่ยังคงติดกับการเมืองแบบอุปภัมภ์
“พอมีระบบการเมืองเก่าเลยทำให้พัฒนาประเทศไม่ก้าวกระโดด หยุดชะงัก มันฉุดรั้ง บางครั้งมีชาวบ้าน เข้ามาเรียกร้อง นักการเมืองก็รับฟัง แต่สักพักก็หายไป แล้วระบบอุปถัมภ์เข้ามาดูแล”
หน้าที่ของสส. เวลานี้ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจ และเป็น ‘ผู้ฟัง’ ที่ดี
“อย่างน้อยเราต้องรับฟังเขาก่อน ฟังเขาไปเถอะ ให้เขาได้ระบาย พูดออกมา เพราะมันคือการที่เรารับฟังปัญหาของเขา แล้วต้องฟังด้วยเหตุผล
“เพราะถ้าวุฒิภาวะเราไม่เท่ากับคนที่เราคุยด้วย เราจะไม่ได้ปัญหาทั้งหมด บางทีปัญหาแรกยังฟังไม่หมดก็รีบพูดแล้ว ทั้งที่เขายังมีปัญหาที่สาม ที่สี่ ที่อยากเล่าต่อ แต่บทสนทนามันแตกไปตั้งแต่ปัญหาแรก ปัญหาที่สองแล้ว”
อย่างน้อย การเมืองที่รับฟังประชาชน คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือพลเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ
“พอเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังปัญหามาแล้ว เราคิดว่าปัญหานั้นมาต่อยอดได้ ถ้าเกิดเราได้มีโอกาสได้รับเลือกเข้าไปในสภา ผมว่าคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือประเทศ รองลงมาก็ในพื้นที่ของเราจังหวัดสระบุรี แล้วก็ในพื้นที่เขตของเรา”
จากโต๊ะสนุ้กในสระบุรีที่เด็กคนหนึ่งฝึกฝนจนกลายเป็นแชมป์โลก วันนี้บิ๊ก สระบุรี อาจเปลี่ยนสนามการแข่งขันมาอยู่ในโลกการเมือง แต่หลักคิดที่เขายึดถือยังเหมือนเดิม นั่นคือ การอ่านเกมให้ออก อดทนกับรายละเอียด และไม่เร่งตัดสินใจก่อนจะเห็นภาพทั้งหมด
เพราะทั้งบนโต๊ะสนุ้กและในสนามการเมือง การตัดสินใจที่ดีต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ และการรับฟัง
ภาพ : ดำรงฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม