‘อาชิลล์ อึมแบมเบ’ เมื่อรัฐไม่ต้องฆ่า แต่ชีวิตก็ตายได้กลางทาง

‘อาชิลล์ อึมแบมเบ’ เมื่อรัฐไม่ต้องฆ่า แต่ชีวิตก็ตายได้กลางทาง

บทความชิ้นนี้ชวนอ่านแนวคิด ‘Necropolitics’ ของ ‘อาชิลล์ อึมแบมเบ’ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดชีวิตของคนธรรมดาจึงถูกทำให้เปราะบางได้กลางพื้นที่ที่ควรปลอดภัย และเหตุใดความก้าวหน้าจึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นต้นทุนที่สังคมยอมรับโดยไม่รู้ตัว

KEY

POINTS

เหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โครงการรถไฟความเร็วสูงที่โครงสร้างหล่นทับขบวนรถไฟ และเครนก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ถล่มลงมาทับรถยนต์ของผู้ใช้ถนน เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า ความสะดวก และความปลอดภัยของชีวิตประจำวัน

อุบัติเหตุเช่นนี้มักถูกอธิบายด้วยคำว่า ‘ความผิดพลาด’ หรือ ‘ความไม่คาดคิด’ หากมองแยกเป็นเหตุการณ์เดี่ยว ๆ คำอธิบายเช่นนั้นอาจเพียงพอ แต่เมื่อเหตุลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำในพื้นที่สาธารณะ การตั้งคำถามเชิงโครงสร้างย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ว่าอะไรทำให้ ‘ชีวิตของคนธรรมดา’ กลายเป็นสิ่งที่พร้อมจะสูญเสียได้ทุกเมื่อ

ในงานเขียนของ ‘อาชิลล์ อึมแบมเบ’ (Achille Mbembe) นักคิดด้านการเมืองร่วมสมัย ได้เสนอแนวคิดเรื่อง ‘Necropolitics’ หรือ ‘การเมืองของความตาย’ เพื่ออธิบายอำนาจของรัฐและโครงสร้างสังคมในการกำหนดว่า ใครควรมีชีวิตอยู่ ใครถูกปล่อยให้ตายได้ และชีวิตแบบใดที่ถูกทำให้เปราะบางอย่างเป็นระบบ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการปลิดชีวิตโดยตรงเสมอไป หากแต่รวมถึงการจัดสรรทรัพยากร ความปลอดภัย และความเอาใจใส่ที่ไม่เท่าเทียมกัน

อึมแบมเบ ชี้ให้เห็นว่า โลกสมัยใหม่สร้างพื้นที่บางประเภทที่เขาเรียกว่า ‘death-worlds’ หรือ ‘เขตแห่งความตาย’ คือ พื้นที่ที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกลดทอนคุณค่า เหมือนเป็นสิ่งที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่ก่อให้เกิดแรงสะเทือนเชิงศีลธรรมมากนัก ทั้งนี้ death-worlds ในงานของเขามักเชื่อมโยงกับสงคราม อาณานิคม และความรุนแรงของรัฐ

หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา สังคมไทยอาจยังไม่ถึงขั้นเป็น death-worlds ตามนิยามเข้มข้นของอึมแบมเบ แต่เหตุการณ์อย่างเครนถล่มหรือโครงสร้างก่อสร้างพังลงกลางพื้นที่สาธารณะ กำลังสร้าง ‘ประสบการณ์ร่วม’ บางอย่างที่ใกล้เคียง นั่นคือความรู้สึกว่าชีวิตของผู้คนสามารถแลก เสี่ยง และ อยู่ในตำแหน่งรองจากความเร่งรีบของโครงการขนาดใหญ่

ถนน ทางด่วน และรถไฟ ควรเป็นโครงสร้างที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น แต่เมื่อพื้นที่เหล่านี้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงโดยปริยาย ประชาชนบางส่วนจึงเริ่มเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่า ความไม่แน่นอนคือสภาพปกติ การออกจากบ้านไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือการยอมรับความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน

ในมุมนี้ แนวคิด Necropolitics ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อกล่าวหาว่าใครจงใจพรากชีวิตใคร แต่ช่วยให้เราเห็นกลไกที่ทำให้ความตายกลายเป็น ‘ต้นทุนที่ต้องก้มหน้ายอมรับ’ ในกระบวนการพัฒนา เมื่อความสูญเสียถูกอธิบายด้วยภาษาเทคนิค รายงานการสอบสวน และการชี้แจงตามขั้นตอน ความรู้สึกสะเทือนใจต่อชีวิตมนุษย์ค่อย ๆ ถูกทำให้บรรเทาลง

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการพังถล่มของโครงสร้างทางกายภาพ แต่คือการพังทลายของความเชื่อว่า ชีวิตของคนธรรมดามีคุณค่ามากพอจะได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด เมื่ออุบัติเหตุกลายเป็นข่าวรายวัน และความสูญเสียกลายเป็นเพียงตัวเลข 

อึมแบมเบ เคยเขียนไว้ว่า “อำนาจสูงสุดไม่ใช่เพียงการทำให้มีชีวิต แต่คือการปล่อยให้ตาย” ในบริบทไทยวันนี้ อาจไม่ใช่การ “ปล่อยให้ตาย” อย่างตรงไปตรงมา หากแต่เป็นการปล่อยให้ความเสี่ยงดำรงอยู่ซ้ำ ๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จริงจัง

สิ่งที่บทความนี้พยายามชี้ไม่ใช่คำตอบว่าใครผิด แต่คือคำถามว่า เราคุ้นชินกับความเปราะบางของชีวิตมากเกินไปหรือไม่ และเราเผลอยอมรับโลกแบบใดเป็นเรื่องปกติ การตั้งคำถามเหล่านี้อาจไม่ทำให้หลายสิบชีวิตได้หวนกลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัว แต่ทำให้ความตายของพวกเขาไม่กลืนหายไปกับกาลเวลา

ในวันที่เมืองยังเดินหน้าสร้างต่อไปไม่หยุด การทวงคืนคุณค่าของชีวิตอาจเริ่มต้นจากการไม่ยอมมองความสูญเสียเป็นเรื่องเล็ก และไม่ยอมให้ใครก็ตามกลายเป็นเพียง ‘ผู้เคราะห์ร้าย’ ในข่าว เพราะในสังคมที่ยังเห็นคุณค่าของมนุษย์ ความก้าวหน้าไม่ควรต้องแลกด้วยชีวิตของใครเลย

 

เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Getty Images