‘จูดิธ บัตเลอร์’: เส้นแบ่ง ความลื่นไหลทางเพศ และความหมายของการยอมรับ

‘จูดิธ บัตเลอร์’: เส้นแบ่ง ความลื่นไหลทางเพศ และความหมายของการยอมรับ

ในโลกแห่งความหลากหลาย มนุษย์ยังคงถูกจำกัดกรอบให้อยู่ภายใต้ ‘ความเป็นธรรมชาติ’ และ ‘กรอบ’ ที่มองไม่เห็น ทฤษฎีของ ‘จูดิธ บัตเลอร์’ กระตุ้นให้เกิดคำถามว่า ความหลากหลายที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็น ‘อิสรภาพ’ ที่แท้จริงหรือไม่

KEY

POINTS

“ถ้าเพศไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่เราถูกปลูกฝังให้เป็นไปแบบนั้นล่ะ?”

นักปรัชญาคนหนึ่ง เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อวงการเฟมินิสต์ ด้วยการปลดแอกสังคมจากกรอบเพศที่เราเรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ โดยบอกว่าแท้จริงแล้วบนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความเป็น ‘ชาย’ หรือ ‘หญิง’ 

‘จูดิธ บัตเลอร์’ (Judith Butler) คือนักปรัชญาและนักทฤษฎีเพศชาวอเมริกัน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘นักทลายกรอบ’ และเป็นหนึ่งในนักทฤษฎีเควียร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกวิชาการร่วมสมัย

เธอท้าทายความเชื่อเรื่อง ‘ทวิลักษณ์’ (Binary) โดยมองว่าแม้แต่ ‘เพศสรีระ’ (Sex) ก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอนให้ผู้คนเชื่อว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นไปตามธรรมชาติ ส่งต่อการแสดงออกซ้ำจนถูกทำให้เป็น ‘เรื่องปกติ’ ทำให้เราหลงลืม ‘คุณค่าความเป็นมนุษย์’ และมองข้าม ‘ความหลากหลาย’ ไป

นักทลายกรอบที่แหกขนบเรื่องเพศแบบเดิม 

‘Gender Trouble’ หนังสือของเธอที่เผยแพร่เมื่อปี 1990 ว่าด้วยเรื่องปรัชญาและทฤษฎีสตรีนิยม (feminism) วิเคราะห์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการจำกัดกรอบความเป็นเพศอยู่เพียงแค่ ‘ชาย’ หรือ ‘หญิง’ และตั้งคำถามถึง ‘ความเป็นธรรมชาติ’ ของร่างกายเพศชายและหญิง ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่การแสดงออกตาม ‘กรอบ’ ที่สังคมกำหนด

เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาหลายคนและหลายแขนง บัตเลอร์จึงมักหยิบยกแนวคิดในด้านต่าง ๆ มาต่อยอดอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือแนวคิดเรื่อง ‘การเมืองสร้างความปั่นปวน’ (Politics of troubling) ของ ‘มิเชล ฟูโกต์’ (Michel Foucault) ที่พูดถึงโครงสร้างเชิงอำนาจ รวมถึงแนวคิดเรื่อง ‘การสร้างเพศสภาวะ’ (Gender Construction) ของ ‘ซีโมน เดอ โบวัวร์’ (Simone de Beauvoir)

เธอได้นำคำพูดหนึ่งของซีโมนที่ว่า “เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เราถูกทำให้เป็นผู้หญิง” จากหนังสือ ‘The Second Sex’ มาขยายความต่อว่า “ไม่ว่าจะเป็นเพศสรีระ (Sex) หรือเพศสภาวะ (Gender) ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สังคมกำหนดขึ้น และเรื่องทั้งสองส่งผลต่อการมีอยู่ของกันและกัน จนยากที่จะแยกได้ว่าสิ่งไหนเป็นอะไร”

นักปรัชญาชาวอเมริกาคนนี้มองว่า ‘การแสดงบทบาททางเพศ’ (Gender Performativity) เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้สรรพนามแยกระหว่างชายและหญิง, การสอนเด็กผู้ชายให้เข้มแข็ง, การสอนเด็กผู้หญิงให้เรียบร้อย, การแบ่งแยกผ่านเสื้อผ้า (กางเกงและกระโปรง) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคม แต่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เป็นมาตั้งแต่ต้น

“ไม่ว่าเพศสภาวะจะหมายถึงอะไร สำหรับบางคนมันย่อมหมายถึงความรู้สึกเกี่ยวกับร่างกายทั้งแบบผิวเผินและลึกซึ้ง เป็นความรู้สึกที่ได้ใช้ชีวิตเป็นคนหนึ่งในโลกใบนี้”

อย่างไรก็ตาม ในมุมนักสตรีนิยมสายวิพากษ์เพศสภาพ (Gender Critical Feminist) ตั้งข้อสังเกตว่า มุมมองเรื่องเพศสรีระของบัตเลอร์นั้น ทำให้ ‘ร่างกายจริง’ ทางชีววิทยากลายเป็นสิ่งที่ ‘ไม่สำคัญ’ สร้างความสับสนเรื่องการสืบพันธ์ุให้กับผู้คนทั่วไป และสร้างความตื่นตระหนกต่อผู้หญิง เพราะตัวตนของความเป็นหญิง (Womanhood) ที่เคยเข้าใจมาตลอดอาจจะกำลังเลือนหายไป

‘การเป็นตัวเอง’ ที่ถูกกำหนดโดยผู้อื่น

ในปี 2004 บัตเลอร์ได้ออกหนังสืออีกเล่มที่ว่าด้วยเรื่องคนข้ามเพศ การแปลงเพศ และภาวะเพศกำกวม อย่าง ‘Undoing Gender’ พูดถึงอิทธิพลของ ‘ผู้อื่น’ ที่เข้ามาจำกัดการตัดสินใจและการสร้างตัวตนด้วยตัวของเราเอง

หนังสือของบัตเลอร์ไม่ได้หมายถึงการอยู่ในโลกที่ไม่มีระบบเพศสภาวะ หากแต่กล่าวว่าผู้คนล้วน ‘หลงทาง’ อยู่ในตัวตนที่ผู้อื่นกำหนด ก่อนที่จะมีสิทธิ์ได้เลือกว่าเรานั้นอยากเป็นใคร ส่งผลให้คนข้ามเพศและคนที่มีภาวะเพศกำกวม ถูกจำกัดนิยามจากบรรทัดฐานของสังคม

อย่างเช่นในกรณีคนที่มีความรู้สึกว่าเพศสภาวะของตัวเองไม่สอดคล้องกับเพศสรีระ จะถูกเลี้ยงและคาดหวังจากสังคมให้ประพฤติตัวตามเพศสรีระ ส่วนในกรณีผู้มีภาวะเพศกำกวมอาจถูกผู้อื่น ‘เลือกเพศ’ ให้ โดยที่บุคคลนั้นอาจยังไม่ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยกและถูกทำให้เป็น ‘คนนอก’ จากกรอบดังกล่าว

เด็กคนหนึ่งอาจถูกตั้งชื่อ ถูกเลือกคำนำหน้า ถูกกำหนดการสวมใส่เสื้อผ้าและบทบาททางสังคม ก่อนที่จะเข้าใจว่าตัวเองต้องการเป็นอะไร เมื่อความรู้สึกภายในไม่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ถูกคาดหวังให้เป็น พวกเขาจึงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความรู้สึกไม่เข้าพวก และไม่อาจหาคำตอบได้ว่ามีอะไรที่ ‘ผิดแปลก’ ไปจากคนอื่น 

แต่ ‘การหลงทาง’ นี้ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือสิ่งที่สังคมจำเป็นต้องทำให้หายไป เธอมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง ‘จำเป็น’ และเป็น ‘เงื่อนไขสำคัญ’ ที่ทำให้ยังคงความเป็นมนุษย์อยู่ได้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับโลก 

โครงสร้าง อำนาจ และการกีดกัน

นอกจากนี้ ในหนังสือเล่มล่าสุดของเธออย่าง ‘Who’s Afraid of Gender?’ ที่ถูกตีพิมพ์ออกมาในปี 2024 ยังกล่าวไว้อีกว่า ‘ขบวนการต่อต้านเพศสภาวะ’ นั้น มักใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มคนข้ามเพศ เรียกพวกเขาว่า ‘ปีศาจ’ หรือ ‘อุดมการณ์ที่เป็นพิษ’ ผลักพวกเขาออกจากมาตรฐานสังคมเดิม

ในหนังสือระบุว่า อคติต่อความหลากหลายทางเพศยังกลายเป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ ที่ใช้ ‘ความกลัว’ รวบรวมมวลชนเข้าไว้ด้วยกัน และตีตราว่าคนข้ามเพศนั้นเป็น ‘ภัยคุกคาม’ จนทำให้ผู้คนมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องอื่นไป

เธอมองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของขบวนการดังกล่าวคือการฟื้นฟูระบอบ ‘ชายเป็นใหญ่’ และกระแส ‘ชาตินิยม’ ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ด้วยการยกเลิกกฎหมายก้าวหน้าต่าง ๆ ที่ได้มาจากการเรียกร้องของเฟมินิสต์และกลุ่ม LGBTQ+ เพื่อทำให้โครงสร้างอำนาจกลับมาชัดเจน และจัดการได้ง่ายขึ้น

“พวกเขาปฏิเสธสิทธิทางกฎหมายและสังคมของบุคคลข้ามเพศ รวมถึงจัดระเบียบมาตรการทางกฎหมาย บังคับกักขังทางจิตเวช ทำร้ายร่างกายอย่างโหดร้าย และฆาตกรรม”

เมื่อฝ่ายขวาบางส่วนโจมตีเธอว่าแนวคิดเรื่องความลื่นไหลทางเพศคือการ ‘ล้างสมองเด็ก’ และผลักดันนโยบายกีดกัน เช่น การแบนหนังสือเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน หรือจำกัดสิทธิด้วยการระงับการดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพ แต่บัตเลอร์ก็ยังคงยืนยันว่า การกระทำของอนุรักษ์นิยมที่คอยรักษาบรรทัดฐานไว้ต่างหากที่เป็น ‘อันตราย’ ต่อเยาวชน

“เราสามารถถกเถียงเรื่องฮอร์โมนหรือการผ่าตัดได้ แต่การกำหนดเพศสภาพเป็นรูปแบบหนึ่งของการบีบบังคับที่เราต้องพูดถึงและต่อต้าน เราต้องสนับสนุนเยาวชน ไม่ใช่บอกพวกเขาว่าไม่สามารถทดลองหรือจินตนาการถึงวิธีการใช้ชีวิตในร่างกายของพวกเขาในโลกนี้ได้ เราต้องเปิดเส้นทางนั้นไว้”

การยอมรับที่มีเงื่อนไข

หนึ่งในแก่นความคิดของเธอที่ถูกเน้นย้ำอยู่เสมอคือ สิ่งที่สังคมมองว่า ‘ปกติ’ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ ‘เป็นกลาง’ แต่เป็น ‘กลไกอำนาจ’ ที่ทำหน้าที่คัดกรองและผลักผู้อื่นออกไปอย่างแนบเนียน

“โครงสร้างบรรทัดฐานมักจะกีดกันผู้อื่นอยู่เสมอ”

บัตเลอร์ใช้แนวคิดของฟูโกต์มาอธิบายว่า ความปกติทางเพศนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เป็นวาทกรรมที่ถูกผลิตซ้ำ ๆ จนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา และทำให้คนที่ไม่ตรงตามกรอบนั้นเป็นอื่น ขณะเดียวกันรัฐก็สามารถใช้คำนิยามเหล่านั้นในการจัดระเบียบสังคมได้ง่ายขึ้น ด้วยการบอกว่าประชาชนต้องทำอะไรถึงจะเหมาะสม

สังคมในปัจจุบันที่อาจดูเหมือนว่าเปิดรับความหลากหลายมากขึ้น ธงสีรุ้งปรากฏในพื้นที่สาธารณะ สื่อนำเสนอเรื่องราวของคนที่ไม่ใช่แค่ชายหรือหญิง ความหลากหลายถูกพูดถึงในเชิงบวก ราวกับว่าโลกกำลังทลายเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นนั้นไปได้แล้ว

แต่เบื้องหลังความหลากหลายเหล่านั้น ผู้คนยังคง ‘ตีกรอบ’ ขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกอะไรบางอย่างอยู่เสมอ อาจจะเพื่อทำให้เข้าใจง่าย หรือเพื่อที่จะควบคุมได้มากกว่าเดิม ‘การกีดกัน’ นั้นยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปให้อยู่ภายใต้หมวดหมู่ที่คนนอกจัดสรรขึ้น

เพราะความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรูปแบบของการผลักไสหรือทำร้ายร่างกายอย่างเปิดเผยเท่านั้น แต่ความเกลียดชังอาจถูกแฝงอยู่ในการกระทำหรือคำพูดเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยได้ เช่น การที่ ‘กะเทย’ ถูกทำให้เป็นตัวตลก ผู้ชายข้ามเพศที่ยังถูกเรียกว่าผู้หญิง หรือคำที่ได้ยินกันอย่างทั่วไปว่า “ก็รับได้นะ แต่ว่า…”

การกระทำเล็กน้อยเหล่านั้น ถึงแม้จะไม่ได้แสดงถึงความเกลียดชังโดยตรง แต่ว่าส่งผลเช่นเดียวกับในสมัยก่อนที่คนกำหนดว่ามีแค่ชายและหญิง และกีดกันเพศทางเลือกออกไป จึงเกิดการเรียกร้องเพื่อทลายกรอบนั้น แต่ความจริงแล้วกรอบนั้นอาจยังไม่ได้หายไป แต่เพียงถูกขยายขึ้นให้ครอบคลุมคนประเภทอื่นมากขึ้น และแสร้งว่าเกิดการยอมรับความหลากหลายในสังคม 

กรอบใหม่ที่อาจมาปิดกั้น

ผู้คนที่ไม่เข้าใจต่างตั้งคำถามและพยายามหาคำอธิบายเพื่อสร้างความหมายให้กับสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าเจ้าของเรื่องราวจะไม่เคยพูด หรือต้องการก็ตาม สังคมอาจจะเอากรอบที่ตัวเองมองว่าเหมาะสมไปครอบการกระทำของคนบางกลุ่ม

เกย์ต้องดูดี, ทรานส์ต้อง ‘ผ่าน’, เลสเบี้ยนต้องยังมีความเป็นผู้หญิง หรือการคาดหวังว่าในความสัมพันธ์ต้องแยกออกว่าใครเป็น ‘รุก’ หรือ ‘รับ’

หากผู้คนเหล่านั้นแสดงท่าทีที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานที่สังคมคาดหวัง พวกเขาจะถูกตั้งคำถามว่า ทำไมถึงปฏิบัติตัวต่างไปจากเควียร์คนอื่น ถูกคาดหวังให้แก้ไขตัวเองให้เป็นไปตามกรอบ และหากจะเรียกร้องเพื่อความหลากหลายในรูปแบบใหม่ของตัวเอง ก็มักจะถูกพูดใส่ว่า “ได้คืบจะเอาศอก”

เพศอื่นนอกจากชายและหญิง ถูกวางกรอบให้พอใจกับสิ่งที่สังคม ‘อนุญาต’ ให้ทำ มักโดนพูดใส่ว่า “ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว” “อย่าเรียกร้องอะไรที่มากเกินไปเพื่อความพอดี”  อาจสะท้อนว่า สังคมไม่ได้ ‘ยอมรับ’ ความหลากหลาย เพียงแต่ ‘อนุญาต’ ให้มีความหลากหลายอยู่ ตราบใดที่พวกเขายังคงทำตัว ‘ถูกต้อง’ ตามสิ่งที่สังคมเห็นว่า ‘ดี’

ในกรณีของประเทศไทยที่เพิ่งผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาไม่นาน แต่การใช้ ‘คำนำหน้า’ ยังถูกผูกกับเพศกำเนิด และผู้คนบางส่วนในสังคมยังคงผลิตวาทกรรมซ้ำที่ว่า “เรียกร้องได้ แต่อย่ามากเกินไป” อาจกล่าวได้ว่าเรากำลังเห็นเสรีภาพที่เดินหน้าเพียงครึ่งเดียว

การผ่านของสมรสเท่าเทียมอาจสะท้อนความก้าวหน้าในมิติของสิทธิในความสัมพันธ์ แต่คำถามยังคงอยู่ต่อว่า การยอมรับดังกล่าวครอบคลุมถึง ‘ตัวตน’ ของบุคคลข้ามเพศมากน้อยเพียงใด เมื่อเอกสารราชการยังคงกำหนด ‘คำนำหน้า’ และจัดหมวดหมู่เพศตามกรอบเดิม อำนาจในการนิยามว่าใครคือหญิงหรือชายจึงยังผูกพันอยู่กับ ‘โครงสร้างของรัฐ’

ประเด็นนี้จึงชวนให้พิจารณาต่อว่า ภาพของ ‘ความเปิดกว้าง’ ที่สังคมไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาตินั้น สอดคล้องกับกลไกทางกฎหมายและระบบราชการในชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด

หากอ้างอิงแนวคิดของบัตเลอร์อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่สังคมยกให้เป็นภาพของความ ‘ถูกต้อง’ หรือ ‘ปกติ’ นั้น บางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นกรอบกำกับรูปแบบใหม่ เพราะทุกครั้งที่เรานิยามว่าอะไรควรหรือไม่ควร ย่อมมีเส้นแบ่งบางอย่างเกิดขึ้นเสมอ คำถามจึงไม่ใช่ว่าความหลากหลายมีอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเรายอมรับความลื่นไหลของความเป็นมนุษย์ได้เพียงใด

ในบริบทเช่นนี้ ความหลากหลายอาจดำรงอยู่ในเชิงถ้อยคำ หากแต่ในชีวิตจริง บุคคลจำนวนหนึ่งยังต้องอธิบายและยืนยันตัวตนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่สังคมคุ้นชิน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่า เรากำลังขยายขอบเขตของเสรีภาพอย่างแท้จริง หรือเพียงปรับรูปแบบของกรอบเดิมให้ยืดหยุ่นขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น

 

เรื่อง : สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ (The People Junior)

ภาพ : Getty Images

 

อ้างอิง

Fanjul, Sergio C. “Judith Butler: ‘We are witnessing the restoration of patriarchy and racism’.” EL PAÍS English, 29 ก.ย. 2025, english.elpais.com/culture/2025-09-29/judith-butler-we-are-witnessing-the-restoration-of-patriarchy-and-racism.html. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

Tyson, Paul. “A Philosophical Theologian’s Review Essay of Judith Butler’s Who’s Afraid of Gender?.” The ISCAST Journal, Vol. 3, 24 ก.ย. 2024, journal.iscast.org/cposat-volume-3/a-philosophical-theologians-review-essay-on-judith-butlers-whos-afraid-of-gender. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

“Judith Butler – Biography.” Division of Philosophy, Art, and Critical Thought (EGS), pact.egs.edu/biology/judith-butler/. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

Parsons, Vic. “Judith Butler says the ‘anti-gender ideology movement’ is a dangerous ‘fascist trend’.” PinkNews, 26 ต.ค. 2021, www.thepinknews.com/2021/10/26/judith-butler-anti-gender-ideology/. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

Sus, Viktoriya. “What Is the Gender Philosophy of Judith Butler?” TheCollector, 8 ก.ย. 2024, www.thecollector.com/gender-philosophy-judith-butler/. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

“Report: Gender Ideology and Politics.” Mother Jones, 19 พ.ย. 2025, www.motherjones.com/politics/2025/11/gender-ideology-mother-tongue-keyword-judith-butler-trump-terfs/. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

“Review Essay: Judith Butler, Who’s Afraid of Gender?.” Law and Critique, vol. 35, 29 พ.ย. 2024, link.springer.com/article/10.1007/s10978-024-09402-8. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.

“Judith Butler warns that society must resist right-wing transphobia, or else…” LGBTQ Nation, 5 ต.ค. 2025, www.lgbtqnation.com/2025/10/judith-butler-warns-that-society-must-resist-right-wing-transphobia-or-else/. เข้าถึงเมื่อ 3 มี.ค. 2569.