03 มี.ค. 2569 | 12:53 น.

KEY
POINTS
ในความสัมพันธ์ฉันท์คนรัก ผมเป็น ‘ผู้ให้’ อยู่เสมอเพราะคิดโทษตัวเองที่มีปมด้อยเรื่องหน้าตา ยิ่งเวลาได้คบหรือกำลังเทียวไล้เทียวขื่อคนที่ผมคิดว่าหน้าตาดี ระดับความเป็นพ่อบุญทุ่มของผมก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนผมมีปัญหาเรื่องการเงินหลายครั้ง…
แน่นอนว่าจุดจบของความรักที่ใช้เงินประคองมักไม่ค่อยสวย บ่อยครั้ง คนที่เคยเป็นคนแสนดี เมื่ออยู่ต่อหน้าผมผู้สยบยอม ทุ่มเทชนิดไม่เผื่อใจ และไม่มีปากมีเสียง พวกเขาก็มักเปลี่ยนไปเป็นคนพูดบิดเบือนความจริง (Gaslighting) ชนิดที่ว่าแค่ผมขยับตัวยังมีความผิด
ครั้งหนึ่งผมเคยผิดนัดดูหนังกับใครบางคนเพราะงานด่วน ผมต้องจมอยู่กับความกลัวว่าจะถูกเกลียดถูกทิ้งจนซึมเศร้าทั้งวัน เมื่อเขาตอบกลับมาด้วยข้อความต่อว่ายาวเหยียดชนิดที่ถมได้เต็มหน้ากระดาษเอสี่ ราวกับผมเป็นมนุษย์ที่ผิดนัดเป็นอาจิณ บางทีผมก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมคนที่ความอดทนต่ำอย่างผม ถึงยอมก้มหน้าก้มตาให้กับพฤติกรรมเช่นนั้นได้ซ้ำ ๆ ผมเคยสงสัยในคุณค่าของตัวเองและเคยหลงคิดไปด้วยซ้ำว่า คงไม่มีคนที่จะให้ความสำคัญกับผมเท่า ๆ กับที่ผมให้เขาไป
แต่มีครั้งหนึ่งที่ผมพบคนที่เหมือนจะทำให้ผมลืมความรู้สึกเหล่านั้น ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับผม แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมเห็นภาพย้อนของทุกคนที่เคยทำร้ายจิตใจผม ราวกับเขาดึงวิญญาณของคนเหล่านั้นมาขังเอาไว้ในร่างเดียว
ตอนคุยกันครั้งแรก ผมรู้แค่ว่าเขาเป็นช่างทำผมที่อายุเพิ่งผ่านเลขสี่ ผมเป็นคนทักหาเขาก่อนด้วยคิดว่าเขาหล่อดี พวกเราคุยกันผ่านแอพฯ ได้ประเดี๋ยวประด๋าวก็นัดพบกัน เดทแรกหรือการดูตัวจริงของเราผ่านไปอย่างกระท่อนกระแท่นนิดหน่อย เพราะเขามาสายมาก ทิ้งให้ผมนั่งรอในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังจนถึงเวลาร้านใกล้ปิด แม้ผมจะไม่ค่อยประทับใจเรื่องนั้นเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเขาปฏิบัติกับคนตัวใหญ่อย่างผมราวกับผมเป็นสาวน้อย มันก็ทำให้ผมหัวใจอ่อนยวบยาบ ยิ่งเขาขอผมเป็นแฟนก่อน ทั้ง ๆ ที่ปกติบทพูดนี้จะเป็นของผม มันยิ่งทำให้ถลำลึกลงไปในห้วงรักจนยากจะหาทางออก
ผมได้ชื่อ ‘หนู’ มาจากเขา และผมมอบชื่อ ‘ป๊า’ กลับไปเป็นสิ่งตอบแทน และเมื่อคบกันได้สองสามสัปดาห์ ป๊าก็ทำให้ผมประหลาดใจ
“อ่ะ ป๊าให้หนูเอาไว้ใช้ขับไปสอน”
ผมรับกุญแจอีโคคาร์ที่ป๊ายื่นให้มากำไว้ด้วยความตื้นตัน ในใจผมรู้สึกเหมือนต้นหญ้าเหี่ยว ๆ ที่เพิ่งได้รับความชุ่มชื่นจากฝนต้นฤดู ใบหน้าอ่อนกว่าวัยและดูไม่มีพิษภัยของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกมีกำลังที่จะกระโจนและแหวกหวายข้ามทะเลแห่งความหวังอีกครั้ง หลังจากที่เจ็บช้ำกับความรักมาหลายครั้ง “ครั้งนี้แหละ” ผมคิดในใจพร้อมกับวาดฝันถึงวันที่ผมจะสยบทุกคำปรามาสที่ว่า “เกย์อย่างผมไม่สามารถมีรักแท้ได้” และก้าวแรกที่จะมุ่งไปสู่ฝันนั้นก็คือ การแบ่งปันเรื่องราวความรักครั้งใหม่นี้ให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้
เพื่อน ๆ ผมดูจะ ‘ประหลาดใจ’ มากกว่าดีใจ เพราะนอกจากคำแสดงความยินดีแล้ว ทุกคนล้วนมีคำถามอาทิเช่น “คิดดีแล้วหรือ” “สังคมไม่ต่างกันเกินไปหรือ” แม้กระทั่ง “จะคุยกันรู้เรื่องหรือ” มาให้ผมได้รู้สึกระคายหู ผมพยายามคิดว่าพวกนั้นก็แค่ถูกอคติเรื่อง ‘ชนชั้น’ บังตา เมื่อเวลาผ่านไปก็จะรับแฟนของผมได้เอง ถ้าบรรดาเหตุการณ์ที่ทำให้ผมนึกถึงคำถามของเพื่อน ๆ มันไม่ประเดประดังเข้ามาเสียก่อนน่ะนะ
ป๊ากับผมมีปากเสียงกันครั้งแรกด้วยเรื่อง ‘สังฆทาน’ ผมเป็นคนที่ทำบุญประณีตได้แม่ ฉะนั้นการทำบุญด้วยของที่ผมไม่กล้าใช้หรือไม่กล้ากิน เป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้มาก ๆ แต่ป๊ามีปัญหากับการจัดถุงเครื่องสังฆทานของผมมาก ป๊าบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดตั้งแต่บนรถ บนเรือข้ามฟาก แม้กระทั่งระหว่างเดินไปกุฏิพระ พูดเหมือนผมไม่รู้คุณค่าของเงิน พูดว่าผมเป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย ทั้ง ๆ ที่ของในถุงก็มีแต่ของที่คนใช้กันทั่วไป ใช่ว่าผมจะเอากุชชีปราด้ามาใส่ถุงทำบุญเสียเมื่อไหร่ วันนั้นป๊าตึงใส่ผมทั้งวันจนผมไม่รู้สึกถึงเศษบุญเลย
‘ร้านทำผม’ ของป๊าเป็นที่ที่ผมไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่ ผมเคยชอบไปนั่งดูป๊าทำงาน แต่ป๊าก็มักจะไหว้วานให้ผมช่วยกวนแชมพูกรอกใส่ขวดที่แปะฉลากยี่ห้อดัง ผมที่แพ้เสียงในหัวจึงลืมตัวพูดโพล่งออกไปว่า “นี่คือการหลอกลวง ถ้าผมเป็นลูกค้า แล้วผมรู้ว่าป๊าทำแบบนี้ ผมจะไม่มาใช้บริการอีกแน่” แน่นอนว่าป๊าไม่พอใจเท่าไหร่ และเวลาป๊าจะซื้ออะไรเข้าร้านก็จะไม่ให้ผมได้รับรู้อีก
แม้ผมจะไม่ค่อยชอบวิธีการทำธุรกิจของป๊าสักเท่าไหร่ แต่ผมก็อยากช่วยให้ความฝันที่จะมีร้านทำผมใหญ่ ๆ สวย ๆ ของป๊าเป็นจริง ป๊าพาผมไปดูทาวน์เฮาส์หลังหนึ่ง แม้ราคามันจะสูง แต่ผมก็คิดว่าถ้าผมเติบโตในหน้าที่การงานอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ และถ้ามีป๊าช่วยผ่อน ผมน่าจะผ่อนไหว ผมจึงดี๊ด๊าเสนอไอเดียทำบ้าน ทำร้าน ต่าง ๆ นานา ซึ่งตอนแรกป๊าก็เออออ แต่เมื่อเซลล์พูดว่าไม่แนะนำให้กู้ร่วม เพราะถ้ากู้ด้วยชื่อผมซึ่งเป็นอาจารย์จะกู้ได้วงเงินสูงกว่า เท่านั้นแหละ ป๊าก็บอกว่าขอคิดดูก่อนแล้วชวนผมกลับทันที หลังจากนั้นป๊าก็ดูไม่อยากจะคุยเรื่องบ้านหลังนั้นอีก พอผมเซ้าซี้มากเข้า เขาก็หลุดปากออกมาว่า
“ผ่อนกันสองคน แต่บ้านเป็นชื่อหนูคนเดียว ถ้าเราทะเลาะกันแล้วหนูไล่ป๊าออกจากบ้านจะให้ป๊าทำไง”
ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจ เพื่อนผมคนหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องบ้านคาราคาซังกับแฟนเก่าอยู่ แต่ผมน้อยใจเพราะผมคิดว่ามันมีวิธีที่ทำให้เราทั้งสองคนมีสิทธิ์ในบ้านเท่า ๆ กันได้ การที่ป๊าพูดแบบนี้ทำให้ผมดูเป็นคนงี่เง่าเห็นแก่ตัว คำพูดนั้นสร้างรอยร้าวเป็นทางยาวในความสัมพันธ์ของเรา แต่ที่มันยังไม่แตกโพละออกมาก็เพราะผมพยายามปะชุนเอาไว้ และแล้ว ‘ปัญหาใหม่’ ก็มาเยือน
หลานที่ป๊าอุปการะอยู่เกิดท้องขึ้นมา ป๊าเครียดมาก ผมสงสารเด็กที่จะเกิดมาและอยากจะช่วยป๊า ก็เลยเสนอไอเดียแบบที่ใครฟังก็ต้องอุทานหาสัตว์เลื้อยคลานตัวดังในสวนลุมพินี ผมบอกว่าจะขอให้แม่ของผมรับเหลนป๊าเป็นลูกบุญธรรม ส่วนผมจะเป็นคนเลี้ยงเอง ใจหนึ่งผมรู้สึกยินดีกับความโชคร้ายครั้งนี้ เพราะผมได้ทั้งแฟน ทั้งลูก ในคราวเดียวกัน ภาพ ‘ครอบครัวแสนสุข’ ที่ผมเคยวาดไว้ไม่ต่างไปจากนี้มาก ป๊าไม่ได้ปฏิเสธจริงจัง ป๊าแค่ขับมอเตอร์ไซค์มาจอดไว้ที่หอผมและขับรถใหญ่ออกไปโดยบอกว่าจะกลับบ้านไปจัดการเรื่องนี้
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ป๊าโทรมาในขณะที่ผมกำลังเล่นเกมอยู่กับเพื่อนสาว ผมค่อนข้างแปลกใจเพราะปกติป๊าไม่โทรมาตอนดึก ถ้าโทรมาแปลว่าจะมาหา ผมที่คิดว่าป๊าน่าจะตกผลึกเรื่องที่ผมเสนอไปแล้วก็รับสาย ป๊าบอกมีเรื่องจะคุยด้วย ป๊าว่า “เราควรห่างกันสักพักไหม” เพราะตั้งแต่เขาคบกับผมมา ป๊าก็เจอแต่เรื่องไม่ดีตลอดเลย ทั้งเรื่องร้านมีลูกค้าน้อยลง ทั้งเรื่องหลาน คำพูดนั้นทำเอาสมองผมเบลอไปชั่วขณะ ผมไม่แน่ใจว่าผมหูฝาดไปหรือเปล่า ถ้าป๊าจะบอกว่าผมดื้อ ผมยังพอจะเข้าใจได้ แต่นี่ ผมไม่คิดว่ามีข้อไหนสักข้อที่เป็นความผิดของผม แต่ก่อนที่ผมจะตกผลึกเรื่องนั้น
“เราไม่ต้องเลิกกันก็ได้ อยู่กันไปแบบนี้ แต่ถ้าหนูเจอคนใหม่ก็ไปได้เลย”
ผมปล่อยโฮออกมากะทันหันเพราะสุดจะกลั้น คนอีกฟากไม่ได้ตัดสายและรอจนผมพอจะพูดรู้เรื่อง เขาห้ามไม่ให้ผมร้องให้เพราะมันพาลทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปด้วย
“กูค่ะที่รู้ต้องสึกไม่ดี มึงจะรู้สึกไม่ดีเรื่องอะไร ที่ลูกค้าไม่มาร้านมึงก็เพราะเขาแพ้แชมพูกวนของมึงหรือเปล่า แล้วกูไปเกี่ยวอะไรกับที่หลานมึงท้อง กูไปปล้ำมันรึ เจอคนใหม่แล้วค่อยไปส้นตีนอะไร กูไม่ใช่กะหรี่นะ เลิกกันไปเลย กุญแจรถมึง กูจะทิ้งไว้ที่กระเป๋าข้างมอไซต์ จะมาเอาเมื่อไหร่ก็มา หายก็เรื่องของมึงค่ะ”
ความอดทนของผมขาดผึงพร้อม ๆ กับภาษาพ่อขุนที่หลุดออกมาจากปาก อันที่จริง ผมรู้ตั้งแต่เดือนแรก ๆ แล้วว่าเขาโกหกผมเรื่องอายุ เพราะผมดันบังเอิญเห็นบัตรประชาชนเขาเข้า ที่จริงเขาอายุเกือบจะห้าสิบแล้ว ที่สำคัญเขาแอบเล่นแอพฯ หาคู่และเที่ยวหยอดคำหวานพลางส่งรูปของลับของตนไปให้คนนู้นคนนี้ดูแบบไม่เกรงใจผมเลย ที่ผ่านมาผมแกล้งโง่ ยอมสูญเสียความเป็นตัวเองมาตลอด เพราะผมสะกดจิตตัวเองว่าที่เขาโทรมาหาผมทุกวัน ที่เขายังไม่ทิ้งผมไป เพราะเขาให้ความสำคัญกับผม ตอนนี้ผมรู้แล้วว่านอกจากเรื่อง ‘รสนิยมทางเพศ’ แล้ว ไม่มีอะไรที่ผมกับเขาไปด้วยกันได้เลย
ครั้งนี้ผมแหลกสลายกว่าครั้งไหน ๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักการเป็น ‘ผู้รับ’ เวลาห้าเดือนนี่จะว่าสั้นก็สั้น แต่มันทำให้ผมคาดหวังกับรักครั้งนี้มาก สุดท้าย เมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ผมก็ไม่กลัวที่จะต้องเริ่มใหม่
ความผิดหวังครั้งนี้ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะไม่มองข้าม ‘ธงแดง’ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เรียนรู้ที่จะมองตัวเองเป็น ‘นายธาคุณ มนุษย์ที่มีหัวจิตหัวใจ’ ผมขอบคุณตัวเองมาตลอดที่ใจเด็ดพอจะตัดขาดจากเขาทุกช่องทางไม่ให้คนแบบนี้กลับมาเป็นภาระสมองอีก และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกที่ดลใจให้ผมเรียกเขาว่า ‘ป๊า’ ซึ่งเป็นสรรพนามดาด ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง เรื่องของเขาจึงกลายเป็นสิ่งเสมือนกับ ‘แผลเป็น’ ที่หัวเข่าผม มีอยู่ แต่ผมไม่สนใจ คลำเจอทีก็รู้สึกที แต่ก็แค่ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่มีความสำคัญ มันยังคงอยู่ตรงนั้นในฐานะ ‘อนุสรณ์แห่งความเขลา’ ที่ช่วยให้นายธาคุณระมัดระวังการใช้ชีวิตในภายภาคหน้าต่อไปก็เท่านั้น
เรื่อง: iMuGi
ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI
บทความนี้คือ 1 ใน 7 บทความจากทั้งหมด 53 เรื่อง ที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดในแคมเปญ Call Me By No Name หลังจากนี้ทีม The People จะทยอยเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางของ The People ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้
เราขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ที่มอบความไว้วางใจและเรื่องราวชีวิตให้เราได้อ่าน ทีมงานตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรด้วยความเคารพต่อประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเสมอ แม้ไม่ใช่ทุกเรื่องจะได้เผยแพร่ แต่ทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวของมันเอง และเราอยากส่งกำลังใจให้ทุกคนอย่าหยุดเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกในวันที่อ่อนล้า หรือการเขียนชีวิตของตัวเองขึ้นใหม่ด้วยสองมือของคุณเอง หากมีใครหรือสิ่งใดทำให้คุณตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง ขอให้คุณค่อย ๆ ถอยออกมาในจังหวะที่หัวใจยังไหว และเลือกเก็บพื้นที่ชีวิตไว้ให้กับสิ่งที่อ่อนโยนต่อคุณ
เพราะเพียงแค่คุณยังเลือกเขียน เลือกยืนอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง เสียงนั้นก็มีความหมายมากพอแล้ว