‘A Knight of the Seven Kingdoms’ ซีรีส์ที่ลดมังกรลง แล้วขยายความเป็นคนให้ใหญ่ขึ้น

‘A Knight of the Seven Kingdoms’ ซีรีส์ที่ลดมังกรลง แล้วขยายความเป็นคนให้ใหญ่ขึ้น

เมื่อมังกรดับไฟลง เหลือเพียงมนุษย์ที่ต้องยืนหยัดด้วยหัวใจของตัวเอง A Knight of the Seven Kingdoms คือซีรีส์ที่ถอยออกจากความอลังการของสงครามและสายเลือด เพื่อซูมเข้าไปที่คำถามเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าเดิม ในโลกที่ไร้มังกร อะไรทำให้ใครสักคน “สูงส่ง” ได้จริง ๆ ระหว่างชาติกำเนิด กับการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง

KEY

POINTS

“ไม่มีอัศวินที่แท้จริงอยู่ในหมู่พวกท่านเลยหรือไง!?”

หากใครเป็นแฟน ‘Game of Thrones’ มาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะผ่านการอ่านหนังสือของ ‘จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน’ หรือจากการติดตามซีรีส์ผ่านทางช่อง HBO เชื่อว่าน่าจะซึมซับกฎเหล็กข้อหนึ่งเข้าสู่กระแสเลือดไปแล้ว นั่นคือ…

อย่าเผลอหลงรักตัวละครที่เป็นคนดีมากเกินไป

เพราะในจักรวาลที่เต็มไปด้วยการหักหลัง การหลั่งเลือด รวมถึงไฟจากปากมังกร มาร์ตินมักจะหยิบตัวละครคนดี พ่อพระแม่พระมาให้เราเอาใจช่วยจนสุดทาง แล้วจู่ ๆ ก็บดขยี้พวกเขาจนแหลกลาญในพริบตา ทำให้เราต้องกลับไปตั้งหลักใหม่ หาตัวละครอื่นมาเชียร์แทน แล้วโชคชะตาก็จะวนลูปแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ๆ

ถึงจะน่าเศร้าที่อาณาจักร ‘เวสเทอรอส’ ไม่ค่อยเก็บคนดีไว้ แต่ที่น่าขมขื่นยิ่งกว่าคือการเห็นอัศวินในชุดเกราะหรูหรา ผู้ที่ควรปกป้องผู้อ่อนแอ กลับเป็นเพียงอันธพาลถือดาบที่ดูหมิ่นคนยากจนและทำลายคำสัตย์ของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคำว่า ‘อัศวิน’ แทบไม่เหลือความหมายหรือคุณค่าอันใดให้น่าเทิดทูนอีก

แต่ไม่ใช่กับ ‘เซอร์ ดันแคน เดอะ ทอลล์’ (Ser Duncan the Tall)

ดันแคน (รับบทโดย นักแสดงเชื้อสายไอริช ‘ปีเตอร์ แคลฟฟีย์’ จากซีรีส์เรื่อง Wreck) อาจไม่ใช่ชายที่เกิดมาพร้อมสายเลือดสูงส่ง ไม่ได้เกิดในตระกูลดังอย่างทาร์แกเรียน แลนนิสเตอร์ รวมถึงสตาร์ค และอาจไม่เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ แต่เขามีบางอย่างที่อัศวินที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายคนในอาณาจักรเวสเทอรอสไม่มี นั่นคือ ความเป็นอัศวินที่จิตใจดีงาม ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ และปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าโดยไม่เกรงกลัวว่าจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน

‘เซอร์ ดันแคน’ ผู้สูงใหญ่ คือใครกัน?

ก่อนจะเป็น ‘เซอร์ดันแคน เดอะ ทอลล์’ สมญานามที่ผู้คนในภายหลังจดจำ เขาเคยเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ถูกล้อว่า ‘Dunk the Lunk’ หรือ ‘ดังค์จอมเซ่อ’ เท่านั้น

ชีวิตวัยเด็กของเขาห่างไกลจากคำว่าความโรแมนติก เขาไม่ได้เกิดมาในปราสาทหรู ไม่ได้มีสายเลือดสูงศักดิ์ หนำซ้ำแม่ของเขายังทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก เขาเติบโตขึ้นมาในย่านสลัมของเมืองหลวง ‘คิงส์แลนดิ้ง’ (King’s Landing) ที่เต็มไปด้วยความอดอยาก แร้นแค้น และความรุนแรง ทำให้ดันแคนต้องปากกัดตีนถีบ ทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด รวมถึงการขโมยของจากศพทหารมาขาย หาเงินประทังชีวิต

วันหนึ่ง เขาและเพื่อนที่ชื่อ ‘เรฟ’ ถูก 2 ทหารปล้นไถ่ของที่ขโมยมาอีกต่อหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ เรฟ โดนฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ‘เซอร์อาร์ลัน แห่งเพนนีทรี’ (Ser Arlan of Pennytree - รับบทโดย ‘แดนนี เว็บบ์’) อัศวินพเนจรหมาแก่ก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วช่วยชีวิตเขาไว้

นับตั้งแต่นั้น ดันแคน จึงติดตามเซอร์อาร์ลันไปทั่วทุกที่ในฐานะเด็กรับใช้ แม้ตลอดเส้นทาง เขาจะไม่ได้เรียนตามหลักสูตรการเป็นอัศวินตามตำรา เขาใช้เวลาไปกับการดูแลม้า ขัดเกราะ หัดใช้ดาบ และเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดแบบมวยวัดในสไตล์ของอัศวินเฒ่า ซึ่งบางครั้งก็พึ่งพาได้ บางครั้งก็พึ่งพาไม่ได้

เวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่ง อาจารย์ของเขาสิ้นลมด้วยความชราภาพ เหลือไว้เพียงม้า 3 ตัว โล่ 1 อัน และดาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอัศวินไว้ให้ใช้

แต่ก่อนตาย เขาไม่ได้แต่งตั้งดันแคนให้เป็นอัศวิน (หรือหากแต่งตั้งก็ไม่มีพยาน ไม่มีพิธีกรรม ไม่มีตราประทับรับรองใด ๆ ทั้งสิ้น)

บางทฤษฎีบอกว่า เซอร์อาร์ลันกลัวว่าถ้าแต่งตั้งดันแคน เขาจะหนีไป แต่บางทฤษฎีก็ชวนตั้งข้อสงสัยว่า จริง ๆ แล้ว เซอร์อาร์ลันเองอาจไม่เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินเช่นกัน จึงไม่สามารถแต่งตั้ง ดันแคน ให้เป็นอัศวินตามเขาได้

อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่ทำให้เรื่องของเขายิ่งน่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะใน ‘A Knight of the Seven Kingdoms’ หรือใน ‘Game of Thrnoes’ และ ‘House of the Dragon’ เราจะเห็นบรรดาอัศวินหลายคนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างมีเกียรติ แต่กลับทำตัวไร้เกียรติเสียเอง ทั้งกดขี่ข่มเหงรังแกผู้หญิง ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น รวมถึงพร้อมจะตระบัดสัตย์ได้ทุกเมื่อ หากมีข้อเสนอที่ดีกว่า

เซอร์ ดันแคน พิสูจน์ตัวเองผ่านการกระทำอันสูงส่งเพียงอย่างเดียว แม้จะไม่เคยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เขามีเกียรติยิ่งกว่าผู้ใด

ตอนแรก เขาเองก็มีมายด์เซ็ตไม่ต่างจากอัศวินจำนวนมาก ที่ต้องการเพียงแค่เกียรติยศ ต้องการมาประลองฝีมือเพื่อความสนุกชั่วคราว ด้วยการพยายามเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ประลองที่เมืองแอชฟอร์ด ซึ่งรวมตัวยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศมาพิสูจน์ว่าใครกันคือผู้เลิศล้ำที่สุดบนหลังม้า

แต่งานที่ดูเหมือนจะเป็นแค่มหกรรมความบันเทิงของชนชั้นสูง กลับกลายเป็นจุดพลิกผันที่เปลี่ยนทุกอย่าง เมื่อดันแคนปกป้องสตรีนางหนึ่งที่ถูก ‘เอเรียน ทาร์แกเรียน’ (รับบทโดย ‘ฟินน์ เบนเน็ตต์’) เจ้าชายผู้มีสายเลือดราชวงศ์มังกรทำร้าย เพียงเพราะเธอเล่นละครดูหมิ่นมังกร ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเทิดทูนบูชา

การปกป้องคนตัวเล็กกว่า ทำให้เขาลงมือทำร้ายเจ้าชายไปหลายหมัด ผลที่ตามมาคือเขามีโทษถึงชีวิต

ด้วยการเจรจาของ ‘เบลอร์ ทาร์แกเรียน’ (รับบทโดย ‘เบอร์ตี คาร์เวล’) องค์รัชทายาทคนต่อไป ว่าที่กษัตริย์ที่เพียบพร้อมที่สุด พยายามหาช่องให้อย่างน้อย ‘พระเจ้า’ เป็นฝ่ายตัดสินชะตาดันแคน ด้วยการให้ประลองแบบตัวต่อตัวหรือ Trial by Combat แต่เอเรียน เจ้าชายจอมเจ้าเล่ห์เลือกเปลี่ยนการท้าประลองแบบตัวต่อตัวให้เป็น Trial by Seven หรือการแข่งขันที่แต่ละฝ่ายจะหาคนมารวมทีมกันแล้วสู้กันแบบ 7 ต่อ 7 แล้วผู้ใดที่ชนะ คือผู้ที่พระเจ้าตัดสินว่าถูกต้อง

การประลองนี้ที่ไม่มีใครได้เห็นมานานกว่าร้อยปี และผลของมันก็สั่นสะเทือนราชวงศ์ทาร์แกเรียนไปอีกนาน เมื่อทีมของดันแคนเอาชนะศึกนี้ แล้วทำให้เอเรียนถอนคำฟ้อง แต่ก็แลกมากับชีวิตของมังกรตัวหนึ่ง ที่ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แล้วสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมา ซึ่งส่งผลให้ ‘เอ้ก’ หรือ ‘เอกอน ทาร์แกเรียน’ ได้ครองบัลลังก์เหล็กอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด

โลกที่ไม่เหลือมังกร ทาร์แกเรียน ยังน่าเกรงขามไหม ?

เกียรติยศของดันแคนจะไม่ก้องไกล หากปราศจาก ‘เจ้าชายหัวไข่’ การจะเล่าเรื่องราวของ เซอร์ดันแคน ให้ครบถ้วน หากไม่เล่าเรื่องของ เอ้ก ก็คงเป็นไปไม่ได้

แต่ก่อนจะพูดถึงคู่หู ดังก์ และ เอ้ก ที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้คู่นี้ ต้องชวนทำความเข้าใจก่อนว่า A Knight of the Seven Kingdoms เล่าเรื่องราวของสังคมที่เปลี่ยนผ่าน หลังเกิดหลายสงครามที่ล้างผลาญทุกสิ่ง

หนึ่งในสงครามที่เป็นตัวจุดชนวน ต้องย้อนกลับไปใน House of the Dragon เราได้เห็นกันแล้วว่านั่นคือยุคที่ตระกูลทาร์แกเรียน อยู่เหนือสุดเหนือใคร ยุคที่มังกรคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าแหงนหน้าขึ้นมาท้าทาย เพราะรู้ดีว่าไฟจากปากมังกรพร้อมเผาผลาญทุกใบหน้าที่เลือกเป็นปฏิปักษ์กับพวกเขา

แต่พอสงครามการแย่งบัลลังก์เหล็กระหว่าง ทาร์แกเรียน ‘ทีมเขียว’ และ ‘ทีมดำ’ การนำมังกรปะทะกันอย่างหนักหน่วง ก็เป็นผลให้ในเวลาไม่กี่ปีมังกรที่เคยมีแทบสูญพันธุ์ไปหมด (เตรียมติดตามเรื่องราวต่อใน House of the Dragons ซีซัน 3 ได้ ช่วงกลางปีนี้)

และเมื่อมังกรหายไป สิ่งที่หายไปด้วยคือ ความกลัว ขุนนางและลอร์ดทั้งหลายเริ่มตระหนักว่า ทาร์แกเรียนก็คือคนเหมือนกัน ตีก็เจ็บ ฆ่าก็ตาย และถ้าไม่มีมังกรคอยเกริ่นให้หวาดผวา แม้บัลลังก์เหล็กยังคงตั้งอยู่ พวกเขาก็แค่ชายหญิงผู้มีผมสีทองเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเกรงกลัวเป็นพิเศษ

นั่นคือโลกที่ เซอร์ดันแคน กับ เอ้ก ใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ 

เกียรติยศของ ดันแคน จะไม่ก้องไกล หากปราศจากเจ้าชายหัวไข่

ขณะที่ดันแคนอัศวินพเนจรที่ไม่มีใครสนใจเดินทางมุ่งหน้าสู่ทัวร์นาเมนต์ที่แอชฟอร์ด โชคชะตาก็นำพาเขาไปพบกับ เอ้ก เด็กหัวโล้นตัวน้อยที่ขอติดตามมาเป็นเด็กรับใช้ แต่แท้จริงแล้วเขาคือ เอกอน ทาร์แกเรียน ที่ 5 ทายาทสายเลือดมังกรที่เลือกจะโกนหัวจนโล้นเพื่อปกปิดตัวตน ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาไม่ต้องการผมสีทองแบบเดียวกับ ‘เอเรียน’ พี่ชายผู้มีนิสัยโหดเหี้ยม ที่เคยขู่จะทำร้ายเขา

เอเรียนเองก็เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทาร์แกเรียนสูญเสียมังกรไป เมื่อคุณไม่มีมังกรให้อวดเบ่งอีกต่อไป แต่เขายังเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น สิ่งที่เหลืออยู่คือความรุนแรงและการข่มขู่ เขาโดนปาหินใส่ระหว่างการประลองจากลอร์ดที่ไม่ยำเกรงเขาอีกต่อไป แล้วก็ตอบสนองด้วยการเล่นสกปรกจนได้ชัยชนะ ก่อนจะนำความเจ็บแค้นนั้นมาระบายใส่คนที่อ่อนแอกว่า รวมถึงหญิงที่แค่เล่นละครล้อเลียนมังกร ก็ถูกเขาใช้กำลังทำร้ายโดยไม่ยั้งมือ

จนดันแคนทนไม่ไหว ต้องสาวหมัดใส่ไปหลายดอก เพราะนั่นคือสิ่งที่อัศวินควรทำ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าความกล้าของดันแคน คือความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในตัว เอ้ก ในระยะยาว

ตลอดหลายปีที่เด็กชายคนนี้ใช้ชีวิตร่อนเร่ไปกับดันแคน นอนกลางดิน กินกลางทราย เดินทางผ่านหมู่บ้านและเส้นทางที่ไม่มีบนแผนที่ เขาได้เรียนรู้สิ่งที่เจ้าชายในปราสาทไม่มีทางรู้ได้ นั่นคือ ชีวิตจริงของผู้คนที่ต้องแบกรับผลจากการตัดสินใจของชนชั้นสูง

เขาเห็นว่าชาวนาคิดอะไร เห็นว่าพ่อค้าหาบเร่ต้องการอะไร เห็นว่าคนตัวเล็กที่ไม่มีเสียงในสภาขุนนางรู้สึกอย่างไร และเมื่อวันหนึ่งเขาได้ขึ้นครองบัลลังก์เหล็ก ในฐานะ ‘Aegon the Unlikely’ กษัตริย์ที่ไม่มีใครคาดว่าจะได้ครองราชย์ เขาจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ด้วยความเข้าใจที่ไม่ได้มาจากตำราหรือคำแนะนำของที่ปรึกษาในราชสำนัก แต่มาจากการได้ลองใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเขามาก่อน

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่แค่ในฐานะนายกับบ่าว พวกเขาทั้งคู่ต่างสอนบทเรียนดี ๆ ซึ่งกันและกัน ดันแคนสอนให้เอ้กรู้ว่าโลกของคนตัวเล็กเป็นอย่างไร และเอ้กก็ผลักให้ดันแคนตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ความเป็นอัศวินที่แท้จริงคืออะไรเช่นกัน

แต่ในระบบศักดินา การที่ประชาชนอยู่ดีขึ้น มักหมายความว่ามีคนอื่นที่เสียอำนาจไป

บรรดาขุนนางและลอร์ดที่เคยได้ประโยชน์จากการที่ราษฎรอ่อนแอ เริ่มรู้สึกว่าอำนาจในมือเริ่มหาย จึงเริ่มไม่เชื่อฟัง เริ่มไม่ยอมรับในแบบที่ควรจะเป็น กษัตริย์ที่ดีกับประชาชน จึงมักไม่ใช่กษัตริย์ที่ขุนนางรัก ถ้าเลือกข้างประชาชน ก็ต้องแลกกับการต้านทานจากคนในราชสำนักเสมอ

เอกอนรู้เรื่องนี้ดี และเขาก็รู้ว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ขุนนางเกรงใจได้อย่างแท้จริง คือสิ่งที่ราชวงศ์ของเขาไม่มีอีกต่อไปแล้ว นั่นคือ ‘มังกร’

และความพยายามที่จะนำมังกรกลับคืนมา ก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด (จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน เอาอีกแล้วนะ !)

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเด็กชายหัวโล้นที่เลือกจะนอนกลางดินกับอัศวินพเนจรที่ไม่มีใครรู้จัก แทนที่จะนั่งในห้องโถงของปราสาทที่มีไวน์ดีและขุนนางคอยเอาอกเอาใจ

นั่นอาจจะเป็นบทเรียนที่ลึกที่สุดที่เซอร์ดันแคนสอนให้เอ้ก “คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สายเลือดหรือตำแหน่ง แต่อยู่ที่การเลือกของตัวเอง” และการเลือกของเอกอนในวันนั้น ก็เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของเวสเทอรอสไปตลอดกาล ทั้งในแบบที่น่าชื่นชม และในแบบที่เจ็บปวดเกินจะบรรยาย

เมื่อความยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากมังกร แต่มาจากความเป็นคน

A Knight of the Seven Kingdoms เล่าเรื่องเล็ก ๆ ในศึกชิงบัลลังก์ที่ไม่มีมังกร ไม่มีสงครามราชวงศ์ แต่มีบางอย่างที่หาได้ยากในจักรวาลนี้ นั่นคือ ตัวละครที่ทำให้เราอยากเชียร์จากใจจริง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะต้องร้องไห้กับการตายที่ไม่ทันตั้งตัว... 

ต้องยอมรับว่าก่อนที่ A Knight of the Seven Kingdoms จะออกอากาศ หลายคนอาจไม่ได้ตั้งความหวังกับมันมากนัก ในเมื่อมันไม่มีมังกร ไม่มีสงคราม ไม่มีการเมืองเข้มข้น และดูไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการพอจะดึงดูดสายตา

แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ และเรื่องราวของ 2 ตัวละครเอกยิ่งพิเศษ

เพราะซีรีส์ที่มีเพียง 6 ตอน และแต่ละตอนใช้เวลาเพียง 30-40 นาที เท่านั้น กลับสามารถอัดแน่นทุกอารมณ์เอาไว้ได้อย่างไม่มีช่องว่าง ทั้งเสียงหัวเราะ ความอบอุ่น ความตึงเครียด และบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจนานกว่าที่คิด

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดอย่างหนึ่งคือมันพาเราย้อนกลับไปสู่ความรู้สึกแบบ Game of Thrones ซีซันแรก ยุคที่งบการสร้างยังไม่มากมาย ฉากไม่ได้ตระการตา แต่กลับเข้มข้นในทุกวินาที บทสนทนาแต่ละประโยคแฝงนัยยะให้ตีความ ตัวละครแต่ละคนไม่อาจไว้วางใจได้ว่าใครหวังดีหรือหวังร้าย และท้ายที่สุดก็มีโศกนาฏกรรมที่เจ็บปวดรอให้อยู่ดี เพราะในจักรวาลนี้ การเป็นคนดี (จนเกินไป) มักต้องจ่ายในราคาที่แพงเสมอ

แน่นอนว่า A Knight of the Seven Kingdoms อาจไม่ได้เล่าเรื่องราวซับซ้อนหรือแฝงปรัชญาเกมการเมืองแบบที่ Game of Thrones เคยทำ เพราะวัตถุประสงค์ของเรื่องราว คือการตามติดชีวิตของอัศวินพเนจรคนหนึ่งที่แค่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง และยิ่งเรื่องดำเนินไป เรายิ่งถูกดึงเข้าไปในโลกของดันแคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เรายิ่งอยากรู้ว่าเขาจะเอาตัวรอดได้ไหม อยากเชียร์ให้เขายืนหยัดได้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ประสบชะตากรรมเดียวกับหลายตัวละครที่เคยเชียร์มาก่อน

และมีรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่น่าสังเกต นั่นคือซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ได้เอาเพลง Theme อันโด่งดังและฮึกเหินของจักรวาลนี้มาเปิดเรื่อง อย่างที่ Game of Thrones และ House of the Dragon เคยทำ ซึ่งในแง่หนึ่งก็สมเหตุสมผลมาก ๆ เพราะนี่คือเรื่องของชายธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตติดดิน แม้จะมีเจ้าชายเดินตามข้างหลัง แต่เพลงอันยิ่งใหญ่นั้นก็ไม่ใช่เพลงประจำตัว หรือประจำตระกูลของเขา อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในตอนนี้

แต่เมื่อถึงเวลาที่มันดังขึ้นจริง ๆ มันมาในจังหวะที่ถูกต้องที่สุด สร้างความฮึกเหิมจนขนลุก แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นสัญญาณบอกว่าโลกของเซอร์ดันแคนกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาจะไม่ใช่แค่อัศวินพเนจรที่ไม่มีใครรู้จักอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นชื่อที่คนทั้งอาณาจักร รวมถึงราชวงศ์ทาร์แกเรียน จับตามอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ กลายเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อไปอีกหลายชั่วคน

เส้นทางนั้นจะนำเขาและเอ้กไปไกลแค่ไหน เราอาจพอเดาได้จากบันทึกประวัติศาสตร์ในจักรวาลนี้ ซึ่งมีการเอ่ยถึงอยู่บ้างใน Game of Thrones บางซีซัน และนั่นก็ทำให้หัวใจหนักขึ้นนิดหน่อย เพราะในบรรดาคู่หู 2 คนนี้ คนหนึ่งอาจเติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ยึดมั่นในความดีงาม แต่ตัวเขาเองจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนอีกคนจะจากโลกนี้ไปอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่อัศวินที่แท้จริงควรจะเป็น

จากแผนการของ HBO มีแผนที่จะสร้างซีรีส์ชุดนี้แบบยาว ๆ แล้วใช้ทีมนักแสดงเดิม เล่าตั้งแต่เรื่องราววัยเด็ก วัยหนุ่ม ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และกินเวลาหลายซีซัน ไม่รู้ว่าวันที่เราจะได้เห็นซีรีส์นี้เล่าไปถึงจุดนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่ถ้า 6 ตอนแรกนี้คือบทพิสูจน์ ก็มั่นใจได้เลยว่าเมื่อถึงวันนั้น A Knight of the Seven Kingdoms จะเป็นซีรีส์ที่น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ

และหากไม่ผิดแผน น่าจะจบลงอย่างเจ็บปวดในแบบที่จักรวาลของมาร์ตินชอบทำที่สุดนั่นเอง

อย่าลืมว่าในโลกที่ ‘จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน’ สร้างไว้ การเป็นอัศวินที่แท้จริง ก็ไม่เคยทำให้ใครรอดพ้นจากโชคชะตา

 

เรื่อง: รณภัทร

ภาพ: HBO