"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

สิริพงศ์ยืนยันว่าภูมิใจไทยไม่ใช่ "พรรคปลาไหล" ที่ต้องเป็นรัฐบาลเสมอไป โดยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านเพื่อสร้างสมการการเมืองใหม่ ๆ

KEY

POINTS

นักการเมือง GenX ผู้ดูราวกับจะรันทุกวงการ ทั้งภาพยนตร์ กีฬา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อดีตนักโต้วาที "โต้คารมมัธยมศึกษา" ผู้เติบโตมาในครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น มีเชื้อสายจีนแต่ครอบครัวไปทำการค้าและลงหลักปักฐานที่จังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนอีสานใต้ติดกับทิศตะวันออกของจังหวัดสุรินทร์ซึ่งจังหวัดถัดจากนั้นคือ "บุรีรัมย์" ศูนย์กลางอำนาจของพรรคภูมิใจไทย

The People สัมภาษณ์ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1, รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดศรีสะเกษ, ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ "สัปเหร่อ"

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

The People: คุณสิริพงศ์สนับสนุนทีมสร้างหนังสัปเหร่อซึ่งทีมนี้มีผลงานเด่นชัดที่สุด ทำไมเลือกช่วยเหลือได้ถูกคน หรือจริงๆ แล้วช่วยมาหลายราย

สิริพงศ์: จริงๆ ช่วยมาหมดครับ เราช่วยทั้งทีมทำหนัง เราช่วยทั้งทีมฟุตบอล เราช่วยทั้งทีมดนตรีมาแข่ง TO BE NUMBER ONE จนเป็นแชมป์ประเทศ มีช่วยเด็กศรีสะเกษที่เป็นนักเทนนิส เราช่วยเด็กจนไปติดเยาวชนทีมชาติเป็นโรลเลอร์สกีทีมชาติ เราช่วยในหลายมิติมาก เพียงแต่ว่า แต่ละคนจะมีช่องทางประสบความสำเร็จในรูปแบบที่แตกต่างกัน 

ไม่ได้แปลว่าช่วยทุกคนแล้วจะประสบความสำเร็จเหมือน "สัปเหร่อ" หมด ไม่ใช่เหมือน "ไทบ้าน" หมด เพียงแต่ว่า เราพยายามช่วยเขาให้เขาได้รับโอกาสที่ดีขึ้น

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

The People: คุณสิริพงศ์เป็นนักการเมืองที่มีความเฉพาะก็คือเป็นนายทุนของไทบ้าน เดอะซีรีส์ และทีมที่ทำหนังสัปเหร่อก็ประสบความสำเร็จมาก จะรันทุกวงการหรืออย่างไร

สิริพงศ์: จริง ๆ ผมเป็นประเภทอยากจะให้โอกาสเด็ก ๆ คือเราคิดว่าคนเราสำคัญที่สุดคือการได้รับโอกาส แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีความพร้อมนะ

วิธีคิดนี้ผมได้มาตอนที่ผมเป็นประธานกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ (2553 – 2557) แล้วจะมีเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากเลย บอกว่าอยากได้โอกาส แต่หลายคนที่ได้โอกาสไปก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จ จนมีคำถามที่เขาถามว่า ถ้าต้องเลือกว่าโอกาสกับความพร้อมจะเลือกอะไร 

สำหรับผมเนี่ย ผมคิดว่า อันดับแรกต้องมีความพร้อมก่อน ความพร้อมที่จะรับโอกาส เพราะถ้าอยู่ดีๆ ลองคิดดูถ้าเป็นเด็กแบบ "ไทบ้าน" แต่ไม่มีสกิล เขามีแค่ความอยาก แล้วเราโยนงบประมาณไปให้เขาสักก้อนหนึ่ง แล้วบอก ทำหนังมาให้หน่อยเรื่องหนึ่ง มันไม่มีอะไรการันตีว่ามันจะสำเร็จ 

แต่เด็ก ๆ กลุ่มที่มีความพร้อมแล้วเขามาขอโอกาส โดยเขามีความพร้อมเรื่องทีมงาน ความพร้อมเรื่องมุมมองต่างๆ แล้วเขาก็พิสูจน์ให้เราเห็นว่าสิ่งที่เขาทำ เขาทำจนเราเชื่อว่าเขาจะไปรอด เราถึงหยิบยื่นโอกาสให้เขา เราดูเรื่องที่เราสนใจหลายเรื่อง ผมสนใจกีฬา สนใจศิลปวัฒนธรรม 

ผมเป็นคนศรีสะเกษ ที่โตขึ้นมากับความฝันที่อยากจะให้จังหวัดศรีสะเกษหลุดพ้นจากคำว่าจังหวัดที่จนที่สุดในประเทศ ฉะนั้น อะไรที่จะรันศรีสะเกษไปได้ ผมก็อยากจะพยายามขับเคลื่อนหมด

อย่างเช่น ทุเรียนภูเขาไฟ เราก็ทำมาก่อน ตอนสมัยที่เราเป็นประธานหอการค้า งานเทศกาลต่าง ๆ เราก็พูดคุยกันเรื่องการยกระดับ เราทำจนศรีสะเกษเป็นเมืองกีฬา แล้วตอนนี้ได้รับรางวัลเป็นเมืองกีฬาอย่างยั่งยืนไปแล้ว เราเอากิจกรรมมาช่วย 

ตอนนี้เรากำลังทำดนตรี ทำภาพยนตร์ เรากำลังหากิจกรรมใหม่ ๆ คือบางกิจกรรมมันอาจตอบโจทย์ในบางช่วงเวลา แต่เรากำลังพยายามหา New S-curve ใหม่ของจังหวัด อย่างเช่นจังหวัดศรีสะเกษต่อไปนี้อาจจะไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องดนตรี ภาพยนตร์ กีฬา หรือการเกษตรเท่านั้น อาจจะเป็นจังหวัดที่เป็นแซนด์บ็อกซ์ ที่ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คนศรีสะเกษพร้อมให้ความร่วมมือหมด เราก็พยายามทำให้เกิดเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นมา 

แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจมากก็คือ ความเป็นศรีสะเกษ เราก็เลยอยากจะพยายามถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ ให้คนจังหวัดอื่นได้รู้จักจังหวัดศรีสะเกษให้ได้เยอะที่สุด แล้วผมเชื่อว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา ชื่อศรีสะเกษ เข้ามาในหูของประชาชนบ่อยขึ้นกว่าที่เคย

The People: ศรีสะเกษอยู่ไม่ไกลจากสุรินทร์และบุรีรัมย์ ขอให้คุณสิริพงศ์พูดถึงคุณเนวิน ชิดชอบในฐานะมีประสบการณ์ร่วมกัน ทำงานร่วมกันมา

สิริพงศ์: ผมว่าคุณเนวินเป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่มีสำนึกรักบ้านเกิด คือ เราไม่รู้นะว่านักการเมืองในอุดมคติของแต่ละคนจะเป็นแบบไหน ซึ่งผมคิดว่าประเทศประชาธิปไตยคิดต่างกันได้ แต่ผมคิดว่าถ้ามองหานักการเมืองที่พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน แล้วสามารถดึงเอาคนในพื้นที่มามีส่วนร่วม มาเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาบ้านเมืองได้ คุณเนวินเป็นหนึ่งคนที่ควรศึกษาแล้วดูเป็นแบบอย่างในการพัฒนาบ้านเมืองครับ

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

จากพรรคชาติไทย สู่ พรรคภูมิใจไทย

สิริพงศ์: ผมลงสมัครรับเลือกตั้งสส. ครั้งแรกในนามพรรคชาติไทยปี 2548 แต่ไม่ได้เป็นสส. ทีนี้ท่านบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในเวลานั้น ท่านก็บอกว่า "สิริพงศ์ คุณท่าทางใช้ได้นะ ให้มาเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วยกันจะได้ทำงานร่วมกัน" 

เราก็คิดว่าถ้าได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ผู้หลักผู้ใหญ่ ได้มีโอกาสนำความคิดเห็นของเรา นำปัญหาของเรามาสู่คนในระดับบริหารแม้ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสส. ก็น่าจะทำประโยชน์ได้ ก็เป็นกรรมการบริหารพรรคตั้งแต่นั้นมา เป็นกรรมการบริหารพรรคมาตลอด

ก่อนจะย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย เคยถูกทาบทามให้เป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ตอนนั้นพอพี่ท็อป วราวุธ ศิลปอาชา ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ตอนนั้นผมก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย 

การเลือกตั้งปี 2562 เป็นครั้งแรกที่ผมร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

ลงสมัครสส. 5 ครั้ง แพ้ 2 ครั้ง ชนะ 3 ครั้ง

The People: คุณสิริพงศ์ลงสมัครรับเลือกตั้งสส.เขตมากี่ครั้ง ได้รับเลือกตั้งกี่ครั้งและแพ้กี่ครั้ง

สิริพงศ์: ผมลงสมัครไม่บ่อยนะ ผมลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกปี 2548 ตอนนั้นผมแพ้ พอเลือกตั้งปี 2550 ผมได้เป็นสส. เข้าสภา เป็นสส. อยู่ 11 เดือน นั่นคือการเป็นสส.สมัยแรกของผม 

เพิ่งเป็นสส. ได้ 11 เดือน พอปี 2551 พรรคชาติไทยถูกยุบพรรค แล้วหลังจากนั้นถูกตัดสิทธิ 5 ปี พอครบ 5 ปี ตอนเตรียมจะเลือกตั้ง (ปี 2557) ก่อนรัฐประหาร ผมก็ดูแล้วไม่น่าจะเลือกตั้งสำเร็จ ผมจึงขอทางพรรคชาติไทยพัฒนา ขอยังไม่ลงสมัครเพราะตอนนั้นยังไม่พร้อม และตอนนั้นกำลังทำธุรกิจสนุก ปกติเวลาผมอยู่ในพื้นที่ เวลาทำธุรกิจ ผมก็จะช่วยชาวบ้านดูแลพื้นที่ไปด้วย 

จนกระทั่งมาลงสมัครรับเลือกตั้งสส. อีกครั้งหนึ่งปี 2562 ผมชนะ ต่อมาปี 2566 แพ้ แล้วก็กลับมาชนะอีกในครั้งนี้ปี 2569 ก็เท่ากับว่าลงสมัคร 5 ครั้ง แพ้ 2 ครั้ง ชนะ 3 ครั้ง

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

ผู้ประสบภัยบ้านเลขที่ 109 ศาลรัฐธรรมนูญยุบ 3 พรรค ปี 2551

สิริพงศ์: วันที่ 23 ธันวาคมปี 2550 มีการเลือกตั้งทั่วไป ผมก็ได้เข้ามาเป็นสส. อยู่ 11 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำพิพากษาตัดสินยุบพรรคชาติไทย ซึ่งในเวลานั้น ข้อหาที่โดนคือมีรองเลขาธิการพรรคคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงเลือกตั้ง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินว่าทางกรรมการบริหารพรรคชาติไทยเวลานั้นโดนตัดสิทธิไปทั้งชุด 

แต่ภายหลังรองเลขาฯ ท่านนั้นก็ไปสู้คดีทางศาลอื่น ปรากฏว่า เขาชนะในข้อหาที่สู้ว่าผู้มาแจ้งความนั้น แจ้งความเท็จ แต่เวลานั้นกรรมการบริหารพรรคก็โดนตัดสิทธิไปแล้ว ตอนนั้นเขาเรียกว่าบ้านเลขที่ 109 นะครับ

ผมเป็น 1 ในผู้ประสบภัยบ้านเลขที่ 109 ด้วยกฎหมายกรณียุบพรรคเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ถึงแม้ความจริงภายหลังจะปรากฏออกมาว่าคนที่ไปแจ้งความว่ารองเลขาธิการพรรคท่านนั้นซื้อเสียง เมื่อศาลอื่นดูพยานหลักฐานทุกอย่างแล้ว ปรากฏว่าเป็นการแจ้งความเท็จ ก็คือรองเลขาท่านนั้นบริสุทธิ์แต่ก็ไม่มีกระบวนการอะไรแล้วที่จะทำให้เราได้รับสิทธิกลับคืนมาได้ ตอนนั้นก็โดนตัดสิทธิไป 5 ปีครับ 

The People: เรียกร้องอะไรจากใครก็ไม่ได้เลยหรือ

สิริพงศ์: ไม่ได้เลย ตอนนั้นก็คิดอยู่ ตอนที่โดนตัดสินยุบพรรค ก็จำได้ว่านอนดูโทรทัศน์อยู่ แล้วก็ฟังคำพิพากษา พอศาลอ่าน "จึงตัดสินยุบพรรค" ซึ่งตอนนั้นมีหลายพรรค ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยุบพรรคชาติไทย ยุบพรรคพลังประชาชน แล้วเหมือนกับว่า คำเขียนสำนวนยังเหมือนๆ กันเลย คือยังอ่านชื่อพรรคผิดเลย

เราก็นอนฟัง พอเขาตัดสินยุบพรรคตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 5 ปี น้ำตาก็ไหลออกมา แล้วก็คิด กูทำอะไรผิดวะ ทำไมต้องโดนแบบนี้ หลังจากนั้นก็มีเพื่อนๆ สส. หลายคนนะครับ อย่างสส.ภราดร ปริศนานันทกุล ยังอภิปรายบอกว่าระบบการตัดสินแบบนี้คืออะไร ฝนตกที่ชัยนาทแต่ฟ้าไปผ่าที่ศรีสะเกษอย่างนี้ ตอนนั้นก็รู้สึก Hurt พอสมควร

The People: แม้ว่าจะอยู่ในพรรคที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ของการเป็นนักต่อสู้ในนิยามแบบหนึ่ง(เรื่องประชาธิปไตย) แต่ก็ต้องต่อสู้กฎระเบียบกติกาของการเมืองไทยด้วยใช่ไหม

สิริพงศ์: สำหรับผมกฎกติกาแฟร์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้เล่นด้วย แน่นอนบางครั้งเรามีความรู้สึกว่าเราถูกกระทำ เรารู้สึกว่าทำไมเราต้องโดนกระทำแบบนี้ แต่อย่างหนึ่งที่เราคิดก็คือ เมื่อมันเป็นกติกา และเราเลือกที่จะเล่น เราก็ต้องพร้อมจะรับผลของมัน 

อย่างเช่น ถ้าเราคิดว่ากติกาไม่แฟร์ วันนั้นทำไมเราไม่เลือกที่จะไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคอย่างนี้เป็นต้น เพื่อไม่ต้องมีความเสี่ยง แต่เมื่อเราตัดสินใจจะไปเป็นกรรมการบริหารพรรคแล้ว เราก็คิดว่ามันเป็นช่องทางที่จะทำให้เรามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น แต่แน่นอนมันก็มีความเสี่ยงที่จำเป็นจะต้องแลก ซึ่งถามว่ารู้สึกเป็นธรรมไหม เราก็มีความรู้สึกว่า ไม่เป็นธรรมหรอก แต่มันก็คือกติกา

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

ประสบการณ์ "โต้คารมมัธยมศึกษา"

สิริพงศ์: ผมชอบการเมืองตั้งแต่เด็ก ๆ ดูสส.ตั้งแต่เด็ก ๆ และด้วยความที่อาจจะเป็นเพราะว่า พ่อผมเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ก็จะมีสส. แต่ละท่านแวะเวียนมาพูดถึงบทบาทของผมในแต่ละช่วงของชีวิตให้คุณพ่อฟัง เราก็เลยสนใจตลอด ยกตัวอย่างอย่างเช่น ตอนสมัยมัธยม ผมก็ได้มีโอกาสไปเรียนโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งผมไปโต้วาทีในรายการโต้คารมมัธยมศึกษา ของช่อง 3

สมัยโน้นก็จะมีสส.หลายคนเจอคุณพ่อ เขาจะเล่าให้ฟังว่า เห็นลูกชายออกโทรทัศน์ เขาบอก ใช้ได้นะ อย่างท่านกุเทพ ใสกระจ่าง สมัยโน้น อย่างท่านบุญชง วีสมหมาย ดร.มานะ มหาสุวีระชัย หรือแม้แต่ท่านปิยะณัฐ วัชราภรณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นดาวสภา ที่เราได้รู้จักแล้วก็เฝ้าติดตามผลงานเขาอยู่ 

ผมก็จะดูว่า สส.เหล่านี้ทำไมชาวบ้านรัก สส.เหล่านี้ทำไมชาวบ้านชอบ แล้วเราก็คิดว่า พอเราฟังสส.แต่ละท่าน ก็จะมีข้อดีข้อเสีย เราก็ฟังข้อดีแล้วเราก็ฟังข้อเสีย ถ้าตรงไหนเราทำได้ เราก็พยายามอยากจะเป็นสส.ที่มีแต่คนรัก คือไม่อยากจะเป็นสส.ที่มีคนเกลียดเยอะ ๆ 

แต่สุดท้ายพอเล่นการเมืองมา มันก็ไม่ใช่นะครับ เพราะบางทีคนรักคนเกลียด ไม่ได้รักเกลียดเพราะการกระทำของเราด้วย แต่รักหรือเกลียดที่สีเสื้อที่เราใส่เท่านั้นเอง

The People: สมัย "โต้คารมมัธยมศึกษา" เจอคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อไหม

สิริพงศ์: เคยเจอกันครับ แล้วก็เวลาโดนพี่เต้น(ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)นี่ ผมก็ตายคาเวทีทุกที คือคนละสาย พี่เต้นเป็นสายปฏิภาณดี พูดอะไรมาเถียงได้หมด แต่ผมเป็นประเภทข้อมูลแน่น ผมก็จะเป็นประเภทต้องเตรียมตัวต้องเตรียมข้อมูล ถ้าผมพูดต้องใส่อารมณ์ มีอารมณ์ร่วม มีความรู้สึกร่วม มีเสียงหนักเบา ผมคิดว่ามันคนละสไตล์ พี่เต้นเป็นหัวหน้าทีมได้สบาย พูดมาปุ๊บสวนปั๊บ แต่ผมเป็นประเภทว่าจบสรุป ต้องจบสรุป ประมวลมามีอะไร แล้วก็จะเอาอะไรไปหักล้าง

The People: คุณสิริพงศ์เคยคิดว่าจะอยู่พรรคชาวกรุง อย่างประชาธิปัตย์ อนาคตใหม่ ไหม และทำไมไม่เคยอยู่พรรคคุณทักษิณซึ่งเคยยิ่งใหญ่มาก่อน 

สิริพงศ์: คือแต่ก่อน ตอนสมัยผมเรียนหนังสือ ผมก็คิดว่า เวลาเราดูข่าวการเมือง เราก็อยากจะเห็นภาพสส.ที่หล่อ ๆ แต่งตัวดีๆ พูดจาดี ๆ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าพูดถึงยุคโน้น ก็จะทราบอยู่แล้วว่าหมายถึงพรรคไหน เราก็อยากเป็นอย่างนั้นนะ แต่พอเราไปลงพื้นที่ ไปเจอชาวบ้าน ความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อสส.ในโทรทัศน์ มันอาจจะต่างกัน 

The People: การตัดสินใจอยู่พรรคชาติไทยกับภูมิใจไทย 2 พรรคนี้ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไหมในมุมคุณสิริพงศ์ 

สิริพงศ์: ต่อจากเมื่อกี้ว่าทำไมไม่เคยคิดว่าจะไปอยู่พรรคแบบอย่างโน้น คือพอผมเห็น สส. แบบที่ผมเห็นในโทรทัศน์เป็นแบบหนึ่ง แต่สส. ที่เวลาไปลงพื้นที่ ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็มีความรู้สึกว่า การอยู่พรรคใหญ่ ๆ อาจจะไม่เหมาะกับเรา และด้วยความที่ผมอยากจะเป็นสส.ที่คนรักด้วยตัวของเราเอง เราก็คิดว่า เราเหมาะเหรอกับพรรคที่ใหญ่และพรรคที่กระแสพรรคดีมาก ๆ ได้เป็นสส.เพราะกระแสพรรค เราก็คิดว่า มันอาจจะไม่เป็นตัวของเราเอง 

พรรคใหญ่สมัยโน้น อาจจะเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันนี้ก็อาจจะเป็นพรรคประชาชน(ส้ม)ที่ได้สส.มา บางทีคนเลือก ไม่ได้สนใจว่าคนที่ลงสมัครคือใคร แต่เลือกเพราะชื่อพรรค เรียกว่า "กระแส" ฉะนั้น หมายความว่า ต่อให้เปลี่ยนผู้สมัครเป็นคนอื่น ตราบเท่าที่ยังสังกัดพรรคนี้ คุณก็มีโอกาสได้รับเลือก เราก็มีความรู้สึกว่า คุณค่าในตัวเราลดลง แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าทุกสิ่งที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคทำ มันจะถูกใจเราหมด ถูกใจประชาชนของเราหมด

ผมก็เลยคิดว่า ผมอยากจะอยู่พรรคที่เป็นสส. แบบเป็นตัวของตัวเอง เราน่าจะมีโอกาสทำงานได้เต็มที่กว่า ผมก็เลยเลือกที่จะอยู่พรรคกลางๆ พรรคเล็กมาโดยตลอด 

จนกระทั่งรอบหลัง ๆ พอมาอยู่ภูมิใจไทย เขาให้เป็นรองหัวหน้าพรรค ได้มีโอกาสทำงานกับรุ่นใหม่ ๆ ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยมีแนวคิดว่าจะเปลี่ยนผ่าน เราก็ได้ร่วมกันนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ อย่างเช่นก่อนหน้านี้คนจะมองว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคปลาไหล ทำอย่างไรก็ได้ ต้องเป็นรัฐบาล 

คราวที่แล้วเราก็พิสูจน์ให้ดูว่าจริง ๆ ไม่ใช่ต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียวนะ เราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ แล้วเราก็คิดว่าเราได้มีโอกาสสร้างสมการใหม่ ๆ ทางการเมืองในแบบสร้างสรรค์ไม่ใช่แบบไม่สร้างสรรค์ 

จนกระทั่งนำมาสู่การชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ เราก็ถือว่าดีใจที่ได้มาเป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ที่เรามีส่วนในการเดินเกมกัน

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

The People: ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคใหญ่แล้ว จะเป็นอุปสรรคต่อการเป็น "สส.ดาวฤกษ์" ไหม 

สิริพงศ์: ผมคิดว่าความเป็นตัวของตัวเองในพรรคไม่เปลี่ยนหรอกครับ จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่ชินนะครับ ไม่ชินที่เสียงพรรคดี คือแต่ก่อนเราหาเสียง เขาก็จะบอกว่า ชอบคนนะ แต่ไม่ชอบพรรคเลย 

กระทั่งมาเดี๋ยวนี้กลายเป็นคนละเรื่อง รอบนี้คนถามว่า "ทำไมพูดเรื่องพรรคน้อยจัง พูดเรื่องพรรคเยอะกว่านี้หน่อยสิ ถ้าพูดน้อย ๆ แบบนี้คนจะจำเบอร์พรรคได้ไหม ต้องช่วยกันเชียร์นะ" อะไรแบบนี้ 

จนเรามีความรู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วถ้าวันหนึ่งกระแสพรรคไม่ดี ฉันจะสอบตกไหมเนี่ย แต่พอเห็นคะแนนออกมาก็สบายใจหน่อย เพราะคะแนนเราสูงกว่าคะแนนพรรค(ในเขต) ถ้าไปดูหลาย ๆ พรรคการเมืองคะแนนพรรคจะสูงกว่าคะแนนคน อย่างนี้เป็นต้น 

เราก็คิดว่าความเป็นตัวของตัวเองคงไม่ได้เปลี่ยนหรอก เพียงแต่ว่าบทบาทหน้าที่มันเปลี่ยนไป จากแต่ก่อนเราต้องอาศัยว่าพรรคกระแสเป็นอย่างไรมาบวกกับตัวเรา แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้กระแสพรรคดีหรือไม่ดีด้วยซ้ำไป

อย่างเช่นตอนที่ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ 2 เดือน เราทำหน้าที่โฆษก ตอนนั้นก็ถือว่าได้รับคำชมพอสมควรว่าเป็นโฆษกที่พูดเข้าใจง่าย พูดภาษาของผม ผมอาจจะไม่ได้ใช้ศัพท์สละสลวยหรอก แต่เวลาผมพูดผมคิดว่าผมสื่อสารกับชาวบ้าน เข้าใจได้ง่าย แล้วก็ปรากฏว่าเรามี FC อายุ 60-70 ปีเพิ่มขึ้นมา แล้วเขาก็บอกว่าอธิบายเรื่องอะไรก็เข้าใจหมดเลย 

เขาก็ถือว่าเรามีส่วนทำให้เขาเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมีบุคลากรแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ มีเยอะนะครับ ทั้งภราดร ปริศนานันทกุล, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีความสามารถทั้งสิ้น

แต่ผมได้เห็นอย่างหนึ่งนะครับ จากที่ทำโพลมาด้วย ประชาชนมีวัฒนธรรมในการเลือกตั้งที่ต่างออกไป ตอนนี้น่าจะประมาณสัก 40% ที่เลือกทั้งคนทั้งพรรค เราเห็นว่าตัวเลขนี้เติบโตขึ้น แต่ก่อนอาจจะมีสัก 20-30% ที่เลือกทั้งคนทั้งพรรค

แต่อย่างที่บอกครับ พอเราได้มีโอกาสทำงานในระดับบริหารพรรคแล้ว เราจึงคิดว่า ถ้าคนเลือกทั้งคนทั้งพรรค ก็ยิ่งท้าทายเราให้เราต้องทำหน้าที่ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่ต้องทำให้พรรคได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย 

ผมคิดว่าการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา (ปี 2569) กระแสเปลี่ยน คือ วัฒนธรรมของคนเลือกเปลี่ยน และกระแสของพรรคภูมิใจไทยเองก็มีการเปลี่ยนไป ถ้าปี 2562 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ผมได้หลักพัน 2,000-3,000 คะแนน แต่ล่าสุดปี 2569 ได้ 29,000 คะแนน ถือว่าเติบโตขึ้นมาก แล้วก็เป็นอันดับหนึ่งซึ่งแต่ก่อนเราอยู่อันดับ 3-4 เลย 

ส่วนคะแนนผม(สส.เขต)ประมาณ 54,000 คะแนน ก็ถือว่าสูง เพราะที่ผ่านมาเราสู้แบบไม่มีกระแสพรรคช่วย คะแนนจะประมาณ 40,000 กว่าคะแนนสำหรับคนชนะ ในเขตของเราใครถึง 40,000 ก่อนก็ชนะ แต่คราวนี้พอมีกระแสพรรคช่วยด้วยก็เลยทะลุขึ้นไปอีก

The People: หลังการเลือกตั้งทุกครั้งไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็จะมีตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย

สิริพงศ์: ผมเคยเป็นอะไรมาบ้างเหรอ ปี 2548 ตอนนั้นก็เป็นกรรมการบริหารพรรคแล้วก็มีรัฐประหารปี 2549 ตำแหน่งทางการเมืองไม่มีอยู่แล้ว เราก็ทำพื้นที่ของเราไป 

ปี 2550 เลือกตั้ง แล้วปี 2551 โดนตัดสิทธิ หลังจากโดนตัดสิทธิ เขาก็ให้มาเป็นกรรมาธิการบ้าง แต่พอโดนตัดสิทธิทางการเมืองจะดำรงตำแหน่งอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

ก่อนหน้านั้น ตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ผมเป็นประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ตอนสมัยเป็น น่าจะอายุน้อยที่สุดในประเทศ เพราะตอนเป็น อายุ 32-33 ปี สมัยนั้นยังไม่มี YEC ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้า (Young Entrepreneurs Chamber of Commerce)  ตอนเป็นประธานหอการค้าอายุน่าจะพอๆ กับเกณฑ์ของคนที่เป็นประธาน YEC ในปัจจุบันของหอการค้าไทย 

เป็นนายกสมาคมกีฬา เป็นบอร์ดการกีฬาคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง คือพอเป็นกฎหมายใหม่ เขาก็ต้องมีการเลือกผู้แทนนายกสมาคมกีฬาจังหวัด โดยต้องไปหาเสียงจากทั่วประเทศ ก็ได้รับเลือกเป็นคนแรก เคยลงสมัครผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แต่ไม่ได้รับเลือก 

มาเป็นสส. ปี 2562 ผมเป็นเลขากรรมาธิการกีฬา พอปี 2566 สอบตกก็ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยู่กับท่านเพิ่มพูน ชิดชอบ หลังจากนั้นพอมีการเปลี่ยนรัฐบาล พอท่านอนุทิน มาเป็นนายกฯ ก็ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งในทางการเมืองก็เป็นอยู่ไม่กี่อย่าง 

The People: ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ผ่านประสบการณ์อะไรมาเยอะมาก 

สิริพงศ์: ก็คิดว่า น่าจะได้พิสูจน์ตัวเองมาระยะหนึ่ง แล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้มาดูแลปัญหาของสส. ที่เขารับเรื่องมาจากชาวบ้านให้ได้มากขึ้น และจริงๆ พรรคให้ครีเอท เราอยากจะทำอะไร เราอยากจะแก้ปัญหาอะไร ที่พอทำแล้วสามารถเป็นลายเซ็นของพรรคได้ สามารถเป็นลายเซ็นของเราได้ ว่าเราสามารถขับเคลื่อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กับสังคมไทยได้

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนในศรีสะเกษ 

The People: ครอบครัวคุณสิริพงศ์มีเชื้อสายจีน ทำไมเลือกไปอยู่จังหวัดศรีสะเกษ

สิริพงศ์: รุ่นพ่อแม่ผมก็น่าจะเกิดศรีสะเกษนี่แหละ แต่ว่าปู่กับย่าผม ผมฟังจากเรื่องเล่า น่าจะเริ่มจากเลี้ยงหมูที่นครปฐมหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วก็มีการชักชวนกันมาอยู่ที่ศรีสะเกษ

คือปู่กับย่าผมเป็นคนขยัน แล้วปู่ผมมีย่า 2 คน (มีภรรยา 2 คน) ก็ช่วยกันทำมาหากิน ถ้าตอนไหนย่าไม่ทะเลาะกันก็ช่วยกันทำมาหากิน ถ้าตอนไหนทะเลาะกัน ปู่ก็ไปห้ามทัพก่อน อะไรแบบนี้ เคยได้ยินแม่เล่าให้ฟังว่า ย่าทำของหวานทำขนมเต้าส่วนอร่อย 

ผมโตขึ้นมา ผมเกิดมา ที่บ้านก็ทำโรงสีแล้ว ฉะนั้น ผมก็คิดว่า ตอนนั้นเขาอาจจะอยากจะมาค้าข้าว แล้วก็ทางภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่ปลูกข้าวหอมมะลิ สมัยโน้นโรงสีที่ศรีสะเกษมีเยอะ แถบโซนบ้านผมโรงสีเยอะเป็นพิเศษ ถนนทั้งเส้นมีโรงสีหมดเลย ก็คิดว่า น่าจะมาหาช่องทางทำมาหากินในจังหวัดศรีสะเกษนะครับ

คุณพ่อตอนอายุ 25 ปี ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นยังโดนปู่ห้ามเลย คุณพ่อเป็นคนแรกของตระกูลเลย ที่เล่นการเมืองท้องถิ่น อายุ 25 ปีเป็นสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) พออายุ 26 ปีเป็นนายกเทศมนตรีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย เป็นจนถึงปัจจุบันอายุ 72 ปี ก็เป็นนายกเทศมนตรีมาตลอด เป็นคนแรกของตระกูลที่เล่นการเมืองท้องถิ่น 

ผมก็อาจจะไม่ได้มีบทเรียนอะไรเยอะ ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรเยอะ แต่มีพ่อเป็นตัวอย่าง พ่อไม่เคยลงสส. 

มีคนชักชวนพ่อในสมัยปี 2540 กว่าๆ แล้วผมก็เป็นคนห้ามพ่อสมัยโน้น ผมบอกว่า "ที่ชาวบ้านเขาเลือก เขาอยากจะเลือกป๊าเป็นนายกเทศมนตรีนะ เขาอาจจะไม่ได้อยากเลือกป๊าเป็นสส. ก็ได้" อะไรแบบนี้ ก็ห้ามพ่อเอง แล้วก็มาลงเอง

The People ทำไมตอนนั้นห้ามคุณพ่อ แล้วตอนมาลงสมัครสส.เอง อธิบายตัวเองอย่างไร

สิริพงศ์: ผมคิดว่าบริบทการเลือกตั้งแต่ละครั้งแตกต่างกัน ตัวเล่นแต่ละครั้งแตกต่างกัน สมัยโน้นเขาลงเป็นพวงเป็นเขตใหญ่ แล้วก็ช่วยกันหาเสียง เลือกหลายคนอะไรแบบนี้ แล้วเราดูบริบทเชิงพื้นที่ คุณพ่ออยู่ในเขตเทศบาล ถ้าเทียบกับพื้นที่ทั้งหมด มันเล็กมาก แล้วผมรู้นิสัยคุณพ่อ ประเภทถ้าลงสมัครเป็นพวง ไปหาเสียงด้วยกัน คุณพ่อต้องไปพร้อมกับทุกคน แต่ในขณะที่ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะทิ้งพ่อผมบ้าง เวลาหาเสียงไปเป็นพวงไม่ได้เหมือนหาเสียงคนเดียว บริบทก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ กติกาไม่เหมือนตอนนี้

ทีนี้ ณ วันที่ คุณพ่อผมตัดสินใจว่าจะลงสมัครสส. หรือไม่ คุณพ่อผมก็คิดว่า อายุเยอะเกินไปแล้ว ก็น่าจะดันลูกดีกว่า อย่างเช่นปี 2548 พ่อผมก็น่าจะอายุเท่าผมตอนนี้แหละ แต่พ่อผมก็คิดว่า too late แล้ว ช้าเกินไปแล้ว อายุเยอะเกินไปแล้ว

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

The People: การเมืองบ้านใหญ่ จากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ มีทั้งมุมพระเอกและมุมผู้ร้าย อยากจะเล่าอย่างไรไหม

สิริพงศ์: ต้องถามว่ามองจากมุมคนรู้จักหรือไม่รู้จักถูกไหมครับ ถ้ามองจากคนรู้จักเขาก็จะรู้ว่าเราเป็นแบบไหน แต่ถ้ามองจากคนไม่รู้จัก โอ้โหจินตนาการของเขานี่เราคาดเดาไม่ได้เลยเนาะว่าเขาจะมองเราเป็นแบบไหนอย่างไร ถึงแม้ว่าเราอยากจะพยายามทำตัวแบบไหนก็ตาม 

คือแน่นอนครับ คุณพ่อผมเล่นการเมืองตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมโตขึ้นมากับการที่ได้ยินคนด่าคุณพ่อประจำ โดยเฉพาะฝั่งตรงกันข้าม แล้วผมเห็นเลือกตั้งแต่ละครั้งก็ด่า เลือกตั้งเสร็จก็มาขออยู่กับคุณพ่อประจำเลยนะ คนที่ด่าๆ แล้วมาขออยู่กับคุณพ่อ มาขอให้คุณพ่อช่วยประจำ  แต่พอถึงเวลาเลือกตั้งก็ไปด่าใหม่ 

เราก็โตขึ้นมาจากการเจออะไรแบบนี้ เราได้เห็นว่าเขาตำหนิเรื่องอะไรบ้าง คือผมก็เป็นประเภททำตัวเองให้พร้อมตั้งแต่เด็กเลย อย่างหนึ่งคือการกล่าวหาอะไรผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ 

แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องทำคือเราต้องทำภูมิคุ้มกันของเราให้มันมี ทำตัวเราให้มันดีก่อน

ฉะนั้นอาชีพแรกที่ผมทำ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ อาชีพที่ผมตัดสินใจบอกครอบครัวว่าผมจะทำอาชีพนี้นะ ไม่เคยมีอาชีพอะไรที่เกี่ยวกับงานราชการเลย เพราะผมคิดว่า อันนี้จะเป็นเกราะป้องกันผมดีที่สุด ไม่ต้องมากล่าวหาฉันว่าฉันร่ำรวยมาจากการรับงานราชการ 

แต่ผมทำบ้านจัดสรร พัฒนาที่ดิน อยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี โชคดีหน่อยขายที่แปลงใหญ่ได้ ผมก็ขยายธุรกิจมากรุงเทพฯ เราก็ทำแบบนี้ของเราไป 

ฉะนั้น คำว่าบ้านใหญ่ของเรา ก็คิดแค่ว่า เราอยากจะเป็นสส.แบบไหน ก็เป็นแบบนั้น ผมอยากจะเป็นสส. ที่มีแต่คนรัก ผมก็พยายามทำดีกับทุกคน แต่มันปฏิเสธไม่ได้นะว่าสุดท้ายก็ต้องมีคนที่ผิดหวัง ไม่สมหวังกับเราบ้าง แล้วพาลเกลียดเราไปบ้าง 

บางทีเขาบอกว่า ต้องมีทั้งพระเดชกับพระคุณ แต่ก่อนเราเห็นบางคน เวลาเรามีพระคุณกับเขา แต่พอถึงเวลาที่เราเดือดร้อน ก็เหมือนกับว่าเขาไม่อยากช่วยเราเลย เหมือนเขารู้สึกว่าเราเป็นคนง่าย เป็นคนใจดี เวลาบอกก็เหมือนกับหูทวนลม 

แต่บางคน เวลาเขาดุ ๆ โหด ๆ มีพระเดชเยอะ ๆ ก็กลัวกันจัง ดูสั่งอะไรก็ทำให้หมด อย่างนี้เป็นต้น แต่ผมคิดว่าอันนี้มันยุคเก่ามาก ผมก็ยังคงเชื่อเรื่องการทำในสิ่งที่เราคิดว่า ทำดีทำถูก 

แต่หลังๆ ผมก็คิดว่าเรื่องของชาวบ้านโดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่จะเป็นธุระของเราทั้งหมด มันไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนจะเป็นจะตาย คือคนอื่นเดือดร้อนจะต้องช่วยเขาให้ได้ทุกคน แต่หลังๆ ถ้ามันเป็นเรื่องส่วนตัวจัดๆ เลย เราก็คงหลีกเลี่ยงบ้าง ขอว่าเอาเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก เอาเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก

The People: คุณสิริพงศ์อยากเน้นความรักหรือความกลัวในการดูแลประชาชน

สิริพงศ์: คือผมคิดว่าถ้าเขารักเรามากพอ เขาก็จะกลัวเอง คือกลัวที่จะเสียเราไง

The People: นี่ให้สัมภาษณ์รายการบันเทิงหรือเปล่า

สิริพงศ์: ถูกไหมล่ะ ก็ถ้าเกิดเขารักเรามากพอ เขาก็จะช่วยกันปกป้องเรา แล้วเขาก็จะกลัว กลัวที่จะเสียเรา

The People: คนรุ่นใหม่ในพรรคที่มีคนรุ่นใหญ่จำนวนมาก คนรุ่นใหม่ของพรรคนี้มีอำนาจในการตัดสินใจแค่ไหน

สิริพงศ์: ผมคิดว่า ในพรรคภูมิใจไทยตอนนี้นะครับ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นรุ่นใหม่หรือรุ่นใหญ่ เพราะทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นหมด สำคัญก็คือว่าใครที่จะแสดงความคิดเห็นมากกว่า 

ผมคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับรุ่น แต่มันอาจจะเกี่ยวกับบุคลิกส่วนตัวคน อาจจะเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร คือวัฒนธรรมองค์กรในยุคก่อน อาจจะเป็นลักษณะที่ว่า ไม่อยากให้สมาชิกพูดเยอะหรือเปล่าไม่รู้ หรืออย่างในพรรคการเมืองหลาย ๆ พรรค ไม่ได้มีวัฒนธรรมองค์กรที่อยากจะให้สมาชิกพูดเยอะ จนกระทั่งมีสส. ผ่านเจนเนอเรชั่นหนึ่งที่มีความรู้สึกว่า ไม่ต้องเสนอความเห็นอะไรก็ได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องผู้บริหารไป

แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ เราฟังหมด ไม่เกี่ยวกับรุ่นใหม่รุ่นใหญ่ อายุไม่ได้ห่างกัน ห่างกันแค่ 5-10 ปีเท่านั้นเองจะมาเรียกรุ่นใหม่รุ่นใหญ่คงไม่ใช่ 

The People: แต่มีรุ่นคุณพ่อและรุ่นลูกหลายครอบครัวในพรรคภูมิใจไทย

สิริพงศ์: ไม่ได้มีผลตรงนั้นนี่ครับ ก็ยังทำงานด้วยกันได้ บางคนรุ่นคุณพ่อเขามีลูกอายุน้อย ลูกกับพ่ออายุก็ห่างกันไม่เยอะนะ 

The People: พรรคคุณสิริพงศ์จะมีกลุ่มที่ถูกเรียกว่า ลูกเทพ, ลูกบังเกิดเกล้า มองว่าเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน 

สิริพงศ์: จริง ๆ ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา คือเรียกกัน เวลาองค์กรใหญ่ขึ้น มีทั้งคนสมหวังมีทั้งคนผิดหวัง มีทั้งคนประสงค์ดี มีทั้งคนประสงค์ร้าย จริง ๆ คำว่าลูกเทพ ลูกบังเกิดเกล้า เกิดจากการที่คุยกันเล่นในพรรค อย่างคุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ตอนนั้นท่านเป็นรัฐมนตรี แล้วเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ลูกชายคุณมนัญญา ก็มาเป็นสส.สมัยแรก 

เรามีกลุ่มที่ทำงานด้วยกัน แม่ก็หยอกลูกกับหยอกเพื่อนลูก บอก "พวกเธอเนี่ยเป็นลูกเทพ ลูกเทวดา ถ้าสอบตก แม่จะตีให้" แค่นั้น คือผมคิดว่าเป็นคำพูดที่น่ารักด้วยซ้ำ เป็นคำพูดปุถุชนธรรมดามาก ๆ เลย คือแม่ขู่เพราะกำลังจะเลือกตั้ง 

พอเลือกตั้งเข้ามาปรากฏว่ามีคนรุ่นใหม่เยอะ เมื่อมีคนรุ่นใหม่เยอะ พรรคจึงวางกลยุทธ์ว่า ถ้าอย่างนั้น ก็อยากจะให้คนรุ่นใหม่ได้ลองรัน ก็เลยมาจัดแคมเปญ "รุ่นใหม่ บ้านใหญ่ มีของ" จึงเกิดวาทกรรมที่บอกว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มลูกเทพ แต่จริง ๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องไปแก้ตัว 

เพราะในความเป็นจริงถ้าไปดูจากผลงานที่ผ่านมาก็จะมีกลุ่มนี้ที่ค่อนข้างมีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในสภา บทบาทในเรื่องต่างๆ ก็จะเป็นกลุ่มนี้ที่ทำงานเป็นหลัก แต่พอถึงเวลาก็จะมีความพยายามยุให้รำตำให้รั่วจากแต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องธรรมดา 

จนตอนหลังมา เขาบอกว่าจริง ๆ กลุ่มนี้ไม่ใช่ลูกเทพนะ เป็นลูกบังเกิดเกล้าแล้ว เพราะว่าพูดอะไรถูกหมดเลย เพราะกลุ่มนี้เป็นคนชวนให้ท่านอนุทินถอนตัวมาเป็นฝ่ายค้าน 

The People: กลุ่มนี้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วถูกต้อง

สิริพงศ์: ใช่ อย่างที่เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ พูดมาหลายครั้ง เรื่องภัยพิบัติ ซึ่งตอนเลขาฯ ไชยชนกพูดเรื่องภัยพิบัติ คนฟังก็อาจจะยังสงสัยว่าพูดอะไร แต่หลังจากนั้นมามันก็เกิดขึ้นอย่างที่เลขาฯ ไชยชนก เขาคาดไว้ทุกเรื่อง 

อย่างเราบอกว่า การที่เราจะเปลี่ยนให้คนเกิดภาพจำสำหรับภูมิใจไทยได้ใหม่ คือเราต้องพร้อมเป็นฝ่ายค้าน แล้วเราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่า ต่อให้ฉันเป็นฝ่ายค้านฉันก็ทำได้ ก็มาจากพวกที่เขาเรียกลูกเทพกันหมด

The People: ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจาก GenXGenY

สิริพงศ์: ใช่ ก็มาจากกลุ่มนี้หมด ตอนนั้นคนที่อยู่ในสภาก็เป็นฝ่ายค้านในสภา คนที่อยู่นอกสภาก็เป็นฝ่ายค้านนอกสภา อย่างนี้เป็นต้น จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกใหม่ๆ แต่ผมคิดว่า ชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ 

The People: ทำไมตอนนั้นรุ่นใหญ่เชื่อคำแนะนำจากรุ่นใหม่ ให้พรรคไปเป็นฝ่ายค้าน 

สิริพงศ์: ผมคิดว่า อย่างหนึ่งคือสถานการณ์ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันตรงกับใจรุ่นใหญ่ด้วย ก็เลยตัดสินใจง่ายขึ้น ผมคิดว่าแนวคิดตรงกันมากกว่า

The People: กลุ่มรุ่นใหม่คิดเรื่องจะไปเป็นฝ่ายค้านตั้งแต่ก่อนมีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่ เพราะว่าเรื่องที่พลิกเกมเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ มีคลิปเสียงระหว่างอดีตนายกฯ ไทยกับสมเด็จฮุนเซน

สิริพงศ์: ตั้งแต่ก่อนนั้นแล้วครับ แต่อาจจะยังลังเลอยู่ พอคลิปเสียงหลุดออกมา อันนี้ตัดสินใจง่ายแล้ว คือด้วยความที่เราคิดว่าระหว่างพรรคการเมือง ถ้าไม่ดำรงอยู่ตามข้อตกลง แล้วต่อไปเราจะได้รับการยอมรับได้อย่างไร 

ถ้าเกิดว่าในการพูดคุยกัน ณ วันที่คุณขอเสียงสนับสนุนจากเรา คุณพูดแบบหนึ่ง แต่พอถึงเวลาจะมาทำอีกแบบหนึ่ง 

แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าแล้ว ก็ไม่อยากจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บแล้ว ไม่อยากจะไปรื้อแล้ว เอาเป็นว่า ณ วันนั้นเราคุยกันว่าเราพร้อม เอาเท่านั้นดีกว่า เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่า ควรจะให้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ไป ไม่ควรจะมาพูดให้มีประเด็นอะไรเพิ่มเติม

The People: ตอนนั้นเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ หักปากกาเซียน ที่พรรคภูมิใจไทยจะไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นไปได้หรือ

สิริพงศ์: ใช่ครับ อันนี้คือสิ่งที่เราบอก การเลือกตั้งหลายครั้ง บางทีทัศนคติของผู้นำเสนอ(คนนอกที่พูดถึงพรรคภูมิใจไทย) เขากำหนดว่าเราเป็นอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตนของเรา คือ เขาเอาความจริงเฉพาะมุมที่เขาอยากจะนำเสนอมาบอกว่าเราเป็นแบบนั้น 

ยกตัวอย่างเช่นหลายกรณี ถ้าจำเป็นจะต้องมีการแข่งกัน ทำไมไม่พูดว่าตัวเองดีอย่างไร แต่กลับไปด่า ไปตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งว่าเขาไม่ดีอย่างไร อย่างตอนโหวตนายกฯ เสนอชื่อ 2 คน ถ้าจะจูงใจเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาเลือกฝั่งตัวเองไม่ว่าจะเสียงมากเสียงน้อย 

ทำไมไม่พูดข้อดีของตัวเอง แต่กลับไปบอกว่าฝั่งนั้นไม่ดีอย่างไร เพราะหวังว่าคนอื่นจะไม่เลือกฝั่งนั้นแล้วมาเลือกฝั่งตัวเองหรือ มันไม่ใช่

"ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคปลาไหล" สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ มองการเปลี่ยนผ่านก่อนเป็นพรรคอันดับ 1

The People: พรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำอย่างนั้นหรือ เพราะทุกพรรคก็ทำแบบนั้น อาจจะรวมพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือเปล่า ที่จะต้องมีข้อวิจารณ์ต่อฝ่ายตรงข้าม

สิริพงศ์: เราไม่ได้หมายความว่าเราไม่ทำแบบนั้น แต่สิ่งที่ผมสื่อสาร ผมสื่อสารว่า เขาพูดเฉพาะในมุมที่เขาอยากให้รับฟังเท่านั้นเอง 

The People: มาทำงานการเมืองในขณะที่ฐานะทางด้านเศรษฐกิจดีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง 

สิริพงศ์: คือผมคิดว่า ผมน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เวลาคนเลือก เขาไม่ได้เลือกที่ฐานะดีหรือไม่ แต่เขาน่าจะเลือกที่ตัวตน ผลงาน กระแสในแต่ละครั้ง เพราะผมเป็นประเภทล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง ทำธุรกิจก็ถือว่าประสบความสำเร็จดีนะ ประสบความสำเร็จดีทุกอย่าง ถือว่า ไม่เคยผิดหวัง 

แต่พอมาเล่นการเมือง พอมาสมัครเป็นสส. กลับทำให้เรารู้จักว่าความผิดหวังมันเป็นอย่างไร แล้วทำให้เราเห็นคุณค่าของการได้รับเลือกมาก เพราะว่าทุกครั้งที่ล้มเหลว ผมก็จะได้มาทบทวนตัวเองว่าเรายังขาดอะไร ตรงไหนเราทำไม่ดี เราก็เติบโตขึ้นทุกครั้ง 

จริง ๆ ผมว่า สภาพเศรษฐกิจของผู้สมัครแต่ละคน หรือสส. แต่ละคน ที่ช่วยได้มากที่สุดจริงๆ คือช่วยไม่เป็นภาระสังคม อย่างน้อยก็เราไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาว่าจะต้องเข้าไปทำมาหากินอะไรกับอาชีพการเมือง 

คือผมคิดว่ามันแล้วแต่มุมมอง บางคนบอกว่าคนจะเป็นนักการเมือง ควรจะเป็นนักการเมืองอย่างเดียว ไม่ควรจะต้องมีอาชีพอะไรเลย ไม่ควรจะต้องทำอะไรมาก่อนเลย แต่อยากจะไปกดไว้ โดยการไปถามว่าเงินเดือนสูงไปไหม ผู้ช่วยเยอะไปไหม อาหารสวัสดิการต่างๆ ของคุณมีมากไปไหม หลังจากคุณเลิกเป็นสส. แล้วมีเงินบำเหน็จบำนาญไหม บางคนมองประเด็นนี้ แต่ผมไม่ได้เดือดร้อน เพราะถ้าไม่ได้เป็นนักการเมืองผมก็อาจจะยังมีช่องทางอื่น ๆ ให้ทำ

แต่บางคนที่เขาเป็นนักการเมือง แล้วก็กินเงินเดือน การเมืองเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงนะครับ ถ้าเป็นพนักงานบริษัทอาจจะกินเงินเดือนน้อยกว่านักการเมือง แต่ผมคิดว่าเสถียรภาพมันมีสูงตราบเท่าที่บริษัทไม่เจ๊ง บางคนอยู่ถึง 60-65 ปี บางคนอยู่ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเอกชนที่เป็น Family Business เขาอยู่ไปเรื่อย ๆ 

คนเป็นนักการเมือง 4 ปีมีเลือกตั้ง 1 ครั้ง หลังเลือกตั้งไม่รู้จะได้กลับเข้ามาอีกหรือเปล่า บางคนเป็นสส.มาตั้งแต่เป็นหนุ่ม พอเลยวัยกลางคนไปแล้ว แล้วเขาไม่ได้เป็นอีก คำถามคือ แล้วเขาทำอาชีพอะไรต่อ อาจจะเลยวัยที่เขาจะต้องเริ่มต้นแล้วก็ได้ อะไรแบบนี้เป็นต้น ฉะนั้นมันก็แล้วแต่มุมมองมุมคิด แล้วแต่คนในแต่ละช่วงเวลา

แต่ผมคิดว่า อาชีพนี้สำคัญ ถ้าเราคิดว่า อาชีพที่สำคัญ เราอยากได้คนแบบไหน เข้ามาทำ ถ้าคุณตั้งสมมติฐานว่านักการเมืองคือคนไม่ดีหมด คุณจะยอมรับได้กับการที่คุณต้องเลือกคนไม่ดีเข้ามาเป็นผู้แทน แต่ถ้าคุณคิดว่านักการเมืองต้องเป็นคนดี คุณก็จะช่วยกันสร้างนักการเมืองดี ๆ ขึ้นมา ฉะนั้นผมคิดว่าสังคมมีส่วนในเรื่องแบบนี้