23 ก.พ. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
สำหรับการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็นขั้วต่าง ๆ แบ่งสี แบ่งฝ่าย เพื่อช่วงชิงคะแนนจากโหวตเตอร์ที่เชื่อมั่นในนโยบาย และรักในอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคที่ตัวเองสนับสนุน
แต่ท่ามกลางการเมืองพรรคใหญ่ที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้ว อย่าง สีแดง สีส้ม และสีน้ำเงิน กลับมีพรรคเล็กพรรคหนึ่งที่ได้พื้นที่เตรียมพร้อมเข้าสภาไปถึง 6 ที่ อย่าง ‘พรรคไทรวมพลัง’ ที่เคยเป็นที่พูดถึงมาครั้งหนึ่งแล้วในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566
พรรคเล็กในสนามใหญ่นี้ อยู่ภายใต้การนำของ ‘กังฟู-วสวรรธน์ พวงพรศรี’ หัวหน้าพรรครุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ต่อการเมืองแบบ ‘ประนีประนอม’ ท่ามกลางความขัดแย้ง เขาหวังว่าจะได้เห็นทุกฝ่ายพูดคุยกันอย่างสันติ และหาทางออกให้กับปัญหาของพี่น้องประชาชน
ก่อนหน้าที่เขาจะเข้าสู่แวดวงการเมือง บทบาทของเขาคือนักธุรกิจที่มีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างมันสำปะหลัง ลดการผูกขาดของพ่อค้นคนกลาง เพื่อจะให้มีกำลังซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรได้สูงขึ้น
แม้แนวคิดในโลกธุรกิจนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวเลขและต่างจากโลกการเมืองโดยสิ้นเชิง แต่คติที่เขายังคงยึดมั่นเสมอมาคือ ‘ความซื่อสัตย์’ ไม่ว่าจะในฐานะนักธุรกิจ หรือผู้แทนของประชาชน
วันนี้ The People จะพาทุกคนไปรู้จัก ‘กังฟู-วสวรรธน์ พวงพรศรี’ ทั้งในฐานะนักการเมือง นักธุรกิจ และมนุษย์คนหนึ่งที่เชื่อว่าสนามการเมืองควรเป็นพื้นที่พูดคุยเพื่อการแก้ไขมากกว่าการแข่งขันเพื่อเอาชนะ
The People: หากให้มองย้อนกลับไปในวัยเด็ก เด็กคนนั้นมีความชอบด้านไหนเป็นพิเศษไหม
ตอนเป็นเด็กผมชอบเรียนภาษา เลยต่อยอดให้ไปเรียนในเรื่องของวัฒนธรรมและภาษาจีน ตอนนั้นส่วนใหญ่เขาจะนิยมเรียนภาษาญี่ปุ่นกับภาษาฝรั่งเศสกัน ภาษาจีนเป็นภาษาโลกตะวันออกที่ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่
แต่การตัดสินใจของผมในวันนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะรากเหง้าของที่บ้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีนอยู่แล้ว เรามองว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เราที่สุด และในอนาคตเขาจะเป็นหนึ่งในมหาอำนาจ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าจะมาต่อยอดงานในอนาคต แต่เราเชื่อว่าเราจะได้ใช้ประโยชน์กับภาษาที่เรามี
The People: คุณมีความฝันวัยเด็กเกี่ยวกับสิ่งที่อยากทำตอนโตไหม
จากการที่ที่บ้านมีรากฐานของการช่วยเหลือคนอื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ตอนเป็นเด็กๆ ความทรงจำของผมคือคุณยายพาผมไปที่วัด ไปทำบุญ ไปทำของให้กับผู้ยากไร้ เป็นการปลูกฝังให้เรารู้จักให้ก่อนที่จะรับ คุณยายซึ่งเป็นคนอีสานจะสอนว่าคนให้มักสูงกว่าคนรับอยู่แล้ว ถ้าเราให้ด้วยจิตที่มีความปราถนาดีกับเขา และเราช่วยเขา เราก็จะมีความสุข
คุณยายเป็นคนที่สู้ชีวิตมาก เป็นคนที่เป็นแบบอย่างให้กับผมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อเฟื้อ การแบ่งปัน นำลูกคนอื่นที่เขากำพร้ามาเลี้ยง สิ่งที่คุณยายทำให้เราเห็นประกอบกับที่ที่บ้านก็สอนมาอย่างดี ทำให้สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมเป็นความฝันในวัยเด็ก และเป็นจุดเริ่มต้นในอนาคตที่จะมาทำการเมือง
ผมอยากเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้บอกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงประเทศภายใน 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี แต่ว่าเป็นนักการเมืองที่เติบโตไปกับการเมืองไทยอย่างมีคุณภาพ ด้วยวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่
สิ่งที่อยากเห็นก็คือการเมืองสร้างสรรค์ที่เรามานั่งทะเลาะกันเพราะเศรษฐกิจปากท้อง เพราะปัญหาปากท้อง ไม่ใช่มานั่งทะเลาะกันเพราะผลโยชน์ทางการเมือง ไม่มาแบ่งสี แบ่งค่าย สาดโคลน มันเป็นความฝันที่ผมอยากเห็น ไม่รู้ว่าผมจะทำได้ไหม อย่างพรรคไทรวมพลังที่ผมเป็นหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 65 ก็อยากจะเป็นตัวอย่างให้ ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนที่จะเห็นความสำคัญและจะให้โอกาสเราไหม
The People: เท่าที่ฟังมา เหมือนคุณจะมีความสนิทสนมกับที่บ้านเป็นพิเศษ อยากให้เล่าให้ฟังว่าช่วงตอนเด็ก ๆ มีกิจกรรมอะไรที่ยังสร้างความประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้บ้าง
เวลาไปวัด คุณยายจะพาไปด้วย ไปทำบุญทุกเช้าของวันพระ เวลาสวดมนต์ตอนกลางคืน คุณยายก็จะเรียกให้ไปสวดด้วยที่ห้องพระ ส่วนคุณแม่เองก็จะพาลงพื้นที่ตั้งแต่เด็ก พาให้เราไปเห็นความลำบากของชาวบ้าน
คุณแม่ผมสร้างบ้านคนยากไร้ไว้มากกว่า 50 หลัง แล้วก็มีโอกาสได้ออกโทรทัศน์กับคนไทยไม่ทิ้งกันของหม่อมหลวงน้ำผึ้ง (หม่อมหลวงณฐภา กิติยากร) คุณแม่ให้เห็นว่าการรักตัวเองน้อยกว่ารักคนอื่นเป็นยังไง ทำงานเยอะจนตัวเองไม่สบาย ทำงานเพื่อคนอื่น ยอมทิ้งครอบครัว ทิ้งลูก เพื่อทำงานให้กับชาวบ้าน
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แต่มาวันนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงยอมทิ้ง ตอนนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่นเล็ก ๆ อำเภอเล็ก ๆ แต่คนที่เลือกแม่มาแล้ว แม่ทิ้งไม่ได้ แม่ก็เลยต้องเลือกชาวบ้าน
มาวันนี้ผมไม่เสียใจ ดีแล้วครับ ลูกมีแค่ 2 คน แต่ชาวบ้านมีหลายหมื่นคนก็ต้องดูแลเขา เขาเดือดร้อนมากกว่า
The People: การที่เติบโตในพื้นที่ต่างจังหวัด และต้องย้ายที่อยู่บ่อย อย่างการเกิดที่นครราชสีมา ย้ายไปโตที่อ่างทอง และเข้าเรียนมัธยมศึกษาที่จังหวัดชลบุรี มีส่วนหล่อหลอมให้คุณเติบโตมาแบบไหน
มีส่วนหล่อหลอมเยอะมาก ความจริงแล้วเราเป็นคนอีสาน เราเกิดที่นั้น พอเราย้ายไปอยู่ที่ภาคกลางก็จะมีวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นผมเรียนโรงเรียนวัด เป็นโรงเรียนโรงเรียนรัฐบาลธรรมดาทั่วไป ตอนนั้นผมเรียนในสิ่งที่ผมไม่ได้อยากเป็น อจจะเกิดความไม่สบายใจบ้าง อาจจะเกิดความท้อแท้บ้าง ทำให้ตัดสินใจนำเงินก้อนหนึ่งจากเงินประกันชีวิตพี่ชายไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลาสั้น ๆ
ผมได้เรียนรู้ชีวิต เด็กอายุ 14-15 ปี ที่ได้ไปอยู่ในลอสแอนเจลิส ในโคเรียทาวน์คนเดียว ไม่ว่าจะในสังคมแอฟริกัน-อเมริกัน หรือสังคมเอเชียน-อเมริกัน มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าเราจะต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้
พอกลับมาไทย ผมเข้าเรียนโรงเรียนประจำที่ชลบุรี (โรงเรียนสามมุกคริสเตียนวิทยา) และก็เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะทำให้ผมเรียนรู้และโตมากขึ้น ผมมีภูมิคุ้มกันจากต่างประเทศมาอยู่แล้ว แต่สังคมไทยกับสังคมต่างประเทศจะไม่เหมือนกันเลย (ตอนเรียนโรงเรียนประจำ) การที่ตื่นนอนมาแล้วช่วยเหลือตัวเอง ต้องพับผ้า ซักผ้า พับที่นอนเอง ไม่มีคนมาดูแลเหมือนตอนเราอยู่ที่บ้าน ซึ่งอันนี้เป็นข้อดี
แต่ระเบียบหลายอย่าง เราก็ไม่เห็นด้วย และสังคมไทยก็ต้องเปลี่ยนแปลง เช่น ทรงผมไม่ได้มีผลต่อเกรดการเรียน ทุกวิชาเอามาให้เด็กเรียนไม่ได้ เด็กควรจะเรียนในสิ่งที่เขาอยากเป็น เรียนในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วว่าเขาจะเรียนอะไร ตัวอย่างเช่นเยอรมันนี จากการเรียนในโรงเรียน 5 วัน 3 วันให้เด็กไปทำในกิจกรรมที่อยากเรียนอยากเป็น ไม่ว่าจะเป็นการ Workshop สายการงานอาชีพ การพ่นสีรถยนต์สำหรับเด็กผู้ชาย
ระบบการเรียนประจำของชลบุรีก็หล่อหลอมผม แม้ว่าระบบการเรียนยังไม่ได้เหมาะสมกับผม แต่ผมรู้สึกผูกพันกับที่นั้นมาก เพราะครู 1 คน ดูแลนักเรียนแค่ 5 คน หรือ 3 คน ครูใกล้ชิดกับเรามาก ข้อดีของมันคือความเป็นครอบครัว โรงเรียนสามมุกคริสเตียนวิทยาที่ชลบุรีทำให้ผมมาเป็นผมทุกวันนี้ อีกทั้งศาสนาคริสต์สอนให้รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง มันเลยเป็นเบ้าหลอมให้เรา
The People: หลังจากที่ได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐมาแล้วฯ ปัจจัยอะไรที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศไทย
เพราะเราเรียนมัธยมปลายที่ไทย เราเลยมองว่าก็เรียนมหาวิทยาลัยต่อที่ไทยเลย และบังเอิญว่าสอบแล้วชิงทุนกาญจนาภิเษก ที่เป็นทุนเรียนฟรีตลอดทุกปีการศึกษาจนถึงปีสี่ได้ หากเกรดเฉลี่ยของการศึกษาภาคนั้นไม่ต่ำกว่า 3.25 ซึ่งผมก็รักษาเกรดได้ดี และได้ทุนมาตลอด
เอาความจริงก็คือเห็นแก่เรียนฟรีครับ (หัวเราะ) เลยไม่ได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แบ่งเบาภาระที่บ้าน ไม่ต้องใช้พ่อแม่แต่ใช้ทุนมหาวิทยาลัย เราก็เลยยินดี บวกกับภาษาจีนที่เราชอบอยู่แล้ว และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวก็ขึ้นชื่อเรื่องภาษาจีน ก็เลยตัดสินใจเรียน
อีกทั้งภาษายังสามารถช่วยในส่วนที่เราไปติดต่อแลกเปลี่ยนสื่อสารธุรกิจ การส่งออกพืชผลทางการเกษตร ซึ่งผมก็ทำมาตั้งแต่ตอนที่ผมอายุ 25 ปี ตั้งแต่ผมเรียนจบก็ทำงานนี้มาตลอด
The People: ด้วยสายการเรียนที่จบมา ตั้งใจที่จะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจมันสำปะหลังของครอบครัวตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า
ไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่ตอนแรก ก็เป็นสิ่งที่จับพลัดจับผลู ด้วยความที่คุณน้า (ยลดา หวังศุภกิจโกศล) เขาทำและเชิญมา คุณแม่ก็เคยทำอาชีพนี้เป็นอาชีพเก่า (ก่อนทำอาชีพนักการเมือง) ประกอบกับคุณแม่ไม่สบาย เลยมีความจำเป็นต้องหาธุรกิจให้มันยั่งยืน หารายได้ให้มากขึ้น
ผมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคุณแม่และค่าใช้จ่ายของน้องสาวที่เรียนหมอด้วย เป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัว เราเลยมีภูมิต้านทานนิดนึงว่า เวลาเราทำอะไรเราต้องทำมากกว่าคนอื่น เพราะความจริงที่บ้านมีพี่น้อง 4 คน แต่เสียชีวิตไป 2 คน คนที่เสียชีวิตไปก็เลยมาอยู่ในตัวผม ผมเลยต้องทำมากกว่าคนอื่น
The People: พอทราบข่าวว่าต้องเป็นเสาหลักของที่บ้าน มันทำให้เราต้องโตเป็นเสาหลักของบ้านเลยทันทีไหม
ต้องโตเลย เพราะว่าพี่ชายเสียตอนอายุ 22 ผมอยู่ประมาณ ม. 3 ตอนนั้นเสียใจแต่ก็ต้องสู้ต่อ มันเป็นอุบัติเหตุ ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้ ไม่ว่าเราหรือเขาก็ต้องเจอ พี่สาวพี่ชายประสบอุบัติเหตุทั้งคู่ เป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์
The People: คุณบอกว่าอยากเป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็ก แล้วคุณมีนักการเมืองในดวงใจไหม
นักการเมืองในดวงใจสำหรับผม ผมมองว่าคนที่ทำการเมืองแล้วทำได้ดี พัฒนาท้องถิ่นได้ สำหรับผมตอนนี้ยังไม่มี แต่ถ้าให้พูดคงเป็นครอบครัว คือ คุณน้า
The People: เป็นเพราะเติบโตมาในครอบครัวการเมือง เลยทำให้มีความสนใจในสายอาชีพนี้หรือเปล่า
ความจริงแล้วรากฐานมากการที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน คุณยายทำให้เห็น พอคุณยายทำให้เห็น คุณน้า คุณแม่ คุณลุงผม เลยทำทั้งบ้าน เป็นเหมือนดีเอ็นเอที่ส่งต่อทอด ไม่ใช่ที่หน้า แต่เป็นที่จิตใต้สำนึก และผมเชื่อว่าใช้คำว่าสันดานได้เลย ทรัพย์สินเงินทองความสุขของคนที่ประสบความสำเร็จนั้นอาจจะอยู่ที่รถแพง ๆ กระเป๋าแพง ๆ แต่ของเราอยู่ที่การที่เราได้ช่วยเหลือคนที่เขายังลำบากกว่าเรา เพราะรากเหง้าของเรามาจากเกษตรกร
ยายผมขายอาหารตามสั่งอยู่ที่โคราช แม่ผมขนข้าวโพด ปลูกข้าว เป็นชาวไร่ชาวนามาก่อน พอเราโตมา เราทันเห็น เราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจดีว่าหัวอกของคนที่เขาลำบากเป็นยังไง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร พี่น้องคนอีสาน และภูมิภาคอื่น ๆ ที่เขามีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
The People: ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว
คุณน้า (ยลดา หวังศุภกิจโกศล) ชวน ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมือง คุณน้าอยู่พรรคเพื่อไทย ส่วนตัวผมเองก็อยู่กับน้าคนเล็ก (จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล) อีกคนหนึ่ง ที่เป็นอดีตสส. เป็นอดีตที่ปรึกษาพรรคไทรวมพลัง และตอนนี้เป็นสส.พรรคไทยรวมพลังที่อุบล
ด้วยความที่ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ผมโชคดีที่น้ากบ - จิตรวรรณ (จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล) และน้าสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล บอกผมว่า ถ้าอยากจะทำการเมืองแบบเราเองงั้นไปทำพรรคตัวเอง ท่านให้โอกาส ก็เลยได้โอกาสทำพรรคการเมืองของตัวเอง เรียนรู้ (การทำการเมือง) จากงานท้องถิ่นจากน้ายลดาที่โคราช
สุดท้ายแล้วเราก็มาเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า เราจะเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน เราเปลี่ยนแปลงคนเดียวไม่ได้ เราจะไปล้างประเทศนี้ไม่ได้ เพราะประเทศนี้มีระบบ มีกฎระเบียบเยอะแยะมากมาย ซึ่งกฎระเบียบหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลง ล้าหลัง ไม่ทันต่อบ้านต่อเมือง
เช่นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นต้น ที่ระเบิดลงแต่เงินเยียวยาแค่ 5,000 บาท หรือระเบิดบ้านพักทั้งหลัง เงินจ่ายแค่ 7,000 บาท เพราะมันเป็นระเบียบของปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาภัยสาธารณะ) ที่มีมานาน เบี้ยเลี้ยงทหารอีกเหมือนกัน ที่ให้เขาน้อยมาก 250 บาท ตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่สภาต้องเอาไปแก้ รัฐบาลต้องเอาไปแก้
The People: หากจะบอกว่าเป็นเพราะอยากพัฒนาประเทศไทยในรูปแบบของตัวเอง เลยตัดสินใจทำพรรคการเมืองเอง แบบนี้ถูกไหม
ใช่ครับ ทำพรรคการเมืองเอง ไม่ได้อยู่กับพรรคใหญ่ และก็ไม่มีพรรคใหญ่ที่จะมาซื้ออุดมการณ์หรือซื้อสส.ของเราได้ เราก็ยังหยัดยืน เล็กแบบมีศักดิ์ศรี ผลงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์มาแล้ว
โอเคแหละ ตอนที่เราไปจับกับพรรคส้ม (พรรคก้าวไกล) อาจจะมีแฟนคลับของพรรคส้มด่าเราบ้าง แต่อย่าลืมนะครับ เราไม่ใช่พรรคส้ม และคนที่สนับสนุนพรรคส้มก็ไม่ได้เลือกพรรคไทรวมพลัง สิ่งที่ผมแคร์อีกอย่างหนึ่งคือคำพูด คำพูดที่ผมให้กับพรรคส้มว่าผมมาเอาตำนาน ไม่ได้มาเอาตำแหน่ง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับตำแหน่ง จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เพราะตอนนั้นรับปากไว้ ผมทำตามคำพูดทุกอย่างที่เราได้ให้ไว้กับพรรคส้ม
เราคุยได้กับทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล อันไหนที่เป็นประโยชน์และเสนอเข้ามา เรายินดีเห็นด้วยหมด เพราะมองว่าผลประโยชน์ตกกับพี่น้องประชาชน ไม่ได้ตกกับพรรคการเมือง
The People: ความแตกต่างระหว่างบทบาทนักธุรกิจกับนักการเมืองเป็นอย่างไรบ้าง
แตกต่างกันมาก ทางธุรกิจถ้าจะคิดปิดบัญชีหรือปิดยอด ผลกำไรขาดทุนมันชัดเจน แต่การเมืองมันไม่ใช่กำไรขาดทุน มันคืองานอาสา คุณต้องทำให้เขาเห็น คนถึงจะเชื่อ ไม่ใช่จากคำพูดของคุณ แต่การเมืองไทยในวันนี้ ยังเป็นวาทกรรม วาทศิลป์
ผมเชื่อว่าหลังจากนี้การเมืองไทยจะเปลี่ยน เพราะว่าถ้าคุณทำได้จริงคนก็จะเชื่อ เหมือนที่พรรคเพื่อไทยที่ตอนนั้นเป็นพรรคไทยรักไทย เคยทำได้แล้วว่านโยบายที่กินได้ทำยังไง แต่พอวันหนึ่งทำไม่ได้ความนิยมของพรรคการเมืองก็จะน้อยลงเอง
ผมมองว่าหลังจากนี้ จะต้องเป็นอีกหนึ่งก้าวที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องทำแข่งกัน ให้นโยบายมันกินได้ จับต้องได้จริง ไม่ใช่ขายฝัน และหาเสียงแค่ช่วงเลือกตั้ง เพราะสุดท้ายแล้วทำไม่ได้ก็เท่ากับหลอกลวงพี่น้องประชาชน
ทางธุรกิจเองอาจจะมีเรื่องของแนวคิด หรือความประสบความสำเร็จ แต่ว่ามันไม่ใช่ทุกอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจไม่สามารถที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าจะประสบความสำเร็จในทางการเมืองได้ คนที่เป็นนักการเมืองก็ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มีได้เหมือนกันคือความซื่อสัตย์ ถ้าเป็นทางธุรกิจ คุณต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ถ้าเป็นทางการเมือง คุณต้องซื่อสัตย์กับพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งหนึ่งที่ต้องมีเหมือนกัน
The People: ในฐานะคนรุ่นใหม่ คุณมีแนวทางการบริหารพรรคอย่างไรบ้าง
ผมมองว่าสิ่งที่จะเป็นนโยบายในการบริหารคือเขาต้องเห็นหน้าเรา เราต้องไปฟังเขา เราต้องไปอยู่กับเขายามที่เขามีความทุกข์ ยามที่เขาเดือดร้อน ถึงคุณจะอภิปรายในสภาเก่งมาก คุณรู้กฎหมายเยอะ คุณรู้ว่าคุณจะต้องเสนอพระราชบัญญัติอะไรเยอะแยะมากมาย คุณมีตำแหน่งอะไรมากมาย สิ่งพวกนี้ไม่ได้การันตีว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับการแก้ปัญหาจากคุณซะทีเดียว เพราะว่าคุณไม่ได้ไปอยู่กับเขาในวันที่เขาลำบากที่สุด คุณไม่ได้ไปฟังปัญหาจากเขา
คุณจะต้องทำงานโดยฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน ไม่ได้ทำงานจากตัวเองหรือพรรคการเมืองแค่อย่างเดียว คุณต้องเอาปัญหาของเขาไปแก้ อยู่กับเขาในวันที่เขาลำบาก บางครั้งเราไปยัดเยียดความต้องการของเราให้กับเขา แต่เขาอาจจะไม่อยากได้ก็ได้
โดยเฉพาะคนที่ประสบปัญหาจากความเหลื่อมล้ำ คนที่รายได้น้อยมาก คนที่อยู่ชายแดน ชายขอบ เขาอยากได้ความปลอดภัย อยากรู้ว่าข้าวจะเป็นราคาไหม ปุ๋ยจะถูกกว่านี้หรือเปล่า เงินในกระเป๋าจะมีเท่าไหร่ เขาไม่ได้อยากได้รวย นั่งอยู่ดี ๆ มีเงิน 30,000 บาท 50,000 บาท ไม่ใช่แบบนั้น
The People: การที่คุณแม่ทำงานการเมืองมาตลอด กดดันไหมที่ชาวบ้านจะมองว่าเป็นลูกนักการเมือง ต้องทำให้ได้เท่าคุณแม่ หรือดีกว่า
ไม่กดดัน เพราะผมเชื่อว่าผมทำได้ดีกว่าแม่แล้ว เขาก็เลยชื่นชมอยู่แล้ว ไม่กดดัน แล้วก็ไม่รู้สึกเปรียบเทียบด้วยซ้ำ เพราะว่าเราก็ทำให้ดีที่สุด ตอนนั้นแม่ยังไม่ได้เป็นระดับประเทศ เราทำให้เป็นระดับประเทศ ถือว่าเราทำได้ดีแล้ว
The People: อีกคนในครอบครัวที่มีความโดดเด่นในเส้นทางการเมืองคือ ‘วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล’ หรือ ‘ กำนันป้อ’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาเป็นอย่างไรบ้าง
ด้วยความที่เป็นญาติ เป็นสายเลือด มันตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว แต่ทางการเมืองเดินคนละทางเลย กำนันป้อไปซ้าย ผมไปขวา คนละเส้นทาง คนละพรรคการเมืองชัดเจน เราจะไม่คุยกันเรื่องการเมืองกัน แต่ความเป็นญาติ ไปไหว้เช้งเม้ง เจอกันได้ ไหว้กันได้ ท่านเป็นผู้ใหญ่ ผมก็ต้องกราบท่าน แต่ทางการเมืองก็คือเลี้ยวกันคนละทาง แยกบทบาทระหว่างครอบครัวกับการเมืองอย่างชัดเจน
The People: อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจเจาะกลุ่มโหวตเตอร์อีสาน-ใต้ โดยเแพาะในพื้นที่อุบลราชธานี แทนที่จะเป็นจังหวัดนครราชสีมาที่เป็นบ้านเกิด
อุบลฯ เป็นจังหวัดที่ผมไปอยู่ได้สัก 20 ปีแล้ว เติบโตอยู่ที่นั้นในส่วนของธุรกิจ เราเข้าใจวัฒนธรรมคนอุบลดี และอุบลก็เป็นแผ่นดินที่ให้โอกาสในการทำมาหากิน เราก็อยากจะตอบแทนแผ่นดินที่ให้เราทำมาหากิน บางครั้งเราไม่ต้องไปเกิดที่นั้นก็ได้ครับ แต่เราเลือกที่จะตอบแทนที่ใดที่หนึ่งก็ได้
ประกอบกับจังหวะเหมาะเจาะที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่ก็เกิดขึ้น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ที่มี 25 อำเภอ มี 4 อำเภอ ที่ติดกับชายแดน และได้รับผลกระทบมากที่สุด เป็นอำเภอที่ถนนไม่มีไหล่ทาง ยังเป็นทางเกวียนเก่าอยู่เลย ซึ่งที่ผ่านมาสส. 2 คน ก็ได้ประสานงบประมาณไปลงแล้ว
มีอีกหลายสิ่งที่อยากทำต่อ เราขอพิสูจน์ด้วยงานที่ออกมา ไม่ได้พิสูจน์ด้วยวาทกรรมที่เราออกไปหาเสียง ยังอยากจะพัฒนาอุบลต่อ รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ด้วย เช่นสุราษฎ์ธานีที่ความคิดหรืออุดมการณ์ตรงกัน เป็นพลังสุราษฎ์-พลังอุบลรวมกันเป็นไทรวมพลัง และยังมีพลังอื่นจากจังหวัดอื่นที่จะเข้ามาในอนาคต ก็อยากที่จะขอโอกาสให้เติบโตต่อไปครับ
The People: ย้อนกลับไปสมัยที่ต้องลงพื้นที่กับคุณแม่ มีความสงสัยในสิ่งไหนที่ชาวบ้านต้องเจอบ้างไหม
มีครับ เช่น เรื่องของปัญหายาเสพติด แก๊งอันธพาล คนที่เป็นแก๊งอันธพาลก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ใช้ปืนยิงขู่คนอื่น มีอิทธิพลมาก ใครจะเข้าไปยุ่งในเขตนั้นไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นปมว่าผมอยากทำการเมืองนะ ลูกหลานเป็นเอเย่นต์ขายยาเสพติด ตัวเองเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เลี้ยงซุ่มมือปืนไว้ และไปรังแกคนอื่น นี่คือสิ่งที่ผมก็เจอมากับตัวเอง แล้วผมก็มองว่ามันควรจะหมดไปได้แล้ว
คุณแม่ผมก็เจอ ตอนที่คุณแม่ได้รับโหวตเป็นประธาน แต่คนของเขาไม่ได้รับโหวต เขาก็เอาปืนมาวางบนโต๊ะ คุณแม่ก็มุดโต๊ะแล้วก็หนีออกจากห้องประชุมสภาของเทศบาล คุณแม่กลัวแต่ว่าคุณแม่ก็สู้ อยู่จนครบสมัยกับความไม่ถูกต้อง แต่ก็สู้ไม่ไหว เพราะว่าคนเดียวสู้กับสีเทา สีดำ สู้ยากนะครับ ช่วงนั้นผมอยู่ม.4 ม.5 ก็หนีลูกปืนมาแล้ว ผมเข้าใจดีกับการเมืองแบบไทย ๆ ที่เรียกว่าดำเลย
The People: หลังจากลงพื้นที่ด้วยตัวเองในฐานะนักการเมืองเต็มตัวแล้ว เห็นอะไรบ้าง
เห็นถึงสิ่งที่มันไม่ถูกต้องมาตลอด 40 ปี เห็นถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่รู้สึกอยู่สองอย่าง หนึ่งคือดีใจที่ได้ผืนแผ่นดินไทยกลับมาเกือบ 60,000 ไร่ สำหรับอุบล ซังแต อำเภอกรรณธรักษ์ ตัวประสาทพระวิหาร ตัวผามออีแดง เนิน 677 แล้วก็อีกเนินยุทธศาสตร์หลาย ๆ เนิน ได้กลับคืนมาก็ดีใจ
อีกความรู้สึกหนึ่ง ก็คือความรู้สึกเสียใจที่ทำไมถึงให้เขาอยู่นานขนาดนั้น เสียใจที่ทำไมที่ผ่านมาเราทำอะไรไม่ได้ แล้วทำไมถึงไม่เอางบประมาณไปพัฒนาแนวชายแดนให้เข้มแข็งกว่านี้ เสียใจที่สุดคือการที่ทหาร 42 นาย ต้องมาสละชีวิต ทิ้งครอบครัว ทิ้งอนาคตของเขาไว้ที่นี้
The People: คิดอย่างไรกับคำว่า ‘พ่อค้าความขัดแย้ง’
เราก็ต้องมาคิดว่าปัญหาชายแดนมันเกิดขึ้นจากข้อพิพาทที่ดินจริงหรือเปล่า มันเกิดจากการเมือง เกิดจากการที่ผู้นำ 2 ประเทศผิดใจกัน หรือเกิดจากอะไรกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ว่ากระแสนี้จะหายไปแล้วหรือเกิดอะไร นั้นคือชีวิตและทรัพย์สินที่เราเสียหายไป ไม่มีวันลืมได้เลย คนชายแดนที่มีชีวิตอยู่จนถึงวันตาย คือสิ่งที่เราต้องเข้าไปดูและเยียวยา
The People: ปัญหาความขัดแย้งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ มีความคิดเห็นต่างกัน บทบาทของพรรคเล็กในยุคที่การเมืองถูกแบ่งขั้วเช่นนี้เป็นอย่างไรบ้าง
พรรคเล็กอาจจะเสียเปรียบ เพราะว่าทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทุนมนุษย์ เราน้อยกว่าอยู่แล้ว พรรคใหญ่เวลาเขามาปราศัย คนเป็นหมื่น เราไม่สามารถที่จะจัดปราศัยแล้วเรียกคนมาได้ขนาดนั้น เราก็ต้องอาศัยการปราศัยย่อยไปตามบ้าน เปิดเหมือนรถฟู้ดทรักในการที่จะเข้าไปถึงหน้าบ้านแล้วเรียกให้คนมาหาสัก 20-30 คน แล้วก็ปราศัยนโยบายสัก 15 นาที ต้องทำแบบกองทัพมดและดาวกระจาย
เราก็ต้องสู้ เพราะเกิดจากวาทกรรมที่เขาสาดโคลนมาใส่เราว่าพรรคเล็กจะทำอะไรได้ แต่เราก็ไม่ตอบโต้กลับ เพราะเราอยากเห็นการเมืองแบบใหม่ เราจะไม่ไปโต้แย้ง เราจะให้พี่น้องประชาชนเห็นเองและตัดสิน ถ้าพี่น้องเชื่อพรรคใหญ่ ก็อาจจะไม่เลือกเรา
แต่ก็ต้องขอบคุณพี่น้องนะครับ ที่ยังให้โอกาสพรรคเล็ก ที่แบ่งคะแนนมาให้เรา ถึงจะไม่ได้เยอะเหมือนพรรคใหญ่ ๆ เขา แต่ว่าก็ทำให้เรายังมีที่ยืนอยู่ตรงนี้
The People: หลังจากที่ได้พูดคุยกับชาวบ้าน มีสิ่งที่ชาวบ้านพูดเป็นประจำไหมว่าอยากให้แก้ไข และเคยมีชาวบ้านเข้ามาขอบคุณบ้างไหม
ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องพืชผลทางการเกษตร ชาวบ้านเขาอยากให้มันเป็นราคาอย่างนี้ตลอด แล้วก็มีเข้ามาขอบคุณเรื่องของการเงิน ไปตามเงินเยียวยาให้ และมีเรื่องของชายแดนที่เข้าไปช่วยทหารตลอด ไปเดินเคียงข้างอยู่กับแม่ทัพ อดีตรองแม่ทัพ โดยที่ไม่กลัว BRN ไม่กลัวทุ่นระเบิด อยู่กับเขาตลอด ขนาดเขาย้ายออกไปศูนย์อพยพ เราก็ยังอยู่ เขาก็ขอบคุณเรา
The People: ที่บ้านเป็นห่วงไหม เวลาที่ต้องลงพื้นที่
เป็นห่วง เขาบอกว่าหัวหน้ายังอายุน้อยอยู่เลย ถ้าไปแล้วไม่มีหัวหน้าพรรคจะทำยังไง แต่ผมก็บอกว่าเกิดครั้งเดียวก็ตายครั้งเดียว ไม่เป็นไรหรอก ช่างมัน แต่ถ้าทหารเป็นอะไรไป เขาไม่ได้อยู่บ้านเรา เขาไม่รู้เรื่อง
The People: คติการใช้ชีวิตมาจากเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียตั้งแต่ยังเด็ก จึงทำทุกอย่างให้เต็มที่ด้วยหรือเปล่า
ใช่ ทำทุกอย่างให้เต็มที่ พิสูจน์ให้เต็มที่ พิสูจน์ทั้งตัวเองแล้วก็ความจริงใจให้กับชาวบ้าน
The People: การจัดจั้งรัฐบาลที่ใกล้เข้ามานี้พรรคไทรวมพลังมีความเห็นและจุดยืนอย่างไรบ้าง
อะไรที่เป็นประโยชน์ เราไม่ขัดแย้ง แต่การตั้งรัฐบาลต้องรอสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งรับรองผลให้เรียบร้อยก่อน และก็ต้องให้โอกาสพรรคอันดับหนึ่งในการไปเชิญแต่ละพรรคการเมือง ในการที่จะเชิญ เราจะต้องเป็นเจ้าสาวที่รู้จักธรรมเนียม ไม่ใช่วิ่งไปหาผู้ชายเขาก่อน โดยที่เขายังไม่มาขอ สำคัญมากกว่าเจ้าบ่าวมาขอแล้ว ก็ต้องถามญาติผู้ใหญ่ ก็คือประชาชนในพื้นที่ว่าเขาเห็นด้วยให้เราร่วมไหม
แต่ผมเชื่อแน่ว่าปัญหาที่สะท้อนออกมาจากในพื้นที่คือปัญหาชายแดน ถ้าอะไรที่แก้ปัญหาเรื่องชายแดน เรื่องรายได้ไม่พอรายจ่าย เรื่องหนี้สิน และเรื่องครัวเรือนแล้ว พรรคเล็ก ๆ อย่างเรา ถ้าทำประโยชน์ให้ได้ เราก็ยินดีครับ จะถือว่าเป็นการให้เเกียรติกันด้วยซ้ำ เพราะเราเป็นพรรคเล็ก
The People: ถ้าได้เข้าสภาแล้ว อยากแก้ปัญหาอะไรก่อนเป็นอย่างแรก
เรื่องปากท้อง เรื่องเกษตร เรื่องชายแดน สามสิ่งนี้ต้องรีบทำก่อน
The People: คุณคิดว่าประชาธิปไตยที่ประเทศไทยควรจะเป็น เป็นแบบไหน และต้องทำอย่างไรถึงจะได้สิ่งนั้นมา
ต้องไม่เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่เป็นวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิม ผมมองว่าการที่มีพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชนเข้ามาเป็นเรื่องที่ดี เพราะนั้นหมายความว่าเป็นการเมืองใหม่เริ่มมีวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว แต่การเมืองแบบไทย คุณต้องเรียนรู้วัฒนธรรมด้วยว่ามีคนทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ต้องประสานให้ได้ระหว่างสองรุ่น ต้องพอดี ต้องตรงกลาง ไม่สุดขั้วจนเกินไป แล้วก็ไม่ล้าหลังจนเกินไป
เราต้องบาลานซ์สองกลุ่มให้ได้ ต้องให้เกียรติทุกคนนั่นคือสิ่งที่สำคัญ กาลเทศะเป็นสิ่งที่นักการเมืองไทยต้องเข้าใจบริบทโหวตเตอร์ของตัวเอง จึงจะบาลานซ์ได้ มันไม่มีสิ่งไหนที่จะได้หมดทุกอย่าง ประเทศไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง มีกลุ่มที่ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยแต่เขาก็ยังเลือกกันมา
เราต้องเคารพความเห็นดีและความเห็นต่าง ข้อดีและข้อด้อยของตัวเองและคนอื่น นั้นแหละจะเป็นคำตอบที่เราจะสร้างประชาธิปไตยได้ดีในอนาคต อย่าไปว่ากัน อย่าไปติติงให้กัน ต้องหาทางออกร่วมกัน
The People: คุณดูจะมีความประณีประนอมและวางตัวเป็นกลาง พื้นฐานเป็นคนแบบนี้อยู่แล้วไหม
ผมเป็นคนที่ไม่ทะเลาะกับคน เป็นคนที่จะไม่ไปเถียงคน แต่ว่าสิ่งไหนที่ไม่ถูกต้องและไม่ใช่เรื่องจริงผมเถียงแน่ แต่ถ้าสิ่งไหนที่เป็นเรื่องจริง แล้วเราผิดจริง เรายอมรับ สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น เราจะพูดแทนเขาด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าการใช้อารมณ์ ผมเป็นคนตรงไปตรงมาแต่ก็เป็นคนที่มีเหตุผล
อย่างเช่นเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา โกรธมาก เรื่องของกระแสรักชาติ แล้วไปบอกว่าคนหนึ่งรัก คนหนึ่งไม่รัก เพราะผมเชื่อว่าคนไทยรักหมด ผมได้พูดกลับไปว่าสำหรับนักการเมือง คำว่ารักชาติให้ดูจากการกระทำ ไม่ใช่จากคำพูด
The People: คุณอยากเป็นนักการเมืองแบบไหน และอยากให้ประชาชนจดจำคุณอย่างไรบ้าง
อยากให้จดจำว่าเป็นนักการเมืองที่มาจากครอบครัวธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีจิตสาธารณะในการอยากทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ได้เป็นบ้านใหญ่ ตระกูลการเมืองที่ดังมาตั้งแต่ตอนแรก แต่ว่ามาจากครอบครัวการเมืองที่รักในการที่อยากจะทำการเมือง ไม่ได้อยากจะมาเล่นการเมือง
เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ไปกินบุญเก่าในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เราอยากจะเห็นบุญใหม่ที่เกิดขึ้นและไปต่อยอดให้กับน้องรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก ในการที่จะเห็นว่ามันมีวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่อีกหลายจังหวัดที่เขายังห่างไกล ที่เขาเกิดมาแล้ว เขาไม่ได้รวย พ่อแม่ยังลำบากอยู่
เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนรุ่นใหม่ในเมือง ให้เขาได้มีเสียงที่ดังขึ้นได้กว่าเดิม รวมถึงคนรุ่นเก่าที่เขายังพบความเหลื่อมล้ำอยู่ ไปพูดแทนเขา ทำแทนเขา อยู่เคียงข้างเขาในวันที่ลำบาก
The People: สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรกับประชาชนบ้าง ทั้งในฐานะตัวแทนจากพรรคเล็ก และผู้แทนที่ประชาชนเลือกมา
อยากจะขอบคุณที่ให้โอกาส และให้เกียรติเราในการที่ทำให้พรรคเล็ก ๆ ได้เกิดขึ้น วันนี้ผมดีใจที่เราได้เห็นว่าพรรคเล็กก็สามารถมีที่ยืนได้ พรรคผมจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผมเอง ตัวผมเองสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ก็คือพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเราทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนได้ และพรรคผมจะใหญ่เองจากเสียงของพี่น้องประชาชน หรืออาจะเล็กลงก็ได้ จากเสียงของพี่น้องประชาชน
ขอโอกาสให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจจากการทำงานของเราที่พี่น้องประชาชนให้โอกาสมาแล้ว ถึงจะแค่ 6 เสียง แต่เราก็จะทำให้เต็มที่ตามศักยภาพ
เรื่อง : สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ (The People Junior)
ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม