อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ขอเป็นแพลตฟอร์มของประชาชน เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจใหม่และการเมืองแบบมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

แม้คาดหมายได้ว่าจะถูกตั้งคำถามในฐานะบุคคลสาธารณะ


“แต่ก็แปลกใจในความหนักของ message ที่ได้รับ” 
 

ชื่อของ ‘มาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤกษ์’ อดีตผู้บริหาร LINE MAN Wongnai ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง หลังจากพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวเขาในฐานะผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะจากกลุ่มไรเดอร์

อิสริยะ ระบุว่า จะนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถที่มี ไปช่วยออกแบบระบบในการจัดสรรประโยชน์ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ platform ให้ลงตัว พร้อมยกระดับสวัสดิการแรงงานนอกระบบ (ซึ่งรวมถึงเหล่าไรเดอร์) ให้มีมาตรฐานกลาง เพื่อเป็น safety net ในยามเจ็บป่วย แก่ชรา หรือมีปัญหาในชีวิต 

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

อีกนโยบายที่เขาหวังจะผลักดัน คือการปฏิรูประบบราชการไทย ให้กลายเป็น ‘รัฐแพลตฟอร์ม’ ที่ไปไกลมากกว่ารัฐบาลดิจิทัล

The People ชวนอ่านบทสัมภาษณ์อดีตผู้บริหารเอกชนที่ก้าวมาทำงานการเมืองรายนี้ แม้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องแลก เพราะคิดว่าการทำให้ประเทศดีขึ้นในบางเรื่อง “อยากได้ต้องทำเอง” โดยเขาและคนในพรรคประชาชน พร้อมอาสาเป็น ‘ตัวกลาง’ แบกรับความหวังเข้าไปแก้ไขปัญหา เพราะเชื่อเสมอว่า ประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้

[ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 มกราคม ปี 2569 ] 
 

The People : ปกติเวลาสื่อพูดถึงคุณอิสริยะ มักจะพูดถึงเฉพาะตำแหน่งสุดท้ายที่ LINE MAN Wongnai  แล้วก่อนหน้านี้เคยทำอะไรมาบ้าง

อิสริยะ : ผมจบวิศวะคอมพิวเตอร์ที่ ม.เกษตรศาสตร์ ก็คือมาทางสายงานไอทีโดยตรง สมัยที่เรียนอยู่ปี 4 ได้เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ข่าวไอทีชื่อว่า Blognone เป็นเว็บข่าวไอทีแรก ๆ ของไทย เปิดเมื่อปี 2548 ก็ 20 กว่าปีที่แล้ว ก็มาพร้อมกับกระแสนิวมีเดียที่เริ่มก่อตัวขึ้นในยุคนั้น ภายหลังเนี่ยก็ได้มาตั้งอีกเว็บไซต์ ชื่อว่า Brand Inside ที่เป็นข่าวธุรกิจนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ จบสายวิศวะคอมพิวเตอร์แต่ผันตัวมาทำอาชีพสื่อออนไลน์อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะได้เข้ามาอยู่ในเครือของ Wongnai แล้วก็ภายหลังก็รวมตัวกับ LINE MAN

The People : ได้ยินว่า คุณอิสริยะช่วยงาน ปชน. เบื้องหลังมาระยะหนึ่งแล้ว อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจออกมาสู่เบื้องหน้า

อิสริยะ : น่าจะคล้าย ๆ กับทีมบริหารหรือผู้สมัคร สส. หลายคนของพรรคนะครับ ที่มองว่าประเทศไทยในสถานะที่เป็นอยู่เนี่ย มันไม่ไหวแล้ว มันมีปัญหาเต็มไปหมด แล้วในฐานะที่เราเป็นสื่อมาด้วยนะครับ ก่อนหน้านี้เนี่ย เราก็ใช้ความเป็นสื่อ ในการเขียน ในการพูด ในการผลักดันวาระต่าง ๆ ที่เราคิดว่า มันเป็นการแก้ปัญหากับประเทศ แต่ทำมานานมาก ก็ไม่เห็นว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงเท่าไร ดังนั้นเนี่ย สุดท้ายก็ “อยากได้ต้องทำเอง” ก็เลยคิดว่า เมื่อเราพร้อม ทำงานสะสมประสบการณ์มาในระดับหนึ่ง ในจังหวะที่ดีด้วย ก็คือเป็นการเลือกตั้ง สส. ที่ทางพรรคใช้คำว่า  “เลือกตั้งเลือกอนาคต” คือเป็นการเลือกตั้งที่เป็นการตัดสินอนาคตของประเทศไทย จึงตัดสินใจที่จะมาอยู่เบื้องหน้าเต็มตัว

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

The People : มีอะไรที่เรารู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ต้องแลก กับการออกมาสู่ฉากหน้าทางการเมือง

อิสริยะ : การทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนนะครับ มีรายได้ มีค่าตอบแทนที่ดี เราก็ต้องทิ้งตรงนี้ไป ในอีกด้าน พอมาเป็นบุคคลสาธารณะ ก็ย่อมจำเป็นต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่าง ๆ อันนี้ก็จะต่างจากการที่มีชีวิตเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ที่อาจจะไม่ได้มีคนสนใจมากนักว่า เราทำอะไร เรากินอะไร เราพูดอะไร แต่พอเป็นบุคคลสาธารณะแล้วปุ๊บเนี่ย คุณจะพูดหรือคุณจะทำอะไรใด ๆ ก็ตาม ทุกคนก็จะจับจ้อง

The People : ตอนพรรคประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ชื่อของคุณอิสริยะ แทบจะเป็นไม่กี่ชื่อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง รู้สึกแปลกใจไหม

อิสริยะ : จริง ๆ ผมทำงานกับไรเดอร์มานานหลายปี เพราะว่าตำแหน่งที่ LINE MAN Wongnai เป็น Public Affair ก็คือกิจการภายนอก ดังนั้นเวลาทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ร่วมกับไรเดอร์ หรือแม้แต่ฝั่งร้านค้าเอง ผมก็น่าจะเป็นบุคคลแรก ๆ ที่จะต้องออกไปพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ นะครับ ในชีวิตก็รู้จักไรเดอร์เยอะมาก ซึ่งไรเดอร์เองก็มีหลายกลุ่ม เราก็มีความคุ้นเคยกับไรเดอร์ดีครับ

The People : แปลกใจมั้ยที่โดนเยอะขนาดนี้
อิสริยะ :
ก็แปลกใจในความความหนักของข้อความอยู่บ้าง 

แต่ผมคิดว่า โดยส่วนตัว เราก็มีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ความคิดของเรามันไม่ได้แตกต่างอะไรกับแนวนโยบายของพรรค แล้วก็คิดว่า เราสามารถใช้ประสบการณ์ ความรู้ความเชี่ยวชาญที่มี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ทำงานในบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่โดยตรง มาใช้ในการออกแบบนโยบาย เพราะหลายครั้งในอดีต เวลามีหน่วยงานภาครัฐเรียกบริษัทแพลตฟอร์มไปคุย จะออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในฐานะที่เราอยู่ฝั่งแพลตฟอร์มก็จะทราบดีว่า การทำงานของแพลตฟอร์มมันมีความซับซ้อนสูงมาก ถ้าเกิดภาครัฐขาดความรู้ความเข้าใจ แล้วออกแบบกฎโดยไม่ปรึกษากันให้รอบคอบ มันอาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด 

The People : คุณอิสริยะตีโจทย์ความต้องการของกลุ่มไรเดอร์อย่างไร และมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไรบ้าง

อิสริยะ : เรื่องแพลตฟอร์มต้องขอเท้าความนะครับว่า หน้าที่ของแพลตฟอร์มคือ ‘ตลาด’ คือเอาผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน หรืออย่างแพลตฟอร์มที่เป็นเดลิเวอรี่อาจจะมีคนที่ 3 คือผู้ขนส่ง เอามาเจอกัน แล้วให้เกิดธุรกรรมระหว่างกัน ก่อนหน้านี้ ในยุคที่เป็นโลกกายภาพ เราก็มีตลาดที่เอาผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน แล้วซื้อขายของกัน แต่ตลาดเช่นนั้นก็มีข้อจำกัดในเชิงพื้นที่อยู่ เพราะเราก็คงซื้อของจากตลาดใกล้บ้านเป็นหลัก แต่พอเป็นโลกดิจิทัล แพลตฟอร์มไม่ได้มีข้อจำกัดทางกายภาพ แปลว่าแพลตฟอร์มเดียวสามารถให้บริการกับลูกค้า ไม่ได้แค่ในเมืองพื้นที่เดียว แต่มันข้ามประเทศ อิทธิพลของแพลตฟอร์มต่อชีวิตประจำวันมันก็เลยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเทรนด์นี้มันเกิดขึ้นทั่วโลก มันไม่ได้เป็นแค่ที่ประเทศไทย

ผมคิดว่า ถ้าเรามองในภาพใหญ่ แพลตฟอร์มก็จะต้องทำตัวเป็น ‘คนกลาง’ แล้วจัดสรรผลประโยชน์ของทุกฝ่ายให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ขนส่ง รวมถึงตัวแพลตฟอร์มเองด้วย เพราะว่าแพลตฟอร์มก็เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาผลกำไร ถ้าแพลตฟอร์มอยู่ไม่ได้ หรือตลาดพัง ทุกคนตายหมด ดังนั้น คำถามในเชิงการออกแบบนโยบายรัฐก็คือ เราจะออกแบบจัดสรรผลประโยชน์ของทุกคนได้อย่างไร ซึ่งมันสามารถทำได้หลายอย่าง

อย่างกรณีฝั่งร้านค้า ก็มีเรื่องกฎหมายแข่งขันการค้า ซึ่งแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานกำกับดูแลการค้าให้เป็นธรรม อย่างเงื่อนไขการขึ้นราคา การทุ่มตลาด การบังคับใช้ความเป็น exclusive บางอย่าง เช่น ถ้าจะขายบนแพลตฟอร์มเราห้ามไปขายแพลตฟอร์มอื่น ผมคิดว่าในฝั่งผู้ประกอบการ สามารถใช้กฎหมายชุดนี้มาแก้ปัญหานี้ได้ 

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในฝั่งของแรงงาน ของบ้านเราจะต่างจากประเทศตะวันตก เพราะไทยมี ‘แรงงานนอกระบบ’ อยู่เยอะ ตัวเลขจากกรมแรงงานประมาณไว้ 20 ล้านคน หรือแรงงานครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่นอกระบบ พอรูปแบบการจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มมีเยอะ ไม่ใช่แค่ไรเดอร์ ยังรวมถึงแม่บ้าน ฟรีแลนซ์ทำคอนเทนต์หรือกราฟิก ช่างประปา ช่างแอร์ ฯลฯ ซึ่งสมัยก่อนจะเจอประกาศตามเสาไฟฟ้า แต่ปัจจุบันมาอยู่บนแพลตฟอร์มแทน คำถามสำคัญคือเราจะออกแบบระบบสวัสดิการอย่างไรให้เหมาะกับโลกยุคใหม่ เพราะกฎหมายแรงงานของเราก็ค่อนข้างเก่า มีแรงงานแค่ 2 แบบ คือ ฟูลไทม์กับฟรีแลนซ์ แต่การจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มมันเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลาง เป็นวิธีการจ้างงานแบบใหม่ ที่ไม่ได้บังคับว่าคุณต้องเข้างานกี่โมงหรือเลิกงานกี่โมง แต่ทุกคนก็ไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ 100% เพราะต้องผ่านตัวกลาง สิ่งที่ต้องคิดคือเราจะออกแบบกระบวนการกำกับดูแลแรงงานแบบใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้อย่างไร อันนี้ก็มีรายละเอียดที่จะต้องคิด แต่โดยหลักคิดกว้าง ๆ ก็คือแรงงานแบบใหม่คงต้องมีกฎในการกำกับดูแลชุดใหม่

The People : จากที่ฟังข้อเรียกร้องเหล่าไรเดอร์ มักจะเน้นเรื่องสถานะการจ้างงาน การคุ้มครองเรื่องค่ารอบ ไปจนถึงสวัสดิการต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาลเวลาเกิดอุบัติเหตุ เราจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไรบ้าง
อิสริยะ :
เรื่องของสวัสดิการ เรามีประกันสังคมอยู่แล้ว เพียงแต่กฎหมายประกันสังคมก็ค่อนข้างเก่า มีความแข็งตัว ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแรงงานแบบใหม่ ที่มีความยืดหยุ่น-คล่องตัวสูง อาจต้องมาคิดกันว่า เราจะปรับสวัสดิการนี้อย่างไรให้มันครอบคลุมคนที่อยู่นอกระบบมากขึ้น เพื่อที่คนเหล่านี้จะได้มี safety net มีหลังพิงเวลาป่วย แก่ชรา หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิต

The People : เสียงวิจารณ์ที่ผ่านมาก็จะมองว่า คุณอิสริยะ ดูเข้าข้างแพลตฟอร์มมากกว่าไรเดอร์ อันนี้จริงเท็จแค่ไหน
อิสริยะ :
ผมทำงานกับไรเดอร์มาตลอด ไรเดอร์เองก็มีหลากหลายกลุ่ม เฉพาะที่ LINE MAN Wongnai ที่เดียวก็มีไรเดอร์อยู่ราว 1 แสนคน ทั่วประเทศ ความคิดเห็นจึงแตกต่างหลากหลายกันไป มีทั้งไรเดอร์ที่อยากให้จ้างงานฟูลไทม์แบบในระบบทุกประการ กับไรเดอร์ที่บอกว่ามาทำอาชีพนี้เพราะอยากได้อิสระ ขอแค่ฉันมีสวัสดิการอย่างอื่น 

ซึ่งเราก็ทราบถึงความต้องการที่แตกต่างหลากหลายนี้ ในมุมของแพลตฟอร์มก็พยายามจะหาพื้นที่ตรงกลางที่เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งตอนที่อยู่บริษัท ผมได้พยายามปรับปรุงเรื่องนี้หลายอย่าง เช่น ทำประกันอุบัติเหตุให้กับไรเดอร์ทุกคน ที่หากมองในมุมของรัฐ ถ้าได้ไปทำนโยบาย เราก็คาดหวังว่า สวัสดิการพวกนี้มันไม่ควรจะเป็นเรื่องที่แต่ละบริษัทเลือกจะทำหรือไม่ทำ แต่ควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่วนจะทำด้วยวิธีไหน เช่น แต่ละบริษัทแยกกันซื้อประกัน หรือให้เอาเงินมารวมกันแล้วรัฐซื้อให้ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องมาถกเถียงลงรายละเอียดกันต่อไป

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

The People : ขออนุญาตวกกลับไปถามเรื่องการเมือง คุณอิสริยะมาลงเลือกตั้งครั้งแรก ก็ได้เป็นถึงผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของ ปชน. ที่ถือว่าสูงมาก แปลกใจไหมว่าทำไมลำดับเราสูงขนาดนี้ กลัวไหมว่าจะถูกมองว่าข้ามหัวคนในพรรคที่อยู่มาก่อน

อิสริยะ : ก็ตกใจนิดหน่อยว่า ทำไมลำดับถึงสูงขนาดนี้ เพียงแต่แกนนำและผู้บริหาร ปชน. ได้อธิบายว่า อยากชูว่า พรรคเปิดกว้างรับคนใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ ในทางหนึ่งก็อยากเสนอให้เห็นว่า พรรคพยายามจะสรรหามืออาชีพในด้านต่าง ๆ เข้ามาทำงาน เหมือนซีรีส์ The Professionals ที่เป็นการดึงทีมนักบริหารเข้ามา แต่ของผมอาจจะอยู่ในเซตก่อนหน้า คือเป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหนึ่ง ก็ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปชน. พร้อมเปิดรับคนนอกที่มีความรู้-ความเชี่ยวชาญในด้านที่ตัวเองทำ

ส่วนจะถูกมองว่าข้ามหัวคนไหม ก็สุดแล้วแต่นโยบายของคณะกรรมการบริหารพรรค เพราะการสมัคร สส. บัญชีรายชื่อ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดการจัดลำดับ แต่ส่วนตัวต่อให้อยู่ลำดับท้ายมาก ๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเรามาอยู่จุดนี้เพื่อทำงาน จะอยู่ในรูปแบบไหน บทบาทไหน ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ประเด็น ที่เราตัดสินใจลาออกจากงานเดิมมาตรงนี้ สิ่งที่เราต้องการทำ คือเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

The People : มีเสียงวิจารณ์ว่า ท้ายที่สุด ปชน. ก็ต้องหันมาพึ่งเทคโนแครต

อิสริยะ : ผมคิดว่าเรื่องเทคโนแครต เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนก็มีการใช้รัฐมนตรีคนนอกอยู่เรื่อย ๆ อย่างสมัยคุณทักษิณ (ชินวัตร) เข้ามาใหม่ ๆ ก็มาในฐานะรัฐมนตรีคนนอก ถัดมาหน่อย คุณสมคิด (จาตุศรีพิทักษ์) ก็มาในฐานะเทคโนแครต รัฐบาลไทยในแต่ละยุคสมัยก็มีการใช้เทคโนแครต ผมจึงไม่แน่ใจว่า เรามองคำนี้ในเชิงลบไปหรือเปล่า เพราะเทคโนแครตน่าจะหมายถึงคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่ตัวเองประกอบอาชีพมา จึงเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ในสายงานนั้นอย่างลึกซึ้ง เพื่อจะได้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

สมัยก่อนคำว่าเทคโนแครตอาจจะหมายถึงข้าราชการเพียงอย่างเดียว แต่ทีมบริหารของ ปชน. ที่เราเสนอ มีข้าราชการอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการด้านนั้น ๆ โดยตรง โจทย์หลักก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจที่ตรงศาสตร์ของมันจริง ๆ

The People : จากลำดับที่น่าจะการันตีได้เป็น สส. สิ่งที่คุณอิสริยะอยากจะเข้าไปทำเป็นเรื่องแรก ๆ คืออะไร

อิสริยะ : นโยบายของ ปชน. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีเยอะมาก ประมาณ 200 นโยบาย แต่สิ่งที่อยากชูเป็นเรื่องวิธีการทำงานที่เราอยากเข้าไปแก้ไขระบบราชการ ที่พรรคใช้คำว่า ‘รัฐแพลตฟอร์ม’

อย่างที่ทุกคนทราบว่า ระบบราชการไทยมีปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ ธรรมเนียมปฏิบัติต่าง ๆ ทำให้มันไม่มีประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้เราพยายามจะเปลี่ยนบริการภาครัฐให้เป็นบริการดิจิทัล ซึ่งบางหน่วยงานก็เปลี่ยนได้ค่อนข้างดี เช่น การทำพาสปอร์ตที่ถูกหยิบมาชูโรงว่าสามารถทำให้มันสะดวกขึ้นได้ แต่ในหลาย ๆ อย่างก็ยังช้าอยู่ และในแต่ละยุคสมัยก็จะเป็นดิจิทัลแตกต่างกันออกไป ยุคหนึ่งทำเว็บ ยุคหนึ่งทำแอพฯ โดยไม่ได้เข้าใจจริง ๆ ว่าจะทำไปเพื่ออะไร เลยกลายเป็นสภาวะที่คนเรียกว่า ‘อายุน้อยร้อยแอพฯ’ คือมีแอพฯ ภาครัฐเยอะแยะเต็มไปหมด แต่พอโหลดมาจริง ๆ จะพบว่า หลายแอพฯ ใช้ไม่ได้แล้ว บางแอพฯ ก็พัง ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาวิธีคิดของรัฐที่มองว่า การทำแอพฯ แค่จัดซื้อจัดจ้างเอกชนมาทำ พอส่งมอบงานก็จบ ไม่ต้องดูแลรักษา

เนื่องจากเรามาจากแพลตฟอร์มที่เป็นดิจิทัล จะรู้ว่าเซอร์วิสที่เป็นออนไลน์มันต้องดูแลรักษาอยู่ตลอดถึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คนใช้มากน้อยก็ต้องปรับตัวตลอด การเปลี่ยนจากรัฐบาลแบบเดิมมาเป็นรัฐบาลดิจิทัลจึงอาจจะไม่เพียงพอแล้ว สิ่งที่เราจะทำคือเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐ แทนที่จะมองเรื่องการให้บริการประชาชน ให้ไปทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม ทำเฉพาะบางอย่างที่มีเฉพาะรัฐเท่านั้นที่ทำได้ เช่น รัฐเป็นเจ้าของรหัสประจำตัวประชาชน ระบบที่ใช้ยืนยันตัวตน หรือกำหนดกติกาการจ่ายเงิน หากรัฐวางโครงสร้างพื้นฐานพวกนี้ไว้ แล้วดึงเอกชนและประชาชนมาร่วมกันบนแพลตฟอร์ม มันจะเป็นตัวพลิกเกมให้บริการภาครัฐดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด 

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

อันนี้คือหลัก ๆ ที่เราอยากจะทำ ซึ่งหากดูนโยบายอื่นของพรรคจะอยู่บนแนวคิดนี้ด้วยกันทั้งนั้น คือรัฐทำตัวใกล้เคียงกับเจ้าของแพลตฟอร์ม ถามว่าสิ่งที่คนชอบจากแพลตฟอร์มคืออะไร ก็คือคูปองเยอะ แนวคิดของเราก็คือ จะให้คูปองประชาชนไปทำอะไรก็ได้ในปัญหาต่าง ๆ เช่น ถ้าขาดทักษะ ก็ให้คูปองไปเรียน ทั้งกับหน่วยงานรัฐหรือกับเอกชนที่ทำคอร์ส คุณอยากเรียน AI ก็มีคูปองให้คุณเรียน ประชาชนได้พัฒนาทักษะ เอกชนได้ลูกค้า รัฐได้ทุกอย่างที่ดีขึ้นในภาพรวม สรุปคือทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน นี่เป็นที่มาของแนวคิดรัฐแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของเรา

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

The People : หาก ปชน. ได้เป็นรัฐบาล มีกระทรวงไหนที่อยากเข้าไปบริหารเพื่อผลักดันนโยบายรัฐแพลตฟอร์ม

อิสริยะ : ทุกวันนี้ ดิจิทัลมันแทรกซึมไปทุกอณูของชีวิต จะไปที่กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ ทุกอย่างต้องใช้ดิจิทัลทั้งหมด เลยคิดว่าก็แล้วแต่สถานการณ์การเมืองว่า เราจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ จะเป็นรัฐบาลผสมกับใคร แต่สิ่งที่คิดว่าอย่างไรก็ต้องทำคือการปฏิรูปรัฐโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา

The People : คุณภาวุธ (พงษ์วิทยภานุ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ปชน. อีกคนที่มาจากภาคเทคโนโลยี เป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทยยุคเริ่มต้น และก่อตั้งเว็บไซต์ TARAD.com) ให้คะแนนกระทรวงดิจิทัลฯ 3 เต็มสิบ คุณอิสริยะให้เท่าไร

อิสริยะ : ก็ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่ารัฐบาลดิจิทัลของรัฐจริง ๆ ควรทำแค่ 2 เรื่อง หนึ่ง ใช้ปราบปรามคนไม่ดีในทางดิจิทัล พวกสแกมเมอร์ เว็บพนัน การขายสินค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม ฯลฯ และสอง ทำให้เอกชน ไม่ว่าจะธุรกิจหรือประชาชน ใช้เครื่องมือดิจิทัลในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น พูดง่าย ๆ คืองานปราบปรามกับส่งเสริม รัฐไทยควรทำนี้พอ แต่ที่ผ่านมา เราจะเห็นกระทรวงดิจิทัลฯ ไปทำอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่เกี่ยวกับ 2 ภารกิจเยอะแยะมากมาย ในขณะที่งานหลักยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

The People : หลังเข้าสู่สนามการเมือง วางเส้นทางอาชีพของตัวเองไว้อย่างไร

อิสริยะ : ก็ทำงานเต็มที่ มันก็เป็นการเสี่ยง เพราะไม่มีอะไรที่มันชัวร์ 100% ถ้าพรรคสามารถชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็อาจจะไปเป็นทีมบริหารของประเทศ ไม่ว่าจะบทบาทใดก็ตาม รัฐมนตรี ที่ปรึกษา คณะทำงาน ผมไม่มีปัญหา ได้ทั้งหมด แต่ถ้าจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ มีโอกาสได้เข้าไปเป็น สส. ก็จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ ผมคิดว่าเป้าหมายของเรา ไม่ได้มาตรงนี้เพื่อตำแหน่ง แต่เข้ามาเพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งมันก็เป็นไปตามบริบททางการเมือง ส่วนเจตจำนงยังเหมือนเดิม

The People : สมมุติไม่สำเร็จในทางการเมือง มีโอกาสกลับไปทำงานในภาคเอกชนหรือสื่ออีกไหม

อิสริยะ : ก็เป็นเรื่องที่คิดกัน แต่ยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดนั้น เพราะที่ผ่านมาก็ทำงานในบริษัทเอกชนมาพอสมควร ก็ผ่านมาหลายบทบาท บริษัทตัวเองก็ทำ เป็น SME ตัวเล็ก ๆ มีพนักงาน 1-2 คน โดนซื้อกิจการ ได้อยู่ในขั้นตอนการควบรวมบริษัท ระดมทุนครั้งใหญ่ ได้เป็นยูนิคอร์น ก็ผ่านมาหมดแล้ว ดังนั้นหากให้กลับไปทำงานภาคเอกชนอีกก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร จะเป็นบทบาทไหนก็เป็นเรื่องของอนาคต

ส่วนบทบาทสื่อ ก็ไม่เคยตั้งใจจะเป็นสื่อแต่แรก เรียกว่าชีวิตพลิกผันให้มาทำสื่อในจังหวะที่เหมาะสม ไม่เคยเรียนด้านวารสารนิเทศศาสตร์มาเลยเพราะจบวิศวะมา หัดทำคอนเทนต์ด้วยตัวเองล้วน ๆ ถ้ากลับไปทำสื่อก็เป็นอาชีพที่เราชอบและสนุกกับมัน แต่อย่างที่บอกว่า ทำมา 20 กว่าปี ความเปลี่ยนแปลงมันก็น้อยกว่าที่เราคิดไว้ เลยเป็นเหตุผลที่เข้ามาทำการเมือง เพราะอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

The People : ปชน. พยายามแคมเปญให้การเลือกตั้ง สส. ปี 2569 เป็น ‘การเลือกตั้งแห่งความหวัง’ แต่สังคมก็ดูจะไม่ค่อยตอบรับกับแคมเปญนี้หรือเปล่า คุณอิสริยะจะสร้างความหวังอย่างไรให้กับผู้ลงคะแนน

อิสริยะ : การเลือกตั้ง สส. ปี 2569 มีบทบาทที่แตกต่างจากการเลือกตั้ง ปี 2566 เยอะมาก แม้จะผ่านไปแค่ 2 ปีเศษเท่านั้น เหตุผลสำคัญเพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ประเทศไทยก็มีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น ที่สะท้อนให้เห็นโครงสร้างของประเทศที่มีปัญหาเยอะกว่าเดิม อย่างปี 2568 ก็เป็นครั้งแรกที่มีการคอร์รัปชั่นในการก่อสร้างอาคารกระทั่งตึกถล่ม ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ผมก็คิดว่า ชีวิตของคนไทยมีความลำบากขึ้นกว่าเดิมมาก คือเป็นคนไทยมันอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จึงไม่น่าแปลกใจที่ความรู้สึกต่อการเลือกตั้ง สส. ในปี 2569 มันจะต่างออกไป เพราะความหวังในชีวิตมันน้อยลงมา แต่ผมว่าสุดท้ายแล้ว ก็ต้องบอกกับประชาชนว่า อย่างไรเสียมันหมดหวังไม่ได้ เพราะยิ่งเราสิ้นหวัง มันก็จะยิ่งแย่ เป็นลูปนรกที่ตกต่ำลงเรื่อย ๆ วิธีเดียวในการที่จะเดินหน้าต่อไปได้ คือต้องลุกขึ้นมาสู้ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ความหวังแม้จะน้อยนิดก็อย่าสิ้นหวัง ต้องสู้กันต่อไป

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ : ขอเป็น Platform ของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในฐานะที่เข้ามาทำงานตรงนี้ ก็อยากจะเป็นตัวกลางในการแบกรับความหวังของผู้คนเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาของประเทศให้ได้ เพื่อให้ทุกคนกลับมาภูมิใจในประเทศไทยอีกครั้ง ภูมิใจว่าครั้งหนึ่งเราเคยดีกว่านี้ได้ ไทยจะกลับมาเป็นประเทศที่แข่งขันในตลาดโลกได้ ไปแข่งอะไรก็ชนะ ไม่ใช่แพ้อยู่ร่ำไป ก็หวังว่าเราจะทำตรงนี้ให้เต็มที่