19 เม.ย. 2569 | 18:00 น.

ถ้าเปรียบดนตรีแจ๊สเป็นรสชาติอาหาร มันคงไม่ใช่อาหารจานที่ให้เพียงรสเดียว ‘ธีรพจน์ ผลิตากุล’ หรือ ‘อาจารย์บั๊ม’ นักเปียโนแจ๊สและอาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเปรียบไว้ว่า
“ถ้าเทียบเป็นรสของอาหาร ผมคิดว่ามีความเผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม ครบทุกรสชาติ เวลาเพลงแจ๊สมันส์ คุณจะรู้สึกถึงความเผ็ดจัดจ้าน แต่เวลาเพลงช้า คุณจะรู้สึกหวานจนหยาดเยิ้ม”
ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีที่เกิดจากการผสมผสานมาตั้งแต่ต้น เสียงประสานจากดนตรีคลาสสิกตะวันตกรวมกับจังหวะจากแอฟริกา แล้วก็เดินทางข้ามทวีป ข้ามยุคสมัย ซึมซับวัฒนธรรมใหม่ ๆ เข้ามาหล่อหลอมตลอดเวลา จนกลายเป็นดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และไม่เคยเป็นของชาติใดชาติหนึ่ง
และถ้าจะมีสักที่หนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ให้คุณได้ลิ้มรสชาติเหล่านั้นครบจบในคราวเดียว คงเป็นงาน ‘The International Jazz Celebration on Charoen Krung’ ที่ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ห้าแล้ว ณ Siwilai Sound Club บนถนนเจริญกรุง แจ๊สบาร์ขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของ ‘Central: The Original Store’ เจริญกรุง 36 พร้อมด้วยระบบเสียง OJAS ระดับ High-end และ Grand Piano รุ่นเดียวกับที่ใช้ใน Jazz Club ชั้นนำทั่วโลก งานจัดเต็ม 3 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันที่ 24–26 เมษายน 2026 รวมศิลปินแจ๊สจากหลากหลายประเทศไว้บนเวทีเดียว
คนที่อยู่เบื้องหลังการคัดสรรเสียงดนตรีให้กับงานนี้ คือ ‘อาจารย์บั๊ม’ Music Director ของ Siwilai Sound Club ผู้ทำหน้าที่ curate ไลน์อัพศิลปินจากทั่วโลกให้มาบรรจบกันบนเวทีเล็ก ๆ กลางย่านเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เขาทำหน้าที่นี้มาตลอดหลายปี ตั้งแต่การประสานงานกับนักดนตรีจากหลากหลายประเทศ การคัดเลือกและรวบรวมศิลปินที่มีคุณภาพให้มาทำงานร่วมกัน ไปจนถึงการออกแบบภาพรวมของดนตรีทั้งหมดในงาน ว่าจะนำเสนออย่างไรให้มีเอกลักษณ์และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้ชมได้
แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องของงาน อยากชวนทำความรู้จักเส้นทางของคน ๆ นี้ก่อน ว่าอะไรทำให้เด็กชายคนหนึ่งที่เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุห้าขวบ กลายมาเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างโลกของการศึกษาดนตรีแจ๊สกับโลกของการแสดงสดมาตลอดชีวิต
ธีรพจน์เริ่มคลุกคลีกับดนตรีตั้งแต่อายุราว 5-6 ขวบ เพราะคุณพ่อเป็นนักดนตรี การเรียนรู้จึงไม่ได้เริ่มต้นจากห้องเรียนหรือหนังสือเรียน แต่มาจากบ้าน จากเสียงดนตรีที่ได้ยินตั้งแต่จำความได้ การปลูกฝังแบบนั้นทำให้ดนตรีไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเขา แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งแต่ต้น
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหันมาจริงจังกับแจ๊สคือการได้ฟังผลงานของนักเปียโนตำนานอย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน (Oscar Peterson), ชิค โคเรีย (Chick Corea), อาห์หมัด จามาล (Ahmad Jamal), เรด การ์แลนด์ (Red Garland), ฟิเนียส นิวบอร์น จูเนียร์ (Phineas Newborn Jr.), จอร์จ เชียริง (George Shearing) และ จีน แฮร์ริส (Gene Harris) สิ่งที่ดึงดูดเขาไม่ใช่แค่ทักษะหรือเทคนิคของนักดนตรีเหล่านี้ แต่เป็นความรู้สึกถึง “อิสระในการแสดงออกทางดนตรีที่แตกต่างจากดนตรีป๊อปหรือดนตรีคลาสสิก” เป็นอิสระที่ดนตรีแนวอื่นให้ไม่ได้ในแบบเดียวกัน ถ้าถามว่าอัลบั้มไหนที่ฝังใจที่สุด เขาตอบไม่ลังเลว่าเป็น Night Train ของ ออสการ์ ปีเตอร์สัน และ Back at the Chicken Shack ของ จิมมี สมิธ (Jimmy Smith) ซึ่งถือเป็นเหล่าอัลบั้มที่เขายังกลับไปฟังซ้ำจนถึงทุกวันนี้
หลังจบปริญญาตรีด้านครุศาสตร์ดนตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาตัดสินใจไปเรียนต่อด้านดนตรีแจ๊สที่ Swiss Jazz School ในเมืองเบิร์น และ École de Jazz de Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่เส้นทางไปถึงจุดนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตอนนั้นเขาเพิ่งจบจุฬาฯ ใหม่ ๆ ยังไม่มีทุน ทางเลือกเดียวคือเล่นดนตรีหาเงินเอง
“ตอนนั้นจำได้ว่าพึ่งจบจุฬาใหม่ ๆ เลย กำลังเล่นดนตรีอยู่ที่ร้าน Brownsugar ต้องเก็บเงินจากการเล่นดนตรีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ที่บ้านค่อนข้างฐานะปานกลาง เลยต้องลุยไปก่อนโดยที่ไม่รู้ว่าเงินที่เก็บจะพอสำหรับศึกษาไหม แต่ตอนนั้นแค่คิดว่าได้ไปและได้เรียนก็พอใจแล้ว”
ชีวิตในยุโรปเปิดมุมมองใหม่ให้เขาอย่างชัดเจน ดนตรีแจ๊สถือกำเนิดในอเมริกา นักดนตรีแจ๊สที่สำคัญของโลกก็อยู่ที่นั่น แต่นักดนตรีแจ๊สในยุโรปมีวิธีตีความดนตรีแจ๊สที่แตกต่างออกไป ซึ่งไม่ได้แปลว่าดีกว่าหรือด้อยกว่า แต่ทำให้เขาเห็นว่าแจ๊สไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาแบบเดียว การได้คลุกคลีกับนักดนตรีฝีมือดีในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรฐานสูงทำให้เขาเห็นวิธีคิดที่ละเอียดขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น และกลับมาพร้อมกับสิ่งที่จะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้
ธีรพจน์กลับมาเมืองไทยราวปี 2001 ซึ่งเป็นช่วงที่วงการแจ๊สบ้านเรายังเล็กมาก มหาวิทยาลัยที่สอนเอกดนตรีแจ๊สมีเพียงหนึ่งถึงสองแห่ง เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากนักดนตรีแจ๊สรุ่นเก่าไปสู่รุ่นใหม่ นักดนตรีแจ๊สในไทยตอนนั้น “นับคนได้เลย” ตามคำของเขา ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่มีนักดนตรีรุ่นใหม่ที่จบมาโดยตรงเยอะมาก จนเขากล้าพูดว่าในอาเซียน เรามีจำนวนนักดนตรีแจ๊สที่มีคุณภาพไม่แพ้ประเทศใกล้เคียง
เขาเข้าสอนเป็นอาจารย์ประจำด้าน Jazz Piano ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ไม่เคยหยุดแสดง เขาเชื่อว่าสองบทบาทนี้ต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง “ถ้าสอนโดยที่ไม่แสดงเลย ความคล่องตัวในการแสดงก็จะลดลง การที่เราได้แสดงกับนักดนตรีนานาชาติ เราจะได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้นเพื่อถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นใหม่ได้” การสอนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของทฤษฎีหรือเทคนิค แต่เป็นการส่งต่อประสบการณ์จริงจากเวทีจริงให้กับลูกศิษย์
ตลอดเส้นทางกว่า 20 ปี เขาได้ร่วมเวทีกับนักดนตรีระดับนานาชาติมากมาย ทั้ง เอริก ไวแอตต์ (Eric Wyatt), แรนดี จอห์นสตัน (Randy Johnston), ติโต ปูเอนเต จูเนียร์ (Tito Puente Jr.), โทนี ลาคาโตส (Tony Lakatos), ฟาบิโอ มอร์เกรา (Fabio Morgera), เดโบราห์ เดวิส (Deborah Davis) และ มากอส เอร์เรรา (Magos Herrera) และอีกหลายชื่อ เขาแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สระดับนานาชาติหลายแห่ง ตั้งแต่ Jarasum Jazz Festival ในเกาหลี, Beijing Nine Gates Jazz Festival ในจีน, KL International Jazz Festival ในมาเลเซีย ไปจนถึง JazzMandu ในเนปาล นอกจากเปียโนแล้ว เขายังเล่นออร์แกนและซินธิไซเซอร์ และมีโปรเจกต์ส่วนตัวหลายวง ทั้ง Piano Trio, Organ Trio และวง Rootman ที่ผสมผสาน Funk, Jazz และ Hip Hop เข้าด้วยกัน
แต่ประสบการณ์ที่ฝังใจที่สุดคือการได้เล่นกับ อูล์ฟ วาเคเนียส (Ulf Wakenius) มือกีตาร์คนสุดท้ายของ ออสการ์ ปีเตอร์สัน (Oscar Peterson) นักเปียโนคนเดียวกับที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเดินบนเส้นทางนี้ตั้งแต่แรก เหมือนวงกลมที่วนกลับมาบรรจบ เด็กคนที่เคยนั่งฟังอัลบั้ม Night Train ได้มายืนอยู่บนเวทีเดียวกับคนที่เคยเล่นกับ ออสการ์ ปีเตอร์สัน จริง ๆ “สามโชว์ ทุกโชว์สนุก และคนดู sold out หมด” เขาเล่าสั้น ๆ แต่แน่นอนว่าประสบการณ์ในครั้งนั้นมีความหมายมากกว่าแค่ตัวเลขผู้ชม
เรื่องที่ว่าแจ๊สฟังยาก ธีรพจน์มองว่าภาพจำแบบนั้นค่อย ๆ จางลงในยุคนี้ ศิลปินหลายคนอย่าง นอราห์ โจนส์ (Norah Jones) หรือ เกรกอรี พอร์เตอร์ (Gregory Porter) ทำให้ดนตรีแจ๊สเข้าถึงง่ายขึ้นผ่านทำนองและเสียงร้องที่คนทั่วไปจับต้องได้ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานดนตรีก็ฟังแล้วรู้สึกดีได้ แต่เขาก็เชื่อว่าแม้จะฟังเพลงที่ไม่คุ้นหูหรือไม่รู้จักชื่อเพลง “แค่เปิดใจ ถึงจะฟังไม่เข้าใจว่าเป็นเพลงอะไร แต่คุณจะรู้สึกไปกับความสวยงามและจังหวะที่โดดเด่นของดนตรีแจ๊สได้” นี่คือสิ่งที่เขาเห็นมาจากการแสดงในหลายประเทศ ว่าคนที่ไม่เคยฟังแจ๊สมาก่อนก็สามารถสนุกไปกับมันได้ ถ้าเปิดใจให้เสียงพาไป
สิ่งที่ทำให้แจ๊สแตกต่างจากดนตรีแนวอื่นอย่างแท้จริงคือ Improvisation หรือการด้นสด ธีรพจน์อธิบายว่าเสน่ห์ของมันอยู่ที่ “ไม่มีถูก ไม่มีผิด จะนำเสนอความคิดสร้างสรรค์อย่างไรก็ได้” มันคือพื้นที่ที่นักดนตรีแต่ละคนสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระที่สุด ผู้เล่นคนหนึ่งในวงอาจเปลี่ยนเสียงประสานหรือจังหวะขึ้นมากะทันหัน แล้วคนอื่นก็รู้สึกและตามไปโดยไม่มีการนัดหมาย เพลงเดียวกันที่เล่นเป็นประจำอาจถูกเปลี่ยนเสียงประสาน จังหวะ หรือสไตล์โดยฉับพลัน ทุกอย่างเกิดขึ้นสด ๆ บนเวที ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ความตื่นเต้นของดนตรีแจ๊สคือนักดนตรีจะไม่ทราบเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นสำหรับการเล่นเพลงนี้ในครั้งนี้ ไม่เหมือนดนตรีแบบอื่นที่มีการซ้อมกันมาอย่างดี” และนักดนตรีแจ๊สสามารถด้นสดไปได้เรื่อย ๆ ตามที่พอใจ ไม่ถูกจำกัดไว้แค่ 8 หรือ 16 บาร์เหมือนดนตรีบางแนว ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้ทุกรอบการแสดงไม่เคยเหมือนกัน แม้จะเป็นเพลงเดิม วงเดิม สถานที่เดิมก็ตาม
และนี่คือเหตุผลที่แจ๊สสามารถผสมผสานกับวัฒนธรรมดนตรีจากทั่วโลกได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะตั้งแต่จุดกำเนิด ดนตรีแจ๊สก็เป็นการผสมผสานอยู่แล้ว ต่อมา ดิสซี กิลเลสปี (Dizzy Gillespie) ก็นำดนตรีคิวบาเข้ามาใส่ในเพลงของเขา ขณะที่ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง ทิกราน ฮามาเซียน (Tigran Hamasyan) จากอาร์เมเนีย หรือ ไช มาเอสโตร (Shai Maestro) จากอิสราเอล ก็นำวัฒนธรรมดนตรีของตัวเองมาหล่อหลอมกับแจ๊สจนเกิดเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ในโลกของแจ๊สยุคใหม่ จึงเป็นเรื่องดีที่เรานำวัฒนธรรมของตนเองมาใส่ในดนตรีแจ๊ส ซึ่งอาจทำให้เกิดเสียงใหม่ ๆ ในการแสดง”
เรื่องของการฟังแจ๊สสด เขามองว่ามีมิติที่การฟังจากบันทึกเสียงให้ไม่ได้ ทั้งความดังเบาของผู้แสดง การสื่อสารระหว่างนักดนตรีบนเวที การควบคุมสถานการณ์ และพลังงานที่ส่งถึงคนดูโดยตรง แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของการฟังจากบันทึกเสียง เพราะมันให้โอกาสฟังซ้ำ ทำให้ช้าลง วิเคราะห์ภาษาในการ Improvisation เสียงประสาน และจังหวะได้ละเอียดขึ้น เพียงแต่ว่าสำหรับคนฟังทั่วไป การได้มานั่งอยู่ตรงหน้านักดนตรีแล้วรู้สึกไปกับพลังของเสียงสด ๆ คือประสบการณ์ที่ไม่มีอะไรแทนได้
เมื่อถามว่าเคยท้อกับดนตรีแจ๊สไหม ธีรพจน์ตอบว่าไม่ เพราะดนตรีมีไว้เพื่อซ้อมและเล่นให้เยอะที่สุด เราเล่นได้เท่าไหนก็พยายามต่อไปและสนุกกับมันได้. สำหรับเขา ความท้อไม่ได้อยู่ที่ตัวดนตรี แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ที่ยังไม่เอื้อให้ดนตรีแจ๊สเติบโตได้เต็มศักยภาพ
สิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดคือเรื่องของมาตรฐาน เขาเล่าว่าร้านอาหารและบาร์หลายแห่งในเมืองไทยใช้คำว่า ‘ดนตรีแจ๊ส’ เพื่อดึงลูกค้า สร้างบรรยากาศ แต่กลับไม่เข้าใจว่าดนตรีแจ๊สที่ดีต้องการอะไร ตั้งแต่เวทีที่เหมาะสม การจัดวง เครื่องดนตรีที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการให้เกียรติในการแสดงและความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นพื้นฐานที่ทำให้ดนตรีแจ๊สส่งเสียงออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น
“ถ้าดูแจ๊สคลับที่มีมาตรฐานอย่าง Blue Note ในนิวยอร์กหรือโตเกียว หรือ Ronnie Scott's จะมี Grand Piano, กลองชุด, แอมป์เบสและกีตาร์ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้เสียงของวงดนตรีแจ๊สซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสียงธรรมชาติออกมาได้อย่างไพเราะ แต่บ้านเราหลายที่อยากใช้ดนตรีแจ๊สเพื่อเรียกคน แต่ไม่ได้เห็นความสำคัญในส่วนนี้” ผลที่ตามมาคือนักดนตรีที่มาแสดงต้องลำบากกับเครื่องดนตรีที่ไม่พร้อม เสียงที่ออกมาไม่ดีพอ และบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้เกิดการแสดงที่สมบูรณ์
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกทำงานกับ Siwilai Sound Club เพราะที่นี่มีทั้งทีมงานที่เข้าใจดนตรีแจ๊ส ผู้บริหารที่เปิดพื้นที่ให้ดนตรีประเภทนี้ได้เติบโตอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือมาตรฐานด้านเสียงที่ทำให้ศิลปินที่เคยมาแสดงประทับใจจนอยากกลับมาอีก เขาบอกว่า “มาตรฐานด้านเสียงที่ยอดเยี่ยมของที่นี่มีความหมายอย่างมากต่อการเลือกวงดนตรี เพราะแจ๊สเป็นดนตรีที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดและการสื่อสารบนเวที ด้วยเหตุนี้ หลายวงที่เคยมาร่วมแสดงจึงประทับใจและอยากกลับมาร่วมงานอีกครั้ง”
ในฐานะอาจารย์ที่สอนมากว่า 20 ปี ธีรพจน์เห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการแจ๊สไทยอย่างชัดเจน สมัยที่เขาเรียนมัธยมปลาย การเข้าถึงดนตรีแจ๊สเป็นเรื่องยากมาก ต้องฟังจากเทปคาสเซ็ตหรือซีดีเท่านั้น ตำราก็น้อยและหายาก ตัวเขาเองยอมรับว่าตอนนั้นยังเล่นอะไรไม่ค่อยได้ ยังไม่เข้าใจหลายเรื่องในดนตรีแจ๊ส
แต่เด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันพัฒนาเร็วกว่ารุ่นของเขามาก เด็กมัธยมปลายที่เรียนดนตรีแจ๊สโดยตรง “สามารถเล่นดนตรีแจ๊สได้ถูกวิธีและรวมกันแสดงเป็นวงได้แล้ว” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยุคสมัยที่เข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น มีสื่อการเรียนรู้มากขึ้น และมีสถาบันการศึกษาที่สอนดนตรีแจ๊สอย่างเป็นระบบ
เขามองว่าวงการแจ๊สในประเทศไทยพัฒนาขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อน มีสังคมดนตรีแจ๊สที่ใหญ่ขึ้นและแข็งแรงกว่าเดิม และเชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ “จนเป็น landmark หนึ่งของเอเชียที่มีนักดนตรีแจ๊สที่มีคุณภาพเยอะ” ส่วนเรื่องการผสมผสานแจ๊สกับ ‘ความเป็นไทย’ เขาชี้ว่ามีวงดนตรีหลายวงในยุคนี้ที่นำพิณอีสานหรือแคนมาแสดงร่วมกับวงดนตรีสากล และหลายวงก็ได้ไปแสดงถึงต่างประเทศ ซึ่งพิสูจน์ว่าวัฒนธรรมดนตรีของไทยสามารถผสมผสานกับดนตรีสากลได้อย่างลงตัว ไม่ต่างจากที่นักดนตรีจากอาร์เมเนียหรืออิสราเอลนำวัฒนธรรมของตัวเองมาใส่ในแจ๊สจนเกิดเสียงใหม่
สิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า คือนักดนตรีแจ๊สคนไทยได้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และอยากเห็นแจ๊สคลับหรือร้านที่นำเสนอว่าแสดงดนตรีแจ๊ส ให้นักดนตรีได้แสดงผลงานสร้างสรรค์เพลงแจ๊สจริง ๆ อย่างชัดเจน ด้วยรูปแบบการจัดวงที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
3 วัน 3 การเดินทาง
ข้ามพรมแดนดนตรี
‘The International Jazz Celebration on Charoen Krung 2026’ จัดขึ้นวันที่ 24–26 เมษายน ที่ Siwilai Sound Club ธีรพจน์ในฐานะ Music Curator ออกแบบไลน์อัพ 3 วันให้เป็นเหมือนการเดินทางข้ามพรมแดนดนตรี โดยปีนี้เขาต้องการนำเสนอความหลากหลายให้ชัดเจนกว่าทุกปีที่ผ่านมา
“สำหรับปีนี้ ผมอยากนำเสนอความหลากหลายของดนตรีแจ๊สให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่แจ๊สในโลกดั้งเดิมอย่าง Gypsy Jazz, Mainstream Swing และ Hard Bop ไปจนถึงวงดนตรีในโลกสมัยใหม่ที่นำวัฒนธรรมทางดนตรีจากเอเชียและแคริบเบียนมาผสมผสานเข้ากับแจ๊สร่วมสมัย”
วันแรกเปิดด้วยสิ่งที่หาชมได้ยากมากในประเทศไทย อย่าง นักเต้น Jazz Tap Dance ชาวญี่ปุ่น ศิลปะการเต้น Tap Dance ในบริบทของดนตรีแจ๊สเป็นการแสดงที่แทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นในบ้านเรา ส่วน วันที่สองเปลี่ยนบรรยากาศด้วยนักเล่น Steel Drums ชาวอังกฤษที่นำเอาเครื่องดนตรีที่มีรากจากวัฒนธรรมแถบทะเลแคริบเบียนมาให้กลิ่นอาย Calypso และ Latin พร้อมด้วยมือกลองสาย Retro Groove จากชิลี และวันสุดท้ายเปิดด้วยเสียง Sitar และ Tabla จากดนตรีอินเดียที่มาผสมกับ Fusion ก่อนจะปิดท้ายอย่างเข้มข้นด้วยนักแซกโซโฟนชาวฝรั่งเศสในแนว Hard Bop พร้อมแขกรับเชิญเป็นนักร้องแจ๊สจากอเมริกา
เกณฑ์สำคัญในการเลือกศิลปินทุกวง เขาบอกว่าไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นแจ๊สรูปแบบใด “ไม่จำเป็นต้องเป็น Bebop หรือ Swing เสมอไป แต่ถ้ามีการอิมโพรไวเซชั่นในการนำเสนอผลงานและมีความชัดเจนในแนวทาง ก็สามารถร่วมแสดงได้” แต่ทุกวงต้องมีพื้นฐานทางดนตรีที่แข็งแรงและมีความสามารถในการ Improvisation ได้อย่างแท้จริง เพราะนั่นคือแก่นสำคัญของดนตรีแจ๊ส ขณะเดียวกัน คำว่า ‘International’ สำหรับเขาไม่ใช่แค่ชื่อของงาน แต่สะท้อนถึงความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรมด้วย การมีศิลปินจากฝรั่งเศส แคนาดา อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ชิลี และไทย บนเวทีเดียวกัน คือการสร้างบทสนทนาระดับโลกผ่านเสียงดนตรี
“ผมหวังว่าผู้ชมจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของดนตรีแจ๊ส ได้สัมผัสถึงความหลากหลายและความเป็นไปได้ที่กว้างกว่าภาพจำเดิม ๆ และที่สำคัญ ผมหวังว่างานนี้จะช่วยเปิดใจให้ผู้ชมที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับดนตรีแจ๊ส ได้เข้ามาสนุกและเชื่อมโยงกับดนตรีประเภทนี้มากขึ้น” สำหรับคนที่ยังไม่เคยฟังแจ๊สมาก่อน เขามองว่างานนี้อาจเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดให้ทุกคนได้สัมผัสว่า ‘แจ๊สคือภาษาสากล’ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องดนตรีมาก่อน
ถามว่าถ้ามองย้อนกลับไป อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันที่เพิ่งเริ่มต้น ธีรพจน์ตอบสั้น ๆ ว่า “อยากบอกตัวเองให้ซ้อมเยอะกว่านี้ จะได้เก่งกว่านี้” คำตอบที่ฟังดูเรียบง่าย แต่มาจากคนที่ใช้ชีวิตกับดนตรีแจ๊สมาตลอด ตั้งแต่ห้องซ้อมในบ้าน ถึงเวที Brownsugar ถึงโรงเรียนดนตรีในสวิตเซอร์แลนด์ ถึงห้องเรียนที่มหิดล ถึงเวทีเทศกาลดนตรีทั่วโลก แล้วก็ยังรู้สึกว่าซ้อมไม่พอ
และถามว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับแจ๊สไปอีกนานแค่ไหน คำตอบสั้นกว่าเดิมอีก
“จนกว่าจะไม่สามารถแสดงได้”
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตมากกว่า 20 ปีกับการสอน การแสดง และการพยายามยกมาตรฐานดนตรีแจ๊สในเมืองไทยให้ไปถึงจุดที่ควรจะเป็น สองประโยคนี้อาจบอกทุกอย่างที่ต้องรู้เกี่ยวกับเขาแล้ว ว่าสำหรับธีรพจน์ ผลิตากุล ดนตรีแจ๊สไม่ใช่อาชีพหรืองานอดิเรก แต่คือวิธีหนึ่งที่เขา ‘หายใจ’
The International Jazz Celebration on Charoen Krung 2026
วันที่ 24–26 เมษายน 2026
Siwilai Sound Club — Central: The Original Store, เจริญกรุง 36
บัตร Early Bird 700 บาท (จำกัด 30 ใบต่อวัน) / At Door 900 บาท / 3-Day Pass 1,800 บาท
IG: @siwilaisoundclub
FB: Siwilai Sound Club