100 ปี ‘ไมล์ส เดวิส’ อัจฉริยะผู้สังหาร ‘อดีต’ เพื่อสร้าง ‘อนาคต’

100 ปี ‘ไมล์ส เดวิส’ อัจฉริยะผู้สังหาร ‘อดีต’ เพื่อสร้าง ‘อนาคต’

ครบรอบ 100 ปีชาตกาลของ ‘ไมล์ส เดวิส’ ไม่ใช่เพียงวาระรำลึกถึงตำนานแจ๊ส แต่คือการย้อนมองชายผู้กล้าทำลายผลงานของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเปิดประตูสู่เสียงแบบใหม่เสมอ เขาไม่เคยภักดีต่ออดีต แม้อดีตนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด

KEY

POINTS

หากเราจะปักหมุดถึงบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ‘ไมล์ส เดวิส’ (Miles Davis) ย่อมปรากฏอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ในวาระชาตกาล 100 ปีของเขา (1926-2026) โลกยังคงหมุนตามจังหวะที่เขาเคยกำหนดไว้ และท่วงทำนองจากทรัมเป็ตที่แหบพร่าทว่าทรงเสน่ห์ก็ยังคงก้องกังวาน ไม่ใช่ในฐานะของเก่าเก็บจากพิพิธภัณฑ์ แต่ในฐานะ ‘แรงบันดาลใจ’ ที่มีลมหายใจ

แต่การจะทำความเข้าใจอัจฉริยะผู้ซับซ้อนคนนี้ผ่านเพียงตัวโน้ตอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปอ่าน ‘บันทึก’ จากก้นบึ้งความทรงจำของผู้ที่เคยประชันหน้าและนั่งสนทนากับเขาอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในบันทึกที่ทรงคุณค่าและ ‘ดิบ’ ที่สุด คือ บทความของ ‘เลนเนิร์ด เฟเธอร์’ (Leonard Feather) นักวิจารณ์ดนตรีแจ๊สระดับตำนาน ผู้ที่เคยเขียนถึงไมล์สไว้ในผลงานเล่มสำคัญ อย่าง ‘From Satchmo to Miles’ เฟเธอร์ ไม่ได้วาดภาพไมล์สให้เป็นเพียง ‘เทวดา’ ของวงการดนตรี แต่เขาสกัดตัวตนของไมล์สออกมาในฐานะ ‘ปริศนาแห่งความมืดและแสงสว่าง’ เขาเล่าถึงชายผู้เรียนรู้วิธีจัดการกับพาดหัวข่าวและเงินทองได้ดีพอ ๆ กับการเป่าทรัมเป็ต ชายผู้ได้รับฉายาว่า ‘เจ้าชายแห่งความมืด’ (Prince of Darkness) และเป็น ‘ปริศนาหมายเลข 1 ของสาธารณชน’

ในวาระ 100 ปีนี้ ผมอยากจะชวนคุณผู้อ่านร่วมย้อนรอยบันทึกของ เฟเธอร์ อีกครั้ง เพื่อดูว่าภายใต้เปลือกนอกที่ดูแข็งกร้าว ขมขื่น และก้าวร้าวอย่างที่เราเคยได้ยินมา ไมล์ส เดวิส ซุกซ่อนความเปราะบางและความเป็นอัจฉริยะที่พร้อมจะ ‘เผาทำลายอดีต’ เพื่อสร้างอนาคตใหม่อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร

บลูส์ที่ไม่ได้มาจากการเก็บฝ้าย และหัวใจที่ไร้สถาบัน

ในตำนานปรัมปราของแจ๊ส เรามักคุ้นชินกับภาพศิลปินผิวสีที่เติบโตมาในสลัม ต่อสู้กับความอดอยาก และกลั่นเอาความทุกข์ระทมออกมาเป็นเสียงดนตรี แต่สำหรับ ไมล์ส เดวิส เรื่องราวกลับตาลปัตร เขาเกิดมาใน ‘ความพร้อม’ ที่สั่นสะเทือนมายาคติเหล่านั้นอย่างรุนแรง

ไมล์ส เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงในอีสต์เซนต์หลุยส์ พ่อของเขาเป็นทันตแพทย์และเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง บ้านของเดวิสไม่ใช่กระท่อมซบเซา แต่เป็นบ้านที่มีเปียโน มีรถยนต์ มีคอกม้า และมีสถานะทางสังคมที่มั่นคง ความมั่งคั่งนี้เองที่มอบ ‘เกราะกำบัง’ และ ‘อัตตา’ ให้แก่เขา ไมล์ส ไม่ได้เป่าทรัมเป็ตเพื่อหาเงินประทังชีวิตในตอนแรก แต่เขาเป่าเพราะความทะเยอทะยานที่จะเป็นที่สุดของที่สุด

เลนเนิร์ด เฟเธอร์ บันทึกไว้อย่างน่าสนใจว่า ไมล์ส ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะเอาความรันทดมาเป็นจุดขายของดนตรี เขาเคยกล่าวประโยคคลาสสิกที่ท้าทายขนบแจ๊สยุคนั้นว่า

“คุณไม่ได้เล่นดนตรีได้ดีขึ้นเพียงเพราะคุณผ่านความทุกข์ยากมา... เพลงบลูส์ไม่ได้เกิดมาจากการเก็บฝ้าย”

สำหรับไมล์ส ดนตรีคือ ‘วิชาชีพ’ และ ‘ศิลปะขั้นสูง’ เขาพิสูจน์สิ่งนี้ด้วยการสอบเข้าสถาบันดนตรีระดับโลกอย่าง ‘Juilliard School of Music’ ในนิวยอร์กได้สำเร็จ แต่ความน่าทึ่งคือ เขากล้าที่จะ ‘หันหลัง’ ให้กับสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ในเวลาเพียงไม่นาน

 

เหตุผลน่ะหรือ? เขาพบว่าทฤษฎีดนตรีคลาสสิกในห้องเรียนนั้นช่างแห้งแล้ง เมื่อเทียบกับ ‘มหาวิทยาลัยบนถนนสายที่ 52’ บนเกาะแมนฮัตตัน ที่นั่นเขาได้พบกับ ‘ชาร์ลี ปาร์คเกอร์’ (Charlie Parker) หรือ ‘Bird’ อัจฉริยะผู้บ้าคลั่ง ไมล์สยอมทิ้งใบปริญญาเพื่อไปเดินตามรอยเท้าของ Bird เขาจดคอร์ดดนตรีที่ซับซ้อนลงบนปกกล่องไม้ขีดไฟ เรียนรู้การด้นสดท่ามกลางควันบุหรี่ และแก้วเหล้า ซึ่งเป็นบทเรียนที่ จูลลิอาร์ด ไม่มีวันสอนได้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่ดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบของลูกชายเศรษฐีก็ต้องสะดุดลง เมื่อเขาถลำลึกเข้าสู่โลกของเฮโรอีนตามไอดอลของเขา แต่นี่คือจุดที่สะท้อน ‘ความแข็งกร้าว’ ในตัวไมล์สได้ชัดเจนที่สุด แทนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา ไมล์สเลือกที่จะกักขังตัวเองไว้ในฟาร์มของพ่อ หักดิบเลิกยาด้วยวิธี ‘Cold Turkey’ นาน 12 วัน เขาเผชิญกับความเจ็บปวดแสนสาหัสเพียงลำพังจนกระทั่งพิษร้ายหลุดออกจากร่าง

นับจากนั้น เขากลับมาในฐานะ ‘ผู้ชนะ’ ที่พร้อมจะปฏิวัติวงการแจ๊สอีกครั้ง และครั้งนี้... เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมากำหนดทิศทางลมได้อีกเลย

กิ้งก่าเปลี่ยนสี และบทสนทนาที่ไม่มีคำว่า ประนีประนอม

ในโลกของศิลปะ ความสำเร็จมักเป็น ‘กรงขัง’ ที่แสนหวาน เมื่อศิลปินคนหนึ่งค้นพบสไตล์ที่แฟนเพลงหลงรัก พวกเขามักจะหยุดอยู่ตรงนั้นเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แต่ไม่ใช่กับ ไมล์ส เดวิส หากประวัติศาสตร์แจ๊สคือเส้นตรง ไมล์สคือคนที่คอยขีดเส้นหักเหให้มันเปลี่ยนทิศทางอยู่เสมอ

จากความเกรี้ยวกราดของ Bebop เขากลับหันไปหาสุ้มเสียงที่สงบและนุ่มนวลอย่าง Cool Jazz ในอัลบั้ม ‘Birth of the Cool’ และเมื่อโลกเริ่มเต้นตามจังหวะ Cool เขาก็ทิ้งมันไปหา Modal Jazz ในอัลบั้ม ‘Kind of Blue’ ซึ่งกลายเป็นอัลบั้มแจ๊สที่ขายดีที่สุดตลอดกาล แต่สำหรับไมล์ส ความสำเร็จในอดีตคือสิ่งที่ ‘น่าเบื่อ’ ที่สุด 

เลนเนิร์ด เฟเธอร์ บันทึกถึงช่วงเวลาที่เขานั่งเผชิญหน้ากับไมล์สในบ่ายวันหนึ่ง บทสนทนาในวันนั้น คือการปะทะกันระหว่าง ‘นักวิจารณ์’ ผู้มองเห็นความงามของดนตรี กับ ‘ศิลปิน’ ผู้หายใจเป็นอนาคต

เฟเธอร์: “ไมล์ส มีคนวิจารณ์กันหนาหูว่าดนตรีในยุคหลังของคุณ (ยุคไฟฟ้า) มันสูญเสียความ ‘บริสุทธิ์’ ของแจ๊สไป คุณทำดนตรีเพื่อเอาใจคนขาวหรือเปล่า?”

ไมล์ส: “ฟังนะ... ผมไม่ได้เล่นดนตรีเพื่อ ‘เอาใจ’ ใครทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกนักวิจารณ์ที่นั่งจดโน้ตอยู่ในห้องแอร์ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกตอนที่ผมเป่าทรัมเป็ตจนคอแทบแตกมันเป็นยังไง ดนตรีมันไม่มีสีผิวหรอก แต่มันมี ‘รากเหง้า’ และรากเหง้าของผมคือคนดำ ถ้าคนขาวจะมาชอบดนตรีของผม นั่นก็เรื่องของเขา ผมไม่ได้เชิญมาฟังซะหน่อย”

เฟเธอร์: “แต่คุณก็จ้างนักดนตรีผิวขาวมาร่วมวงหลายคนนะ อย่าง เดฟ ฮอลแลนด์ หรือ ชิค คอเรีย มันดูย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณพูดไหม?”

ไมล์ส: “ถ้าผมเห็นคนขาวเล่นได้ดีกว่าคนดำ ผมก็จ้างเขา ผมต้องการ ‘เสียง’ ที่ผมอยากได้ ผมไม่ได้มองสีผิว ผมมองที่ความเก่ง... แต่คุณรู้ไหม สิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุด คือเวลาที่นักดนตรีขาวเลียนแบบเรา แล้วสังคมกลับยกย่องว่า พวกเขาเป็น ‘ผู้บุกเบิก’ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ผมอยากจะถ่มน้ำลายใส่”

เฟเธอร์: “แล้วเรื่องการที่ผู้อ่านมองว่าคุณเป็นคนก้าวร้าวล่ะ? คุณมักจะหันหลังให้คนดูเวลาแสดง คุณพยายามจะสื่อสารอะไร?”

ไมล์ส: (หัวเราะในลำคอ) “ผมหันหลังให้เพื่อฟังเสียงของวง ไม่ได้หันหลังเพื่อหาเรื่องใคร ผมไม่ได้เป็น ‘นักแสดงตลก’ หรือ ‘ลิงโชว์’ แบบที่หลุยส์ (อาร์มสตรอง) เคยถูกบีบให้ทำ ผมเป็นนักดนตรี ถ้าพวกเขาอยากเห็นหน้าผมชัด ๆ ก็ไปซื้อรูปถ่ายที่หน้างานสิ ผมมาที่นี่เพื่อเล่นเพลง ไม่ได้มาเพื่อแจกยิ้ม”

เฟเธอร์: “มีใครบางคนบอกว่าคุณเป็น ‘Public Enigma’ หรือปริศนาที่แก้ไม่ตก คุณคิดอย่างไรกับชื่อนี้?”

ไมล์ส: “ผมไม่ใช่ปริศนา ผมแค่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งมันอาจจะยากเกินไปสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการแสดงละครในสังคมนี้... ผมแค่เหนื่อยที่จะต้องอธิบายในสิ่งที่ผมทำ ถ้าคุณฟังดนตรีของผม คุณก็ควรจะเข้าใจมันได้เอง”

เฟเธอร์: “เวลาที่คุณฟังแผ่นเสียงเก่า ๆ ที่คุณทำกับ กิล อีแวนส์ หรือยุคที่มี เฮอร์บี แฮนค็อก คุณรู้สึกยังไงกับมันบ้างในวันนี้?”

ไมล์ส: “ผมไม่ฟังมัน”

เฟเธอร์: “เพราะคุณไม่คิดว่ามันน่าสนใจแล้วหรือ?”

ไมล์ส: “แผ่นพวกนั้นมันฟังดูตลกสำหรับผม” (The records sound funny to me.)

คำว่า ‘ตลก’ ของไมล์ส ไม่ได้หมายถึงความขบขัน แต่คือความรู้สึกแปลกแยกกับตัวเองในอดีต เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงยังยึดติดกับสิ่งที่เขา ‘ทิ้ง’ ไปแล้ว

เมื่อ เฟเธอร์ พยายามโต้แย้งว่า นักดนตรีรุ่นใหม่ควรศึกษาจากนวัตกรรมในอดีตที่ไมล์สเคยสร้างไว้ เขาได้รับคำตอบที่สะท้อนถึงความอหังการของ ‘Prince of Darkness’ อย่างถึงที่สุด

“บางคนยังเล่นไอ้เรื่องบ้าบอ (Shit) เก่า ๆ ที่เราทำเมื่อหลายปีก่อน สิ่งที่ผมทำกับ Bird พวกเขายังใช้ความซ้ำซากจำเจพวกนั้น แล้วเรียกมันว่าแจ๊ส... ผมได้ยินมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไอ้เรื่องพรรค์นั้นที่ผมลืมไปหมดแล้ว” (Shit that I've even forgotten.)

ความเย็นชาของไมล์สไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องงาน แม้แต่เรื่อง ‘ครอบครัว’ ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เขาก็มีความเห็นที่สุดขั้วไม่แพ้กัน เมื่อ เฟเธอร์ ถามถึงความเหงาและการไม่มีภรรยาหรือครอบครัวอยู่รอบตัว ไมล์สตอบกลับอย่างไร้เยื่อใยว่า

“ผมไม่เชื่อในเรื่องครอบครัว... สายใยครอบครัวมันเป็นเรื่องไร้สาระ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้โลกใบนี้ฉิบหาย... ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อครอบครัว ผมอยู่เพื่อตัวเอง”

ในสายตาของคนทั่วไป ไมล์ส อาจดูเหมือนคนใจจืดใจดำ แต่ในสายตาของศิลปินที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ นี่คือการตัด ‘พันธะ’ ทุกอย่างที่อาจฉุดรั้งการเดินทางของเขา เขาพร้อมจะโดดเดี่ยวเพื่อที่จะได้เป็นอิสระ และพร้อมจะถูกเกลียดเพื่อที่จะไม่ต้องทำตามความคาดหวังของใคร

กระแสไฟฟ้าและความขัดแย้ง: เมื่อ ‘เจ้าชาย’ ก้าวลงจากหอคอยแจ๊ส

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s ขณะที่วงการแจ๊สกำลังเริ่มอิ่มตัวและตกอยู่ในสภาวะตีบตัน ไมล์ส เดวิส กลับมองเห็นพลังงานใหม่จากกระแสวัฒนธรรมร็อกและป๊อปที่กำลังครอบงำโลก เขาเริ่มเบื่อหน่ายกับ ‘คอร์ดเดิม ๆ’ และมองว่าแจ๊สแบบดั้งเดิมเริ่มกลายเป็นเรื่องของอดีตที่ ‘เชย’ และล้าสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่

วินาทีที่ไมล์สตัดสินใจนำเครื่องดนตรีไฟฟ้าอย่างเปียโนไฟฟ้าและกีตาร์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ในอัลบั้ม อย่าง ‘In a Silent Way’ และตามด้วย ‘Bitches Brew’ (1969) เขาไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนแนวดนตรี แต่เขากำลังทำลาย ‘กำแพงศักดิ์สิทธิ์’ ของ อะคูสติก แจ๊ส ลงด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ ‘คลาร์ก เทอร์รี่’ (Clark Terry) ผู้ที่ ไมล์ส เคยไหว้ครูมาตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูล ถึงกับตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า ไมล์ส อาจทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินหรือเพียงเพื่อให้ทันสมัยอยู่เสมอ ขณะที่ ‘ดิซซี่ กิลเลสปี’ กลับมองเห็นมุมที่ต่างออกไป เขาเรียกสิ่งที่ไมล์สทำว่า คือ ‘ความกล้าหาญอย่างบ้าคลั่ง’ (Stark stone bravery) ที่กล้าทิ้งฐานแฟนคลับทั่วโลกเพื่อออกเดินบนเส้นทางใหม่ที่ไม่มีใครกล้ารับประกันผลลัพธ์

สำหรับไมล์ส ไม่ใช่เรื่องของการตลาด แต่มันคือสัญชาตญาณของการแข่งขัน เขาเคยกล่าวหลังจากได้ยินวงร็อก อย่าง Cream เล่นสดว่า

“พวกเขาสนทนากันด้วยเสียงที่ดังชะมัด ถ้าพวกเขาจะเล่นดัง ผมก็จะเสียบปลั๊กแอมป์ด้วยเหมือนกัน” 

และท่ามกลางความอื้อฉาวของดนตรีฟิวชั่น ไมล์ส ยังคงรักษา ‘ตัวตนผิวสี’ ไว้อย่างเข้มข้น แม้เขาจะทำงานร่วมกับอัจฉริยะผิวขาว อย่าง ‘กิล อีแวนส์’ หรือ ‘บิลล์ อีแวนส์’ แต่เขาก็มีจุดยืนเรื่องสีผิวที่แข็งกร้าวและไม่เคยประนีประนอม เขาเชื่อว่าดนตรีที่เขารักมีรากฐานมาจากคนผิวดำ และคนขาวมักจะมองหาเพียง ‘ความตื่นเต้นในแบบคนขาว’ เท่านั้น

ความมั่นใจในสัญชาตญาณเรื่องสีผิวนั้นเข้มข้นถึงขนาดที่บอกกับ เลนเนิร์ด เฟเธอร์ ว่าเขาสามารถแยกแยะได้ทันทีว่าดนตรีที่ได้ยินมาจากปลายนิ้วของคนสีผิวใด

“ถ้าผมได้ยินอะไรบางอย่าง... ถ้าผมบอกว่าเขาเป็นคนขาว เขาก็คือคนขาว คุณพนันด้วยเงินของคุณได้เลย”

ไมล์ส สรุปทัศนะเรื่องชาติพันธุ์และรากเหง้าไว้อย่างดิบเถื่อน ทว่าซื่อตรงตามสไตล์ว่า

“ผมไม่ได้พูดเพื่อจะเป็นพ่อพระของคนผิวดำ ผมแค่บอกว่ารากเหง้าของเราคือคนผิวดำ... สุนัขตัวหนึ่งก็จะผสมพันธุ์กับสุนัขอีกตัวหนึ่ง (One dog will fuck another dog.) มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา”

ก้าวข้ามจากเสียงวิจารณ์และการแบ่งแยก ไมล์ส เดวิส ในยุคไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงนักดนตรีแจ๊สอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘ไอคอน’ ระดับโลกที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ และพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘แจ๊ส’ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง แต่คือพลังงานที่ไหลเวียนและเปลี่ยนแปลงได้ตามกระแสโลก

บทสรุปแห่งศตวรรษ: ผู้ชนะที่โดดเดี่ยวบนสังเวียนดนตรี

ในบั้นปลายของการสนทนาอันยาวนานระหว่าง เฟเธอร์ และ ไมล์ส เดวิส ภาพลักษณ์ที่ปรากฏชัดไม่ใช่เพียงอัจฉริยะทางดนตรี แต่คือชายผู้รู้วิธีการ ‘รักษาตัวรอด’ ในโลกที่จ้องจะทำลายเขาอยู่ตลอดเวลา

‘คลาร์ก เทอร์รี’ เพื่อนและอาจารย์คนแรกของเขา เคยเปรียบเทียบกลยุทธ์การใช้ชีวิตของไมล์สไว้อย่างน่าฟังว่า เขาเหมือนกับ ‘ชูการ์ เรย์ โรบินสัน’ ยอดนักมวยรุ่นเก๋าบนสังเวียน เมื่อใดที่ไมล์สพิงเชือก เขาไม่ได้กำลังอ่อนแรง แต่เขากำลังใช้ ‘จิตวิทยา’ หลอกล่อคู่ต่อสู้ กำแพงแห่งความหยิ่งยโส ความเย็นชา และอาการประชดประชัน ที่เขาสร้างขึ้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเกราะกำบังเพื่อปกป้อง ‘ความขี้อาย’ และ ‘ความเปราะบาง’ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจ

มรดกที่สำคัญที่สุดที่ไมล์สทิ้งไว้ให้แก่ประวัติศาสตร์แจ๊ส คือการเปลี่ยนสถานะของดนตรีชนิดนี้ จากเดิมที่เป็นเพียงความบันเทิงที่ต้องฉีกยิ้มเอาใจผู้ฟังเฉกเช่นยุคของ ‘หลุยส์ อาร์มสตรอง’ ให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ทรงคุณค่าและน่าเกรงขาม เขาประสบความสำเร็จในการทำให้โลกยอมรับ ด้วยการทำสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือการ ‘ท้าทายให้สาธารณชนเกลียด’ และยืนกรานให้ผู้คนน้อมรับตัวตนของเขาผ่าน ‘คุณค่าของเสียงดนตรี’ เพียงอย่างเดียว

ในวาระ 100 ปีชาตกาล (1926 - 2026) โลกดนตรียังคงหมุนไปตามแรงเหวี่ยงที่สร้างไว้ แม้เจ้าตัวจะทิ้งทวนไว้อย่างโดดเดี่ยวว่าเขา “มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อใคร” แต่เสียงทรัมเป็ตที่เป็นเอกลักษณ์ยังคงทำหน้าที่ ‘เยียวยา’ และ ‘ขยับขยายขอบเขตความคิด’ ของผู้ฟังรุ่นหลังอย่างไม่จบสิ้น

ไมล์ส เดวิส อาจเป็นปริศนาที่ไม่มีใครแก้ตก แต่ชัยชนะของเขาคือการได้ใช้ชีวิตและจากไปในฐานะ ‘ศิลปินที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองที่สุด’ ชนิดที่หาได้ยากยิ่งในศตวรรษนี้

 

เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์

ภาพ: Getty Images 

 

ที่มา:

- Feather, Leonard. From Satchmo to Miles. Stein and Day, 1972, pp. 225-258.