‘มอมชีโล กาฟริช’ เด็กที่ต้องเป็นทหารด้วยวัยแปดขวบ จากน้ำมือผู้ใหญ่บ้าอำนาจ

‘มอมชีโล กาฟริช’ เด็กที่ต้องเป็นทหารด้วยวัยแปดขวบ จากน้ำมือผู้ใหญ่บ้าอำนาจ

เรื่องราวของ ‘มอมชีโล กาฟริช’ ภาพสะท้อนของสงครามที่พรากวัยเยาว์ไปอย่างไม่อาจทวงคืน และการเมืองที่ผลักเด็กให้แบกรับต้นทุนของอำนาจที่เขาไม่เคยมีสิทธิ์เลือก

KEY

POINTS

การอุบัติขึ้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้พรากครอบครัวของเด็กชายคนหนึ่งไป และในขณะเดียวกันมันก็ผลักให้เด็กชายผู้นั้นกลายเป็นผู้เข้าร่วมสงครามที่อายุน้อยที่สุด รวมถึงเป็นสิบตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก คนอาจชื่นชมในความกล้าหาญของเขา มอบเหรียญเกียรติยศห้อยเต็มคอ ประดับเข็มกลัดลงบนเสื้อราชการ ทว่าเมื่อส่องลงไปถึงรากลึกของสงคราม มันสะท้อนถึงการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

เคยได้ยินหรือเปล่า “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” ไฉนวัยเยาว์ของเด็กตัวน้อยต้องอยู่กับความหวาดระแวงว่าบ้านเกิดของเขาจะมอบอะไรให้แก่เขา ไฉนต้องเฝ้าสงสัยว่าความฝันของตนจะเป็นจริงได้ไหม ภายใต้ประเทศเส็งเคร็งที่ผู้ใหญ่มักจี่กับการทะเลาะวิวาท เพื่อแย่งอำนาจที่ตนไม่มีวันได้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง 

นี่คือภาพสะท้อนถึงผู้ใหญ่จากเด็กชายวัยแปดขวบ ‘มอมชีโล กาฟริช’ (Momčilo Gavrić) 

ในช่วงเริ่มต้นของมหาสงคราม จักรวรรดิออสเตรีย–ฮังการีได้มีการรวบรวมกำลังทหารจำนวนมหาศาลไว้ตามลุ่มแม่น้ำดรีนา ซึ่งพื้นที่โดยรอบได้กลายเป็นสมรภูมิในระยะแรกของสงคราม ระหว่างการโจมตีครั้งแรกของกองทัพศัตรูที่หมู่บ้านใกล้เมืองโลซนิตซา ครอบครัวทั้งหมดของเด็กชายวัยแปดขวบถูกสังหาร เหลือเพียงเขาเท่านั้นที่รอดชีวิต เนื่องจากบังเอิญเดินทางไปเยี่ยมญาติในช่วงเวลานั้นพอดิบพอดี

นับจากวินาทีนั้น ชีวิตของเด็กชายก็แปรเปลี่ยนเป็นนวนิยายสยองขวัญ เมื่อบ้านของเขาถูกเผาผลาญจนไม่เหลือซาก เด็กน้อยเดินทางเพียงลำพังไปยังภูเขากูเชโวเพื่อค้นหากองทัพเซอร์เบีย และขอให้พวกเขาล้างแค้นแทนพี่น้องที่จากไป ภาพของเด็กชายผู้สูญเสียทุกสิ่งได้สั่นสะเทือนหัวใจกองพันปืนใหญ่ที่ 6 แห่งกองพลดรีนา นายทหารผู้นั้นออกคำสั่งให้เด็กชายเข้าประจำการในกองพล และอนุญาตให้เขายิงปืนใหญ่วันละสามครั้ง เพื่อให้ได้แก้แค้นแทนครอบครัวของตน 

กระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ทหารตัวน้อยผู้นี้ก็ไม่เคยแยกจากกองทัพเซอร์เบีย เขาร่วมรบภายใต้ยุทธการโคลูบารา ทั้งรอดชีวิตจากบาดแผลที่ได้รับที่ไคมัคชาลัน มีส่วนร่วมในการทะลวงแนวรบซาโลนิกา และในที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นสิบตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก เมื่อทหารน้อยผู้นี้ได้รับการรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองพลดรีนา เหล่าทหารต่างก็ขนานนามเขาเป็น ‘บุตรแห่งกองพล’ (The Son of the Division) 

การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองพลดรีนาทำให้กาฟริชได้พบกับสหายคนหนึ่งที่กลายเป็นเพื่อนรักที่สุดในชีวิตของเขา ‘มิโลช มิชอวิช’ เด็กหนุ่มจากซลาตีบอร์ ทั้งสองแนบแน่นกันราวพี่น้องร่วมสายเลือด พวกเขาไม่เคยแยกจากกันเลยตลอดเส้นทางแห่งสงคราม อย่างระหว่างที่พวกเขาต้องเดินฝ่ากอลโกธาแห่งแอลเบเนีย มิชอวิชมีอาการอ่อนล้า เขาทรุดตัวลงท่ามกลางหิมะ และบอกให้กาฟริชเดินต่อไปโดยไม่ต้องสนใจเขา แต่กาฟริชกลับกอดรัดมิชอวิชทั้งขดตัวซบลงข้างกายเขา พูดอย่างดื้อดึงว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น หากไม่มีมิชอวิชไปด้วย และคำพูดของกาฟริชก็กลายเป็นแรงใจเฮือกสุดท้ายที่ทำให้มิชอวิชลุกขึ้นยืน เพื่อเดินฝ่าขุมนรกแห่งสงครามไปได้จนกระทั่งถึงปลายทาง

เรื่องของกาฟริชทหารอายุน้อยได้ไปถึงหูของขุนนางหญิงคนหนึ่ง เธอคอยช่วยเหลือประชาชนชาวเซอร์เบีย หลังสงครามจบลงเธอคือหนึ่งในผู้ที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้าให้ได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่กรุงลอนดอน และกาฟริชก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเมื่อเขามีอายุได้สิบสองปี พันเอกก็ออกคำสั่งสุดท้ายแก่เขาด้วยการให้เดินทางไปเรียนต่อจนจบระดับมัธยมในดินแดนอันห่างไกลจากบ้านเกิด

หลังกาฟริชกลับจากลอนดอน เขาถูกพาไปสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเขา ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเถ้าถ่านและความว่างเปล่าเสียแล้ว เขาเลือกจะไม่เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น และย้ายถิ่นฐานไปทำงานหลายอย่าง ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ

กระทั่งในหลายปีถัดมาเขาก็ได้รับหมายเรียกให้เข้าเกณฑ์ทหารอีกครั้ง กาฟริชไปรายงานตัวที่ค่ายทหารโปเชกา เขาเล่าว่าเคยได้รับบาดเจ็บจากการออกรบนานถึงสี่ปี และได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติด้วย แต่กลับไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาเลย หนำซ้ำเขายังถูกบังคับให้เซ็นรับสารภาพว่าตัวเองโกหกอีก และเมื่อเขายังดึงดันจะปฏิเสธทำให้ถูกจับตัวไปจองจำในคุกนานถึงสองปีครึ่ง 

เมื่อกาฟริชพ้นโทษ เขาเดินทางกลับไปยังเบลเกรดเพื่อเรียนด้านการพิมพ์ สมรสกับภรรยา ทำงานในโรงงานกระดาษ ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างเรียบง่าย กระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เป็นอันจะต้องใช้คำว่าอีกแล้ว ไม่ใช่อีกครั้ง เขาถูกเกณฑ์ให้เข้าเป็นทหารในกองทัพราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย ผลคือกองพันของเขาถูกกองทัพเยอรมันจับกุม แต่เขาหลบหนีมาได้ และกลับสู่เบลเกรดเพื่อทำงานเป็นผู้ช่วยให้ชายชาวยิวคนหนึ่ง แต่ในปีต่อมา ทั้งชายชาวยิวและกาฟริชก็ถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน ก่อนจะได้รับอิสรภาพจากการช่วยเหลือของตำรวจ 

แม้จะรอดจากสงครามหลายครั้งหลายหน แต่ความทุกข์ยากก็ยังถาโถมใส่เขาไม่จบสิ้น เพราะเมื่อออกจากค่ายกักกันมาแล้ว กาฟริชถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับศัตรู หากไม่ใช่เพราะมีสมาชิกเยาวชนคอมมิวนิสต์คนหนึ่งจำเขาได้ เขาก็คงถูกบั่นคอไปแล้ว

ในปีถัดมานักกิจกรรมแนวร่วมของยูโกสลาเวียมาเคาะประตูบ้านกาฟริช เพื่อขอเงินบริจาคช่วยเหลือพี่น้องชาวแอลเบเนีย แต่ภาพที่เขาและมิชอวิชเคยผ่านสนามนั้นมาด้วยกันอย่างทรมานก็ผุดขึ้นในความทรงจำ กาฟริชจึงเลือกปฏิเสธการบริจาค ผลคือเขาถูกตัดสินให้จำคุกหนึ่งปีหกเดือน และไม่เคยเอ่ยปากถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนจำให้ใครฟังอีก

ในค.ศ. 1993 กาฟริชจากไปด้วยโรคภัยตามอายุวัย 87 ปี มันเป็นความน่าเจ็บปวดที่เด็กชายผู้ผ่านทั้งการสูญเสีย การคุมขัง การถูกตั้งข้อครหา และความอยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลับจากโลกไปด้วยความเงียบงัน 

ทั้งในแผ่นดินเซอร์เบีย ไม่มีอนุสาวรีย์ใดตั้งตระหง่านเพื่อรำลึกถึงทหารตัวน้อยผู้ต้องฝ่าสงครามมาตั้งแต่อายุแปดขวบ มีแค่ถ้อยคำจากนายพลที่กล่าวกับกาฟริชในพิธีมอบเหรียญว่า “น่าเสียดายเหลือเกิน หากคุณเป็นทหารฝรั่งเศส ชื่อของคุณคงถูกจารึกไว้กลางถนนช็องเซลีเซไปแล้ว” 

ในประวัติศาสตร์การทหารของเซอร์เบีย กาฟริชปรากฏอย่างโดดเด่นในบันทึกของยุทธการสำคัญ อาทิ ยุทธการแม่น้ำดรีนาและยุทธการโคลูบารา การมีอยู่ของเขาชี้ให้เห็นถึงการระดมทรัพยากรมนุษย์ทั้งสังคม รวมถึงเด็กเพื่อปกป้องชาติ เรื่องราวของเขาจุดประกายการถกเถียงด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารเด็กในสงครามต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในบริบทของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของรัฐเซอร์เบีย และยังคงมีอิทธิพลต่อการอภิปรายทางวิชาการร่วมสมัย ว่าด้วยการรับทหารเยาวชนชนิดที่บั่นทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ การเลื่อนยศของกาฟริชจากทหารชั้นผู้น้อยขึ้นเป็นสิบตรี จึงเป็นทั้งการยกย่องความกล้าหาญในวัยเยาว์ และเป็นคำถามเชิงศีลธรรมถึงขอบเขตของสังคมในยามคับขันว่านี่เป็นสิ่งที่ควรถูกยอมรับจริงหรือไม่

แม้ประชาคมโลกจะมีกฎหมายและอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ห้ามการใช้เด็กในสงครามอย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริง เด็กยังคงถูกเกณฑ์และถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่เผชิญสงครามยืดเยื้อ รัฐล้มเหลว หรือการเมืองไร้เสถียรภาพ เด็กมักถูกใช้โดยกองกำลังของรัฐและกลุ่มติดอาวุธนอกระบบ ไม่ว่าจะในบทบาททหารแนวหน้า ผู้ขนส่งอาวุธ ผู้สอดแนม หรือแรงงานแบกกระสุน ร่างผู้บาดเจ็บ กระทั่งผู้เสียชีวิต และความโหดร้ายที่เราไม่อยากพูดถึงนักแต่ต้องพูด เด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยถูกบังคับให้เป็นทาสทางเพศอย่างที่พวกเธอไม่อาจต่อต้านได้เลย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าการใช้เด็กเป็นทหารไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านศีลธรรม หากแต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างอำนาจ ความยากจน การขาดทางเลือก และการเมืองแบบสงครามที่มองชีวิตเด็กเป็นทรัพยากรที่ทดแทนกันได้ ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ เด็กก็ยังคงเป็นผู้ที่ถูกดึงเข้าไปแบกรับต้นทุนของสงครามก่อนใครเสมอ

การใช้เด็กเป็นทหารในสงครามยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึก แม้ศาลอาญาระหว่างประเทศจะระบุชัดเจนแล้วว่าการใช้เด็กที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีถือเป็นอาชญากรรมสงคราม ทว่ากลุ่มติดอาวุธจำนวนมากยังเลือกใช้เด็ก เพราะเด็กเป็นทรัพยากรที่ต้นทุนต่ำ ถูกควบคุม และชักจูงได้ง่าย

เด็กที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมกลุ่มทหารเมื่ออายุยังน้อยมักจะถูกเลือกจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หรือเขตที่มีสังคมอันเปราะบาง เนื่องด้วยพวกเขาคุ้นเคยกับความรุนแรง โอกาสทางการศึกษา การงานของพวกเขาก็มีจำกัด ทำให้ผู้ใหญ่เห็นช่องโหว่ และเลือกใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือ โดยที่เด็กตัวน้อยยังไม่ทันเข้าใจโลกอย่างถ่องแท้เสียด้วยซ้ำ แต่กลับต้องถูกผลักเข้าสู่สนามรบ ก่อนจะมีโอกาสได้เลือกทางชีวิตด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกันเด็กหลายคนก็เข้าร่วมกลุ่มทหารอย่างสมัครใจ ไม่ใช่เพราะพวกเขาศรัทธาในอุดมการณ์ แต่เพราะต้องการหลบหนีความยากจน ความหิวโหย ความไม่ปลอดภัยในชีวิต สำหรับพวกเขาแล้ว กลุ่มทหารคือที่พึ่งทั้งทางอาหาร และความเป็นครอบครัว เพราะมีโครงสร้างที่เป็นหลักเป็นฐานให้แก่พวกเขาได้มากกว่าครอบครัวที่แท้จริง

การที่เด็กมีส่วนร่วมในความขัดแย้งของสงครามที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นส่งผลร้ายแรงต่อพัฒนาการทางกายและใจ พวกเขาต้องเผชิญกับการถูกทารุณกรรม ดวงตาใสซื่อต้องเห็นความรุนแรง และความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือเด็กจำนวนมากถูกบังคับให้กระทำการโหดร้ายด้วยน้ำมือของตัวเอง จนกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจที่ติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต ทั้งทหารเด็กมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะจากผู้ใหญ่หรือเด็กด้วยกันเอง ส่งผลให้ภาวะที่ตามมาคือโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพอื่นอีกมากที่ไม่อาจเยียวยาให้ดีขึ้นง่ายๆ แม้สงครามจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม 

องค์การสหประชาชาติร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ยืนยันว่าปัจจุบันยังมีการเกณฑ์เด็กเพื่อใช้ในความขัดแย้งทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหลายประเทศที่มีสงครามหรือความไม่สงบอย่างเมียนมาร์ ซูดาน ซูดานใต้ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และที่อื่นๆ อีก ถึงกฎหมายระหว่างประเทศจะห้ามไม่ให้เกณฑ์เด็ก แต่การใช้ทหารเด็กยังเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ เด็กบางคนถูกบังคับ ลักพาตัว ถูกชักจูงเพราะความยากจน หรือสูญเสียครอบครัวจากความขัดแย้ง แม้ปัญหาการใช้เด็กเป็นทหารคือเรื่องยากจะคลี่คลาย แต่ในระดับโลกก็เริ่มเห็นความอยุติธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น องค์การยูนิเซฟได้ริเริ่มแคมเปญในปี 2014 ภายใต้ชื่อ ‘เด็กคือเด็ก ไม่ใช่ทหาร’ โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้เด็กในความขัดแย้งทางอาวุธทั่วโลก ผลจากความพยายามดังกล่าวทำให้ทหารเด็กนับพันคนได้รับการปลดปล่อย และได้กลับคืนสู่ชีวิตที่ควรเป็นของพวกเขาตั้งแต่แรก

เช่นกันกับเรื่องราวของกาฟริช จริงอยู่ที่ว่าการเดินทางของเขาในกองทัพเซอร์เบียจะทำให้ได้อยู่ท่ามกลางเสียงชื่นชม ได้รับแผ่นจารึกทองคำที่สร้างขึ้นภายหลังเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาบนเกาะคอร์ฟู ทว่าชีวิตภายใต้สงครามและการเมืองนั้นไม่ได้มอบความสงบสุขซึ่งเขาสมควรได้รับอย่างแท้จริง หากแต่มอบความอยุติธรรมนับไม่ถ้วน เพราะเขายังเยาว์ เยาว์เกินกว่าที่มือเล็ก ๆ นั้นต้องมาถืออาวุธสังหารใคร 

ดังนั้น บรรดาผู้ใหญ่จึงไม่ควรหลงลืมว่าหากการเมืองเลว ปากท้องจะเหือดแห้ง และเด็กคงไร้อนาคต 

 

เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

 

อ้างอิง:

CFR.org. “Child Soldiers Around the World.” Council on Foreign Relations,
https://www.cfr.org/backgrounders/child-soldiers-around-world. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569.

United Nations Office at Geneva. “Recruitment of Child Soldiers on the Rise Despite Global Commitments.” UN Geneva, 2024,
https://www.ungeneva.org/en/news-media/news/2024/12/101829/recruitment-child-soldiers-rise-despite-global-commitments. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569.

Grokipedia. “Momčilo Gavrić.” Grokipedia,
https://grokipedia.com/page/Mom%C4%8Dilo_Gavri%C4%87. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569.

Serbia.com. “Momčilo Gavrić – The Youngest Soldier of World War I.” Serbia.com, https://serbia.com/about-serbia/serbia-history/world-war-one/momcilo-gavric/. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569.