25 ก.พ. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
ดูเหมือนว่า ‘บัตรเขย่ง’ อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเกิดแค่ในไทยเพียงประเทศเดียวอีกต่อไป เพราะในอีกซีกโลกหนึ่งอย่างไลบีเรีย ประเทศที่เป็นสาธารณรัฐแรกของแอฟริกาในปี 1847 ซึ่งก่อร่างสร้างขึ้นมาจากเลือดเนื้อของเหล่าทาสผู้แข็งขัน เกิดเรื่องประหลาดแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1927 ทำให้ไลบีเรียตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานมาตั้งแต่นั้น พลเมืองต้องยอมทำตามสัญญาทาสที่ผู้นำของเขาลงนามมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสี่ทศวรรษ
โดย ‘ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง’ (Charles Dunbar Burgess King) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 17 ของไลบีเรีย สมาชิกพรรค True Whig Party คือผู้ทำให้คนในชาติกลายเป็นแรงงานทาส แถมยังบุกเบิกตำนานบัตรเขย่ง จนนำไปสู่การเลือกตั้งที่โกงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก และยังเป็นคนทำให้ประชาชนภายในประเทศต้องตกเป็นแรงงานทาสไปอีกนับร้อยปีอีกด้วย
ถามว่าชายคนนี้โกงขนาดไหน?
ก็โกงขนาดที่ว่าชื่อของเขาถูกบันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊ก ว่าชัยชนะของเขาได้รับมาจากการโกงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว
ไม่แน่ใจนักว่าต้องรู้สึกยังไง เพราะไทยเราไม่ได้เป็นประเทศเดียวบนโลก ที่พบเจอการกระทำที่อาจถูกคนภายนอกมองว่ามีความผิดปกติ แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจยอมรับผลของความผิดปกติเหล่านี้ไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง เกิดที่เมืองมอนโรเวีย ไลบีเรีย เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1871 เป็นลูกชายสุดที่รักของพ่อแม่ผู้สืบเชื้อสายอเมริโก-ไลบีเรีย และฟรีทาวน์ครีโอล เขาสนใจด้านกฎหมายมาโดยตลอด จึงได้เริ่มอาชีพที่ศาลฎีกา ก่อนจะย้ายไปทำงานในกระทรวงการต่างประเทศในเวลาถัดมา
หลังจากอุทิศทุกอย่างเพื่อการทำงาน ความพยายามของเขาก็เกิดผล เมื่อได้รับการเสนอชื่อให้รับตำแหน่งอัยการสูงสุดในระดับรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดีอาร์เธอร์ บาร์เคลย์ (Arthur Barclay, 1904–1912) และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีแดเนียล อี. ฮาวเวิร์ด (Daniel E. Howard, 1912–1920)
ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง มีผลงานโดดเด่นอยู่เสมอ เขามักจะได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมประชุมนัดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสันติภาพภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเป็นหนึ่งในผู้ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์อีกด้วย
โดยในระหว่างที่เข้าร่วมการประชุมสันติภาพ เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี (พฤษภาคม 1919) และเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1920 จนเวลาล่วงเลยนานถึงสิบปีที่เขาทำหน้าที่บริหารประเทศ และเป็นเวลาสิบปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่ชาวไลบีเรียไม่เคยประสบมาก่อน
ส่วนอุดมการณ์ทางการเมืองของชายคนนี้ เขามีความสนใจในแนวคิดแพน-แอฟริกันนิสม์ (Pan-Africanism) มากเป็นพิเศษ โดยได้เข้าร่วมการประชุมแพน-แอฟริกันครั้งแรกในปี 1919 แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ให้การสนับสนุนพรรค True Whig Party เสมอมา เพราะนี่คือพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในไลบีเรีย ก่อตั้งโดยชาวอเมริโก-ไลบีเรีย ครองอำนาจทางการเมืองในไลบีเรียตั้งแต่ปี 1878 - 1980 และอีกอย่างคืออุดมการณ์ของพรรคก็ได้รับแรงบันดาลใจจากพรรค Whig ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมาถูกแทนที่โดยพรรครีพับลิกัน
แนวคิดแพน-แอฟริกันนิสม์ได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่มีความคิดสุดโต่งไม่แพ้กัน โดยมองว่าผู้ที่สืบเชื้อสายแอฟริกันมีความพิเศษ แตกต่าง เพราะทุกคนที่สืบเชื้อสายนี้ล้วนมีรากเหง้า ประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจร่วมกันจนหาสิ่งอื่นแทนไม่ได้ ชาวแอฟริกันจึงมีความพิเศษตรงนี้ที่มาเชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันตัดขาดเลยก็ว่าได้
และนั่นอาจหมายรวมถึงการเหยียดเชื้อชาติอื่นกลาย ๆ ว่าไม่มีสายเลือดไหนที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีเทียบเท่าพวกตนอีกแล้ว
ระหว่างที่ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิงทำหน้าที่บริหารประเทศ ในปี 1926 บริษัทผลิตยางสัญชาติอเมริกัน Firestone ได้รับสัมปทานที่ดินครั้งประวัติศาสตร์จำนวน 1 ล้านเอเคอร์ เป็นเวลา 99 ปี ได้สิทธิผูกขาดเหนือพื้นที่ที่เลือก และได้รับการยกเว้นภาษีเกือบทั้งหมดทั้งปัจจุบันและอนาคต ครอบครองพื้นที่คิดเป็น 4% ของอาณาเขตประเทศ และเกือบ 10% ของพื้นที่เพาะปลูก
แต่หลังจากร่างสัญญาได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว บริษัทได้เพิ่มเงื่อนไข ‘Clause K’ ขึ้นมา กำหนดให้ข้อตกลงมีผลก็ต่อเมื่อรัฐบาลไลบีเรียกู้เงิน 5 ล้านดอลลาร์จากบริษัท โดยเงื่อนไขเหมือนกับเงินกู้ 5 ล้านดอลลาร์ที่ประธานาธิบดีแดเนียล ฮาวเวิร์ด (Daniel Howard) เคยขอจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 1918 แต่ถูกสภาคองเกรสปฏิเสธ
ข้อเสนอนี้จุดชนวนการประท้วงอย่างรุนแรงทั้งในและนอกประเทศ ฝ่ายค้านภายในประเทศมองว่าไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม แต่ Firestone ยืนกรานว่าไลบีเรียขณะนั้นเป็นหนี้นายธนาคารอังกฤษมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคนั้น และ Firestone ต้องการลดความเสี่ยงที่อังกฤษอาจใช้เป็นข้ออ้างแทรกแซงกิจการภายในประเทศ
นอกจากจะปล่อยที่ดินให้กับ Firestone แล้ว สุดท้ายไลบีเรียก็ต้องกู้เงินอีก 5 ล้านดอลลาร์ผ่านบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจ คือ Finance Corporation of Liberia ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น รัฐบาลไลบีเรียยังให้คำมั่นกับ Firestone ว่าจะจัดหาแรงงานป้อนเข้าสู่กระบวนการขูดรีดประชาชนให้กับบริษัทต่างชาติแห่งนี้อีกด้วย
และเรื่องน่าประหลาดกว่านั้นก็มาเยือน ในปี 1927 ไลบีเรียได้เปิดคูหาเลือกตั้งขึ้น โดยมีผู้ท้าชิงจากสองพรรคที่น่าสนใจ คนแรกคือ ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง จาก True Whig Party และ โธมัส เจ.อาร์. ฟอล์กเนอร์ (Thomas J.R.Faulkner) จากพรรค People’s Party
แน่นอนว่าคิงชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และถูกบันทึกใน Guinness Book of Records ในปี 1982 ว่าเป็นการเลือกตั้งที่โกงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งที่สิทธิเลือกตั้งจำกัดเพียงประมาณ 15,000 คน (ชาวอเมริโก-ไลบีเรีย) แต่ผลอย่างเป็นทางการระบุว่าคิงได้คะแนน 229,527 เสียง หรือคิดเป็น 93.23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ฟอล์กเนอร์ได้เพียง 8,992 เสียง คิดเป็น 3.77 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นตัวเลขถูกปั่นจนมีผู้ออกมาใช้สิทธิสูงถึง 1,590 เปอร์เซ็นต์
ส่งผลให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ไปด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่ใช่ว่าการกระทำของอดีตประธานาธิบดีคนนี้ไม่มีผลตามมา เพราะคู่แข่งอย่างฟอล์กเนอร์เองก็ไม่ได้นิ่งเฉย เขาออกมากล่าวหาว่า ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแรงงานทาส ทำให้ประชาชนถูกบังคับใช้แรงงานในโครงการสาธารณะ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายทาสอีกด้วย
ข้อกล่าวหาร้ายแรงเช่นนี้มีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย จนมีการสอบสวนอย่างจริงจังเกิดขึ้น โดยในปี 1930 สันนิบาตชาติ (League of Nations) พบว่าข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นความจริง ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง จึงถูกบีบให้ลาออก และรองประธานาธิบดีอัลเลน แยนซี ประกาศลาออกเช่นกัน ส่วนฟอล์กเนอร์ลงสมัครอีกครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับเอ็ดวิน บาร์เคลย์ (Edwin Barclay) สมาชิกพรรค True Whig Party ไปอีกสมัย
ภายหลังจากการลาออก และข้อกล่าวหาสุดอื้อฉาว ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิงนั้น กลายเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา และใช้ชีวิตยืนยาวไม่ต้องรับโทษทางกฎหมายเพิ่มเติมใด ๆ จากการกระทำของเขาในตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะเขายื่นจดหมายลาออกในปี 1930 เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการถอดถอน หลังจากการเผยแพร่รายงานคริสตี ซึ่งเป็นรายงานนานาชาติเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับในประเทศ ก่อตั้งโดยอดีตทาสและคนเสรี โดยในตัวรายงานระบุว่า
“รองประธานาธิบดีแยนซี [แห่งไลบีเรีย] และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่น ๆ ของรัฐบาลไลบีเรีย รวมถึงผู้ว่าการมณฑลและนายอำเภอ ได้ให้การรับรองการเกณฑ์แรงงานโดยบังคับเพื่อการก่อสร้างถนน การส่งแรงงานไปต่างประเทศ และงานอื่น ๆ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากกองกำลัง Frontier Force ของไลบีเรีย และได้เพิกเฉยต่อการใช้กำลังดังกล่าวเพื่อบีบบังคับทางกายภาพในการก่อสร้างถนน เพื่อข่มขู่ชาวบ้าน เพื่อทำให้หัวหน้าชนเผ่าอับอายและเสื่อมเกียรติ รวมถึงการจับกุมชาวพื้นเมืองไปยังชายฝั่งและควบคุมตัวไว้จนถึงเวลาส่งตัว [ไปยังเฟอร์นันโดโปและเซาตูเม]”
ชาร์ลส์ ดันบาร์ เบอร์เจส คิง จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1961 สิ้นสุดยุคสมัยแห่งความเจ็บปวดของชาวไลบีเรีย แม้ว่าคนต้นเรื่องจะไม่ได้รับผลของการกระทำเลยก็ตาม
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
อ้างอิง
The 1927 Liberian Presidential Election Was the Most Fraudulent of All Time.