สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ ทรงเป็นเจ้านายสตรีผู้บุกเบิกการศึกษาสำหรับสตรีไทย โดยทรงอุปถัมภ์และพระราชทานทุนทรัพย์ในการก่อตั้งโรงเรียนสตรีหลายแห่งทั้งในไทย

KEY

POINTS

(๑) ‘เจ้านายสตรี’ ที่ถูกลืมท่านหนึ่ง

ในโอกาสเดือนแห่งวันสตรีสากล มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๙ นี้ผู้เขียนได้รับคําแนะนําจากบรรณาธิการ The People ว่าควรจะนําเสนอเรื่องราวของสตรีคนสําคัญท่านหนึ่งที่ถูกลืม แม้ชื่อ/พระนามอาจจะพอคุ้นหูใคร ๆ อยู่บ้าง คือ ‘สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร’ เนื่องจากพระนามได้นำไปใช้เป็นชื่อสถาบันการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่ง นั่นคือมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์)

ที่ว่า ‘ถูกลืม’ นั้นคือลืมในแง่บทบาทเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องกําเนิดของแนวคิดว่าด้วยสิทธิสตรีในสังคมไทยสยามแขนงหนึ่ง ที่มาของแนวคิดเรื่องนี้ ไม่ได้มีที่มาจากเส้นทางเดียวหรือมีลักษณะเป็นเส้นตรง เหมือนอย่างแนวคิดอื่น ๆ ในสังคมไทยสยาม และที่จริงก็พูดไม่ได้ว่าเรื่องสิทธิสตรีนี้ เกี่ยวข้องกับเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง มีหลายคนเกี่ยวข้องดังที่ทราบกัน

แต่อย่างไรก็ตาม เฉพาะบทบาทที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงโดดเด่นในเรื่องการส่งเสริมการศึกษาให้แก่สตรีในรูป ‘โรงเรียนสตรี’ อยู่ก่อนหน้าจะเกิดการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ มาเป็นเวลานานก่อนหน้านั้น ก็กล่าวได้ว่าทรงมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกําเนิดแนวคิดนี้ ผ่านทางโรงเรียนสตรีอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงเป็นพระราชธิดาลําดับที่ ๔๓ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๗ ณ พระตําหนักสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ ณ วังคันธวาส ถนนวิทยุ พระนคร

พระมารดาแท้ๆ ผู้ให้กําเนิดคือ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี แต่มีอันให้ต้องเรียก ‘เสด็จป้า’ เพราะเมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ คลอดธิดาองค์แรกแล้วธิดาสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระศรีสวรินทิราทรงสงสารที่ให้เห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทรา ทรงโทมนัสมาก จึงทรงยกธิดาให้เป็นธิดาบุญธรรมของสมเด็จพระศรีพัชรินทราแทน ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้เพียง ๓ พรรษา และเข้าใจว่าทรงรับรู้ว่าสมเด็จพระศรีพัชรินทราเป็น ‘เสด็จแม่’ (แท้ ๆ) และสมเด็จพระศรีสวรินทิราเป็น ‘เสด็จป้า’ อยู่ช้านาน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

พระอุปนิสัยสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงโปรดการอ่านหนังสือและทรงอักษรมาก ในทุก ๆ วันจะทรงพระอักษรเป็นเวลานาน บางคราวพระพี่เลี้ยงจะนําหนังสือไปซ่อนไว้ เพื่อให้พระองค์ได้บรรทม แต่ก็ไม่สําเร็จ เพราะพระองค์จะทรงหนังสือเล่มอื่นต่อไป เกี่ยวกับความมีพระทัยรักการอ่านหนังสือ พระองค์ถึงกับเคยรับสั่งกับข้าหลวงในพระองค์ว่า 

“ถ้าเกิดไฟไหม้ ไม่ต้องเก็บเครื่องเพชร ให้เก็บหนังสือก่อน”

การอ่านมาก ก็ย่อมทําให้รู้มากเป็นธรรมดา การที่ทรงตรัสและอ่านภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสได้ ยิ่งทําให้พระองค์รอบรู้มากขึ้นไปอีก กล่าวกันว่าทรงมีสมญาว่า ‘แฟชั่นนิสต้าแห่งราชสํานักสยาม’ ขุนนางบ่าวไพร่นิยมเรียกว่า ‘ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงแหม่ม’ เพราะทรงโปรดปรานการฉลองพระองค์แบบฝรั่ง ไว้พระเกศายาว สวมพระมาลา โปรดเสวยหมี่เกี๊ยวกับไอศกรีม ล้วนเป็นบุคลิกลักษณะที่แตกต่างจากเจ้านายองค์อื่น ๆ

บุคลิกลักษณะดังกล่าวนี้ ทําให้เจ้านายสายที่มีความรู้เรื่องตะวันตก พลอยนิยมพระองค์ เช่น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเรียก ‘ท่านอาหญิง’ เป็นต้น การมีเจ้านายสตรีชั้นที่ยังทรงพระเยาว์ฉลองพระองค์แบบตะวันตก ตรัสภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสได้ คงช่วยให้ชาวชาติตะวันตกที่เข้ามาติดต่อกับราชสํานักสยามมากตลอดช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ช่วงเวลา ๕๔ ปี (พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๘๑) ที่ทรงมีพระชนมายุอยู่นั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวของการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่างในสังคมไทยสยาม ตั้งแต่การรุกรานของจักรวรรดินิยมตะวันตกทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนบ้านสยามต่างตกเป็นอาณานิคมตะวันตก 

กระทั่งเกิดเหตุการณ์อย่างกรณี ร.ศ.๑๑๒, การปฏิรูปการปกครองมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งคือการกําเนิดขึ้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชในสยาม, สงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่ถึงจะห่างไกลจากสยาม เพราะสมรภูมิรบอยู่ที่ยุโรป แต่สยามในสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็ประกาศเข้าร่วมสงครามนี้ และส่งทหารสยามไปยังสมรภูมิยุโรปด้วย, วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกที่เรียกกันว่า Great depression สยามได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง รัฐบาลพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ต้องประกาศใช้นโยบายดุลข้าราชการ คือให้ข้าราชการบางส่วนต้องออกจากราชการ ตกงานไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐ และที่สําคัญคือ เหตุการณ์อภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

 

(๒) ทรงกรม (แต่ในพระนาม) เพชรบุรี

สําหรับพระนามทรงกรม ‘เพชรบุรี’ นับเป็นข้อเด่นหนึ่งของเจ้านายชั้นพระราชโอรส-พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แตกต่างจากกรณีพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ จะพบพระนามที่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งด้วยพระนามต่าง ๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ ๕), จันทรมณฑล, จาตุรนต์รัศมี, ภาณุรังสีสว่างศ์ เมื่อทรงกรมก็จะแต่งตั้งให้มีพระนาม อาทิ สรรพสิทธิประสงค์, เทวะวงศ์วโรปการ, วชิรญาณวโรรส, นราธิปประพันธ์พงศ์, ดํารงราชานุภาพ, พิทยลาภพฤฒิธาดา, นริศรานุวัดติวงศ์ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น ๗๗ พระองค์ พระราชโอรสและพระราชธิดาที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าต่างกรม ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน มีทั้งสิ้น ๒๓ พระองค์ ซึ่งเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งใน ๒๓ พระองค์ดังกล่าวนี้ ตามลําดับคือ

(1) กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (กรุงเทพ/รัตนโกสินทร์)

(2) กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สงขลา)

(3) กรมขุนชัยนาทนเรนทร (ชัยนาท)

(4) (เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์) กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร (เพชรบุรี)

(5) กรมขุนพิจิตรเจษฏ์จันทร์ (พิจิตร)

(6) กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี (สวรรคโลก)

(7) (พระองค์เจ้าชายกิติยากรวรลักษณ์) กรมพระจันทบุรีนฤนาท (จันทบุรี)

(8) กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ราชบุรี)

(9) กรมหลวงปราจิณกิติบดี (ปราจิณ/ปราจีนบุรี)

(10) (พระองค์เจ้าชายจิรประวัติวรเดช) กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (นครไชยศรี)

(11) (สมเด็จเจ้าฟ้าชายบริพัตรสุขุมพันธ์) กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (นครสวรรค์)

(12) (พระองค์เจ้าชายบุรฉัตรไชยากร) กรมพระกําแพงเพ็ชรอัครโยธิน (กําแพงเพชร)

(13) (สมเด็จเจ้าฟ้าชายสมมติวงศ์วโรทัย) กรมขุนศรีธรรมราชธํารงฤทธิ์ (นครศรีธรรมราช)

(14) (พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์) กรมหมื่นมหินพิไชยมหินทโรดม (พิไชย)

(15) (สมเด็จเจ้าฟ้าชายยุคลทิฆัมพร) กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (ลพบุรี)

(16) (พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) กรมพระยาชัยนาทนเรนทร (ชัยนาท)

(17) (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงมาลินีนพดารา ศิรินิภาพรรณวดี) กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา (ศรีสัชนาลัย)

(18) (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงนิภานภดล วิมลประภาวดี) กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี (อู่ทอง)

(19) (สมเด็จเจ้าฟ้าชายอัษฎางค์เดชาวุธ) กรมหลวงนครราชสีมา (นครราชสีมา)

(20) (สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑาธุชธราดิลก) กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (เพชรบูรณ์)

(21) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (สมเด็จฯ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์) กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา (สุโขทัย)

(22) (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ) กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พิษณุโลก)

(23) (พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์) กรมหมื่นชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ (ต่อมา พ.ศ.2463 ได้เลื่อนเป็น ‘กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์’) (ชุมพร)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามพระราชโอรส-พระราชธิดา ให้ทรงกรม แต่ในนามเช่นนี้ แม้ว่าเหตุผลที่เป็นทางการตามประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายจะระบุเอาไว้ว่า 

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ปรับปรุงระบอบการปกครองหัวเมือง พระองค์จึงมีพระราชดําริว่าพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระองค์ ควรจะมีพระนามเป็นเกียรติแก่เมืองต่าง ๆ ในสยามรัฐสีมาอาณาจักร”

แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการตั้งตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยา (ดูใน ประชุมกฎหมายตราสามดวง) กษัตริย์อยุธยานิยมส่งพระราชโอรสไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆ การ ‘ทรงกรม’ และครองเมืองดังกล่าวนี้ สําหรับกรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย ๆ ที่กระทําแต่เพียงในนามหรือเพื่อเกียรติยศเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องจริงจังและสัมพันธ์กับสถานะ ‘พญาจักรพรรดิราช’ ของกษัตริย์อยุธยาโดยตรง

ข้อที่แปลกพิสดาร เมื่อเปรียบเทียบกับการตั้งให้ครองเมืองสมัยอยุธยา อีกประการก็คือ สมัยอยุธยาไม่ปรากฏมีการแต่งตั้งให้เจ้านายสตรีเป็นผู้ครองเมืองนั้น ๆ โดยตรง มีแต่ส่งไปเป็นพระชายาของเจ้าผู้ครองเมืองอีกต่อหนึ่ง เช่น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงส่งพระวิสุทธิกษัตรีไปเป็นพระชายาของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งครองเมืองพิษณุโลก เป็นต้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ การทรงกรมนี้ แม้เป็นแต่เพียงในนาม โดยมากเจ้านายแต่ละพระองค์ไม่ได้ทรงมีพระประวัติข้องเกี่ยวกับเมืองที่ทรงได้รับการเฉลิมพระราชอิสริยยศแต่อย่างใด บางพระองค์ เช่น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กว่าจะได้ไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเมืองชุมพร ก็เมื่อปลายพระชนม์ เกิดพระดําริว่าพระราชบิดา (รัชกาลที่ ๕) ทรงเฉลิมพระนามให้ครองชุมพร แต่พระองค์กลับอยู่ที่สัตหีบเสียส่วนใหญ่ จึงเสด็จโปรดไปประทับที่หาดทรายรี อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร กระทั่งสิ้นพระชนม์ลงที่นั่น

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

ขณะที่สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ไม่ใช่อย่างนั้น ถึงแม้จะทรงประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ และหัวเมืองที่ทรงโปรดปรานเสด็จไปประทับแรมอยู่บ่อยครั้งในรอบหลายปีจะคือสระบุรี แต่ก็ทรงไม่ได้ละเลยเพชรบุรี เมืองที่ทรงได้รับการเฉลิมพระราชอิสริยยศ ทราบกันภายหลังว่าทรงมีบทบาทส่งเสริม ซ่อมแซมอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนสตรี (โดยเฉพาะโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ) และให้ทุนการศึกษาแก่ครูผู้หญิงจากเมืองเพชรบุรี ทําให้การมีพระราชอิสริยยศเป็น ‘กรมหลวงเพชรบุรี’ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบทบาทของพระองค์ บางทีจะเป็นกุศโลบายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในการที่จะทรงให้พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ได้มีพระทัยทํานุบํารุงหัวเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ที่ทรงเฉลิมพระราชอิสริยยศให้

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

(๓) เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ กับ ‘โรงเรียนสตรี’

นอกจากโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ยังทรงมีบทบาทในการออกทุนสร้างและซ่อมแซมโรงเรียนสตรีหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด อาทิ โรงเรียนราชินี, โรงเรียนราชินีบน, โรงเรียนจอมสุรางค์ อยุธยา, โรงเรียนสหายหญิง สระบุรี, โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก, โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีพิทยาลงกรณ์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์), เป็นต้น

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

ในทศวรรษ ๒๔๖๐-๒๔๗๐ ทรงมีนโยบายให้กระทรวงธรรมการคัดเลือกครูผู้หญิงที่ความประพฤติดี พระราชทานทุนให้เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ สมัยนั้นการได้ทุนพระราชทานนี้จากเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ คือช่องทางเดียวที่ผู้หญิงจะมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ แม้จะด้วยเหตุผลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยวก็ตาม เพราะสมัยนั้นแม้จะเริ่มมีแนวคิดเรื่องการเท่าเทียมทางการศึกษาระหว่างชายกับหญิงบ้างแล้ว แต่สําหรับการเดินทางไปเมืองนอกสําหรับสมัยนั้นยังเป็นเรื่องเฉพาะสําหรับผู้ชาย

การที่ทรงสนับสนุนครูผู้หญิงในเรื่องนี้ กล่าวกันว่าเพราะแต่เดิมทรงเคยคิดฝันอยากจะไปเรียนต่างประเทศ แต่พระราชบิดาไม่ทรงอนุญาต แม้ว่าพระองค์กับพระมารดาบุญธรรม (สมเด็จพระศรีพัชรินทรา) จะทรงเคยเสด็จประพาสยุโรปร่วมกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายครั้งก็ตาม สําหรับคนอื่นไม่ว่าคนชั้นที่เป็นเจ้านาย ขุนนาง หรือไพร่ราษฎร เมื่อตนเองเป็นหรือทําไม่ได้ ก็มักจะเป็นสาเหตุให้คนอื่นทําหรือเป็นไม่ได้เช่นเดียวกับตน แต่สําหรับบางคน/บางพระองค์ ไม่ใช่อย่างนั้น กลับส่งเสริมผู้อื่นในสิ่งที่พระองค์ไม่เคยได้รับโอกาส หรืออาจจะเป็นอารมณ์ความรู้สึกประมาณว่า 

“แม้ฉันจะไม่ได้ไป แต่คนของฉันได้ไป” (ก็เท่ากับฉันได้ไปเหมือนกัน) อะไรประมาณนั้น หรือไม่ ไม่อาจทราบได้แน่ชัด

ในการส่งเสริมสตรีให้ได้รับการศึกษานั้น เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ทรงมุ่งเน้นให้นักเรียนหญิงในโรงเรียนสตรีของพระองค์มีโอกาสได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อว่าเป็นวิชาที่จะทําให้สตรีมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเท่าเทียมกับบุรุษ ทรงพระดําริเล็งเห็นการณ์ว่า 

“สตรีในยุคต่อไปจะต้องพึ่งพาตนเองและยืนหยัดเคียงคู่บุรุษในการพัฒนาประเทศชาติ”

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่า แม้วิชาวิทยาศาสตร์จะได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้กันในโรงเรียนสตรีล้วนมานานตั้งแต่สมัยเจ้าวไลยอลงกรณ์ แต่สังคมไทยกลับไม่มีนักวิทยาศาสตร์หญิงที่เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยโน้นเลย นักวิทยาศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ชายอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนั้น อาจเพราะแท้ที่จริงแล้ว วิชาวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดกันในอดีตไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบท่องจําหรือ

มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์จากห้องทดลอง หากแต่เป็นการเรียนรู้ในระดับปรัชญาวิทยาศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักสังเกต ตั้งคําถาม และไม่เชื่อสิ่งงมงาย ทําให้เด็กผู้หญิง (หรือผู้ชายก็ตาม) ที่ผ่านการเรียนรู้ตรงนี้ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดดังที่เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ทรงตั้งปณิธานไว้นั่นเอง

 

(๔) โรงเรียนสหายหญิง เมืองสระบุรี มณฑลกรุงเก่า

ผู้เขียนรู้จักสถานที่ที่เรียกว่า ‘โรงเรียนสหายหญิง สระบุรี’ โดยบังเอิญ จากที่ครั้งหนึ่ง เมื่อขับรถกับเพื่อนไปเที่ยวท่องล่องอีสานกันมา ขากลับเบื่อจะพักปั๊มน้ำมันที่มีแต่ของกินของฝากซ้ำซาก ก็เลยเลี้ยวไปพักหาอะไรกินที่ตัวเมืองสระบุรี แล้วก็ไปปร่ะเข้ากับร้านเล็กโอชา ร้านเกาเหลาเล็ก ๆ ที่อยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนสหายหญิง เห็นคนนั่งกินในร้านนี้กันเยอะ ก็เลยลองบ้าง ปรากฏว่าได้ร้านประจําใหม่เมื่อผ่านไปสระบุรีตั้งแต่นั้นมา

ตัวเมืองสระบุรีเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ในแง่รถติดวุ่นวาย แต่เมื่อไปร้านเล็กโอชา ก็จะมีที่จอดรถอยู่ในสํานักงานการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสระบุรี ซึ่งอนุญาตให้จอดรถได้ฟรี เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปในพื้นที่สํานักงานนี้ ก็จะปร่ะเข้ากับอาคารสถาปัตย์เก่าแก่แห่งหนึ่งของสระบุรี ที่มีชื่อตามป้ายด้านบนอาคารว่า ‘อาคารวไลยอลงกรณ์ พ.ศ.๒๔๖๖’

อาคารนี้นับเป็นร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีตกาลของโรงเรียนสตรีสระบุรีที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ สร้างมาตั้งแต่เมื่อแรกก่อตั้งโรงเรียนเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ โรงเรียนสตรีแห่งนี้ทรงพระราชทานนามว่า ‘โรงเรียนสหายหญิง’ แสดงถึงพระเมตตาที่มีต่อเหล่านักเรียนหญิง บุตรหลานขุนนาง คหบดี และประชาชนในหัวเมืองสระบุรี

โดยใน พ.ศ.๒๔๖๔ เมื่อกระทรวงธรรมการเห็นชอบในการสร้างโรงเรียนสตรีที่สระบุรี สมัยนั้นยังขึ้นกับ ‘มณฑลกรุงเก่า’ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียน พร้อมด้วยเครื่องใช้ และพระราชทานที่ดิน ๓ ไร่ ๓ งาน ๖๙ ตารางวา ตั้งอยู่ใกล้ที่ชุมชน มีถนนติดต่ออยู่ ๓ ด้าน ก่อสร้างอาคารขึ้นตามรูปแบบของกระทรวงธรรมการ เป็นตึกชั้นเดียว มีห้องเรียนใหญ่อยู่ ๑ ห้อง ห้องเรียนเล็ก ๔ ห้อง แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ เป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกในสระบุรี

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ แล้วมีแนวคิดรวมโรงเรียนสตรีกับโรงเรียนชายล้วนเข้าเป็นโรงเรียนเดียวกัน โรงเรียนสหายหญิงก็ถูกยุบไปรวมกับโรงเรียนชาย แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ‘โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม’ ปัจจุบัน ‘อาคารเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์’ อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสํานักงาน กศน.จังหวัดสระบุรี อาคารนี้ไม่เพียงแต่เป็นอนุสรณ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ยังเป็นอนุสรณ์สําคัญของประวัติศาสตร์โรงเรียนสตรี ในระยะแรกเริ่มของไทยอีกด้วย

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร : เจ้านายสตรี ผู้บุกเบิก ‘โรงเรียนสตรี’ ในไทย

(๕) ‘โรงเรียนสตรี’ กับแนวคิดสิทธิสตรีหลัง ๒๔๗๕

ไม่ใช่มีแต่ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม (ภริยาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม) เท่านั้นที่เป็นผลิตผลจากโรงเรียนสตรี (ท่านผู้หญิงละเอียดเรียนจบจากโรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ และโรงเรียนผดุงนารี พิษณุโลก) การเกิดโรงเรียนสตรียังมีส่วนสําคัญในการแข่งขัน โรงเรียนอื่นก็จําต้องมีหลักสูตรสาขาวิชาที่ถ่ายทอดการเรียนการสอนมุ่งเน้นบทบาทสตรีเช่นกัน เช่น โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (ภริยาของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์) ก็ได้ผ่านการเรียนในแบบคล้ายคลึงกัน

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (ภริยาของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์)

ผู้ชายเองก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดและปรัชญาการศึกษาที่เผยแพร่โดยโรงเรียนสตรีในยุคสมัยเดียวกัน โรงเรียนชายล้วนอย่าง ‘โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า’ ที่ปรีดีได้เข้าเรียนระดับชั้นมัธยม ก็ตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกับ ‘โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์’ ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกของอยุธยา (เดิมโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า ตั้งอยู่ในพื้นที่วัดเสนาสนาราม บริเวณที่เป็นโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ในปัจจุบัน พ.ศ.๒๔๘๓ โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่าได้ย้ายร่นไปตั้งอยู่ริมบึงพระรามทางตอนใต้ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ‘โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย’ (อยว.) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน) 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็สนับสนุนการสร้างโรงเรียนสตรี เช่น ได้มีการก่อตั้ง ‘โรงเรียนสตรีวัดพลับพลา นนทบุรี’ ต่อมาเปลี่ยนเป็น ‘โรงเรียนสตรีนนทบุรี’ บริเวณที่ตั้งของโรงเรียนนี้ ยังเป็นถิ่นเดิมของจอมพล ป. พิบุลสงคราม โรงเรียนวัดเขมาภิรตารามที่จอมพล ป. วัยเด็กได้เข้าศึกษานั้นก็ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณวัดเขมาภิรตาราม (ตรงพื้นที่โรงเรียนปริยัติธรรมของวัด ส่วนโรงเรียนวัดเขมาภิรตารามตามที่ตั้งปัจจุบัน ก่อตั้งในสมัยจอมพล ป. เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ และเปลี่ยนจากโรงเรียนประถม มาเป็นโรงเรียนมัธยม ส่วนโรงเรียนประถม จอมพล ป. ได้ก่อตั้งโรงเรียนกลาโหมอุทิศ ขึ้นมาแทน)

ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.๒๔๗๕ ย้อนกลับไปถึง พ.ศ.๒๔๕๖ เริ่มมีข้อมูลจากการสํารวจสํามะโนประชากรแล้วพบว่า จํานวนเด็กหญิงมีมากกว่าเด็กผู้ชาย และมีแนวโน้มที่เด็กผู้หญิงเหล่านี้ที่ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน มักจะต้องแต่งงานออกเรือนตั้งแต่อายุยังน้อย สําหรับทางการถือเป็นเรื่องเสียหายในแง่กําลังคนพลเมือง จํานวนผู้มีการศึกษาแม้ระดับอ่านออก-เขียนได้-คิดเลขเป็น เป็นเรื่องมองสะท้อนถึงระดับความศิวิไลซ์ของชาติบ้านเมือง

ดังนั้นสายการศึกษาสมัยนั้นจึงมีแนวคิดส่งเสริมให้สตรีได้เรียนหนังสือ เพื่อจะได้สามารถช่วยเหลือบุรุษในการสร้างชาติบ้านเมืองให้ศิวิไลซ์ได้

แต่ขณะเดียวกัน คนรุ่นโน้นก็มีแนวคิดเห็นควรแบ่งแยกชาย-หญิง เพื่อได้เตรียมผู้หญิงให้พร้อมสําหรับบทบาทหน้าที่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแม่ศรีเรือน, กุลสตรี, ผู้ดีหญิง และที่สําคัญคือ ‘ดอกไม้ของชาติ’ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าบทบาทอย่างหลังนี้ที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นอุดมการณ์และปรัชญาของโรงเรียนสตรี มีอิทธิพลอย่างมากต่อยุคสร้างชาติหลัง ๒๔๗๕ โดยเฉพาะในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

นอกจากนี้การให้ ‘สิทธิเลือกตั้ง’ แก่สตรีเท่าเทียมกับบุรุษ ‘หนึ่งสิทธิ-หนึ่งเสียง’ เท่ากัน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่แรกเริ่มในการร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ยังสะท้อนถึงอิทธิพลที่มาจากแนวคิดของโรงเรียนสตรีโดยตรง และเพราะการถ่ายทอดอุดมการณ์ความเท่าเทียมกันทางเพศสถานะ (Gender) ที่เป็นมาในช่วง ๒ ทศวรรษ ก่อนหน้าการอภิวัฒน์ ทําให้ไม่เกิดอุปสรรคเมื่อผู้หญิงจะมีสิทธิเลือกตั้งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยไทย ๓ ฉบับแรกนั้น

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการสร้างพลเมืองชาย-หญิง ให้เป็น ‘คนเท่ากัน’ นี้ มีผลด้านกลับในการยกเลิกโรงเรียนสตรีในเวลาต่อมาด้วย กล่าวคือแนวคิดรวมโรงเรียนให้นักเรียนชายหญิงเรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เสนอขึ้นโดยหลวงหล้าบรรลือฤทธิ์ ตั้งแต่เมื่อไม่กี่เดือนหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลโดยทันที ทั้งที่เป็นรัฐบาลภายใต้การนําของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

คุณหญิงมโนปกรณ์นิติธาดา (ยืนซ้ายสุด) ตามเสด็จสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จสถานปาสเตอร์ เมืองไซ่ง่อน 14 เมษายน พ.ศ. 2473 อาจเป็นภาพสุดท้ายก่อนรถยนต์ที่คุณหญิงนั่งในขบวนเสด็จพระราชดำเนินจะประสบอุบัติเหตุ (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) แม้ว่าสุดท้ายแล้ว โรงเรียนสตรียุคเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์จะยังคงมุ่งเน้นสร้างสตรีให้รู้จักและยึดมั่นในความเป็น ‘แม่และเมีย’ ในนาม ‘แม่ศรีเรือน’ ‘กุลสตรี’ และ ‘ดอกไม้ของชาติ’ แต่การพยายามส่งเสริมการศึกษาให้แก่สตรีเพื่อให้สตรีมีความรู้ความเฉลียวฉลาดทัดเทียมกับบุรุษนั้น นับเป็นคุณอย่างใหญ่หลวงต่อระบอบประชาธิปไตยและการเปลี่ยนผ่านทางสังคมวัฒนธรรมในช่วงหลังเป็นอย่างยิ่ง

 

หมายเหตุ: ขอขอบคุณ ชัยชาญ ปรางค์ประธานพร ที่กรุณาแลกเปลี่ยนข้อมูลและเอื้อเฟื้อเอกสารเกี่ยวข้องมา ณ ที่นี่ด้วย

 

อ้างอิง

  • กําพล จําปาพันธ์. “กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์: เจ้านายที่มีพระนาม ‘ชุมพร’ แต่แทบไม่เกี่ยวข้องกับเมืองชุมพร เรื่องนี้มีนัยอะไรหรือไม่ อย่างไร?” The People.co เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2565
  • พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เกิดวังปารุสก์ (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ: สนพ.ริเวอร์บุ๊คส์, ๒๕๔๗.
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์. “พระราชประวัติ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์” (ไม่ระบุวันเดือนปีที่เผยแพร่).
  • ศันสนีย์ วีระศิลป์ ชัย. ลูกแก้ว เมียขวัญ. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, ๒๕๖๖.
  • ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี. โรงเรียนสตรีนนทบุรี. นนทบุรี: ไม่ระบุสํานักพิมพ์, ๒๕๔๐.
  • สุวดี ธนประสิทธิ์พัฒนา. รวมบทความวิจัยเรื่องสตรีกับการเข้าสู่การศึกษาสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
  • สุนันทา นิตยจินต์. “การศึกษาของสตรีไทยระหว่างพุทธศักราช ๒๔๑๑ ถึง ๒๔๗๕” วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๐.
  • หจช. ศธ. ๔.๔/๖๐ ขอทราบเรื่องการศึกษาสําหรับเด็กหญิงมณฑลต่าง ๆ (๓๑ มีนาคม ๒๔๕๖-๒๐ พฤษภาคม ๒๔๕๗).
  • หจช. ศธ. ๔.๖/๑๑๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเพ็ชรบุรีมีพระประสงค์จะทะนุบํารุงการศึกษาฝ่ายหญิงโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงธรรมการเลือกครูผู้หญิง ส่งไปดูการศึกษาในยุโรป กับพระราชทานเงินค่าพาหนะเดินทางและค่าใช้จ่าย ๑๐,๐๐๐ บาท (๗-๘ ธันวาคม ๒๔๖๙).
  • หจช. ศธ. ๔.๘/๑๕๙ หลวงหล้าบรรลือฤทธิ์ขอให้นักเรียนหญิงชายเรียนรวมกัน (๒๑-๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๕).