‘มาร์ติน ไฮเดกเกอร์’ : เรารู้ว่าต้องตาย แต่ยังใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวันนั้น

‘มาร์ติน ไฮเดกเกอร์’ : เรารู้ว่าต้องตาย แต่ยังใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวันนั้น

เมื่อความตายกลายเป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอ เราอาจลืมไปว่ามันคือปลายทางที่ไม่มีใครหนีพ้น ‘มาร์ติน ไฮเดกเกอร์’ ชวนเรากลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่า เราใช้ชีวิตในแบบของคนที่รู้ว่าต้องตายจริง ๆ แล้วหรือยัง

KEY

POINTS

ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เหตุใดเราจึงยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว?

สถิติจากภัยพิบัติ กราฟจากสงคราม หรือรายงานการสูญเสียที่ไหลผ่านหน้าจอในแต่ละวัน มักกลายเป็นเพียงข้อมูลที่เรารับรู้ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยข่าวใหม่ในเวลาไม่นาน 

เรารู้ว่ามีคนตาย แต่ความรู้นั้นกลับไม่เคยซึมลึกลงมาถึงชีวิตของเราอย่างแท้จริง

ในชีวิตประจำวัน เรามักกล่าวว่า “ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ” ซึ่งไม่ใช่คำกล่าวที่ผิดb ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ถ้อยคำเรียบง่ายนี้อาจกำลังลดทอนความหมายของความตายให้เหลือเพียงข้อเท็จจริงทั่วไปของมนุษย์ มากกว่าจะเป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน

ความตายจึงถูกทำให้เข้าใจได้ง่าย หากก็ถูกทำให้ห่างไกลออกไปในเวลาเดียวกัน

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นักปรัชญาชาวเยอรมัน เสนอว่า การรับรู้ความตายในลักษณะดังกล่าว อาจทำให้เรามองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดของการมีอยู่ นั่นคือ ความจริงที่ว่า ‘ความตาย’ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ของมนุษย์โดยทั่วไป แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราแต่ละคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในผลงานชิ้นสำคัญ ‘Being and Time’ ไฮเดกเกอร์ชี้ให้เห็นว่า ความตายไม่ใช่เพียงเหตุการณ์หนึ่งในลำดับของชีวิต แต่เป็นความเป็นไปได้ที่เป็นของเราเองโดยเฉพาะ ไม่มีใครสามารถเผชิญมันแทนเราได้ และไม่มีใครสามารถพรากมันไปจากเราได้ ในแง่นี้ ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่ “เกิดขึ้นกับมนุษย์” แต่คือสิ่งที่ “จะเกิดขึ้นกับฉัน”

เมื่อมองจากมุมนี้ ความตายจึงไม่ใช่เพียงข่าวหรือสถิติที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เป็นขอบเขตที่คอยกำหนดความหมายของการมีอยู่ของแต่ละคน เพราะเมื่อชีวิตมีจุดสิ้นสุดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกการตัดสินใจ ทุกความสัมพันธ์ และทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าที่เรามักเผลอคิด

อย่างไรก็ตาม ไฮเดกเกอร์มองว่า ในชีวิตประจำวัน มนุษย์มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความหมายของความตายในลักษณะนี้ เราพูดถึงมันผ่านถ้อยคำที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องทั่วไป เช่น “คนเราย่อมต้องตายกันทั้งนั้น” ประโยคที่ฟังดูจริง หากแต่ค่อย ๆ ทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องของ ‘ใครก็ได้’ มากกว่าจะเป็นเรื่องของ ‘ฉัน’

เรารับรู้ว่ามนุษย์ต้องตาย แต่การรับรู้นั้นมักเป็นเพียงความเข้าใจเชิงนามธรรม คล้ายกับการรู้ว่า ‘โลกกลม’ เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ แต่แทบไม่เคยเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ไฮเดกเกอร์จึงเสนอว่า ชีวิตประจำวันของมนุษย์ เต็มไปด้วยการหลีกหนีความตาย ไม่ใช่การปฏิเสธโดยตรง หากแต่เป็นการทำให้มันกลายเป็นเรื่องไกลตัว ผ่านภาษา ผ่านความเคยชิน และผ่านวิธีคิดแบบ ‘คนทั่วไป’

แล้วเขาคือใคร?

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันผู้ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 20 เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1889 ที่เมืองเมสเคิร์ช ประเทศเยอรมนี และเริ่มต้นจากการศึกษาเทววิทยา ก่อนจะค่อย ๆ หันมาสู่ปรัชญาอย่างจริงจัง

เขาเคยศึกษาและทำงานร่วมกับ ‘เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล’ (Edmund Husserl) ผู้ก่อตั้งแนวคิดปรากฏการณ์วิทยา ซึ่งมีอิทธิพลต่อเขาอย่างมากในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ไฮเดกเกอร์ได้พัฒนาแนวคิดของตนเองต่อไป ด้วยการตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า ‘การมีอยู่’ ของมนุษย์หมายความว่าอย่างไร

ผลงานอย่าง Being and Time ไม่เพียงเปลี่ยนทิศทางของปรัชญาสมัยใหม่ แต่ยังทำให้ ‘ความตาย’ กลายเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจชีวิตของมนุษย์

แนวคิด Das Man: โลกของ ‘คนทั่วไป’

ไฮเดกเกอร์ใช้คำว่า Das Man เพื่ออธิบายโลกที่เรามักใช้ชีวิตตาม ‘คนทั่วไป’ เราพูดในสิ่งที่คนอื่นพูด เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเชื่อ และใช้ชีวิตในแบบที่ “ใคร ๆ ก็ใช้” โดยแทบไม่ทันตั้งคำถาม

เขาเขียนไว้ว่า “The ‘they’ gives its own interpretation of death: death is an event which happens to everyone.” หรือ “คนทั่วไปมักอธิบายความตายในแบบของตนเองว่า มันเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน”

เมื่อความตายถูกอธิบายเช่นนี้ มันจึงกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ‘ใครก็ได้’ และนั่นทำให้เราสามารถรับรู้มันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างแท้จริง

การหลุดพ้นจากโลกของ Das Man

สำหรับไฮเดกเกอร์ การตระหนักว่าความตายเป็น ‘ของเราเอง’ คือจุดเริ่มต้นของการหลุดออกจากโลกของคนทั่วไป

เพราะไม่มีใครสามารถตายแทนเราได้ ชีวิตของเราจึงไม่อาจถูกใช้ไปอย่างเลื่อนลอย หรือปล่อยให้ไหลไปตามสิ่งที่ “ใคร ๆ ก็ทำ” ได้อีกต่อไป

เขาเรียกการดำรงอยู่ของมนุษย์ในลักษณะนี้ว่า Dasein ซึ่งหมายถึงการมีอยู่ที่รู้ตัวว่าตนเองมีอยู่ และสามารถตั้งคำถามกับชีวิตของตนเองได้

ในมุมมองนี้ ความตายจึงไม่ใช่เพียงปลายทางของการมีอยู่ แต่เป็นสิ่งที่ดำเนินควบคู่ไปกับชีวิตในทุกขณะ เป็นความเป็นไปได้ที่กำหนดขอบเขตของเรา และทำให้ทุกการเลือกมีความหมายขึ้นมา

แนวคิด Being-toward-death

Being-toward-death คือการตระหนักว่า ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความเป็นไปได้ของเราเอง การตระหนักเช่นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เราหวาดกลัว แต่เพื่อทำให้เรากลับมาเผชิญหน้ากับชีวิตของตนเองอย่างจริงจัง

เมื่อเรารู้ว่าชีวิตมีขอบเขต เวลาไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนออกไปได้ไม่สิ้นสุด การตัดสินใจในแต่ละวันจึงค่อย ๆ ทวีความสำคัญขึ้น

ความตายจึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตมีความหมายตั้งแต่ต้นจนจบ

และในท้ายที่สุด แม้เราทุกคนจะรู้ว่ามนุษย์ต้องตาย แต่คำถามที่ยังคงค้างคาอยู่ก็คือ เราเคยใช้ชีวิตในแบบของคนที่รู้ว่า “ความตายนั้นเป็นของเราเอง” แล้วหรือยัง

 

เรื่อง: Jaomie

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง: 

Heidegger, Martin. Being and Time. Translated by John Macquarrie and Edward Robinson, Blackwell, 1962.

“Martin Heidegger.” Encyclopaedia Britannica, https://www.britannica.com/biography/Martin-Heidegger-German-philosopher. Accessed 9 Mar. 2026.