07 เม.ย. 2569 | 17:16 น.

KEY
POINTS
ข่าวการจากไปของชายร่างใหญ่ผู้มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาและกลิ่นอายของซิการ์จาง ๆ ติดตัวอยู่เสมอ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพรมแดนแห่งรสสัมผัส ‘มิเชล โรลลองด์’ (Michel Rolland) ยักษ์ใหญ่ผู้ล่วงลับในวัย 78 ปี ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความเศร้าโศก แต่เขาทิ้ง ‘ภาษาใหม่’ ไว้ในแก้วไวน์กว่า 22 ประเทศทั่วโลกที่เขาเคยไปเยือน
หากเปรียบชีวิตของ มิเชล โรลลองด์ เป็นบทเพลงสักบท มันคงไม่ใช่เพลงคลาสสิกที่ดำเนินไปตามโน้ตอย่างเคร่งครัด แต่น่าจะเป็นเพลงแจ๊สที่มีจังหวะเร่งร้อนแบบ Syncopation เดาทางยาก พลิ้วไหว และเต็มไปด้วยการด้นสด (Improvisation) ที่แม่นยำบนรากฐานของความรู้
คำว่า ‘Flying Winemaker’ ที่ติดตัวเขามาค่อนชีวิต มิใช่ชื่อเรียก ‘อาชีพ’ ที่ต้องเดินทางข้ามซีกโลกไปมาในการดูแลพื้นที่ผลิตไวน์ แต่คือ ‘สภาวะจิตวิญญาณ’ ของชายผู้ปฏิเสธการหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตลอด 55 ปีในสายงาน เขาไม่ได้เป็นเพียงที่ปรึกษา แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้แปลสาร’ ระหว่างผืนดินกับหยดน้ำสีทับทิม
โรลลองด์ ก้าวเข้าสู่โลกของไวน์วิทยา (Oenology) ในยุคที่ทุกอย่างยังเป็นเพียงการลองผิดลองถูกแบบ เขาคือผู้ที่นำตะเกียงแห่งวิทยาศาสตร์เข้าไปส่องสว่างในห้องแล็บที่มืดสลัว เปลี่ยนความเชื่อโบราณที่ฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา ให้กลายเป็นการทำงานที่สามารถออกแบบโครงสร้างความละมุนละไมได้ด้วยมือตนเอง
ในวินาทีที่หัวใจของเขาหยุดเต้นลง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2026 ณ แผ่นดินอาร์เจนตินา บ้านหลังที่สองที่เขารัก โลกของไวน์ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา แต่ในทุก ๆ จิบของไวน์จากองุ่น Malbec ที่นุ่มนวล หรือไวน์จากเขต Pomerol ที่ลุ่มลึก เรายังคงรับรู้ได้กับรอยประทับของเขา ที่ทำหน้าที่ ‘ปลุกชีวิต’ ให้แก่ไวน์ทุกขวดที่สัมผัส
เรื่องราวของ มิเชล โรลลองด์ เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ ชาโต เลอ บง ปาสเตอร์ (Château Le Bon Pasteur) พื้นที่อันเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวในเขตปอมเมอรอล (Pomerol) เขาเกิดในวันคริสต์มาสอีฟ (Christmas Eve) ปี 1947
เขาเล่าถึงวัยเด็กในปอมเมอรอลยุค 1950s ว่า ที่ดินทุกตารางเมตร คือไร่องุ่น บ้านเก่า, ทุ่งโล่ง, รอยล้อรถแทรกเตอร์ และความฝันว่าจะเป็นเหมือน เจมส์ ดีน (James Dean) แต่โชคชะตากลับเขียนเส้นทางอื่นไว้ให้
โรลลองด์ บอกเล่าในหนังสือขอเขาว่า คุณตา ‘โจเซฟ ดูปุย’ (Joseph Dupuy) เป็นชาวนาผู้ทำงาน 15 ชั่วโมงต่อวัน “ดูนกพูด คุยกับฟ้า และไม่เคยบ่นสักคำ” บุคคลนี้คือต้นแบบแรกของการมองโลกอย่างเรียบง่าย ไม่เสแสร้ง ส่วนคุณปู่ ‘อังเดรง โรลลองด์’ (André Rolland) เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ก่อตั้งสหกรณ์ไวน์แห่งแรกในแถบ Gironde เป็นคนรักวรรณกรรม ด้วยสายเลือดทั้งสองมีส่วนหล่อหลอมให้เขาเป็นทั้ง ‘คนดิน’ และ ‘คนคิด’ ในคนเดียวกัน
.
ตอนเป็นเด็ก โรลลองด์ ไม่ได้เป็นเด็กเรียนดีนัก “ผมเรียนได้ปานกลางค่อนข้างไปทางแย่” เขาเคยพูดถึงตัวเอง เพราะหลงใหลกลิ่นอายของธรรมชาติบนท้องถนน มากกว่ากลิ่นชอล์กในห้องเรียน
.
ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเขาก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย และพบกับวิชาไวน์วิทยา (Oenology - ศาสตร์การทำไวน์) ซึ่งในยุคนั้นยังถือว่าเป็น ‘วิทยาศาสตร์เกิดใหม่’ (Young Science) ที่คนทำไวน์ยุคเก่ามักมองข้าม
ที่นั่น ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของเข็มทิศในการทำงาน แต่เขายังได้พบกับ ‘คู่ชีวิตและคู่คิด’ (Partner and Soulmate) ‘ดานี เบนีย์’ (Dany Bleynie) นักเรียนไวน์วิทยาผู้จบการศึกษาด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง ทั้งคู่ร่วมกันสถาปนา ‘ห้องปฏิบัติการโรลลองด์’ (Laboratoire Rolland) ขึ้นในปี 1973 เพื่อประกาศว่าความสวยงามของไวน์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ห้องแล็บเล็ก ๆ นี้ จึงกลายเป็น ‘ศูนย์กลางแห่งการแสวงบุญ’ ของนักทำไวน์จากทั่วโลก
“ผมเริ่มต้นทำอีโนโลยีในยุคที่ทุกอย่างยังรอการค้นพบ ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้หยิบใช้” โรลลองด์ บอก
ความทรงจำในวัยเด็กซึมซับกับประโยคที่ว่า “ความรู้คือเกลือของชีวิต” เขาอ้างถึงปรัชญาสำคัญที่ ‘แซร์จ โรลลองด์’ (Serge Rolland) พ่อของเขามักจะพร่ำสอนอยู่เสมอ เปรียบเปรยเกลือที่ช่วยดึงรสชาติของอาหารออกมาให้โดดเด่น ความรู้ไม่ใช่แค่การสะสมข้อมูล แต่คือสิ่งที่ทำให้การดำรงอยู่มีความหมาย แซร์จ เชื่อว่า “เราจะไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลยหากเรามีความรู้” ความรู้ช่วยให้มนุษย์มองเห็นโอกาสในวิกฤต เช่นเดียวกับที่ มิเชล โรลลองด์ ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนไวน์ที่เคยด้อยคุณภาพให้กลายเป็นไวน์ชั้นเลิศ
เขาและดานี ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดย โรลลองด์ ยอมรับว่า ดานีมีต่อมรับรสที่ยอดเยี่ยมและแม่นยำกว่าเขาเสียอีก (Palate - ความสามารถในการจำแนกรสชาติและกลิ่น) ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ใช่เพียงสามีภรรยา แต่คือ ‘สองแรงแข็งขัน’ ที่พร้อมจะปฏิวัติโลกแห่งไวน์วิทยาจากแบบเก่า (Curative - การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ) ไปสู่แบบใหม่ (Qualitative - การเน้นคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง)
หัวใจสำคัญในปรัชญาของเขา คือการผสาน ‘วิทยาศาสตร์’ เข้ากับ ‘ศิลปะการเบลนด์’ (Master Blender - ผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมไวน์จากถังหรือองุ่นต่างชนิดให้กลมกล่อม) ในยุคที่คนทำไวน์ยังคง “ฝากชีวิตไว้กับฟ้าดิน” โรลลองด์ กลับเริ่มต้นด้วยการ ‘เขย่า’ ความเชื่อเดิม ๆ เขาหยิบยกเทคนิคที่กลายเป็นลายเซ็นสำคัญมาใช้
“การ Blend มีส่วนของปริศนาเสมอ... มันเหมือนกับกวีนิพนธ์ที่ไม่รู้ตัว มีความคิดสร้างสรรค์ สัญชาตญาณ จินตนาการ คุณต้องฝันถึงการผสมผสานก่อนที่มันจะกลายเป็นจริง”
เริ่มต้นด้วย ‘การเก็บเกี่ยวที่สุกงอมเต็มพิกัด’ (Late Harvesting) เขาเชื่อในการรอคอย ‘ความสุกงอมเชิงสรีรวิทยา’ (Optimal Maturity) โดยใช้วิธีการชิมรสชาติจากผลองุ่นโดยตรง มากกว่าการพึ่งพาตัวเลขวิเคราะห์จากเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้แทนนินที่นุ่มนวลและสละสลวย
ตามมาด้วย ‘การเติมออกซิเจนในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง’ (Micro-oxygenation) เทคนิคที่เปรียบเสมือน ‘สูตรลับ’ ในการทำให้ไวน์มีรสสัมผัสละมุนดุจกำมะหยี่ และลดความแข็งกระด้างของแทนนินตั้งแต่ในถังหมัก
จนถึง ‘การใช้ถังไม้โอ๊คใหม่’ (New Oak Barrels) เขาต่อสู้กับ ‘รสนิยมเก่า’ ที่ปล่อยให้ไวน์ปนเปื้อนกลิ่นไม้เก่าจนเกิดเชื้อรา (Brettanomyces - ยีสต์ไม่พึงประสงค์ที่ทำให้ไวน์มีกลิ่นสาบสัตว์หรือกลิ่นเหม็นอับ) โดยยืนยันว่า ไม้โอ๊คใหม่ คือ ‘เครื่องปรุง’ ที่มอบความซับซ้อนให้แก่ไวน์ชั้นดี
เขามักจะย้ำกับลูกศิษย์และผู้ร่วมงานเสมอว่า “วิธีที่ดีที่สุดในการทำลายคุณภาพของไวน์ คือการเพิกเฉยต่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการค้นพบจากการวิจัยในยุคของเรา” สำหรับเขา เทคโนโลยีไม่ใช่การ ‘ปรุงแต่ง’ เพื่อบิดเบือนธรรมชาติ แต่คือ ‘นิยาย’ ที่เขียนด้วยตัวอักษรทางวิทยาศาสตร์เพื่อขับเน้นให้ตัวตนของพื้นที่ (Terroir) เปล่งประกายออกมาได้อย่างสง่างามที่สุด
เมื่อความทะเยอทะยานในหัวใจเรียกร้องการแสวงหาที่กว้างไกลกว่าห้องแล็บในเมืองลีบูร์น (Libourne) มิเชล โรลลองด์ จึงเริ่มต้นบทบาทการเป็น ‘ไวน์เมคเกอร์ผู้บินไปทั่วโลก’ (Flying Winemaker) อย่างเต็มตัวในปี 1985 เขาเป็นเสมือนนักเดินทางที่ก้าวข้ามเส้นรุ้งและเส้นแวง เพื่อไปท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ของเหล่านักทำไวน์ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ความหรูหราของแคลิฟอร์เนียไปจนถึงความดิบเถื่อนของเทือกเขาแอนดีส
ในแคลิฟอร์เนียแห่งความฝัน โรลลองด์ เดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1984 ที่นั่นเขาได้พบกับโลกที่มีพลังงานและความมุ่งมั่น ที่ต่างออกไปจากยุโรป คำแนะนำสั้น ๆ จาก โรเบิร์ต พาร์เกอร์ (Robert Parker) ที่ว่า “มีชายหนุ่มคนหนึ่งในบอร์กโดซ์กำลังทำสิ่งที่น่าสนใจ ลองไปคุยกับเขาดู” ได้เปิดประตูสู่การเป็นที่ปรึกษาให้แก่ไร่ไวน์ระดับตำนาน จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของนาปาแวลลีย์ (Napa Valley)
โรลลองด์ เริ่มทำงานกับ ‘บิล ฮาร์ลาน’ (Bill Harlan) ในปี 1987 โดยมีโจทย์ที่เรียบง่ายแต่ยากที่สุดคือ ‘การสร้างไวน์ที่ดีที่สุดในนาปาแวลลีย์’ เขาทำงานร่วมกับ ‘บ็อบ เลวี’ (Bob Levy) ไวน์เมคเกอร์ประจำไร่ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดจากการทำไวน์เชิงพาณิชย์มาเป็นการค้นหา ‘ความหายากและความเป็นเลิศ’ จนทำให้ Harlan Estate กลายเป็นไวน์ที่มีประวัติศาสตร์การสะสมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การพบกันระหว่างโรลลองด์และ ‘ซูฮา นิวตัน’ (Suha Newton) ในปี 1987 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่ยาวนานถึง 20 ปี เขาได้รับ ‘เช็คเปล่า’ (Carte Blanche) ในการทดลองสิ่งใหม่ ๆ เช่น การลดปริมาณผลผลิตต่อต้นลงอย่างมหาศาลในปี 1991 เพื่อแก้ปัญหาองุ่น Cabernet Franc ที่เคยด้อยคุณภาพ ผลลัพธ์คือความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์บนพื้นที่ลาดชันของนาปา
ที่ไร่ของ ‘บาร์ต และแดฟนี อาราอูโฮ’ (Bart and Daphne Araujo) ในย่านคาลิสโตกา (Calistoga) โรลลองด์ ก้าวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในปี 2000 เขาได้เข้าไปช่วยดูแลองุ่นจากแปลงไอเซล (Eisele) อันโด่งดัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตอันเป็นเอกลักษณ์ บทบาทของเขาคือการรักษาสมดุลและขับเน้นให้ Araujo กลายเป็นหนึ่งในไวน์ที่ “สง่างามที่สุดในหุบเขา”
โรลลองด์ร่วมงานกับ ‘กาเร็น และชารี สแตกลิน’ (Garen and Shari Staglin) ผู้ผลิตที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการทำไร่ไวน์ด้วยความเคารพต่อสิ่งแวดล้อม เขาประทับใจในความกระตือรือร้นของเจ้าของไร่ที่เป็นผู้ชื่นชมในศิลปะและดนตรี และได้ช่วยขัดเกลาไวน์ Staglin ให้มีความซับซ้อนและลุ่มลึก
แม้จะเป็นไร่ที่เน้นความลึกลับและผลิตในปริมาณจำกัดอย่างยิ่ง แต่ชื่อของ มิเชล โรลลองด์ ก็ปรากฏอยู่ในทำเนียบผู้ที่ช่วยรังสรรค์โครงสร้างรสสัมผัสที่ทำให้ไวน์ Screaming Eagle กลายเป็นไวน์ที่นักสะสมทั่วโลกปรารถนามากที่สุด และมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เขายังได้รับคำเชิญจาก ‘อากุสติน ฮูนีอุส’ (Agustin Huneeus) ให้เข้าร่วมโปรเจกต์ที่มุ่งเน้นการสร้างไวน์จากแปลงเดียว (Single Vineyard) ที่สะท้อนถึงตัวตนของพื้นที่อย่างบริสุทธิ์ที่สุด โรลลองด์ ยังคงทำงานร่วมกับตระกูลฮูนีอุสมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานของ Quintessa ให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความประณีต
หาก แคลิฟอร์เนีย คือความสำเร็จเชิงธุรกิจ อาร์เจนตินา ก็คือ ‘รักแรกพบ’ ทางจิตวิญญาณของเขา ภาพจำของโรลลองด์บนหลังม้า สวมบทบาท ‘เกาโช่’ (Gaucho) หรือ โคบาลพื้นเมืองของอาร์เจนตินา ที่เลือกขี่ม้าตรวจไร่องุ่นแทนการใช้รถยนต์ ท่ามกลางทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของตีนเขาแอนดีส ในโปรเจกต์ โคลส์ เดอ โลส เซียเต (Clos de los Siete) กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักทำไวน์ที่ไม่ได้แค่สั่งการผ่านตำรา แต่คือคนที่ยอม ‘คลุกฝุ่น’ เพื่อเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง
โรลลองด์ คือผู้ที่มองเห็นศักยภาพขององุ่นพันธุ์ ‘มาลเบค’ (Malbec) ก่อนใครในโลก เขาเปลี่ยนองุ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ให้กลายเป็น ‘พระเอก’ ผู้สง่างาม โดยใช้ปรัชญาเดิมที่เขาเชื่อมั่น นั่นคือ “เทคโนโลยีไม่ได้ทำลายประเพณี แต่มันทำให้ตัวตนของพื้นที่แสดงศักยภาพได้สูงสุด”
ชีวิตของเขาระหว่างฝรั่งเศสและอาร์เจนตินาถูกถักทอเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก เขากล่าวเสมอว่าการเดินทางทำให้เขาสลัดความจำเจทิ้งไป และทำให้เขาเป็น ‘สถาปนิก’ ที่มีพาเลทสี (Color Palette) หลากหลายกว่านักทำไวน์คนอื่น ๆ
ในโลกแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์ เมื่อใดที่ ‘ทฤษฎี’ หนึ่งก้าวขึ้นมาครอบงำบทสนทนาส่วนใหญ่ เมื่อนั้นย่อมเกิด ‘กระแสต่อต้าน’ ที่รุนแรงไม่แพ้กัน มิเชล โรลลองด์ ในฐานะผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งยุคสมัย ไม่อาจหลีกหนีพายุแห่งข้อครหาที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิตการทำงานของเขาในช่วงทศวรรษ 2000s ได้
โรลลองด์ ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการสร้างไวน์ที่มี ‘รสนิยมแบบเดียว’ (Homogenization) นั่นคือเน้นความเข้มข้นสุกงอมของผลไม้ แทนนินนุ่มนวล และการหมักบ่มในถังไม้โอ๊คใหม่ (New Oak) จนถูกเรียกว่าเป็นการทำไวน์เพื่อเอาใจ ‘โรเบิร์ต พาร์เกอร์’ (Robert Parker) นักวิจารณ์ไวน์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
“คุณไม่ได้ผลิตไวน์เพื่อทำให้ใครพอใจ เอกลักษณ์ของไวน์ขึ้นกับดินและพันธุ์องุ่น” โรลลองด์ เคยตอบโต้กับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น
หลายคนตราหน้าว่า เขาคือผู้ ‘สังหาร’ เอกลักษณ์ดั้งเดิมของไวน์ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับคะแนนเต็มร้อย ทว่า ในสายตาของเขา “ความชัดเจนคือความสุภาพต่อผู้อ่าน” (ที่เขาใช้ในการตอบโต้เหล่านักวิจารณ์และสื่อมวลชนที่มักใช้ภาษาซับซ้อนหรือคลุมเครือในการบรรยายรสชาติไวน์) และไวน์ที่ปราศจากข้อบกพร่อง คือเป้าหมายสูงสุด
ปี 2004 สารคดีเรื่อง ‘Mondovino’ โดย ‘โจนาธาน นอสซิเตอร์’ (Jonathan Nossiter) ได้เปิดโปงภาพลักษณ์ของ โรลลองด์ ในฐานะ ‘ตัวร้าย’ ของโลกทุนนิยม ภาพของเขาในรถลีมูซีนที่สั่งการผ่านโทรศัพท์อย่างไร้เยื่อใย และคำพูดที่ถูกตัดต่อให้ดูเหมือน ‘พ่อมดไวน์’ ผู้หยิ่งผยอง ได้สร้างความเจ็บปวดให้เขาไม่น้อย
โรลลองด์ มองว่านี่คือ ‘การจัดฉาก’ (Scénarisation) ที่ขาดความซื่อสัตย์ เขากล่าวโต้ตอบด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันว่า “เมื่อเราตกลงกันเรื่องการกำจัดข้อบกพร่อง ไม่ว่าในไวน์หรือในมนุษย์ บางคนกลับมองว่านั่นคือลัทธิฟาสซิสต์”
โรลลองด์ ยังเปิดเผยความจริงเบื้องหลัง 3 ฉากในสารคดี Mondovino ที่ นอสซิเตอร์ ตัดต่อมาใช้โจมตีเขา หนึ่งในนั้นคือฉากที่เขาพูดว่า “ผมหวังว่าพวกเขาจะปลูกองุ่นบนดวงจันทร์ และผมจะเป็นนักอีโนโลยีคนแรก” ซึ่งถูกถ่ายจากมุมต่ำแล้วเสยขึ้น ทำให้เขาดูอหังการ ทั้งที่จริงแล้วเป็นการพูดล้อเล่น
อย่างไรก็ตาม “การกำกับของ Mondovino สุดโต่งจนผลลัพธ์กลับตาลปัตร จากที่ นอสซิเตอร์ ตั้งใจไว้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดประตูให้ผมได้รับความเห็นอกเห็นใจนับพัน”
สำหรับ โรลลองด์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพาร์เกอร์คือ “มิตรภาพที่ก่อตัวบนความหลงใหลในสิ่งเดียวกัน” พาร์เกอร์คือผู้เปิดประตูให้เขา และเขาคือผู้ที่ทำให้คำวิจารณ์ของพาร์เกอร์มี ‘รูปธรรม’ ในแก้วไวน์
“มันเป็นความผิดของ Robert Parker หรือ ที่งานเขียนของเขากลายเป็นพระคัมภีร์ ถูกอ้างในแค็ตตาล็อก ถูกอ้างในการประมูลระดับโลก?”
เขายืนหยัดท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างมั่นคง โดยเชื่อว่าความสำเร็จมักมาพร้อมกับการถูกจ้องจับผิด เขาทิ้งท้ายถึงบรรดานักวิจารณ์ที่พยายามลดทอนคุณค่าของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า “พวกเขากำลังเล่นเกมเดิม ๆ ในขณะที่โลกกำลังเดินไปข้างหน้า”
สำหรับชายผู้ใช้ชีวิตผ่านพายุมานับครั้งไม่ถ้วน ความจริงใจต่อรสสัมผัสคือเข็มทิศเดียวที่เขายึดถือ
ในช่วงปัจฉิมวัย ของ มิเชล โรลลองด์ จังหวะดนตรีที่เคยเร่งเร้าดุดันเริ่มคลี่คลายลงสู่ท่วงทำนองที่สุขุมและลุ่มลึก เขาเริ่มทยอยส่งไม้ต่อทางธุรกิจในปี 2020 ให้แก่หุ้นส่วนและทีมงานรุ่นใหม่ แต่หัวใจของนักแสวงหายังคงเต้นเป็นจังหวะเดียวกับผืนดินในอาร์เจนตินาจวบจนวาระสุดท้าย
ในช่วงท้ายแห่งอาชีพ ไวน์ของเขาไม่ได้เน้นเพียงความเข้มข้นดุดันอย่างที่เคยถูกวิจารณ์ แต่กลับมุ่งเน้นไปที่ความสมดุล (Balance) และความพยายามดึงเอา ‘เอกลักษณ์แห่งถิ่นกำเนิด’ (Terroir-driven) ออกมาอย่างประณีตที่สุด เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรูของประเพณี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประเพณี “มีลมหายใจ” ได้ในโลกสมัยใหม่
โรลลองด์ ทิ้งรอยประทับไว้อย่างนิรันดร์ ผ่าน ‘ความกระตือรือร้น’ เขามักกล่าวว่า “ความตื่นเต้นคือแสงสว่างของชีวิต” สำหรับเขา ไวน์ไม่ได้จบลงแค่ในขวด แต่คือปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เขาเปลี่ยนโลกของไวน์วิทยาจากความคลุมเครือไปสู่ความกระจ่างแจ้งทางวิทยาศาสตร์
“อาชีพนักอีโนโลยีของผม — ผมไม่ได้แค่ทำมัน ผมใช้ชีวิตอยู่กับมัน และยังคงทำเช่นนั้นด้วยความหลงใหลจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ผมได้พบในชีวิตนี้ ผมไม่เคยกล้าแม้แต่ฝันว่าจะได้พบมันเลย”
วันที่ 20 มีนาคม 2026 เมื่อ ‘เที่ยวบินสุดท้าย’ ของเขาลงจอดอย่างสงบ ณ แผ่นดินอาร์เจนตินาที่เขาหลงรัก แถลงการณ์จากครอบครัว Rolland & Associés ระบุว่า “หัวใจพยุงเขาให้ผ่านการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมาโดยตลอด แล้วมันก็หยุดลง เขารักชีวิตมากจนราวกับว่า เขาได้ใช้ชีวิตหลายชีวิตในคราวเดียวกัน”
โลกแห่งไวน์สูญเสียผู้ตื่นรู้คนสำคัญไปแล้ว แต่ความละมุนละไมในแก้วไวน์ยังคงทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของเขา-ชายผู้เชื่อว่า “ความก้าวหน้าไม่ได้มาเพื่อทำลายอดีต แต่มาเพื่อทำให้อดีตนั้นมีคุณค่าที่สุดในปัจจุบัน”
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ: Getty Images