Artemis II : จากเทพปกรณัมถึงความฝันมนุษยชาติ กับการทะยานสู่ฟากฟ้าและหันมองตนเอง

Artemis II : จากเทพปกรณัมถึงความฝันมนุษยชาติ กับการทะยานสู่ฟากฟ้าและหันมองตนเอง

เรื่องราวของ Artemis II จากเทพปกรณัมถึงความฝันมนุษยชาติ กับการทะยานสู่ฟากฟ้า ดวงจันทร์ และการหันกลับมองตนเอง

KEY

POINTS

ในเช้าวันจันทร์ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2026 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมวลมนุษยชาติได้ถูกจารึกขึ้นอีกครั้ง เมื่อยานอวกาศ โอไรออน ได้เดินทางมาถึงจุดหมายสำคัญและบินผ่านดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ภารกิจ Artemis II เริ่มต้นการเดินทางอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 โดยใช้เวลาปฏิบัติภารกิจรวมทั้งสิ้นประมาณ 10 วัน ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา นักบินอวกาศทั้ง 4 คนได้ใช้เวลาเดินทางขาไปทั้งหมด 4 วัน และทำการสแตนด์บายทดสอบระบบความปลอดภัยในวงโคจรสูงรอบโลกอีก 1 วัน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบสนับสนุนการดำรงชีวิตทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์และใช้เวลาบินวนรอบดวงจันทร์เพียง 7 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นแต่ทรงคุณค่าที่สุดในการสังเกตการณ์พื้นผิวจันทรารูปแบบใหม่ หลังจากนั้น ยานจะใช้เวลาเดินทางขากลับอีก 4 วันเพื่อลงจอดสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย

ภารกิจ Artemis II  ในครั้งนี้ ถือเป็นภาพแทนของความทะเยอทะยานและความสงสัยใคร่รู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ที่มีต่อห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน 

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพิสูจน์ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ยังเป็นการปลุกเร้าความรู้สึกข้ามยุคสมัยนับตั้งแต่ ‘อพอลโล’ (Apollo) ในอดีต ซึ่งเคยนำพาหัวใจของคนทั้งโลกไปสู่ดวงจันทร์มาแล้วเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน

ความพยายามในศตวรรษที่ 21 นี้จึงเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการสำรวจอวกาศห้วงลึกที่มวลมนุษยชาติไม่เคยละทิ้งไป

ทว่านอกเหนือจากจะเป็นภาพแทนของนวัตกรรมและประวัติศาสตร์การเดินทางอวกาศมวลมนุษยชาติทั้งอาร์เทมิสและอพอลโลยังมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันมากกว่าที่หลายคนคิด ชื่อของโครงการทั้งสองไม่ได้ถูกเลือกมาโดยบังเอิญ แต่มีที่มาจากตำนานปกรณัมกรีกโบราณ ซึ่ง ‘เทพ’ (God) และ ‘เทพี’ (Goddess) ทั้งสองพระองค์มีความเกี่ยวพันกันในฐานะพี่น้องฝาแฝดผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเทือกเขาโอลิมปัสอีกด้วย

 

แด่ดวงจันทร์ที่พร่ำฝัน
เรื่องราวของ Apollo

 

นั่นเป็นก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง
แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ

— นีล อาร์มสตรอง’ (Neil Armstrong)

 

มนุษย์มีความสงสัยใคร่รู้ต่อสรรพสิ่งรอบตัวมาอย่างยาวนาน เริ่มต้นจากการสังเกตดวงดาวด้วยตาเปล่าจนมาถึงหมุดหมายที่สำคัญที่สุดคือโครงการอพอลโล โครงการนี้ถือเป็นความพยายามระยะยาวที่กินเวลาตั้งแต่ปี 1961 จนถึง 1972 โดยมีการดำเนินภารกิจหลายหมายเลข ตั้งแต่อพอลโล 1 ไปจนถึงอพอลโล 17 

แม้ในจุดเริ่มต้นจะเกิดโศกนาฏกรรมกับอพอลโล 1 ในปี 1967 ที่คร่าชีวิตนักบินอวกาศไป 3 คนบนฐานปล่อยตัว แต่ NASA ก็ได้ปรับปรุงระบบและมุ่งหน้าต่อไปจนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งมนุษย์ไปเยือนดาวดวงอื่นได้สำเร็จ 

ภารกิจที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดคือ ‘อพอลโล 8’ (Apollo 8) ที่ทะยานออกจากโลกในเดือนธันวาคม ปี 1968 นำโดยนักบินอวกาศ ‘ฟรังก์ บอร์แมน’ (Frank Borman), ‘เจมส์ ลอเวลล์’ (James Lovell) และ ‘วิลเลียม แอนเดอร์ส’ (William Anders) 

ภารกิจนี้เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เดินทางออกจากวงโคจรต่ำของโลกมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ และทำการโคจรรอบดวงจันทร์ถึง 10 รอบ บอร์แมน (Borman) และลูกเรือของเขาได้กลายเป็นกลุ่มแรกที่ได้เห็นภาพดวงจันทร์ในระยะใกล้และถ่ายทอดข้อความสันติภาพกลับมายังโลกในคืนวันคริสต์มาส 

หมุดหมายที่โด่งดังที่สุดหนีไม่พ้น ‘อพอลโล 11’ (Apollo 11) ในปี 1969 เมื่อ ‘นีล อาร์มสตรอง’ (Neil Armstrong) และ ‘บัซ อัลดริน’ (Buzz Aldrin) ประสบความสำเร็จในการก้าวลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ในขณะที่ ‘ไมเคิล คอลลินส์’ (Michael Collins) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ควบคุมยานอยู่ในวงโคจร อาร์มสตรอง ได้กล่าวประโยคประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ซึ่งคำกล่าวนี้ยังคงดังก้องอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน 

โครงการอพอลโลได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของความพยายามที่มนุษย์จะไขว่คว้าสิ่งที่อยู่เหนือขีดจำกัดของตนเอง ความสำเร็จจากการลงจอดบนดวงจันทร์ได้เปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อศักยภาพของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง และแสดงให้เห็นว่าหากมีความร่วมมือและนวัตกรรมที่เพียงพอ ไม่มีพรมแดนใดในจักรวาลที่มนุษย์จะเข้าไม่ถึง

 

Artemis กับการเดินทาง
แห่งสหัสวรรษใหม่

 

เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์ในทศวรรษนี้และทำสิ่งอื่น ๆ
ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะมันยาก

— จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ (John F. Kennedy) 

 

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน การแข่งขันทางอวกาศ (Space Race) ยังคงเป็นหมุดหมายที่ประเทศมหาอำนาจมองว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดของชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ยังคงยึดถือแนวทางที่ถูกสะท้อนผ่านคำกล่าวของ ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ (John F. Kennedy) ประธานาธิบดีผู้จุดประกายความฝันนี้

ดังที่ เคนเนดี เคยกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) ในปี 1962 ว่า “เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์ในทศวรรษนี้และทำสิ่งอื่น ๆ ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะมันยาก” คำกล่าวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์จัดระเบียบพลังงานและทักษะที่ดีที่สุดเพื่อเอาชนะความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

โครงการอาร์เทมิสเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นที่จะนำมนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์อีกครั้งในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเพรียบพร้อมมากกว่าเดิม โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การไปเยือนแล้วกลับ แต่เป็นการสร้างฐานที่มั่นบนดวงจันทร์อย่างถาวร (Sustainable presence) เพื่อใช้เป็นจุดพักสำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในอนาคต โครงการนี้จึงเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรนานาชาติและบริษัทเอกชนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

ปฏิบัติการ ‘Artemis I’ (อาร์เทมิส 1) ได้เสร็จสิ้นไปแล้วในปี ค.ศ. 2022 โดยเป็นการทดสอบยานโอไรออนแบบไร้คนขับ ภารกิจนี้มีเป้าหมายหลักในการทดสอบความแข็งแกร่งของจรวดระบบขนส่งอวกาศ (SLS) และความทนทานของแผ่นป้องกันความร้อนขณะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ แม้จะพบการสึกกร่อนของแผ่นป้องกันความร้อนในบางจุด แต่โดยรวมถือเป็นความสำเร็จที่พิสูจน์ว่าระบบพื้นฐานทั้งหมดพร้อมสำหรับการส่งมนุษย์ไปจริงแล้ว

Artemis II นับเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งนักบินอวกาศจำนวนสี่คน ซึ่งประกอบไปด้วย ‘รีด ไวส์แมน’ (Reid Wiseman), ‘วิกเตอร์ โกลเวอร์’ (Victor Glover), ‘คริสตินา ค็อก’ (Christina Koch) และ ‘เจเรมี แฮนเซน’ (Jeremy Hansen) เดินทางไปในจันทรวิถี ภารกิจนี้เน้นการตรวจสอบระบบสนับสนุนการดำรงชีวิตภายในยานและการนำทางด้วยตนเองของผู้ช่วยบิน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่านักบินอวกาศจะสามารถปฏิบัติงานในอวกาศห้วงลึกได้อย่างปลอดภัยก่อนที่จะมีการลงจอดจริงในภารกิจถัดไป

หากพิจารณาจากอดีตสู่ปัจจุบันการส่งต่อเจตนารมณ์จากอพอลโลสู่อาร์เทมิสทำให้โครงการทั้งสองแทบไม่ต่างจากพี่น้องที่ร่วมสายเลือดเดียวกัน แต่หากย้อนกลับไปดูที่รากศัพท์และที่มาของชื่อแล้ว พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงพี่น้องกันทั่วไป แต่โครงการทั้งสองถูกตั้งชื่อตาม ‘เทพ’ และ ‘เทพี’ ที่เป็นพี่น้องฝาแฝดกันในตำนานกรีกโบราณอีกด้วย

 

จากเทพแห่งสุริยะ
สู่เทพีแห่งแสงจันทรา

ทั้ง ‘อพอลโล’ (Apollo - Ἀπόλλων) และ ‘อาร์เทมิส’ (Artemis - Ἄρτεμις) เป็นชื่อของ ‘เทพ’ และ ‘เทพี’ สำคัญในปกรณัมกรีกที่เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ทั้งสองเป็นโอรสและธิดาของมหาเทพซุส (Zeus) และเทพีเลโต (Leto) แม้จะมีบุคลิกและบทบาทที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ทั้งคู่ก็เป็นตัวแทนของความสมดุลที่จำเป็นต่อโลกและจักรวาล เหมือนกับแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ที่ผลัดเปลี่ยนกันทำงาน

อพอลโล’ คือ ‘เทพ’ แห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่าง ความรู้ ดนตรี กวีนิพนธ์ และการพยากรณ์ พระองค์เป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์ วัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ ในยุคโครงการอพอลโล ชื่อนี้จึงเป็นตัวแทนของการบุกเบิกที่นำความสว่างไสวทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่จุดที่ไกลที่สุดที่มนุษย์จะทำได้ในขณะนั้น

ส่วน ‘อาร์เทมิส’ คือ ‘เทพี’ แห่งดวงจันทร์ การล่า สัตว์ป่า และเป็นผู้พิทักษ์พรหมจรรย์และสตรี พระองค์มีความผูกพันกับดวงจันทร์ในฐานะผู้ควบคุมแสงนวลยามค่ำคืน การที่ NASA เลือกใช้ชื่อ อาร์เทมิส ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการสื่อถึงเป้าหมายที่เป็นดวงจันทร์เท่านั้น แต่ยังเพื่อยกย่องบทบาทของผู้หญิงในการสำรวจอวกาศ โดยมีเป้าหมายในการส่งผู้หญิงคนแรกไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในเร็ว ๆ นี้ด้วย

 

แลหลังมองโลก

แม้ดวงจันทร์จะอยู่ห่างจากตัวเราออกไปหลายแสนไมล์ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างก็เห็นดวงจันทร์ในลักษณะเดียวกัน เราต่างเคยตั้งคำถามและคิดคำนึงถึงสิ่งที่อยู่บนนั้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เรามีเป้าหมายเดียวกันที่ดวงจันทร์ แต่สำหรับโลกที่เรากำลังยืนเท้าติดอยู่นี้ เรากลับมองมันแตกต่างกันออกไปอย่างน่าประหลาดใจ บางคนบอกว่าโลกกลม บางคนเชื่อว่าโลกแบน บางคนกังวลเรื่องภาวะโลกร้อน ในขณะที่บางคนมองว่ามันคือเรื่องโกหกที่สร้างขึ้นมา

สิ่งที่ทั้งอพอลโลและอาร์เทมิสได้มอบให้กับมนุษยชาติ ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือความสำเร็จในการรู้จักดวงจันทร์มากกว่าเดิมเท่านั้น แต่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือการที่นักบินอวกาศได้ถ่ายภาพ ‘โลก’ จากระยะไกล ทำให้มวลมนุษย์ได้มีโอกาสยลโฉม ‘บ้าน’ ของตนเองอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ภาพเหล่านั้นทำให้เราเห็นว่าโลกเป็นเพียงดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงเล็ก ๆ ที่เปราะบางและโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศ

ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ‘เอิร์ทไรส์’ (Earthrise) จากภารกิจอพอลโล 8 ที่ถ่ายโดย วิลเลียม แอนเดอร์ส ในวันคริสต์มาสปี 1968 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่บนโลก ภาพนี้ถูกนำมาใช้ในแคมเปญรักษ์โลกทั่วโลกและถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่นำไปสู่การจัดงานวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ครั้งแรกในปี 1970 มันทำให้คนในยุคนั้นเริ่มตระหนักว่าทรัพยากรบนโลกมีจำกัดและเราจำเป็นต้องร่วมมือกันดูแลรักษาบ้านหลังนี้ไว้ — เพราะมันคือหลังเดียวที่เรามีอยู่

จากภารกิจ Apollo 8 ถึง Artemis II นอกจากจะพาเราไปเห็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปและลึกลับชวนใคร่รู้อย่างดวงจันทร์แล้ว สิ่งที่แถมมาด้วยคือการพาให้มนุษยชาติหันกลับมามอง ‘ตัวเอง’ 

ยิ่งเราเดินทางไปไกลจากโลกมากเท่าไหร่ เรายิ่งค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้มีเพียงแค่การพิชิตอวกาศ แต่คือการทำความเข้าใจในคุณค่าของชีวิตและความเป็นหนึ่งเดียวกันของมวลมนุษย์บนโลกใบนี้

การเดินทางครั้งใหม่ของ Artemis II ที่มาพร้อมถ่ายของโลกทั้งใบอีกครั้ง จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจว่า แม้เราจะฝันถึงดวงดาว แต่เราต้องไม่ลืมที่จะรักษาโลกใบนี้ที่โอบอุ้มชีวิตเราเอาไว้ด้วยความรักและความสามัคคี

เพราะบางครั้ง การที่เราต้องเดินทางออกไปให้ไกลที่สุด ก็เพียงเพื่อที่จะได้มองเห็นสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด... นั่นคือ ‘ตัวเอง’ และ ‘โลกใบนี้’ นั่นเอง

 

อ้างอิง

University of Melbourne. (2018, December 20). Earthrise: A photo that changed the world. 

Wall, M. (2024). The Artemis 1 moon mission had a heat shield issue—here’s why NASA doesn’t think it will happen again on Artemis 2. Space.com.

The Collector. (n.d.). Apollo and Artemis in Greek mythology.

Encyclopaedia Britannica. (n.d.). Timeline of the Apollo space missions. 

Kennedy, J. F. (1962, September 12). Address at Rice University on the nation’s space effort. Rice University.

The Planetary Society. (2023). Artemis II: What to expect.

National Aeronautics and Space Administration. (2024). NASA answers your most pressing Artemis II questions.