Pleonexia : หรือความโลภคือโรคภัย? จาก ‘เพลโต’ ถึง ‘โธมัส ฮอบส์’

Pleonexia : หรือความโลภคือโรคภัย? จาก ‘เพลโต’ ถึง ‘โธมัส ฮอบส์’

เรื่องราวจของแนวคิด ‘Pleonexia’ (เพลโอเน็กเซีย) หรือความโลภคือโรคภัย? จาก ‘เพลโต’ ถึง ‘โธมัส ฮอบส์’ กับแนวคิดกรีกโบราณที่ว่าด้วยความโลภของมวลมนุษย์

KEY

POINTS

เช้าวันหนึ่งบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ฉันกับน้องนั่งรออาหารเช้าอย่างใจจดใจจ่อ กลิ่นหอมกรุ่นของไข่ดาวและไส้กรอกเยอรมันอบอวลไปทั่ว ขณะที่แม่ยกกระทะร้อนๆ ออกจากเตามาเสิร์ฟที่โต๊ะ แต่แล้ว ‘ไส้กรอกเจ้ากรรม’ กลับกลายเป็นเหตุแห่งศึกสายเลือด เพราะจำนวนไส้กรอกที่มีดันไม่ลงตัวกับความหิวของสองพี่น้อง

ในกระทะที่แม่ถือมามีไส้กรอกเพียง 3 อัน แต่ฉันกับน้องต่างก็ยื่นคำขาดว่า “หนูขอสองอัน!” เสียงโต้เถียงเริ่มดังระงม ต่างฝ่ายต่างขุดเหตุผลมาอ้างเพื่อสิทธิในการครอบครองไส้กรอกอันที่เกินมา แต่ในระหว่างที่ศึกพี่น้องกำลังดุเดือดอยู่นั้นเอง ‘มือปีศาจ’ ของพ่อก็ฉวยโอกาสฉกไส้กรอกเจ้าปัญหาไปหนึ่งอันหน้าตาเฉย!

คราวนี้สถานการณ์ยิ่งวิกฤต เพราะเหลือไส้กรอกแค่ 2 อันสุดท้าย แต่เราสองคนยังยืนยันเป้าหมายเดิมคือ ‘ต้องได้คนละสองอัน’ เมื่อตกลงกันไม่ได้ เราทั้งคู่จึงตัดสินใจพุ่งถลาเข้าหาแม่ที่ยืนถือกระทะค้างไว้ด้วยความงงงวย เพื่อจะแย่งชิงสิทธิ์ในการครอบครองสองอันสุดท้ายนั้นมาให้ได้

แต่สุดท้ายสงครามครั้งนี้ก็จบลงแบบหักมุม... แรงยื้อยุดฉุดกระชากที่ไม่มีใครยอมใคร ทำให้ไส้กรอกเจ้าปัญหาทั้งสองอันลอยละลิ่วหลุดจากมือ ไส้กรอกสีเหลืองอร่ามกระเด็นลงไปนอนแน่นิ่งบนพรมสีแดงสด ที่ดูแปลกแยกแต่โดดเด่นราวกับถูกวาดไว้ด้วยมือจิตรกร

ทว่าผู้ชนะที่แท้จริงในศึกครั้งนี้กลับไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่น้อง และไม่ใช่พ่อ แต่กลับกลายเป็น ‘เจ้าเหมียวส้ม’ กับ ‘เจ้าเหมียวลาย’ ที่เดินมาอย่างเชื่องช้าและคาบลาภลอยไปคนละอัน กินกันอย่างสบายใจเฉิบ ทิ้งให้พวกเรายืนมองกันตาปริบ ก่อนจะถอนหายใจพร้อมกันเฮือกใหญ่ และเดินแยกย้ายกันไปทำงานอย่างเสียไม่ได้ พร้อมกับความหิวท่ามกลางเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ชวนให้นึกถึงเรื่องที่เพิ่งอ่านมาว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความหิวในเช้านี้ แท้จริงคือผลพวงจากการกระทำที่เรียกว่า….

Pleonexia’ (อ่านว่า เพล-โอ-เน็ก-เซีย) เป็นคำศัพท์จากภาษากรีก และเป็นแนวคิดทางปรัชญาที่เทียบได้กับสภาวะทางจิตใจที่ ‘ต้องการมีมากกว่าเดิมอยู่เสมอ’ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน อำนาจ หรือความต้องการทางวัตถุ โดยมักแฝงนัยสำคัญถึงความไม่รู้จักพอ และการเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายไปกว่านั้น Pleonexia คือ ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด และปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นของใคร จนเป็นเหตุให้ต้องเบียดเบียนผู้อื่น 

ความโลภแบบหน้ามืดตามัวนี่เองที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของสังคม ที่ถูกส่งต่อไปยังการเมือง และการคอร์รัปชัน เพราะสารตั้งต้นของการเกิดเป็นสังคม ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลรวมมาจากความปรารถนาของพวกเราทุกคนที่มีร่วมกัน บางครั้งหากเราต้องการสังคมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ก็อาจต้องเริ่มที่ตัวของพวกเราทุกคนเช่นกัน

ในช่วงเวลาปัจจุบัน สื่อหลากหลายช่องทางต่างประโคมข่าวสงครามกันให้ควั่ก และสงครามที่กำลังเกิดขึ้น หากเราลองมองให้ลึกลงไป มันคือการขยายตัวของประเทศมหาอำนาจหลายขั้ว ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศขยายเป็นวงกว้างหลายที่ทั่วโลก 

ทว่าหากมองไปที่เนื้อแท้ของความขัดแย้งแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการขยายอิทธิพลหรืออำนาจเท่านั้น แต่คือความปรารถนาในการยึดครองทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผู้อื่น เพื่อชิงความได้เปรียบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพของประเทศ และการรักษาความเป็นมหาอำนาจเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

นี่คือการแสดงให้เห็นถึงอาการของ Pleonexia อย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่แทรกตัวอยู่ในภาพรวมของสังคมโลก ที่ผู้คนมักเรียกกันติดปากว่า ‘โลกาภิวัตน์’ ในปัจจุบัน

โลกาภิวัตน์’ (Globalization) คือ สภาวะที่โลกทั้งใบถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทั้งเศรษฐกิจ ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี การเมือง และอิทธิพลของประเทศที่บอกว่าตนเป็นผู้นำโลก 

 

แล้วโลกาภิวัตน์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคนอย่างไร?

 

เมื่อโลกของเราเผชิญหน้ากับสภาวะที่เป็นอยู่ จึงสะท้อนให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ไม่ได้มีแค่ด้านที่สวยงามอย่างการท่องเที่ยวหรือการค้าขายเสรีเท่านั้น แต่สถาวะดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเราในหลายมิติ 

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเชื่อมโยงโลกเพื่อ ‘การแบ่งปัน’ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมรวมเพื่อ ‘ควบคุม’ ด้วยเหตุนั้น ใครก็ตามที่สามารถครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูง ข้อมูล และทรัพยากรได้เบ็ดเสร็จกว่า คือผู้ที่จะรักษาความเป็นมหาอำนาจไว้ได้ไปโดยปริยาย

เมื่อโลกเชื่อมถึงกันหมดอย่างง่ายดาย สงครามที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ค่าครองชีพของเราจะแปรผันโดยตรง เมื่อมหาอำนาจขัดแย้งกันในพื้นที่ยุทธศาสตร์ จนเกิดสงคราม ทรัพยากรอย่าง น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่างๆ จะขาดแคลน ส่งผลให้ราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ร้านคุณป้าหน้าปากซอยแถวบ้านของเราก็จะแพงขึ้นทันที

นี่คงพอจะเป็นคำตอบของโลกโลกาภิวัตน์ว่าคือ ‘สายป่าน’ ที่เชื่อมเราไว้กับโลก เมื่อปลายสายข้างหนึ่งถูกดึงด้วยความขัดแย้งหรือความโลภของ Pleonexia เราที่อยู่ปลายสายอีกข้างย่อมรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเงินในกระเป๋าสตางค์ ความรู้สึกด้านความปลอดภัย และทัศนคติต่อโลกใบนี้

 

แนวคิดเรื่อง ‘Pleonexia’
ใน ‘The Republic’ 

โดยแนวคิดเรื่อง Pleonexia ในหนังสือ ‘The Republic’ เล่มที่ 1 (อุตมรัฐ อ่านว่า อุ-ตะ-มะ-รัด) นั้น ‘เพลโต’ (Plato) มองว่า Pleonexia เป็นความพร่องทางอารมณ์ที่สัมพันธ์กับความยุติธรรม ในเนื้อหาเล่มนี้ก็ยังคงเขียนในรูปแบบบทสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงการสนทนาของ ‘โสกราตีส’ (Socrates) กับคู่สนทนาเช่นเคย

และในประเด็น Pleonexia มีคนเห็นต่างกับโสกราตีส เขาผู้นั้นคือ ‘ธราซีมาคัส’ (Thrasymachus) โดยเขาพยายามเสนอแย้งในเชิงรูปธรรมว่าความยุติธรรมคือผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า และคนที่มีความสุขที่สุด คือ คนที่สามารถทำตามความปรารถนาแบบ Pleonexia ได้โดยไม่ถูกจับได้ 

อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นตัวละครคู่ปรับกับโสกราตีสเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังทิ้งวาทะอันเป็นอมตะไว้ว่า..

 

Justice is nothing else than
the advantage of the stronger

 

หรือ

 

ความยุติธรรมหาใช่สิ่งใดอื่น
นอกเสียจากข้อได้เปรียบของผู้ที่แกร่งกว่า

 

แล้วท่านผู้อ่านคิดว่าในโลกปัจจุบัน หากโสกราตีส ผู้เชื่อในความยุติธรรมที่แท้จริง ยังจะพอมีที่ยืนหยัดเพื่อต่อกรกับ ธราซีมาคัส ผู้แสวงหาความสุขโดยไม่สนความยุติธรรมได้บ้างไหม?

หรือว่าในท้ายที่สุดแล้ว กงล้อของโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วย ‘Pleonexia’ จะบีบให้ทุกคนต้องกลายเป็นธราซีมาคัสเพื่อความอยู่รอด?

ซึ่งแนวคิดนี้อาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับผลงานของ ‘อริสโตเติล’ (Aristotle) ที่ใครต่อใครยกย่องว่าเป็น ‘เพชรยอดมงกุฎของวิชาจริยศาสตร์ในโลกตะวันตก’ สิ่งที่อยากกล่าวถึงคือ วิชาจริยศาสตร์นิโคมาเคียน (Nicomachean Ethics) เล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อบอกว่า ‘ความดีคืออะไร’ แค่เพียงในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่เขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ว่า

 

เราควรใช้ชีวิตอย่างไร
จึงจะมีความสุขและมีคุณค่าที่สุด?

 

โดยอริสโตเติลเสนอว่าทุกสิ่งที่มนุษย์ทำล้วนมีเป้าหมาย และเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนต้องการจริง ๆ คือ ความสุข (Eudaimonia อ่านว่า ยู-ได-โม-เนีย) ซึ่งไม่ใช่แค่ความสุขชั่วคราว แต่คือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและบรรลุศักยภาพสูงสุดของมนุษย์

นอกจากนั้นก็ยังมี ‘ริชาร์ด เคราท์’ (Richard Kraut) นักวิชาการและศาสตราจารย์ด้านปรัชญาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาของอริสโตเติล ได้อภิปรายและระบุว่าสิ่งที่แฝงอยู่ใน ‘Pleonexia’ คือความดึงดูดใจให้มนุษย์กระทำสิ่งที่ไม่ยุติธรรม โดยสามารถแลกกับความเสียหายของผู้อื่นได้ และสิ่งที่น่ากังวลก็คือ คนส่วนมากมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมในการเอาผลประโยชน์ ที่เบียดเบียนผู้อื่นในสังคม เพียงเพื่อตอบสนองต่อความโลภที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ถูกกำหนดพฤติกรรมโดย Pleonexia     

อีกทั้งยังมีแนวคิดเกี่ยวกับ Pleonexia ที่ ‘โธมัส ฮอบส์’ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ภูมิหลังเขาได้เติบโตและใช้ชีวิตท่ามกลางไฟสงครามกลางเมืองของอังกฤษที่เต็มไปด้วยการนองเลือดและความวุ่นวาย ประสบการณ์อันโหดร้ายนี้จึงหล่อหลอมให้เขาเชื่อว่า ‘รัฐ’ ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะหยุดยั้งสัญชาตญาณดิบแห่งความโลภของมนุษย์ได้

ในหนังสือ ‘เลวีอาธานง’ (Leviathan) ของฮอบส์ก็ได้เสนอแนวคิดเรื่อง กฎธรรมชาติ (Natural Law) ที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความเสมอภาคและการยับยั้งชั่งใจเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ฮอบส์มองว่าหัวใจของสันติภาพคือการไม่เรียกร้องสิ่งที่ตนเองก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นได้รับ หากมนุษย์คนใดพยายามแสวงหาสิทธิหรืออำนาจเหนือคนอื่น ทั้งที่ตนเองก็ไม่ยอมให้คนอื่นทำเช่นนั้นกับตนเช่นกัน เขาผู้นั้นกำลังทำผิดต่อ ‘กฎธรรมชาติ’ ที่บัญญัติให้มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคกันโดยกำเนิด

โธมัส ฮอบส์ ได้เชื่อมโยงกับคำภาษากรีกโบราณที่ปรากฏในงานวิชาจริยศาสตร์นิโคมาเคียน ที่อริสโตเติลได้รับอิทธิพลมาจากเพลโต คือคำว่า ‘πλεονεξία’ (Pleonexia) หมายถึง ความปรารถนาอันไม่สิ้นสุดที่จะครอบครอง "มากกว่าส่วนแบ่งที่ตนควรได้" มันไม่ใช่แค่ความโลภธรรมดา แต่คือการละเมิดความยุติธรรมโดยการฉกฉวยเอาเปรียบผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้เปรียบในเชิงอำนาจหรือทรัพย์สิน

อีกทั้งชาวคริสเตียนก็ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับ Pleonexia โดยกล่าวว่ามันไม่ใช่แค่ ‘คำศัพท์’ หรือ ‘แนวคิดทางปรัชญากรีกโบราณ’ แต่นิยามว่าเป็น ‘โรค’ ซึ่งถูกกล่าวถึงในพันธสัญญาใหม่ใน โคโลสี บทที่ 3 (Colossians 3) และ ลูกา บทที่ 12 (Luke 12) 

โดย ‘วิลเลียม บาร์เคลย์’ (William Barclay) นักวิชาการด้านคัมภีร์ไบเบิล ศิษยาภิบาล และนักเขียนชาวสกอตแลนด์ผู้โดดเด่นในการนำเรื่องยากๆ อย่าง ‘ศาสนศาสตร์’ มาย่อยให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย จนได้รับฉายาว่าเป็น ‘นักอธิบายคัมภีร์ของคนเดินถนน’ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ โดยอธิบาย Pleonexia ว่าเป็น “ความรักอันชั่วร้ายในการครอบครอง ซึ่งจะแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น และไม่มีความเห็นอกเห็นใจกันในฐานะเพื่อนมนุษย์” เขาเรียกมันว่าความชั่วร้ายที่ก้าวร้าว ซึ่งจะส่งผลไปในสามด้านของชีวิต

ในด้านวัตถุ มันเกี่ยวข้องกับความโลภในเงินและทรัพย์สินโดยไม่คำนึงถึงเกียรติและความซื่อสัตย์

ในด้านจริยธรรม มันคือความทะเยอทะยานที่เหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ไม่ควรเป็นของตน

ในด้านศีลธรรม  มันคือตัณหาที่ไร้การควบคุมซึ่งแสวงหาความสุขในที่ที่ตนไม่มีสิทธิ์ได้รับ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น พวกเราจะสามารถแยกออกได้หรือไม่… ว่าสิ่งใดคือความสุขที่แท้จริง และความสุขไหนที่ได้มาจาก Pleonexia

โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันของเรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถเห็นความสำเร็จของคนอื่น ๆ ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างง่ายดายจนลืมคิดว่า “ความสำเร็จเหล่านั้นจริงแท้แค่ไหน? และมันได้มาง่ายดายเหมือนการกดโพสต์สเตตัสหรือไม่?

บางครั้งอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียก็ทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องปั๊ม Pleonexia’ ให้เราโลภอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการฉายภาพความสำเร็จตลอด 24 ชั่วโมงซ้ำ ๆ และมันอาจทำให้เกิดภาวะ ‘Relative Deprivation’  (ความรู้สึกขาดแคลนเชิงเปรียบเทียบ)  คือ รู้สึกไม่พอใจเมื่อพวกเขารับรู้ถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตนเองมีกับสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าสมควรได้รับ

และเมื่อเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ความไม่เท่าเทียมกันที่รับรู้ได้นี้ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ มันก็สามารถนำไปสู่ความคับข้องใจที่ทำให้รู้สึกขาดเมื่อเทียบกับคนอื่น ทั้งที่ความเป็นจริง เราก็มีครบตามที่มนุษย์ในปัจจุบันควรมีเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตแล้ว แต่มันก็อาจ ‘ไม่พอ’ เพราะเราไม่ได้มี ‘มากกว่า’ หรือเท่ากับคนในฟีด

ทำให้บางครั้งเราต้องบริโภคมากขึ้นด้วยการซื้อ ทั้งที่บางทีเราไม่ได้ซื้อสินค้าเพื่อการใช้งาน แต่ซื้อเพื่อ ‘ถมช่องว่าง’ ของความรู้สึก และเพื่อแสดงสถานะว่าเราก็ ‘มี’ ไม่น้อยไปกว่าคนในฟีด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แรงจูงใจของมนุษย์นั้นไม่ใช่มาจาก Pleonexia เสมอไป เพราะแรงจูงใจที่ดีจะนำพาชีวิตเราไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี โดยการไขว่คว้าบนเส้นทางที่ตนเองเลือก ด้วยความสามารถและความพยายามของเราเอง แม้อาจจะต้องแข่งขันกับคนอื่นบ้างก็ตาม อย่างเช่น การตั้งใจเรียน ขยันทำงาน เพื่อสร้างชีวิตที่ดีด้วยความสามารถของตนเองโดยไม่เบียดเบียนใคร

ส่วนแรงจูงใจที่มี Pleonexia เป็นแรงขับนั้น คือ ความโลภที่พยายามกวาดเอาทุกสิ่งมาเป็นของตัวเอง และเบียดเบียนผู้อื่น อย่างเช่น การทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่เพื่อหลอกลวงเงินผู้อื่นให้ตนเองร่ำรวยอย่างรวดเร็ว 

หากพิจารณาในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ทุนนิยม (Capitalism) Pleonexia จะดูเปรียบเสมือนฝาแฝดที่มีแรงขับเคลื่อนชุดเดียวกันนั่นคือ ‘ความต้องการขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด’ ทว่าทั้งสองสิ่งนี้กลับมีจุดตัดในผลลัพธ์ต่อสังคมที่ต่างกันอย่างน่าสนใจ

ในฝั่งของทุนนิยมนั้น ขับเคลื่อนด้วย ‘กำไร’ และ ‘การสะสมทุน’ เป็นตัวตั้ง แม้เป้าหมายหลักคือการสะสมทุนให้พอกพูน แต่ในกระบวนการนั้นกลับก่อให้เกิดผลพลอยได้ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น การแข่งขันที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น

ในขณะเดียวกัน Pleonexia  ขับเคลื่อนด้วย ความโลภที่ไร้ขอบเขตเป็นสภาวะจิตที่ต้องการกวาดต้อนทรัพยากรทุกอย่างมาเป็นของตนเอง โดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และไม่สนใจว่าการได้มานั้นจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นหรือทำลายสังคมเพียงใด

จะเห็นได้ว่าทั้งสองอย่างนั้นมีคุณลักษณะสำคัญคือสิ่งเดียวกัน แม้ระบบทุนนิยมจะมาซึ่งผลพลอยได้เช่นการพัฒนา หรือแม้แต่ Pleonexia เองก็มีประโยชน์​แฝงเร้นในบางแง่เช่นการขับเคลื่อนผู้คนให้อยากเอาชนะ 

การจะว่ากล่าวว่าทุนนิยมเป็นสิ่งเลวร้าย หรือความอยากได้ใคร่มีเป็นบาปมหันต์ก็อาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะหากทั้งสองอย่างดำเนินไปโดยมีกรอบของฮอบส์อย่าง ‘กฎธรรมชาติ’ ก็อาจจะทำให้สองสิ่งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีเยี่ยมให้กับมนุษย์

กล่าวคือการพัฒนาของมนุษย์นั้นหนีไม่พ้นแรงจูงใจที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ทว่าหากแรงจูงใจนั้นดำเนินไปโดยมีเพียงตัวเองเป็นที่ตั้งโดยสมบูรณ์ เมื่อเป้าหมายไม่ได้จบเพียงแต่การพัฒนาหรือเอาชนะ แต่เป็นการกวาดคว้าทรัพยากรของผู้อื่นอย่างไม่มีขีดจำกัด แรงจูงใจที่เป็นเชื้อเพลิงในการเดินหน้าในชีวิตของมนุษย์ก็อาจไม่ต่างอะไรจากหลุมดำของการแก่งแย่งชิงดีหรือภาวะ Pleonexia ที่เราได้กล่าวกันมา

ในยุคปัจจุบัน ระบบทุนนิยมมีบทบาทกับชีวิตเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความสำเร็จถูกวัดผลผ่านตัวเลข GDP (Gross Domestic Product) ซึ่งเป็นตัวแทนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขเหล่านี้มักสะท้อนเพียงความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น โดยปราศจาก ‘สุขภาวะ’ (Well-being) ของผู้คน นอกจากนั้น ระบบก็มักเอื้อให้ผู้มีต้นทุนสูงกว่าได้เปรียบเสมอ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่เป็นวงกว้างขึ้นจากการใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อแลกกับการเติบโตของตัวเลข

อีกทั้งเราทุกคนต่างตกอยู่ในฐานะ ‘มดงาน’ เพื่อแสวงหารายได้ที่สูงขึ้น ในการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบายและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘ความจำเป็น’ กับ ‘ความเกินพอดี’ เริ่มเลือนราง เมื่อระบบทุนนิยมใช้การกระตุ้นความอยากของผู้บริโภค ผ่านการมีชีวิตที่ดีขึ้น การครอบครองสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเครื่องอุปโภคที่ราคาสูงเกินความจำเป็น กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่แห่งความสำเร็จในยุคนี้

ในแง่นี้ Pleonexia ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมของนายทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นสภาวะที่แฝงที่อยู่ในตัวผู้บริโภคอย่างเราทุกคน ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภในการอยากมี อยากได้ และอยากครอบครองจนเกินขีดจำกัดของความพอดี ซึ่งสุดท้ายแล้วพฤติกรรมนี้เองที่จะเป็นฟันเฟืองหลักที่ทำให้ระบบทุนนิยมยังคงหมุนต่อไปได้บนหยาดเหงื่อแรงกายของทุกคน และร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างไม่หยุดยั้ง

และนี่ก็ยังแสดงให้เห็นว่า Pleonexia ยังจะคงดำรงอยู่ในการดำเนินชีวิตของเราเสมอ อีกทั้งใน The Republic เล่มที่ 2 ในมุมมองของ เพลโต (Plato) มีการวิเคราะห์ว่า Pleonexia คือสาเหตุที่ทำให้เมืองขยายตัวจนเกิดการรุกรานกัน และเป็นบ่อเกิดของสงคราม เพราะเมื่อทุกคนต้องการ ‘มากกว่า’ ทรัพยากรที่มีอยู่ย่อมไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นฟันเฟืองส่งต่อสงครามอย่างไม่ทันคิด ด้วยความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด จนทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรที่ไม่รู้จบและลุกโชนเป็นไฟสงครามที่คู่กับมนุษย์ต่อไป

แม้สุดท้ายใครหลาย ๆ คนอาจเชื่อว่า Pleonexia เป็นเพียง ‘คำศัพท์’ และ ‘แนวคิดทางปรัชญากรีกโบราณ’ ที่ล้าสมัยไปตามกาลเวลาและจมหายไปกับอดีต หากแต่ความจริงมันยังคงอยู่คู่กับมนุษย์ตลอดมา และคอยเตือนเราเสมอว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องความโลภอย่างบ้าคลั่งเพียงเท่านั้น

แต่มันคือความยากจนทางความรู้สึกที่ไม่มีวันพอ แม้ความจริงเราอาจจะมีมากพอสำหรับการดำรงชีวิตแล้วก็ตาม

และฉากของภาพไส้กรอกที่หลุดมือไป จนกลายเป็นลาภปากของเจ้าเหมียวในตอนต้นของบทความ อาจดูเป็นเรื่องขบขันกันในครอบครัว แต่เมื่อ ‘ไส้กรอก’ ถูกแทนที่ด้วย ‘บ่อน้ำมัน’ และ ‘พี่น้อง’ ถูกแทนที่ด้วย ‘มหาอำนาจ’ จุดจบของมันกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครขำออก

 

แท้จริงแล้วสงครามไม่เคยจบที่โต๊ะเจรจา
หากแต่จบบนเลือดเนื้อของอีกฝ่ายที่สู้ไม่ไหวเสียมากกว่า