บัตรเสีย : เมื่อเสียงของประชาชนถูกแขวนไว้บนความสมบูรณ์แบบของ ‘กากบาท’

บัตรเสีย :  เมื่อเสียงของประชาชนถูกแขวนไว้บนความสมบูรณ์แบบของ ‘กากบาท’

หากเป้าหมายของการเลือกตั้งคือความชัดเจนและโปร่งใส ไฉนเสียงของประชาชนถึงถูกแขวนไว้บนความสมบูรณ์แบบของ ‘กากบาท’ จนกลายเป็น ‘บัตรเสีย’ ?

คงมีไม่กี่วันมากนักที่ ‘เสียง’ ของประชาชนมีพลังและความหมายจากสายตาของรัฐมากเท่ากับวันเลือกตั้งที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกสะท้อนความต้องการของประชาชนกับการก้าวเดินไปในอนาคตของประเทศที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ ความโปร่งใสและชัดเจนจึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของกระบวนการที่จะนำเสียงของประชาชนจาก ‘คูหา’ ถึง ‘กระดานนับคะแนน

การจำแนกระหว่าง ‘บัตรดี’ และ ‘บัตรเสีย’ จึงเป็นไปเพื่อความชัดเจนในการลงคะแนนและสะท้อนเจตจำนงของแต่ละคน เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือที่ต้องอาศัยการตีความของเจ้าหน้าที่นับคะแนน และเพื่อให้รูปแบบการลงคะแนนมีความเท่าเทียมและตัดสินกันเพียงแค่บัตรใบนั้นเลือกกาเบอร์ไหน

จากการรายงานของกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งปี 2569 มีปริมาณบัตรเสียการนับคะแนนบัญชีรายชื่อถึง 1,556,201 ใบ นับเป็น 4.5 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ก็นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเมื่อเสียงของประชาชนต้องเดินทางไปไม่ถึงฝั่งฝันเพียงเพราะบัตรเสีย แต่คำถามต่อมาคือ 

 

เสียอย่างไร?

 

มาตรฐานการเลือกตั้งในประเทศไทยคือการ ‘กากบาท’ ลงในช่องที่ประสงค์จะเลือกโดยไม่มีการจขีดซ้ำหรือทำให้สัญลักษณ์กากบาทดังกล่าวนั้นมีความคลุมเครือ และแน่นอนว่าหากสัญลักษณ์การลงตคะแนนผิดแปลกไปจากนี้ ก็ย่อมถูกตีเป็น ‘บัตรเสีย’ ไปโดยปริยาย

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเส้นแบ่งของ ‘บัตรดี’ และ ‘บัตรเสีย’ อยู่ตรงไหนกันแน่ หากใครสักคนไม่มั่นใจกับการกาในครั้งนั้นจนเผลอขีดกากบาทในช่องเดิมซ้ำจนดูเหมือนเส้นซ้อนกัน, พื้นโต๊ะที่ขรุขระจนทำให้เส้นกากบาทที่ลากมาตัดกันมีความยึกยือ หรือการกากบาทที่เผลอยาวทะลุช่องไปนิดหน่อย การกากบาทเหล่านี้ยังคงเป็น ‘บัตรดี’ อยู่หรือเปล่า?

ในช่วงที่ผ่านมากับการจับตาดูการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานเหล่านี้ถูกวางเอาไว้บนอัตวิสัยของผู้นับคะแนนเป็นสำคัญ กระดาษเลือกตั้งในบางใบที่มีการกากบาทที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างชัดเจน แต่เมื่อสัญลักษณ์ดังกล่าวไม่สมบูรณ์แบบ แม้ไม่ได้ส่งผลต่อการตีความคะแนนเสียง ก็ถูกตีเป็นบัตรเสียอยู่ดี 

เหล่านั้นคือสัญลักษณ์ที่มีความคลุมเครือแต่ถูกในมาตรฐานที่ กกต. วางไว้จนต้องมีการเอ่ยกล่าวเพื่ออุทธรณ์จากประชาชนผู้สังเกตการณ์ แล้วยังมีบัตรเลือกตั้งอีกกี่ใบที่อาจจะมีรูปแบบสัญลักษณ์ทีผิดหลักจริง แต่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างไร้ซึ่งความคลุมเครือที่ท้ายที่สุดถูกตีเป็นบัตรเสียไป

ไฉนเสียงของประชาชนถึงได้ถูกวางเอาไว้บนอัตวิสัยของผู้นับคะแนนที่อาจจะแตกต่างกันไป และทำไมมาตรฐานความสมบูรณ์แบบของสัญลักษณ์ ‘กากบาท’ กลายมาเป็นสิ่งที่สำคัญมากไปกว่า ‘เจตจำนง’ ของประชาชน 

มาตรฐาน ‘กากบาท’ นี้ทำให้การเลือกตั้งมีความชัดเจนจริงขึ้นจริงหรือ?

มันถูกต้องแล้วใช่หรือไม่ที่เสียงของประชาชนนั้นถูกแขวนเอาไว้บนความสมบูรณ์แบบ?

ขณะที่เดินเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง ใครหลายคนย่อมมีพะวงกันอยู่บ้าง อย่างน้อย ๆ ก็สองเรื่อง เรื่องแรกคือการท่องให้ขึ้นใจว่าใบไหนต้องกาเบอร์อะไร เพราะจะไม่มีการชี้บอกใด ๆ ว่าเลขไหนจะเป็นการเลือกใคร ส่วนอีกเรื่องนั้นก็คงเป็นความกังวลว่าสัญลักษณ์กากบาทที่กำลังจะกานั้นจะ ‘สมบูรณ์แบบ’ เพียงไหน เพื่อไม่ให้คะแนนเสียงของตัวเองกลายเป็น ‘บัตรเสีย’ กันไปเสียก่อน

การกาคะแนนเลือกตั้งจึงไม่เพียงเป็นการตัดสินชะตากรรมของประเทศ แต่ยังเป็นที่ใครหลายคนหวนย้อนนึกถึงวิชาศิลปะกับการขีดเส้นให้ตรงและสมบูรณ์แบบที่สุด บ้างก็ขีดกากบาทสองครั้งให้น้ำหนักของเส้นความชัดเจนขึ้น จนบางทีก็ถูกมองกลายเป็นบัตรเสีย หรือบางคนก็ไม่ได้จงใจที่ขะขีดเขียนให้ผิดแผก แต่เส้นที่ขีดอาจผิดพลาดไปบ้าง หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้น โต๊ะของคูหาก็ห่างไกลจากความราบเรียบเกินไปจนทำให้เส้นเหล่านั้นหยึกยือจนเจ้าหน้าที่นับคะแนนตีความว่าเหมือน ‘ลูกศร’ มากกว่า ‘กากบาท

คำถามต่อมาคือ บรรดาบัตรที่เสียจากเหตุผลเหล่านี้ยังสะท้อนเจตจำนงของผู้ลงคะแนนเสียงได้ดังเดิมหรือเปล่า?

หากยังคงบอกได้ว่าเลือกเบอร์ไหน จะเอาเรื่องความสมบูรณ์แบบของกากบาทมาเป็นมาตรฐานไปเพื่ออะไรกัน?

กติกานี้สะท้อนความ ‘ไร้ประสิทธิภาพ’ (Inefficiency) ที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นในการส่งต่อข้อมูลที่สำคัญยิ่งอย่าง ‘เสียงของประชาชน’ ในกระบวนการเลือกตั้ง และทำให้ปริมาณของบัตรเสียต้องมีมากขึ้นทั้ง ๆ การเลือกตั้งก็สมควรจะสะท้อนเสียงของประชาชนให้มากที่สุด

ซึ่งเป็นน่าแปลกที่กว่าจะรณรงค์ให้ผู้คนมามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งที่ก็นับเป็นโจทย์ที่สำคัญและไม่ง่ายแล้ว แต่เสียงของประชาชนที่มาเลือกนั้นกลับมีอุปสรรคในเรื่องของการกากบาทในท้ายที่สุดอยู่ดี 

หากว่าคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งคาดหวังที่จะเห็นวิธีการลงคะแนนที่ ‘เป็นระเบียบ’ และ ‘รูปแบบเดียว’ กัน ก็สามารถที่จะใช้วิธีแบบสิงคโปร์ได้ ซึ่งก็คือการให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกได้ว่าจะใช้ ‘ปากกา’ ขีดกากบาทหรือใช้ ‘ตราประทับ’ ที่ทางคูหาจัดเตรียมเอาไว้ให้ประทับลงในช่อง เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องมากังวลแล้วว่าเส้นที่ขีดมันจะตรงกับความต้องการหรือเปล่า

อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือการไม่ต้องยึดโยงอยู่กับรูปแบบของการ ‘กากบาท’ เพียงอย่างเดียว เช่นในการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักร จากประสบการณ์ของคุณ ‘Ponk R. Memoli’ ที่ออกมาแบ่งปันผ่านหน้าเฟซบุ๊กของตนเอง กับกรณีศึกษาของสหราชอาณาจักรที่เปิดให้ผู้ลงคะแนนสัญลักษณ์ได้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่การกากบาท การขีดเส้น วงกลม หรือแม้แต่อะไรที่หลุดกรอบไปมากกว่านั้นอย่าง หน้ายิ้ม วาดรูป หรือข้อความ

ตราบใดที่การลงคะแนนเหล่านั้นสะท้อนเจตจำนงของผู้ลงคะแนนได้อย่างไม่คลุมเครือ จะกาแบบไหนก็ไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการสะท้อนเสียงของประชาชนให้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การลดสัดส่วนของบัตรเสียนับเป็นเรื่องสำคัญของการทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ และตอบสนองเป้าประสงค์สำคัญของการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือการทำให้เจตจำนงของประชาชนออกมาชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำให้การลงคะแนนเสียง ‘มีประสิทธิภาพ’ (Efficient) ที่สุด โดยไม่ถูกเหนี่ยวรั้งโดยปัจจัยเหล่านี้ที่สามารถตัดออกไปได้โดนไม่ยาก

เลวร้ายไปกว่าความไร้ประสิทธิภาพจากการจำแนกบัตรเสียเหล่านี้คือข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้นจากประชาชนว่าดุลพินิจของการแบ่งระหว่างบัตรดี-บัตรเสียที่ไม่ได้มีรูปแบบมาตรฐานที่ชัดเจน อาจเว้นช่องว่างไว้ให้พลังอำนาจในการทุจริตหรือความพยายามในการบิดเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง

สุดท้ายแล้วถ้าการเลือกตั้งคือการสะท้อนเสียงของประชาชนให้ชัดเจนและโปร่งใสมากที่สุด  การยึดมั่นอยู่กับการกากบาทจะยังตอบโจทย์อยู่หรือเปล่า และถ้าเป็นเช่นนั้น เจตจำนงของประชาชนถูกวางค่าเอาไว้ที่แห่งหนใด