ดอกไม้กับนายกระจอก: เมื่อความรักทำให้เราเป็นคนดีขึ้น เพื่อพบกันในฤดูกาลใหม่

ดอกไม้กับนายกระจอก: เมื่อความรักทำให้เราเป็นคนดีขึ้น เพื่อพบกันในฤดูกาลใหม่

บางความรักไม่ได้จบลงเพราะหมดรัก แต่เพราะ “ยังไม่ถึงเวลา” และ ‘ดอกไม้กับนายกระจอก’ คือบทพิสูจน์อันงดงามว่า การจากลาอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากคือช่วงเวลาที่ทำให้เราค่อย ๆ กลายเป็น ‘คนที่ดีพอ’ เพื่อกลับไปพบกันอีกครั้งในฤดูกาลใหม่

KEY

POINTS

“พี่ดูหนังเรื่องนี้กี่รอบแล้วคะ” เราเอ่ยปากถามคนแปลกหน้าเลขที่นั่ง B6 ในโรงหนัง House Samyan แอบเดาคำตอบไว้ในใจว่า สัก 4-5 รอบ

“อู้ย พี่ดูเป็นสิบ ๆ รอบแล้วจ้ะ” คำตอบนี้เล่นเอาคนที่ยังไม่เคยดูสักรอบอย่างเรา รู้สึกเขินขึ้นมาหน่อย ๆ 

“นี่เป็นหนังจีนที่พี่รักที่สุดในชีวิตเลยนะ…” คนแปลกหน้าวัย 50 กลาง ๆ พูดด้วยน้ำเสียงต่ำลง 

“อะไรมันจะขนาดนั้นวะ” ประโยคนี้เราคิดในใจ แต่ไม่ได้พูด…

 

‘An Autumn's Tale’ หรือชื่อไทย ‘ดอกไม้กับนายกระจอก’ เป็นหนังที่ออกฉายในปี 1987 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมหนังฮ่องกงกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด แต่ส่วนใหญ่มักวนอยู่กับหนังตลกโผงผาง แอ็กชันสาดกระสุน หรือเมโลดราม่าที่บีบน้ำตาเกินจริง ขณะที่ฮ่องกงเองกำลังเผชิญกับความวิตกกังวลในประเด็น ‘การส่งมอบดินแดนคืนให้จีนในปี 1997’ ที่คืบคลานเข้ามาทุกวัน และผู้คนต่างพากันอพยพออกจากบ้านเกิด หอบความหวังข้ามน้ำข้ามทะเลไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน

ความรู้สึกของการพลัดถิ่น ความโดดเดี่ยว และการหาที่ยืนในโลกที่ไม่รู้จัก จึงไม่ใช่แค่ฉากหลังของหนังเรื่องนี้ ทว่าคือ ‘จิตวิญญาณ’ ของหนังทุนต่ำที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาต่อมา 

‘มาเบล จาง’ ผู้กำกับหญิงที่โดดเด่นและได้รับการยกย่องให้อยู่ในกลุ่มผู้กำกับ ‘คลื่นลูกที่สอง’ ของฮ่องกง ไม่ได้แค่เล่าเรื่องสมมติ แต่ดึงความทรงจำของตัวเองในช่วงที่ดิ้นรนอยู่ในไชน่าทาวน์มาถักทอเป็นหนัง ตัวละครไอ้หนุ่ม ‘สำปั้น’ หรือ ‘ซามูเอล ผาง’ ถูกสร้างขึ้นจากชายนิรนามผู้มีฉายาว่า ‘Wrinkled Lemon’ ที่เคยยื่นมือช่วยเธอในยามที่ชีวิตตกต่ำที่สุด หนังเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าผลงาน มันคือจดหมายรักที่ผู้กำกับเขียนถึงเพื่อนแท้คนหนึ่งในชีวิต

ในวาระครบ 39 ปี ดอกไม้กับนายกระจอก กลับมาฉายอีกครั้งในคุณภาพ 4K บนจอโรงหนัง House Samyan เมื่อค่ำคืนที่พระจันทร์กลายเป็นสีชมพู 

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ‘เจนนิเฟอร์’ (จงฉู่หง) บินข้ามมหาสมุทรมานิวยอร์กพร้อมความฝันและความรัก แต่สิ่งที่รอเธออยู่กลับเป็นภาพบาดใจ เมื่อหนุ่มคนรัก ‘วินเซนต์’ ปรากฏกายพร้อมสาวคนใหม่ 

ช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวและแตกสลายในเมืองที่ไม่รู้จักใคร เงินทองก็มีไม่มาก กลับมีชายท่าทางเหมือน ‘กุ๊ย’ โผล่มาทุกครั้งที่เธอต้องการ เขาไม่มีคำพูดหวาน ๆ อยู่นิวยอร์กมาตั้งนานแต่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง อนาคตก็ดูเลือนรางเพราะวัน ๆ เอาแต่เล่นการพนัน ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟและคบแต่เพื่อนที่ไม่เอาไหน 

ชายคนนั้นคือ ‘พี่สำปั้น’ หรือชื่อที่ครูภาษาอังกฤษตั้งให้ว่า ‘ซามูเอล’ (โจวเหวินฟะ) 

สำปั้นไม่ได้ตกหลุมรักเจนนิเฟอร์ตั้งแต่แรกเห็น ทีแรกเขามองเธอเป็น ‘ตัวปัญหา’ ที่ต้องคอยดูแลเพราะญาติฝากมา ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็น ‘องครักษ์’ ประจำตัวเธอ 

ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนกันไหม พอดูถึงช่วงนี้ เราไม่อยากให้ทั้งคู่คิดไปไกลเกินกว่านั้นเลย อาจเพราะเสียดายความผูกพันแบบพี่น้อง ประกอบกับตัวหนังเองก็เริ่มชำแหละให้เห็น ‘ความแตกต่าง’ ของทั้งคู่ชัดเจนขึ้น ยิ่งเมื่อเทียบกับแฟนเก่าอย่างวินเซนต์ จะเห็นได้เลยว่าสำปั้นมาจากคนละโลกกับเจนนิเฟอร์อย่างสิ้นเชิง  

ดูผิวเผินแล้ว สำปั้นเป็นหนุ่มที่ยากจะมีผู้หญิงสติดีคนไหนอยากฝากชีวิตไว้ แต่ลึกลงไปกว่านั้น เขาคือคนที่ผ่านโลกมาพอสมควร มีประสบการณ์เป็นลูกเรือประมง ทั้งยังเป็นเจ้าพ่อแห่งคำคมที่เชื่อได้บ้าง เชื่อไม่ได้บ้าง แต่ก็มีประโยคที่ผ่านการตกผลึกมาพอสมควร เช่น “คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ แค่ฉันมีความสุขก็พอแล้ว” และ “ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่มีอะไรให้ต้องปวดหัว” 

ในขณะที่หนุ่มนักเรียนนอกทรงผู้ดีอย่างวินเซนต์ แม้จะมีการศึกษา มีความฝัน และมีอนาคตเหมือนกับเจนนิเฟอร์…. แต่คนที่ ‘เหมือนกัน’ (ไปยันเครื่องแต่งกายช่วงท้ายเรื่อง) คนนี้มิใช่หรือ ที่ทำให้เธอช้ำใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ 

แล้วสิ่งที่ทำให้วินเซนต์แพ้หนุ่มรุ่นพี่สำมะเลเทเมาก็คือ สำปั้นเป็นคนที่ “โผล่มาทุกครั้ง” ที่เจนนิเฟอร์ต้องการ เขาไม่เคยปฏิเสธความต้องการใดของเธอ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แถมยังลงมือทำทันทีไม่มีเกี่ยงงอน ซึ่งนั่นคือพื้นฐานความรักที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคุณสมบัติใด 

ที่น่าทึ่งมาก ๆ คือการที่หนังสามารถทำให้คนดูรู้สึกถึงการ ‘ตกหลุมรัก’ ไปพร้อมกับตัวละคร โดยปราศจากฉากแตะเนื้อต้องตัว ปราศจากคำบอกรักหวานซึ้ง แต่เมื่อคนสองคนยินยอมที่จะแบ่งปัน ‘ความฝัน’ ร่วมกัน วินาทีที่พวกเขาสบตากันเพียงครู่ที่ชายทะเลนั้น คนดูอย่างเราก็พร้อมฉีกเส้น ‘เป็นแค่พี่น้อง’ ให้ขาดกระจุย 

เมื่อหัวใจสองดวงมั่นใจแล้วว่าคนตรงหน้าคือความรัก ‘ความสบายใจ’ ก็เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เจนนิเฟอร์ไม่ต้องสวยเต็มร้อยตลอดเวลา เธอกินไก่ปากมัน กระดกเหล้าจากขวดเดียวกับสำปั้น หัวเราะเต็มเสียง และไม่ต้องแกล้งทำเป็นว่าชีวิตโอเคเมื่อมันไม่โอเค และนั่นเองที่ทำให้มหานครที่เคยดูน่ากลัวและโดดเดี่ยวในสายตาเธอ ค่อย ๆ กลายเป็นเมืองที่งดงามขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหมดนั้นทำให้หนังเรื่องนี้เจ็บปวดกว่าหนังรักทั่วไป เพราะมันไม่มีผู้ร้าย มีแค่คนสองคนที่รักกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ชีวิตยังไม่พร้อมจะให้พวกเขาอยู่ในฤดูกาลเดียวกัน

วรรณกรรมอเมริกันคลาสสิก ‘The Gift of the Magi’ ของ ‘O. Henry’ ว่าด้วยการเสียสละสิ่งที่รักที่สุดเพื่ออีกฝ่าย มีอิทธิพลอย่างมากในช่วงท้ายเรื่อง และดอกไม้กับนายกระจอกก็ถ่ายทอดออกมาได้แนบเนียน เราไม่ได้เซอร์ไพรส์ที่สำปั้นพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้สายนาฬิกามาเป็นของขวัญเจนนิเฟอร์ แต่เราลุ้นหนักมากว่าเจนนิเฟอร์จะมอบอะไรให้เป็นของขวัญสำปั้น

ฉากจากลาที่ในมือสำปั้นถือนาฬิกาอยู่ใต้สะพานบรูคลิน มองดูหัวใจอีกดวงที่หลุดลอยไปอีกฟากพร้อมกับสายนาฬิกาที่เขาตั้งใจนำมาง้อ เป็นฉากไร้คำพูดแต่น่าจดจำ ชนิดที่กาลเวลาเกือบ 40 ปีมิอาจทำลายล้างได้ 

นานเท่าไหร่ในหนังไม่ได้ระบุ แต่เรามั่นใจว่าเป็นเวลาที่ฤดูกาลใหม่มาถึง เมื่อหัวใจสองดวงค่อย ๆ เยียวยาตัวเอง และผู้เป็นเจ้าของของหัวใจนั้นกลายเป็น ‘คนใหม่’ ที่ดีขึ้น ณ ริมชายหาดที่คนสองคนเคยแบ่งปันความฝันร่วมกัน หัวใจสองดวงนั้นก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

“Table For Two?” คำทักทายของชายผู้ทิ้งความกักขฬะ พูดภาษาอังกฤษได้ฉะฉาน มุ่งมั่นสร้างตัวจนได้เป็นเจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ ริมทะเล เปิดทางให้ตีความได้หลายอย่าง… เขากำลังเชื้อเชิญให้หญิงสาวผู้เป็นที่รักมานั่งพร้อมเด็กสาวอีกคน? หรือเชื้อเชิญเธอให้มานั่งร่วมโต๊ะกับตัวเอง แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เมื่อหนังเลือกที่จะหยุดภาพนั้นเอาไว้ในหัวใจของคนดูตราบนานเท่านาน 

ฉากหน้าของหนังทั้งงดงามและตราตรึง แต่เมื่อทราบเรื่องราวเบื้องหลัง เราก็อดไม่ได้ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่ให้คนดูหนังยุคใหม่ได้รู้… โจวเหวินฟะเอง ก่อนหน้านั้นเขาถูกวงการตราหน้าว่าเป็น ‘ยาพิษแห่งวงการหนัง’ เพราะหนังที่เขาเล่นมักจะขาดทุนอยู่เสมอ แต่ผู้กำกับหญิงคนนี้ยังคงเชื่อมั่นและยืนกรานเลือกเขา 

โชคดีที่ก่อนเปิดกล้อง หนังเรื่อง ‘A Better Tomorrow’ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ‘โหด เลว ดี’ เข้าฉายและส่งให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกข้ามคืน ถึงกระนั้นเขาก็ยังรักษาคำพูด บินมาถ่ายทำที่นิวยอร์กด้วยเวลาที่จำกัด และแจกลายเซ็นบนภาพนิ่งเพื่อให้ทีมงานนำไปขายหาเงินมาซื้ออาหารในกองถ่ายทุนต่ำเรื่องนี้

บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่หนังต้องการบอกตั้งแต่ต้น… คนที่รักษาคำพูดและไม่ทำให้ใครผิดหวัง คือคนที่ควรค่าแก่การรอคอย

ความยอดเยี่ยมที่ว่านี้ทำให้ ดอกไม้กับนายกระจอก กวาด 3 รางวัลใหญ่จาก Hong Kong Film Awards ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยม และโจวเหวินฟะเองก็คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีม้าทองคำมาได้อีกด้วย

เมื่อไฟในโรงหนัง House Samyan สว่างขึ้น เราหันไปยิ้มกับคุณพี่ที่นั่ง B6 

“หนังดีอย่างพี่ว่าเลยค่ะ”

ได้กล่าวลาพี่คนแปลกหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่เราจะออกจากโรงหนังด้วยความมุ่งมั่นว่าต้องไปขอบคุณ ‘ท่านเก้า’ แห่งเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ ที่ชวนให้เราได้สัมผัสการตีความหนังในอีกมิติหนึ่ง ผ่านเสวนา ‘เพลงรักในหนังรัก’ กับเจ้าพ่อเพลงรักแห่งเมืองไทย ‘บอย โกสิยพงษ์’ ที่นำบทเพลงที่แต่งเองมาประกอบกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างซึ้งใจ

ใครที่ซาบซึ้งกับหนังแล้ว อยากสัมผัสการตีความผ่านบทเพลงของพี่บอย คลิกฟังที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=qgfM0lvCk7Y

 

เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า