Long Story Short: ทำไมยิ่งโต การกลับบ้านถึงกลายเป็นเรื่องหนักใจ

Long Story Short: ทำไมยิ่งโต การกลับบ้านถึงกลายเป็นเรื่องหนักใจ

เมื่อเติบโตขึ้น ‘บ้าน’ ไม่ได้หายไป แต่ความรู้สึกที่มีต่อมันค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน จากพื้นที่ของความสบายใจ กลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยระยะห่างที่อธิบายไม่ถูก และคำถามที่เราไม่เคยกล้าตอบตัวเอง

KEY

POINTS

เราทุกคนล้วนมีช่วงหนึ่งในชีวิต ที่คำว่า ‘บ้าน’ คือการอยู่ร่วมกัน การเรียกมาทานข้าวร่วมกัน การพากันไปเที่ยววันหยุด ใช้เวลาร่วมกันในทุกเทศกาล เราเรียกมันว่าความสุขโดยไร้ข้อกังขา แม้ในวันที่ต่างคนต่างมีเรื่องหนักใจหรือทะเลาะกัน สุดท้ายจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เรายังจำมันได้ดี แม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน

แต่ช่วงเวลาเหล่านั้น ค่อย ๆ หายไป ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

เช่นเดียวกับผลงานอนิเมชัน ‘Long Short Story’ ของ ‘ราฟาเอล บ็อบ-แว็กซ์เบิร์ก’ (Raphael Bob-Waksberg) หรือผู้สร้างอนิเมชันผู้ใหญ่สุดดาร์กเรือธงอย่าง ‘Bojack Horseman’ สู่เรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางชาวยิวที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความรัก และการใช้ชีวิต

การเล่าผ่านไทม์ไลน์สลับไปมา ทำให้เราได้เห็นชีวิต วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ของตัวละครหลาย ๆ ตัวได้อย่างดี มีชั้นเชิง ละเอียดอ่อน แฝงมุกตลกร้ายตามสไตล์ บ็อบ-แว็กซ์เบิร์ก

ซีรีส์ติดตามชีวิตของพี่น้องสามคนในครอบครัวเดียว ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ เล่าแบบกระโดดไปมาระหว่างช่วงเวลาเหมือนความทรงจำที่ไม่เคยเรียงลำดับ และนั่นแหละคือสิ่งที่มันทำได้แม่นยำมาก เพราะชีวิตจริงก็ไม่เคยเล่าเป็นเส้นตรงเหมือนกัน

ในบทความนี้ขอสงวนเนื้อหา แต่อยากขอเปรียบเทียบกับชีวิตในสังคมไทย

ในเรื่อง Long Short Story ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์เล็ก ๆ ในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นแง่ลบหรือแง่ดี สิ่งนั้นไม่เคยหายไปไหนเลย ยกตัวอย่างตัวละครพี่น้องที่ยังจำได้ว่าอีกคนเคยแกล้งตนเองอย่างไรบ้าง หรือแม้แต่ตัวละครลูกสาวที่มารู้ทีหลังว่าเบื้องหลังเมนูจานเด็ดของแม่ คือการจดจำว่าลูกชอบทานอะไรแค่นั้นเอง

ตอนเด็กเราไม่เคยตั้งคำถามกับความเป็นครอบครัว ราวกับว่ามันคือสิ่งที่มีอยู่อัตโนมัติ แต่เมื่อโตขึ้น เราแปรเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่ในตัวมันเองให้กลายเป็นสิ่งที่ต้อง จัดหาเวลาเป็นหมวดหมู่

พูดอย่างง่ายคือ เราเริ่มลดค่าของตัวมันเองลงไป กลายเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ เป็น  ‘ภาระ’ เป็น ‘ภารกิจที่ต้องทำ’ โดยเราหลงลืมความสามัญของครอบครัวในวัยเด็กไป

ในบริบทของคนไทย คำว่า ‘ครอบครัว’ ยิ่งซับซ้อนกว่านั้นอีกเล็กน้อย 

เราเติบโตมากับการถูกสอนให้รักครอบครัว แต่ไม่ถูกสอนให้พูดความรักนั้นออกมา เราไม่ค่อยพูดว่า “คิดถึงนะ” ไม่ค่อยบอกว่าเราต้องการอะไรจากอีกฝ่ายกันแน่ และบางครั้ง เราก็ไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาแบบนั้นยังไง 

สิ่งที่เรามี คือการถามว่า “กินข้าวหรือยัง” คือการวางผลไม้ไว้ให้ คือการบ่นเล็ก ๆ ที่จริง ๆ แล้วคือความห่วงใย ที่ตัวผู้ฟังเองอาจคิดไปว่ามันคือการบ่นในแง่ลบเหลือเกิน สังคมไทยเป็นแบบนั้น

เพราะบางทีเราอาจจะแค่มีเรื่องในหัวมากมายไปหมด อยากเล่าออกไปว่าเราเจอเรื่องแย่แค่ไหน หรือแม้แต่เรื่องดีของวันนั้นมีอะไรบ้าง แต่เราก็จะตอบแค่ “กิน/ยังไม่กิน” แค่นั้น แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป

คำว่ากินข้าวหรือยังที่เอาไว้ใช้บอกรักนัย ๆ กลับเหลือแค่บทสนทนาผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา

เรามีการแสดงออกของความรักที่ไม่ชัดเจน แต่มันก็เป็นภาษาที่เราคุ้นเคยที่สุด

Long Short Story แสดงภาพของภาษารักในแบบคนไทยออกมาได้ดี สิ่งที่ บ็อบ-แว็กซ์เบิร์ก ทำได้เก่งเสมอ คือการเล่าเรื่องให้สนุก และการทำให้เรื่องธรรมดาอย่างครอบครัว เวลา หรือความทรงจำ กลายเป็นการตั้งคำถามต่อความเชื่อคน ตัวละครของเขามักเป็นตัวละครเทา ๆ ไม่ใช่คนดีหรือเลว แต่เป็นคนที่พยายามแก้ไขตัวเองท่ามกลางชีวิตที่พังทลาย 

แม้ในเรื่องจะเป็นครอบครัวคนยิว แต่เราเห็นได้ว่าทุกตัวละครมีความเป็นมนุษย์สูง พวกเขาแทบไม่เคยบอกความในใจออกมาตรง ๆ ร่วมกันเลย ยกเว้นบางวาระและโอกาสที่อาจสายเกินไปเท่านั้น

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม เรื่องราวแบบนี้ถึงรู้สึกใกล้ตัวเรามากเกินไป เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ไม่รู้จะจัดการกับความสัมพันธ์ในครอบครัวยังไง ก็อาจไม่ใช่แค่ตัวละครในเรื่อง แต่คือเราเอง

งาน

ความสัมพันธ์

ความล้มเหลว

ความเหนื่อยล้า

เมื่อเราเติบโตขึ้น สิ่งที่มีมากกว่าวัยเด็ก คือทุกปัญหาและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่หล่อหลอมจนเราเหนื่อยเสียเอง จนในที่สุด ช่องว่างระหว่างตัวเรากับครอบครัวก็กว้างขึ้น

จนวันหนึ่งครอบครัวกลายเป็นเพียง ‘สถานที่’ เช่นเดียวกับคำว่า ‘บ้าน’

ไม่ใช่พื้นที่ของการใช้เวลาร่วมกันอีกต่อไป

ทำให้บางทีการกลับบ้าน ฟังดูยากเพียงเพราะเราต้องกลับไปเป็น “เราในเวอร์ชันเดิม” เป็นลูกที่ต้องโอเคกับทุกอย่าง เป็นคนเชื่อฟัง เป็นคนที่เข้าใจเสมอ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราโตขึ้นกว่าเดิมมาก เราเปลี่ยนไปแล้ว ความหนักใจที่สุด คือการรู้ตัวว่า 

เราไม่ได้อยากอยู่ตรงนั้นนาน ๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ในเรื่องนี้มีตอนหนึ่งที่มีการพูดถึงความทรงจำวัยเด็กที่ดูธรรมดาและทั่วไปมาก ๆ จนเราแทบไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน แต่เมื่อเขาจดจำสิ่งเหล่านั้นในช่วงเวลาปัจจุบัน วันที่เขาสะบักสะบอมที่สุด 

เขาเพิ่งรู้ว่าในความทรงจำนั้นมันมีคุณค่าแค่ไหน

เพราะบางอย่าง เช่นสัตว์เลี้ยง คนบางคน ของบางสิ่ง ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว

เมื่อหวนคิดถึงว่าเคยผูกพันมากแค่ไหน เขาก็ตระหนักได้ นั่นทำให้เราในฐานะผู้ชมตระหนักได้เช่นกัน

ในสังคมไทย เรามักจะมีความเชื่อบางอย่างว่าครอบครัวจะอยู่ตรงนั้นเสมอไม่ว่าเราจะออกไปไกลแค่ไหน ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

แต่ความจริงคือ ครอบครัวก็เปลี่ยนเหมือนกัน

พ่อแม่แก่ลง พี่น้องมีชีวิตของตัวเอง บางคนจากไป และบ้านที่เราเคยรู้จักก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

หากพูดถึงคำถามที่ Long Story Short ทิ้งไว้

มันคงเป็นคำถามเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ซึมอยู่ในความธรรมดาของชีวิตประจำวัน เช่น ครั้งสุดท้ายที่เรานั่งอยู่กับครอบครัวโดยไม่ได้รีบไปไหนจริง ๆ คือเมื่อไหร่

ครั้งสุดท้ายที่เราฟังเสียงพูดคุยของคนในบ้านโดยที่ใจไม่ได้ลอยไปอยู่กับงาน ข้อความ หรือความกังวลอื่น ๆ คือเมื่อไหร่

และครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึกอย่างเต็มที่ว่า “ที่นี่คือบ้านของเรา” โดยไม่ต้องตั้งคำถามหรือเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์อื่น มันยังอยู่ใกล้พอจะนึกถึงและจำได้อยู่ไหม

หรือมันค่อย ๆ เลือนหายไปโดยที่เราไม่ทันสังเกต ไม่ช้าก็เร็วเราอาจลืมกลิ่นของดอกไม้ในกระถาง เสื้อผ้าที่เคยใส่ตอนอยู่ประถม รสชาติของอาหารที่มีเพียงพ่อกับแม่ที่ทำได้ 

เราอาจย้อนกลับไปเป็นเด็กไม่ได้อีกแล้ว อาจไม่มีทางทำให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม

โต๊ะตัวเดิม เสียงหัวเราะแบบเดิม จังหวะชีวิตที่ไม่ต้องรีบร้อน แต่บางทีความหมายของครอบครัวก็ไม่ใช่การพยายามวิ่งย้อนกลับไปหาอดีตที่หายไปแล้ว 

หากเป็นการตัดสินใจในปัจจุบัน ว่าเราจะยังอยู่กับคนเหล่านี้ไหม จะวางสิ่งอื่นลงชั่วคราวเพื่อให้พื้นที่กับบทสนทนาธรรมดา ๆ ไหม จะยอมให้ความเงียบระหว่างกันไม่ใช่ความห่างเหิน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องอธิบายอะไรหรือเปล่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การสูญเสียครั้งใหญ่ แต่คือวันที่ทุกอย่างยังอยู่ครบ มีบ้านยังอยู่ คนยังอยู่ แต่เราไม่ได้อยู่ในนั้นอย่างแท้จริงอีกต่อไป 

และเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราอยากหวนกลับไปหา ความทรงจำเหล่านั้นอาจเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่ต้องคอยต่อขึ้นมาใหม่ในหัวของเราเอง เช่น อาหารที่เราลองทำตามแม่ ท้ายที่สุดมันก็สู้ฝีมือเขาไม่ได้

ชีวิตในอดีตเหล่านั้น ทั้งขมและหวาน กลายเป็นเรื่องเล่าที่พยายามสรุปให้สั้นลง ทั้งที่ลึกลงไปข้างใน เรารู้ดีว่ามันไม่เคยสั้นเลย และไม่มีทางสรุปมันได้จริง ๆ ในคำไม่กี่คำ

เหมือนกับชื่อเรื่อง Long Story Short ที่พยายามสรุปเรื่องยาวให้ย่อเหลือสั้น

แต่เราอยากให้ทุกคนดู เพราะเรารู้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นแม้จะแวบเดียวที่เกิดขึ้น มันไม่เคยสั้นเลย

 

เรื่อง: Jaomie