read
thought
01 พ.ย. 2564 | 17:07 น.
In Time: เวลา ความเหลื่อมล้ำ และการปฏิวัติ
Play
Loading...
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนก็คือ การที่หนังซึ่งมีจำนวนผู้ชมสูงสุดของ Netflix* ไม่ใช่หนังมาใหม่หรือหนังบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ แต่เป็นหนังทุนสร้างปานกลางที่เข้าฉายเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งกลับมาได้รับความสนใจในคอหนังบ้านเราอีกครั้ง (หมายเหตุ - *อ้างอิงจากข้อมูลที่แสดงในแอปฯ Netflix)
หนังเรื่องนั้นคือ ‘In Time’ (2011) หนังแนวแอคชั่นไซไฟสะท้อนสังคม กำกับ/เขียนบทโดย แอนดรูว์ นิคโคล (ผลงานที่ผ่านมาของเขาคือ Gattaca, Lord of War ซึ่งเขารับหน้าที่กำกับ/เขียนบท และ The Truman Show ซึ่งเขารับหน้าที่เขียนบท)
ประเด็นหลักของ In Time ได้แก่ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ โดยถือเป็นประเด็นฮิตในช่วงที่หนังเรื่องนี้ออกฉายซึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอเมริกา (วิกฤตซับไพรม์) โดยคนยากจนได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวมากกว่าคนรวย ความอยุติธรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจนเกิดเป็นขบวนการประท้วง Occupy Wall Street ในเวลาต่อมา
จนถึงตอนนี้ ความเหลื่อมล้ำก็ยังไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นประเด็นอินเทรนด์ที่พบได้ในหนังสุดฮิตยุคนี้หลายเรื่อง เช่น Parasite, Joker, Us, The Platform เป็นต้น ซึ่งนั่นทำให้ถึงแม้องค์ประกอบหลายอย่างใน In Time จะเชยไปแล้ว แต่ประเด็นในหนังก็ยังคงมีพลังและสอดคล้องกับสภาวะสังคมในตอนนี้อย่างมาก
ฉากหลังของ In Time เกิดขึ้นในโลกอนาคตอันใกล้ เพื่อป้องกันปัญหาประชากรล้นโลก ทำให้มนุษย์ถูกตัดต่อพันธุกรรมจนคงสภาพร่างกายตัวเองไว้ที่ 25 ปี ซึ่งถ้าต้องการมีชีวิตต่อ มนุษย์จำเป็นต้องซื้อเวลาเพื่อต่อชีวิตไปเรื่อย ๆ (โดยมีการแสดงเวลาให้เป็นตัวเลขนับถอยหลังที่แขนของแต่ละคน) โดยเวลาสามารถถ่ายทอด แลกเปลี่ยน หรือช่วงชิงกันได้ อีกทั้งสามารถสะสมไว้ในเครื่องเก็บเวลาได้ ซึ่งถ้าเวลานับถอยหลังจนถึงเลขศูนย์ อายุขัยของคนนั้นก็จะสิ้นสุดลง
กล่าวคือหนังเรื่องนี้ได้แปลงสำนวนเปรียบเปรยอย่าง ‘เวลาเป็นสิ่งมีค่า’ หรือ ‘เวลาเป็นเงินเป็นทอง’ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเวลาชีวิตของแต่ละคนถูกแสดงค่าเป็นตัวเลขดิจิทัลให้เห็นชัดเจน นอกจากนั้นเวลายังถูกใช้เป็นสกุลเงินตราเพื่อใช้แลกเปลี่ยนในระดับสากล
เมื่อเวลาได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นทั้งต่อ ‘การมีชีวิต’ และ ‘การดำรงชีวิต’ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกจัดสรรให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ในทางตรงข้าม เมื่อเวลาได้กลายเป็นสินค้าที่เข้าสู่ ‘ตลาด’ ในระบบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่แล้ว แปลว่ามันได้แปรสภาพเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่ในตลาดของระบบทุนนิยมอื่น ๆ เช่น เงิน, ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น นั่นคือทุนนิยมได้ก่อให้เกิดการสะสมทุนในระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพวกนายทุนสามารถกอบโกยความมั่งคั่งได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนแรงงานก็จะยิ่งถูกกดขี่ขูดรีดมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นที่นับวันก็ยิ่งมีระยะห่างมากขึ้น
ตัวละครใน In Time มีทั้งที่ร่ำรวยล้นฟ้า จนสามารถจับจ่ายใช้สอยเวลาได้แบบไม่อั้น และสามารถนำเวลามาต่อชีวิตตัวเองไปได้เรื่อย ๆ จนมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ (กลายเป็นคนอายุเยอะที่มีร่างกายแบบหนุ่มสาวอายุ 25 ปี - ซึ่งถือเป็นความฝันของผู้มีอำนาจในอดีตหลายคน) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีผู้ยากไร้ที่ต้องดิ้นรนหาเวลามาต่อชีวิตให้อยู่รอดแบบวันต่อวัน ซึ่งมีหลายคนที่ไม่สามารถทำได้จนต้องจบชีวิตลง
ความเหลื่อมล้ำยิ่งขยายช่องว่างมากขึ้นจากการแบ่งพื้นที่เวลา (Time Zone) ของคนแต่ละชนชั้น โดยเหล่าผู้มั่งคั่งนั้นอยู่ในเมืองทันสมัยที่หรูหราสวยงาม มีร้านอาหารและแหล่งชอปปิงมากมาย ผู้คนต่างไม่รีบเร่งเพราะพวกเขามีเวลาให้ใช้เหลือเฟือ นอกจากนั้นเหล่าอภิสิทธิ์ชนในเมืองนี้ยังมีอำนาจควบคุมเศรษฐกิจของเวลาในระบบทั้งหมด
ในขณะที่ผู้ยากไร้อาศัยอยู่ในเขตที่เสื่อมโทรมและแห้งแล้ง ผู้คนส่วนใหญ่มีเวลาในตัวไม่ถึง 24 ชั่วโมง พวกเขาทำงานในโรงงานที่ขูดรีดแรงงานโดยต้องทำงานหนักแต่ได้รับค่าจ้างน้อย เศรษฐกิจในเมืองมีอัตราเงินเฟ้อสูงจนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทุกวัน มีอาชญากรในท้องถิ่นที่คอยปล้นชิงเวลา
การที่คนในพื้นที่หนึ่งจะข้ามไปพื้นที่ในอีก Time Zone นั้นถือเป็นเรื่องยาก เพราะระหว่างทางมีด่านกั้นหลายด่าน ซึ่งต้องเสียค่าผ่านทางเป็นจำนวนมาก
ระบบดูจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยยากที่จะแก้ไขหรือล้มล้าง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีผู้ที่ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง นั่นคือตัวเอกของหนังเรื่องนี้
ตัวเอกของ In Time ได้แก่ วิล ซาลาส (รับบทโดย จัสติน ทิมเบอร์เลค) เขาเป็นหนุ่มโรงงานที่อาศัยอยู่ในเขตยากจนอย่าง ‘เดย์ตัน’ ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้ช่วยเหลือชายลึกลับต่างถิ่นอย่างเฮนรี่ แฮมิลตัน จากการถูกปล้น เฮนรี่เป็นชายผู้ร่ำรวยซึ่งไม่เหลือความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ เขาได้มอบเวลาทั้งหมดให้วิลในตอนที่วิลหลับไม่รู้ตัว ก่อนที่เฮนรี่จะตัดสินใจฆ่าตัวตาย
เมื่อแม่ของวิลเสียชีวิตเนื่องจากใช้จ่ายเวลาในตัวไปจนหมด ซึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าอย่างรวดเร็ว ทำให้วิลเกิดความโกรธแค้นในระบบอยุติธรรมนี้ เขาเดินทางไปที่เมือง ‘นิวกรีนิช’ ซึ่งเป็นย่านคนรวยเพื่อต้องการล้างแค้นโดยช่วงชิงสิ่งที่คนในเขตนี้มีไปให้หมด
ที่นิวกรีนิช วิลได้พบกับโลกของความมั่งคั่งซึ่งเป็นโลกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาได้รับการเชิญชวนให้ไปที่บ้านของฟิลิป ไวส์ (วินเซนต์ คาร์ธีเซอร์) มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล และได้ตกหลุมรักลูกสาวของฟิลิปอย่างซิลเวีย ไวส์ (อะแมนดา ไซเฟร็ด) ที่นั่นเขาถูกจับกุมโดยกลุ่มไทม์คีปเปอร์หรือตำรวจควบคุมดูแลเรื่องเวลา ซึ่งนำทีมโดย เรย์มอนด์ ลีออน (คิลเลียน เมอร์ฟี) วิลถูกตั้งข้อหาว่าฆ่าเฮนรี่เพื่อแย่งชิงเวลา วิลหนีการจับกุม แต่วิลได้อาศัยจังหวะทีเผลอจับซิลเวียเป็นตัวประกันแล้วขับรถหนีไปในเมืองเดย์ตัน
ที่เดย์ตัน ซิลเวียได้เห็นโลกของชนชั้นล่างที่ทุกข์ยาก ซึ่งเป็นโลกที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะถูกปิดหูปิดตาไว้ ทำให้เธอตาสว่างและได้ร่วมมือกับวิลในการตระเวนออกปล้นธนาคารที่เก็บเวลาของพ่อเธอแล้วทำการแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้ โดยภารกิจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีหลายฝ่ายที่ต้องการจะยับยั้ง เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้ระบบสังคมเสียสมดุล
ตัวละครวิลกับซิลเวียนั้นมีลักษณะที่ชวนให้คิดถึงโจรหนุ่มสาวหน้าตาดีอย่างบอนนี พาร์คเกอร์ และไคลด์ บาร์โรว์ ในหนัง Bonnie & Clyde (1967) ซึ่งสร้างจากเหตุการณ์จริง โดยบอนนีและไคลด์เป็นโจรในยุคเศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำช่วงยุค 30s ซึ่งผู้คนหมดศรัทธาในสถาบันการเงิน ทำให้โจรอย่างพวกเขาถูกมองว่าเป็นฮีโร่
สำหรับวิลกับซิลเวีย สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้มีเพียงแค่ปล้นธนาคารเพื่อเก็บความมั่งคั่งไว้กับตัว แต่เขายังนำเวลาของคนร่ำรวยไปแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้ อีกทั้งยังต้องการล้มล้างกฎระเบียบของสังคมแบบเดิมที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรม แล้วต้องการสร้างสังคมรูปแบบใหม่ที่มีการจัดสรรทรัพยากรที่มีความเท่าเทียมมากขึ้น
“มันคือการขโมยหรือไม่ ถ้าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ถูกขโมยมาก่อนหน้านี้แล้ว?” ประโยคนี้ที่วิลและซิลเวียกล่าวสามารถสื่อถึงมุมมองของพวกเขาได้เป็นอย่างดี โดยพวกเขามองว่าความมั่งคั่งที่ฟิลิปรวมถึงอภิสิทธิ์ชนคนอื่น ๆ ในเมืองนิวกรีนิชได้รับนั้นเกิดจากการขูดรีดผู้ยากไร้ซึ่งไม่ต่างจากการขโมยทรัพยากรไปจากพวกเขา ด้วยเหตุนี้การขโมยเวลาจากอภิสิทธิ์ชนจึงถือเป็นความชอบธรรม เพราะเป็นการทวงสิ่งที่ผู้ยากไร้ควรได้รับกลับคืนมา
เราสามารถมองได้ว่ามันคือการต่อสู้ของแนวคิดระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่ สำหรับระบบเก่านั้นเห็นตัวอย่างได้ชัดจากแนวคิดของฟิลิป เขาชื่นชอบทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน อย่าง ‘ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด’ และได้นำมาปรับใช้กับมุมมองที่มีต่อสังคม โดยเขามองว่าโอกาสในการอยู่รอดมีให้เฉพาะผู้ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่กลุ่มไทม์คีปเปอร์ถึงแม้จะไม่ได้ประโยชน์จากความมั่งคั่งดังกล่าว (อันที่จริงหัวหน้ากลุ่มอย่างเรย์มอนด์มาจากเมืองยากจนอย่างเดย์ตันด้วยซ้ำ) แต่พวกเขาก็เลือกทำตามกฎเพื่อรักษาสภาวะสังคมแบบเดิมให้คงอยู่ต่อไป เพราะกลัวว่าถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว สังคมจะเสียสมดุลและล่มสลาย
ตัวอย่างของแนวคิดระบบใหม่ได้แก่วิลกับซิลเวีย พวกเขามีลักษณะของ ‘นักปฏิวัติ’ ซึ่งต้องการล้มล้างระบบเดิมที่เหลื่อมล้ำ (หรือระบบที่ ‘เพื่อให้คนไม่กี่คนเป็นอมตะ หลายคนจำเป็นต้องสละชีวิต’ แบบที่เฮนรี่ แฮมิลตันกล่าวไว้) แล้วสร้างระบบใหม่ที่ผู้คนมีความเท่าเทียมกัน กล่าวคือพวกเขามองว่าทุนนิยมไม่ได้เป็นแค่คำตอบเดียวของสังคม แต่การสร้างระบบสังคมนิยมนั้นมีโอกาสเป็นความจริงได้
หนังดูเหมือนจะจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยวิลกับซิลเวียสามารถขโมยแคปซูลเก็บเวลาหนึ่งล้านปีของฟิลิปในนิวกรีนิชแล้วมาแจกจ่ายให้กับผู้คนในเดย์ตัน จนคนในเมืองไม่ต้องเสียเวลาทำงานเลี้ยงชีพให้อยู่รอดวันต่อวัน และสามารถเดินทางไปในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ การอพยพครั้งใหญ่ดังกล่าวทำให้ไทม์คีปเปอร์ยุติการทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งนั่นดูเหมือนว่าโลกยูโทเปียที่ตัวเอกของเรื่องคาดหวังได้เกิดขึ้นแล้ว
แต่หากมองอีกด้านก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า แผนการปฏิวัติระบบของตัวเอกจะไปได้ไกลและยั่งยืนได้แค่ไหน เห็นได้จากการที่เมื่อตัวเอกแจกจ่ายเวลาให้กับผู้คนมากมาย ราคาสินค้าต่าง ๆ ก็ขึ้นและเกิดเงิน (เวลา) เฟ้อขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามกลไกของตลาด แสดงให้เห็นว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียวนั้นไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตราบใดที่ไม่มีการสร้างระบบมารองรับ ไม่มีการสร้างรัฐสวัสดิการ ไม่มีการลบล้างแนวคิดที่ยึดถือในเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคลแบบผูกขาด เมื่อนั้นความเหลื่อมล้ำก็อาจกลับมาไม่ช้าก็เร็ว (ซึ่งเป็นไปตามที่ฟิลิปได้กล่าวไว้ว่า การปฏิวัติของตัวเอกอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แค่ 1-2 ชั่วอายุคน ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม) โดยที่ต่อให้วิลกับซิลเวียจะปล้นคนรวยมาช่วยคนจนอีกกี่ครั้งก็ตามก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้
นั่นทำให้วิลกับซิลเวียจึงไม่ต่างจากบอนนีกับไคลด์ตรงที่สามารถสร้างความ ‘โรแมนติก’ ของการเป็นนักปฏิวัติให้กับผู้พบเห็น แต่สำหรับเรื่องประสิทธิภาพของการปฏิวัตินั้นไม่อาจแน่ใจได้สักเท่าไร
เรื่อง: บดินทร์ เทพรัตน์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
มาริษา เจียรวนนท์ : Khao Yai Art Forest ผืนป่าแห่งการเยียวยาจิตใจ
25 ก.ค. 2568
123
Unplugged Coding พัฒนาสมองคน ให้เก่งกว่าสมองกล
17 มิ.ย. 2568
13
ถอดรหัส 'Unplugged Coding' ทักษะเปลี่ยนชีวิต
13 มิ.ย. 2568
17
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Netflix
The People
Thought
In Time