TGI Wineday EP21: Luciano Rinaldi 100 ปี รากเหง้า Barolo ที่ไม่เคยเปลี่ยน

TGI Wineday EP21: Luciano Rinaldi 100 ปี รากเหง้า Barolo ที่ไม่เคยเปลี่ยน

ใน EP21 ของ TGI Wineday เราเฉลิมฉลอง 100 ปี ลูชาโน รินัลดี ผู้ยืนหยัดรักษา รากเหง้า Barolo ตั้งแต่ Cannubi ถึง Brunate ไวน์ที่เขารักไม่เคยเปลี่ยน เพราะความยิ่งใหญ่เกิดจากความซื่อสัตย์ต่อวิถีดั้งเดิม ไม่ใช่การตามแฟชั่น

กันยายนปี 2025 คือวาระอันทรงความหมาย เมื่อ ‘ลูชาโน รินัลดี’ (Luciano Rinaldi) หลานชายของ ‘ฟรานเชสโก’ (Francesco) และผู้ดูแลโรงบ่มไวน์ ‘Francesco Rinaldi e Figli’ กำลังจะเฉลิมฉลองวันเกิดครบ 100 ปี

เสี้ยวศตวรรษที่ผ่านมา ชีวิตของ ลูซาโน ผูกพันกับไวน์บาโรโลอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่วันที่เข้ามารับช่วงกิจการในปี 1941 ซึ่งในระยะแรกเขาได้บริหารโรงบ่มไวน์ร่วมกับน้องชาย คือ ‘มิเกเล’ (Michele) ก่อนจะดูแลกิจการต่อมาด้วยตนเอง เขายึดมั่นปรัชญาการผลิตที่ชัดเจน หมักไวน์ยาวนานด้วยยีสต์พื้นถิ่น บ่มในถังไม้สลาวอนเนียขนาดใหญ่ และไม่ใช้โอ๊กใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ชื่อของ Rinaldi ยืนเคียงข้างผู้ผลิตสายดั้งเดิม ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในตำนาน อย่าง ‘บาร์โตโล มัสกาเรลโล’ (Bartolo Mascarello) หรือ ‘บรูโน จาโคซา’ (Bruno Giacosa)

เรื่องราวของตระกูล Rinaldi เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1870 เมื่อ ‘โจวานนี บัตติสตา รินัลดี’ (Giovanni Battista Rinaldi – ทวด) ได้รับมรดกไร่องุ่นและบ้านบนเนินคานนูบี (Cannubi) ที่ถือเป็นหนึ่งในทำเลปลูกองุ่นที่เลื่องชื่อที่สุดของบาโรโล ในเวลาต่อมา เขามีส่วนช่วยทำงานที่ ‘มิราฟิออเร’ (Casa E. di Mirafiore) ซึ่งก่อตั้งโดยเชื้อสายราชวงศ์ซาวอยที่ปกครองเปียมอนเตในสมัยนั้น ก่อนตัดสินใจแยกตัวออกมา และก่อตั้งโรงบ่มเล็ก ๆ ของตนเองในหมู่บ้านบาโรโล

ลูกชายสองคน คือ ‘ฟรานเชสโก’ (ปู่ใหญ่) และ ‘จูเซ็ปเป’ (Giuseppe - ปู่เล็ก) ร่วมกันบรรจุขวดไวน์ชุดแรกในปี 1906 (ก่อนหน้านั้น ผลผลิตส่วนใหญ่ยังถูกขายแบบถัง ‘vino sfuso’ ให้แก่ผู้ค้ารายใหญ่ตามธรรมเนียมของยุคนั้น) ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันในทศวรรษ 1920s โดย ฟรานเชสโก ตั้งชื่อกิจการว่า ‘Francesco Rinaldi e Figli’

ขณะที่ จูเซ็ปเป ก่อตั้งโรงบ่มในสายตระกูล ซึ่งในเวลาต่อมาจะสืบทอดโดยหลานชาย จูเซ็ปเป ‘เบปเป’ รินัลดี (Giuseppe ‘Beppe’ Rinaldi 1949–2018 ซึ่งเป็นลูกชายของ Battista ใช้ชื่อ Giuseppe เหมือนปู่ แต่นิยมเรียก เบปเป เพื่อไม่ให้สับสน) ผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Barolo สายดั้งเดิม

การแยกจากกันครั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงความขัดแย้ง แต่เป็นการแตกแขนงของต้นไม้ใหญ่ให้ผลิดอกออกผลเป็นสองสาย แต่ละสายต่างก็ยึดมั่นในความดั้งเดิม เพียงแต่ตีความในแนวทางของตนเอง ฝั่ง ฟรานเชสโก เน้นความคลาสสิก เรียบหรู และการสะท้อน แตร์ฮัวร์ (terroir) ของ แปลงปลูก (cru) อย่าง คานนูบี และ บรูนาเต (Brunate) ด้วยโครงสร้างที่สง่างามและสมดุล 

ส่วนฝั่ง จูเซ็ปเป ยืนหยัดในแนวทางดั้งเดิมอย่างแข็งกร้าว ยืนยันใช้การผสม cru แบบโบราณ (น้ำองุ่นมาจากหลายแปลง) ไม่เดินตามกระแส ‘แปลงเดี่ยว’ (single-vineyard) ที่เริ่มฮือฮาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ไวน์ของเขามีชื่อเสียงเรื่องพลังแทนนิน ความเข้มข้น และความจำเป็นต้องใช้เวลาหลายปี เพื่อให้เปิดตัวตนออกมาอย่างแท้จริง

แม้เส้นทางจะแยกจากกัน แต่ทั้ง ฟรานเชสโก และ จูเซ็ปเป ต่างก็เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนให้ภาพลักษณ์ของบาโรโลดำรงอยู่ในฐานะไวน์แห่งความยิ่งใหญ่ที่ไม่ยอมโอนอ่อนไปตามแฟชั่น การเดินคู่ขนานของสองสายตระกูลนี้อาจเปรียบได้กับสองสายน้ำที่ไหลจากต้นธารเดียวกัน แม้จะวกวนไปในทิศทางต่าง แต่เมื่อมาบรรจบกันในห้วงเวลา ก็ยิ่งเพิ่มพลังและความสมบูรณ์ให้กับภูมิทัศน์ที่ชื่อว่า บาโรโล

ในฝั่งของ Francesco Rinaldi e Figli นั้น สไตล์การผลิตยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยการหมักยาวนาน 25–30 วัน การบ่มในถัง ไม้สลาวอนเนียขนาดใหญ่โดยไม่ใช้โอ๊กใหม่ และการพึ่งพายีสต์พื้นถิ่น ล้วนทำให้ไวน์ยังคงความเป็นบาโรโล ที่ซื่อสัตย์ต่อแหล่งที่มา 

ปัจจุบัน ครอบครัวดูแลพื้นที่ราวสิบเอ็ดเฮกตาร์ ผลผลิตรวมเพียง 70,000 ขวดต่อปี ครอบคลุม Barolo, ลา มอร์รา (La Morra) และ กัสติโยเน ฟัลเลตโต (Castiglione Falletto) ผลงานที่ออกมา ได้แก่ Barolo Cannubi และ Brunate ที่เป็นเรือธง ไปจนถึง ร็อกเก เดลลันนุนซาตา (Rocche dell’Annunziata) และ ซาร์มัสซา (Sarmassa) ที่ช่วยเสริมสีสัน 

นอกจากนี้ยังมี บาร์บาเรสโก (Barbaresco), ลังเง เนบบิโอโล (Langhe Nebbiolo)  และ โดลเช็ตโต ดัลบา ‘รูสโซต์’ (Dolcetto d’Alba “Roussot”)  ที่สะท้อนเสน่ห์ของแหล่งปลูกได้ ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า

นอกเหนือจากการสืบสานงานในโรงบ่มไวน์ ลูชาโน รินัลดี ยังมีความเชื่อและหลักการที่หนักแน่นในเรื่องการปลูกองุ่น โดยเฉพาะสายพันธุ์ย่อย (clone) ของเนบบิโอโล เขาชื่นชอบสายพันธุ์ ‘ลัมเปีย’ (Lampia) ที่มีพวงโปร่ง ช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก มากกว่าสายพันธุ์ ‘มิเกต์’ (Michèt) ที่พวงองุ่นแน่นเกินไปและเสี่ยงต่อการเน่าเสียได้ง่าย 

ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งนี้ ยังนำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในการขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยในปี 1969 เขาได้เข้าซื้อที่ดินในแปลง ‘ร็อกเก เดลลันนุนซาตา’ ซึ่งเป็นครู (cru) ที่มีชื่อเสียงในเขต ลา มอร์รา และเป็นหนึ่งในแปลงเรือธงของโรงบ่มไวน์ในปัจจุบัน

หนึ่งในคำยืนยันความยิ่งใหญ่ของสไตล์นี้ คือ Barolo Brunate 2010 ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอก มีกลิ่นเชอร์รี่ป่า ดินชื้น เฟนเนล (พืชสมุนไพรที่อยู่ในตระกูลเดียวกับผักชี/ขึ้นฉ่าย/ยี่หร่า) และเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งคลี่ตัวออกมาอย่างมีมิติ รสชาติเต็มเปี่ยมและยาวนาน ตอกย้ำว่าความดั้งเดิมไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือพลังในการสร้างความยิ่งใหญ่

ในวันนี้ ลูชาโน ซึ่งครองตัวเป็นโสด และอุทิศทั้งชีวิตให้กับโรงบ่มไวน์ แม้จะอยู่ในวัยครบศตวรรษ ก็ยังคงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ให้ลูกหลานยึดถือ โดยเขาได้ส่งมอบการบริหารอย่างเป็นทางการให้แก่หลานสาว คือ ‘พาโอลา’ (Paola) และ ‘ปีเอรา’ (Piera) Rinaldi ตั้งแต่ปี 2002 ปัจจุบันการดำเนินงานประจำวัน จึงอยู่ในความดูแลของทั้งสอง และล่าสุดทายาทรุ่นที่ห้า ‘เอลิซา’ (Elisa) และ ‘ฟรานเชสกา’ (Francesca) ก็เริ่มเข้ามามีบทบาท ทำให้เรื่องราวของ Francesco Rinaldi e Figli เดินต่อไปอย่างมั่นคง 

เรื่องราวของตระกูลรินัลดีสะท้อนให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของไวน์มิได้เกิดจากการวิ่งตามแฟชั่นหรือการปรับตัวไปตามกระแส แต่เกิดจากการยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ Cannubi, Brunate หรือ Sarmassa ไม่ได้เป็นเพียงชื่อไร่องุ่น หากคือบทพิสูจน์ของความมั่นคงในวิถีดั้งเดิมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 

เช่นเดียวกับ ‘ลูชาโน รินัลดี’ ผู้จะครบร้อยปีในปีนี้ เขาไม่ได้เพียงเฝ้ามองไวน์งอกงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรักษาคุณค่าที่ไม่เคยเลือนหาย สำหรับนักดื่มไวน์ทุกคน บทเรียนนี้คือแรงบันดาลใจว่า ไวน์ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องตามแฟชั่น หากแต่อยู่เหนือกาลเวลาด้วยความซื่อสัตย์ต่อรากเหง้าและความเชื่อมั่นในตัวเอง

 

อนันต์ ลือประดิษฐ์