26 ก.ย. 2568 | 18:45 น.

ใน ‘โอดิสซีย์’ (Odyssey) ของ ‘โฮเมอร์’ (Homer) มีตอนหนึ่งที่ ‘โอดิสเซียส’ และสหายถูกกักขังอยู่ในถ้ำของ ‘ไซคลอปส์โพลีฟีมัส’ ยักษ์ตาเดียวผู้ดุร้ายและไร้วัฒนธรรม มนุษย์นักเดินเรือผู้เฉลียวฉลาดจึงหยิบ ‘อาวุธลับ’ ที่พกติดตัวมาใช้ นั่นคือ ‘ไวน์เข้มข้น’ ที่เขาได้รับจาก ‘มารอน’ (Maron) นักบวชของ ‘อพอลโล’ โอดิสเซียสรินไวน์ให้โพลีฟีมัสดื่ม ยักษ์ผู้ไม่เคยลิ้มรสเครื่องดื่มเช่นนี้มาก่อนก็เมามายจนเสียท่า และนั่นกลายเป็นจุดหักเหที่ช่วยให้โอดิสเซียสรอดชีวิตออกมาได้
เรื่องเล่าจากกรีกโบราณนี้ ไม่เพียงเป็นมหากาพย์การผจญภัย หากยังสะท้อนนัยลึกซึ้งเกี่ยวกับ ‘ไวน์’ ในฐานะเครื่องหมายแห่ง ‘อารยธรรม’ สำหรับชาวกรีก การดื่มไวน์ไม่ได้หมายถึงการปล่อยตัวให้เมามาย แต่คือการดื่มด้วยพิธีกรรม การเจือจางกับน้ำ และการแบ่งปันในวงสนทนา ‘ยักษ์ไซคลอปส์’ ที่ไร้ธรรมเนียมจึงถูกวาดภาพให้เป็น ‘ผู้ไร้อารยะ’ ตรงกันข้ามกับ ‘มนุษย์’ ที่รู้จักใช้ไวน์เป็นสื่อกลางของปัญญา (ตามบริบทของเรื่อง ไวน์ที่กล่าวถึง จัดเป็น ‘เครื่องดื่มของทวยเทพ’ ที่มีความเข้มข้นสูงมาก ถึงขนาดที่ว่าในการดื่มปกติ ต้องผสมน้ำถึง 20 ส่วนต่อไวน์เพียง 1 ส่วน)
ไวน์จึงเป็นเครื่องหมายแห่งวัฒนธรรม เผยให้เห็นเส้นแบ่งระหว่างความป่าเถื่อนกับความมีอารยะ
คำถามคือ เมื่อโฮเมอร์บันทึกถึงไวน์ในตำนานเช่นนี้แล้ว นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ‘โสกราตีส’ และ ‘เพลโต’ จะมองไวน์เช่นไร? ไวน์มีที่ทางอย่างไรในความคิดที่กลายมาเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตก?
สำหรับชาวกรีกโบราณ ไวน์ คือสิ่งล้ำค่า แต่ก็เป็นพลังที่อันตรายในเวลาเดียวกัน ในมหากาพย์ของโฮเมอร์ คุณภาพของไวน์ถูกวัดจาก ‘ความแรง’ และ ‘ความหวาน’ ซึ่งกลายเป็นเสน่ห์อันลึกลับ ทั้งมอบความรื่นรมย์แก่ผู้ดื่มและพรากสติได้ในคราวเดียวกัน
มิติอันกำกวมนี้ถูกทำให้เป็นรูปร่างผ่าน ‘ไดโอนีซุส’ เทพแห่งไวน์และการเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นทั้งผู้มอบความชุ่มชื่นแห่งชีวิตและผู้พาไปสู่ความวิปลาส หากได้รับการยกย่อง เขาคือเทพแห่งความรื่นรมย์และการสร้างสรรค์ แต่หากถูกละเมิด ไดโอนีซุส ก็พร้อมจะลงโทษด้วยพลังอันบ้าคลั่ง ทำให้เกิดความวุ่นวายและความพินาศ
บทเรียนสำคัญ จึงอยู่ที่ ‘การใช้ไวน์อย่างชาญฉลาด’ เพื่อควบคุมพลังของมัน ไม่ใช่ปล่อยให้พลังนั้นควบคุมเรา
คำถามสำคัญที่สุดในชีวิตของชาวกรีกโบราณ ไม่ใช่เรื่องศรัทธาหรือการเสียสละ แต่คือการแสวงหา ‘eudaimonia’ หรือ ‘การมีชีวิตที่ดีงามและเปี่ยมสุข’ หากไวน์จะมีคุณค่าแท้จริง มันต้องตอบได้ว่า “จะทำให้ชีวิตมนุษย์มีความสุขขึ้นได้หรือไม่?”
ไวน์ จึงไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงความรื่นรมย์เฉพาะหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่ดี โดยเฉพาะในพิธี ‘ซิมโพเซียม’ (symposium – งานเลี้ยงสนทนาแบบกรีกโบราณ) ที่เหล่าชายหนุ่มและนักปราชญ์มารวมตัวกัน ดื่มไวน์ สนทนา และถกเถียงปรัชญา นี่คือพื้นที่ที่ไวน์ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างความเพลิดเพลินทางรสชาติและการขัดเกลาทางปัญญา
แม้แต่เพลโต ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักปรัชญาผู้ไม่ยึดติดกับโลกวัตถุ ก็ยังยอมรับว่าความสุขจากไวน์มีคุณค่า เขาไม่ได้ปฏิเสธความเพลิดเพลิน แต่พยายามวางมันไว้ในกรอบที่กว้างกว่า ความสุขจากการชื่นชมสีและกลิ่นของไวน์ และจากการได้ร่วมอยู่ในวงสนทนาที่เปี่ยมปัญญา
ดังนั้น สำหรับชาวกรีกโบราณ การดื่มไวน์อย่างเหมาะสม คือการเสริมพลังให้กับชีวิตที่ดี เพราะไวน์ช่วยปลุกเร้าให้มนุษย์ใฝ่หาความสุขในระดับที่ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าความพึงพอใจทางกาย
ใน ‘Symposium’ ของ ‘เพลโต อัลซิบิอาเดส’ นักการเมืองและแม่ทัพแห่งเอเธนส์ ยกย่องโสกราตีสด้วยถ้อยคำที่โด่งดังว่า “โสกราตีสคือบุรุษผู้เดียวที่ดื่มเท่าไรก็ไม่เคยเมา” คำกล่าวนี้ไม่เพียงบอกถึงความสามารถในการต้านทานฤทธิ์ของไวน์ แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของนักปราชญ์ผู้ไม่เคยสูญเสียการควบคุม
แม้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเมามาย โสกราตีสยังคงตั้งคำถามและสนทนาด้วยปัญญาที่เฉียบแหลม ทำให้ผู้ร่วมวงเห็นว่าเขาไม่ใช่ผู้ถูกไวน์ครอบงำ หากแต่เป็นผู้ครอบครองไวน์อย่างแท้จริง เรื่องเล่านี้จึงไม่ใช่เพียงตำนานทางกายภาพ หากเป็นภาพแทนของปรัชญาที่เขายึดถือ - การใช้ชีวิตด้วยสติและความรู้ เพลิดเพลินกับรสชาติของไวน์ได้ แต่ไม่ปล่อยให้ความมึนเมามาพรากอิสระทางปัญญา
ปรัชญาในแก้วไวน์ของโสกราตีส จึงเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เป็นการดื่มเพื่อชื่นชม แต่ไม่ดื่มเพื่อยอมจำนน เพราะปัญญาที่แท้จริงงอกงามได้ท่ามกลางความสุขุมเยือกเย็น แม้ในยามที่ถือแก้วไวน์อยู่ในมือ
จากภาพของโสกราตีสผู้ควบคุมการดื่มได้ด้วยปัญญา แนวคิดนี้ถูกขยายสู่การจัดระเบียบของสังคมผ่านงานเขียนของเพลโต โดยเฉพาะใน Republic และ Laws เพลโตมองว่าคนหนุ่มสาวควรหลีกเลี่ยงการดื่ม เพราะยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะควบคุมพลังของมันได้
สำหรับเขา ไวน์ คือ ‘pharmakon’ คำกรีกที่มีความหมายสองด้าน ทั้ง ‘ยา’ และ ‘ยาพิษ’ ดังนั้น เพลโตจึงเสนอให้ ‘รัฐ’ เข้ามามีบทบาทกำกับการดื่มไวน์ คล้ายมาตรการป้องกันไม่ให้สังคมตกไปสู่ความวิปลาส
นี่คือการเคลื่อนจากปรัชญาส่วนบุคคลของโสกราตีส มาสู่ปรัชญาการเมืองในระดับรัฐ ไวน์มิใช่เพียงเรื่องของรสชาติ หากเป็นเรื่องของการจัดการพลังในสังคมอย่างมีเหตุผล
สำหรับนักปรัชญากรีกโบราณ ไวน์คือ ‘พลัง’ ที่ซ่อนเร้นสองด้าน พลังที่สามารถยกระดับชีวิตให้เต็มไปด้วยความสุขและปัญญา แต่ก็อาจพามนุษย์สู่ความวิปลาสและหายนะได้เช่นกัน สิ่งที่จะตัดสินชะตาของพลังนี้ คือ ‘ความเชี่ยวชาญ’ ของผู้ดื่ม ความสามารถในการรู้จักควบคุมและตระหนักถึงคุณค่าอย่างแท้จริง
หากในเอเธนส์โบราณ ไม่มีใครยอมรับคำสอนเรื่องไวน์จากผู้ที่ไม่เคยดื่มไวน์ วันนี้เราก็อาจตั้งคำถามคล้ายกันว่า ในสังคมที่เต็มไปด้วยวาทกรรมเกี่ยวกับเครื่องดื่ม สุขภาพ และวัฒนธรรมการบริโภค เราควรฟังใคร? ผู้ที่เข้าใจไวน์อย่างถ่องแท้ หรือเสียงจากคนที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเอง?
ไวน์ ในสายตาของนักปราชญ์กรีก จึงเป็นบทเรียนข้ามกาลเวลา ดื่มได้ เพลิดเพลินได้ แต่ต้องไม่ยอมให้มันปลดปล่อยพลังทำลายล้างออกมา เพราะสุดท้ายแล้ว แก่นของไวน์ไม่ใช่การเมา หากคือการทำให้มนุษย์ใกล้ชิดกับความสุขุม ปัญญา และชีวิตที่ดี
อนันต์ ลือประดิษฐ์