03 ต.ค. 2568 | 18:36 น.

ชาวโรมันโบราณ มีสำนวนที่โด่งดังว่า “In Vino Veritas” (ในไวน์มีความจริง) แต่ สำหรับ ‘เฟรเดอริค อดอล์ฟ เปาลา’ (Frederick Adolf Paola) เสนอสำนวนอีกแบบ แต่ทรงพลังไม่แพ้กัน - “In Vino Sanitas” (ในไวน์มีสุขภาพ)
แน่นอนว่าสำนวนหลังจะฟังดูย้อนแย้ง เพราะเมื่อพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคตับ มะเร็ง หรืออันตรายต่าง ๆ มากกว่าคำว่า ‘สุขภาพ’
TGI Wineday ศุกร์นี้ จึงชวนตั้งคำถามว่าด้วยความสัมพันธ์ที่แท้จริง ระหว่างไวน์กับสุขภาพคืออะไร ยาวิเศษหรือยาพิษ? คำตอบอาจไม่อยู่ที่ตัวไวน์ แต่อยู่ตรงวิธีที่มนุษย์เลือกจะดื่มมัน
เฟรเดอริก อดอล์ฟ เปาลา เป็นแพทย์ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ จบการศึกษาจาก Yale University School of Medicine มีผลงานทั้งในเชิงเวชปฏิบัติและงานวิชาการ บางบทความของเขาเชื่อมโยงไวน์เข้ากับประเด็นทางสุขภาพและปรัชญา ทำให้เป็นที่รู้จักทั้งในฐานะแพทย์ นักวิชาการ และผู้สนใจวัฒนธรรมไวน์
เปาลา ไม่ได้หมายความว่า “ไวน์คือยาวิเศษ” เสียทีเดียว หากกำลังชี้ไปที่แก่นปรัชญาเก่าแก่ เรื่อง ‘ความพอประมาณ’ (temperance) ซึ่งถูกยืนยันซ้ำอีกครั้ง โดยงานวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่
ความเชื่อว่า ไวน์ คือ ‘ยาอายุวัฒนะ’ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ หากแต่ฝังรากอยู่ในตำนานและวรรณกรรมมานานนับพันปี แทบทุกวัฒนธรรมต่างมีเรื่องเล่าที่ผูกโยงไวน์ หรือเครื่องดื่มหมัก กับสุขภาพและความยืนยาวของชีวิต
ในตำนานพื้นบ้านของเกาหลี มีเรื่องเล่าถึง ‘ไวน์สมุนไพร’ ที่ทำให้ผู้ดื่มมีอายุยืนยาวและไม่แก่ชรา ขณะที่ในโลกตะวันตก นักเขียนอเมริกัน ‘นาธาเนียล ฮอว์ธอร์น’ ถ่ายทอดเรื่องสั้น ‘Dr. Heidegger’s Experiment’ (1837) ผ่านภาพของชายชราที่กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง เมื่อได้ลิ้มรสน้ำจาก ‘น้ำพุแห่งความเยาว์วัย’ ซึ่งมีลักษณะคล้ายไวน์
ความฝันเรื่องเครื่องดื่มแห่งชีวิตเช่นนี้ สะท้อนความปรารถนาของมนุษย์ที่เชื่อมโยงไวน์เข้ากับการฟื้นฟูร่างกายและจิตวิญญาณมาแต่โบราณ
ทว่า เบื้องหลังภาพอุดมคตินี้ คือความจริงอันเข้มข้นของการแพทย์สมัยใหม่ที่ทุกคนรู้ดี การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดสัมพันธ์กับโรคร้ายแรงนานัปการ ตั้งแต่ตับแข็ง มะเร็ง จนถึงความเสื่อมของระบบประสาท ไวน์ จึงมิใช่เครื่องดื่มที่มีแต่ด้านสว่าง หากยังอาจเป็นเงามืดที่คุกคามชีวิตมนุษย์ได้เช่นกัน
เมื่อ เปาลา มองหาคำตอบว่า ทำไมไวน์จึงมีทั้งคุณและโทษ เขาพบว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘ความพอประมาณ’ (temperance)
หลักการนี้ คือการเดินทางสายกลาง ระหว่างการหลงระเริง (over-indulgence) และการละเว้นโดยสิ้นเชิง (abstinence) ไวน์จึงไม่ใช่ทั้งยาวิเศษหรือยาพิษ หากแต่เป็นกระจกสะท้อนการใช้ชีวิตอย่างสมดุลของผู้ดื่มเอง
แนวคิดนี้มิได้จำกัดอยู่แค่ในวัฒนธรรมกรีก หากแต่เป็นสากล ในกรีกโบราณ ‘เพลโต’ นับ temperance เป็นหนึ่งในคุณธรรมหลักสี่ประการ ขณะที่ ‘อริสโตเติล’ สอนถึง ‘ทางสายกลาง’ (the golden mean) ว่าเป็นหลักแห่งชีวิตที่ดี ใน ‘คริสตศาสนา’ ความพอประมาณคือคุณธรรม ที่ตรงข้ามกับบาปแห่งความตะกละ (gluttony) และ ใน ‘พุทธศาสนา’ หลักศีลข้อที่ห้าเน้นการเว้นจากของมึนเมาเพื่อรักษาสติ ขณะที่ ‘ลัทธิเต๋า’ ยก ‘ความพอประมาณ’ เป็นหนึ่งในอัญมณีสามประการ เคียงคู่กับความรักและความอ่อนน้อม
ที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับคำว่า ‘สมดุล’ (balance) ที่ใช้กันในวงการไวน์ ไวน์ที่ดี คือไวน์ที่ทุกองค์ประกอบประสานกันอย่างกลมกลืน เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ที่ความสุขแท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อรู้จักควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่พอดี
หลักการแห่งความพอประมาณในปรัชญาโบราณ ได้รับการยืนยันด้วยข้อมูลทางการแพทย์สมัยใหม่ กราฟที่แพทย์และนักระบาดวิทยาใช้เรียกว่า ‘เส้นโค้งรูปตัว J’ (The J-Shaped Curve) คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตรวม (แกน Y) กับปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ (แกน X) จะพบว่า ผู้ที่ดื่มในปริมาณปานกลางมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าทั้งผู้ที่ไม่ดื่มเลยและผู้ที่ดื่มหนัก จุดเสี่ยงต่ำสุดมักอยู่ที่การดื่มไวน์วันละ 1–2 แก้ว การดื่มเกินขอบเขตนี้ กลับทำให้อัตราตายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประโยชน์ของการดื่มปานกลางได้รับการศึกษายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและสโตรกบางชนิด, ลดโอกาสเกิดนิ่วในไต, ช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน และยังอาจสัมพันธ์กับการยืดอายุขัย ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของการดื่มหนัก ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน ตั้งแต่มะเร็งหลายชนิด โรคตับแข็ง โรคหัวใจ สโตรกชนิดเลือดออก ไปจนถึงอุบัติเหตุและการเสพติด
ในกรอบนี้ ไวน์แดงถูกจับตามองมากที่สุด เพราะมีสารโพลีฟีนอล (polyphenols) โดยเฉพาะ ‘เรสเวอราทรอล’ (resveratrol) ที่พบในเปลือกและเมล็ดองุ่น ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และอาจมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งในระยะเริ่มต้น ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘French Paradox’ ชาวฝรั่งเศสที่บริโภคไขมันสูงแต่กลับมีอัตราโรคหัวใจต่ำ ก็ยิ่งกระตุ้นให้วงการแพทย์สนใจบทบาทของไวน์แดงมากขึ้น
เส้นโค้งรูปตัว J เป็นสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันคำสอนโบราณว่า “ความพอดีคือหัวใจของการใช้ชีวิต”
เมื่อย้อนกลับไปสำรวจทั้งตำนาน ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ คำตอบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไวน์กับสุขภาพ คือ ‘ความพอประมาณ’ แต่สิ่งที่น่าคิดคือ คำว่าพอเหมาะนั้นไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน
สำหรับบางคน การดื่มวันละแก้วอาจเป็นขอบเขตที่พอดี แต่สำหรับอีกคนอาจมากเกินไป ปัจจัยอย่างอายุ เพศ น้ำหนักตัว ภาวะสุขภาพ และประวัติครอบครัว ล้วนส่งผลต่อขีดจำกัดของ ‘ความพอดี’ การตีความอย่างตายตัวจึงอาจทำให้คำสอนเรื่องความพอประมาณสูญเสียแก่นแท้ที่แท้จริง นั่นคือการรู้จักตนเองและเคารพขอบเขตของร่างกายตนเอง
ในบทความ ‘In Vino Sanitas’ ที่ เปาโล เขียนไว้ในหนังสือ ‘Wine and Philosophy: A Symposium on Thinking and Drinking’ ปิดท้ายด้วยการอ้างถึงบทกวี ‘The Days of Wine and Roses’ ของ ‘เออร์เนสต์ ดาวสัน’ (Ernest Dowson) ที่บรรยายถึงความสุขและความเศร้าที่ผูกพันกับไวน์ ทั้งด้านที่ทำให้ชีวิตเปล่งประกาย และด้านที่ชวนให้ดับสิ้นไป นี่จึงเป็นภาพแทนที่ทรงพลังที่สุด - ไวน์ไม่ใช่ทั้งยาวิเศษหรือยาพิษ หากเป็นกระจกที่สะท้อนว่าผู้ดื่มจะเลือกใช้มันเช่นไร
“ในแก้วไวน์ มีทั้งสุขภาพและความเสี่ยง สิ่งที่จะตัดสิน ไม่ใช่ไวน์ แต่คือวิธีที่เราดื่มมัน”
In Vino Sanitas จึงไม่ใช่เพียงสำนวนภาษาละตินเท่ ๆ หากคือคำเตือนว่า สุขภาพในแก้วไวน์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เรารู้จัก ‘พอ’
อนันต์ ลือประดิษฐ์