13 ม.ค. 2569 | 19:50 น.

KEY
POINTS
ท่ามกลางกระแสธารของดนตรีแจ๊สร่วมสมัยที่เชี่ยวกรากและแตกแขนงสาขาออกไปอย่างไร้ทิศทาง การจะหาศิลปินสักคนหนึ่งที่ยืนหยัดอย่างสง่างาม เปรียบประหนึ่งประภาคารที่ฉายแสงนำทาง ด้วยอัตลักษณ์ทางดนตรีที่ชัดเจนและเปี่ยมพลังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่า ‘มาเรีย ชไนเดอร์’ (Maria Schneider) คือข้อยกเว้นนั้น
เธอไม่ได้เป็นเพียงวาทยกรหญิงที่ควบคุมวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ หรือนักแต่งเพลงที่สร้างสรรค์โน้ตดนตรีลงบนบรรทัดห้าเส้นหากแต่สถานะของเธอในวันนี้ ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดและป้ายฉลากต่าง ๆ ที่สังคมดนตรีมักหยิบยื่นให้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘แจ๊ส’ หรือ ‘สตรี’
นักวิจารณ์ดนตรีจาก The Arts Fuse ได้กล่าวถึงสถานะของเธอไว้อย่างแหลมคมว่า การจะเรียกขาน ชไนเดอร์ ว่าเป็นผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในวงการแจ๊สนั้น เป็นการมองที่ผิดประเด็นไปถนัดใจ เพราะความจริงแท้ที่สุด ก็คือ “เธอเป็นคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่”
ความยิ่งใหญ่ของ มาเรีย ชไนเดอร์ ไม่ได้วัดกันที่ทักษะทางเทคนิคอันแพรวพราวเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการ ‘จับ’ เอาห้วงอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนและความงดงามแห่งธรรมชาติ มาแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นสุ้มเสียงที่สัมผัสได้
บทเพลงของเธอเปรียบเสมือนภาพวาดทางดนตรีที่เก็บกักพลังแห่งโลกธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน ดังที่ Spirit of Cecilia ได้ยกย่องไว้ว่า “ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีความสามารถเหนือไปกว่าเธอ ในการควบคุมอารมณ์ทางดนตรี พร้อม ๆ กับการฉายภาพและเก็บรักษาความงามและพลังของโลกธรรมชาติไว้ในเสียงเพลง”
นี่คือปฐมบทของศิลปินผู้เป็นหนึ่งในนักประพันธ์และนักเรียบเรียงเสียงประสานที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุคสมัยของเรา ผู้ซึ่งกำลังจะพาเราเดินทางไปสัมผัสกับขอบฟ้าใหม่ทางดนตรี ที่ซึ่งเสียงเพลงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิง แต่คือถ้อยแถลงแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ
แม้ว่าชีวิตกว่ายี่สิบปีหลังของเธอจะโลดแล่นอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้าและแสงสีของมหานครนิวยอร์ก แต่ มาเรีย ชไนเดอร์ ยืนยันเสมอว่า หัวใจและจิตวิญญาณของเธอยังคงพำนักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐมินนิโซตา ที่ชื่อว่า ‘วินดอม’ (Windom)
ในสายตาของคนผ่านทาง ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และพื้นที่เกษตรกรรมอันเวิ้งว้างอาจดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา แต่สำหรับ ชไนเดอร์ แล้ว ความว่างเปล่านั้นกลับซ่อนเร้นไว้ด้วย ‘นาฏกรรม’ แห่งธรรมชาติ เธอได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากทิวทัศน์บ้านเกิดว่า “ความงามซ่อนตัวอยู่ในการค่อย ๆ คลี่คลายของเรื่องราว” ซึ่งเป็นแนวคิดในการวางรากฐานสำคัญให้แก่การประพันธ์ดนตรีในเวลาต่อมา ที่มักจะไม่เร่งรีบ หากแต่ค่อย ๆ เผยรายละเอียดออกมาทีละน้อยอย่างน่าติดตาม
นอกจากความนิ่งสงบของทุ่งหญ้าแล้ว บ้านวัยเด็กของเธอยังมีรันเวย์เล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้านหลัง ซึ่งคุณพ่อของเธอใช้สำหรับเครื่องบินส่วนตัว รันเวย์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงลานจอดเครื่องจักรกล หากคือสัญลักษณ์ที่ชี้นำให้เด็กหญิงมาเรียได้ตระหนักถึง “ความกว้างใหญ่ไพศาลของโอกาสที่รอคอยอยู่นอกเขตแดนเมืองวินดอม”
การเดินทางทางดนตรีของเธอเริ่มต้นขึ้นกับครูเปียโนคนแรก ‘เอเวลิน บัตเลอร์’ (Evelyn Butler) นักเปียโนสไตล์สไตรด์ (Stride Piano) ผู้ซึ่งไม่ได้สอนเพียงทฤษฎีตัวโน้ตที่แห้งแล้ง แต่สอนให้เธอ ‘รู้สึก’ ถึงเสียงดนตรีตั้งแต่วันแรก ชไนเดอร์ เล่าถึงบทเรียนแรกที่ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำว่า ครูบัตเลอร์ได้กดคอร์ดเมเจอร์ (Major Triad) แล้วร้องออกมาว่า “วันอันสดใส” (Bright the day) จากนั้นจึงกดคอร์ดไมเนอร์ (Minor Triad) พร้อมกับร้องว่า “คืนอันมืดมิด” (Dark the night) ก่อนจะย้ำกับเธอว่า “ทุกสิ่งในดนตรีล้วนมีความรู้สึกซ่อนอยู่”
เมื่อเติบใหญ่และก้าวเข้าสู่แวดวงดนตรีในนิวยอร์ก ชไนเดอร์ โชคดีที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองท่าน คือ ‘กิล อีแวนส์’ (Gil Evans) และ ‘บ็อบ บรู๊คเมเยอร์’ (Bob Brookmeyer) ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ของเธอนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าในห้องเรียนใด ๆ
กับ กิล อีแวนส์ เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่นักเรียนที่นั่งจดเลกเชอร์ แต่เธอรับบทบาทเป็น ‘ผู้ช่วยและคนคัดลอกโน้ต’ (Copyist) ให้เขาถึง 3 ปีเต็ม (1985-1988) หน้าที่นี้ทำให้เธอได้เห็น ‘ลายมือ’ และ ‘วิธีคิด’ ของอัจฉริยะผ่านปลายปากกาโดยตรง
ชไนเดอร์ เคยเล่าเกร็ดที่น่าจดจำว่า ครั้งหนึ่งกิลมอบโจทย์ให้เธอลองเรียบเรียงเพลงใหม่ เธอทำออกมาโดยยึดทฤษฎีเป๊ะ ๆ ตาม ‘ตำราเรียน’ (Textbook fashion) ปรากฏว่ากิลถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อได้ยินมัน! เขาทำให้เธอตระหนักว่า “วิธีที่ถูกในตำรา อาจเป็นวิธีที่ผิดในทางความรู้สึก” กิลสอนให้เธอโยนตำราทิ้ง แล้วเชื่อใน ‘สัญชาตญาณ’ (Gut feeling) เพื่อสร้างกฎทางคณิตศาสตร์ในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา
ส่วน บ็อบ บรู๊คเมเยอร์ นั้น เปรียบเสมือนครูผู้เข้มงวดที่เข้ามาทุบทำลายกำแพงแห่งความสบายใจ เขาสอนให้เธอหลุดพ้นจากกับดักของรูปแบบเพลง (Song Form) ที่ตายตัว โดยย้ำเสมอว่า “รูปแบบเพลงคือศัตรูของการเป็นนักประพันธ์... เราถูกล้างสมองด้วยตัวเลขคู่ และเราต้องหาทางออกจากมันให้ได้”
วิธีการฝึกฝนของบรู๊คเมเยอร์เต็มไปด้วยความท้าทาย เขาเน้นแบบฝึกหัดที่เรียกว่า ‘Pitch Modules’ หรือการจำกัดวัตถุดิบ เช่น บังคับให้เธอแต่งเพลงโดยใช้โน้ตเพียงไม่กี่ตัว หรือคอร์ดเพียง 3 เสียง เพื่อบีบให้สมองต้องเค้นความคิดสร้างสรรค์ออกมาจากข้อจำกัดนั้น
แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เขามอบให้ คือเรื่อง ‘ความอดทน’ (Patience) เขาพร่ำสอนเธอว่า “จงให้เวลากับไอเดีย” (Give idea time and space) อย่ารีบร้อนเปลี่ยนผ่าน แต่ต้องปล่อยให้ดนตรีได้พัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ จนกว่ามันจะพร้อมก้าวไปสู่จุดต่อไปด้วยตัวของมันเอง
ด้วยการหล่อหลอมจากความรู้สึกอันเข้มข้นของกิล และระเบียบวินัยทางความคิดของบรู๊คเมเยอร์ ทำให้ มาเรีย ชไนเดอร์ พร้อมแล้วที่จะก้าวออกมาเขียนตำนานบทใหม่ด้วยลายเซ็นของเธอเอง
สำหรับ มาเรีย ชไนเดอร์ การประพันธ์ดนตรีมิใช่เพียงกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการจัดเรียงตัวโน้ตและจังหวะให้ลงตัวตามทฤษฎี หากแต่เป็นกระบวนการทางจิตวิญญาณในการถ่ายทอด ‘ประสบการณ์’ ของมนุษย์ เธอยึดถือปรัชญาที่ว่า ดนตรีคือพาหนะที่นำพาผู้ฟังเดินทางไปสู่ห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
เธอเคยกล่าวถึงกระบวนการทำงานของตนเองไว้อย่างว่า
“หากฉันไม่มี ‘ระนาบแห่งนาฏกรรม’ (dramatic plane) ที่จะวางตัวเองลงไปได้ ฉันก็แทบจะอับจนหนทางในการเขียนโน้ตออกมาได้เลย”
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าดนตรีคือการเล่าเรื่อง (Narrativity) ที่มีจุดเริ่มต้น จุดดำเนินเรื่อง และจุดคลี่คลาย ไม่ต่างจากงานวรรณกรรมชั้นดี
“ดนตรีคือปรากฏการณ์ทางเสียงของบางสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งกว่า... ฉันไม่ได้พยายามแค่จะสร้างเสียงที่น่าสนใจ แต่ฉันพยายามที่จะส่งผ่านประสบการณ์ผ่านทางเสียงดนตรี”
และหนึ่งในประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงจินตนาการเสมอมา คือความหลงใหลในธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของ ‘นก’ ในฐานะนักดูนก (Birder) ตัวยง ชไนเดอร์มองเห็นความเชื่อมโยงอันน่าอัศจรรย์ของโลกใบนี้ผ่านปีกคู่เล็ก ๆ ของพวกมัน
“ฉันมีความคิดเกี่ยวกับความเป็นปึกแผ่นของซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ ที่ถูกยึดโยงเข้าไว้ด้วยกันผ่านการอพยพของนก มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ”
และสิ่งที่จุดประกายแรงบันดาลใจให้เธอมากที่สุด เมื่อเฝ้ามองพวกมัน ก็คือการ “จินตนาการถึงการเดินทางที่พวกมันได้ผ่านพ้นมา”
ปรัชญาการเล่าเรื่องและธรรมชาติเหล่านี้ ได้ถูกถักทอลงไปในโครงสร้างของดนตรีแจ๊สอย่างแนบเนียน แม้กระทั่งในส่วนของการ ‘ด้นสด’ หรือ อิมโพรไวเซชั่น (Improvisation) ซึ่งเป็นหัวใจของแจ๊ส ชไนเดอร์ ก็ไม่ได้ปล่อยให้เป็นเรื่องของความบังเอิญที่ไร้ทิศทาง
“ส่วนสำคัญในกระบวนการประพันธ์ของฉัน เกี่ยวข้องกับการสร้างรากฐานที่ถูกต้องสำหรับการโซโล่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่จะขับเน้นให้การโซโล่นั้นโดดเด่นออกมา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบรวมของบทเพลงอย่างแยกไม่ออก”
หากเปรียบวงดนตรีเป็นเหมือนจานสีของจิตรกร มาเรีย ชไนเดอร์ คือศิลปินผู้เชี่ยวชาญการผสมสีที่ให้เฉดแปลกตาและลุ่มลึก เอกลักษณ์ทางดนตรีไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและเทคนิคการเรียบเรียงเสียงประสาน (Orchestration) ที่แยบยล ซึ่งทำให้ซาวด์ของวง Maria Schneider Orchestra แตกต่างจากวงบิ๊กแบนด์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ความลับแรกของซาวด์ที่ “นุ่มนวลและล่องลอย” อันเป็นลายเซ็นของเธอ อยู่ที่การใช้สีสันของเครื่องลมไม้ (Woodwind Doubling) ในขณะที่วงแจ๊สทั่วไปมักใช้แซ็กโซโฟน 5 ตัวเป็นหลัก ชไนเดอร์ กลับกำหนดให้นักดนตรีของเธอต้องเล่นเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดสลับกันไปมา (Doubling) ไม่ว่าจะเป็น ฟลู้ต (Flute), อัลโตฟลู้ต, คลาริเน็ต และ เบสคลาริเน็ต
การผสมผสานเสียงเหล่านี้สร้าง ‘พื้นผิวของเสียง’ (Texture) ที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และให้สีสันที่ชวนฝัน คล้ายคลึงกับงานดนตรีคลาสสิกอิมเพรสชั่นนิสม์ ของ Ravel หรือ Debussy มากกว่าวงแจ๊สที่คุ้นหู
ประการต่อมา คือวิธีการเขียนไลน์ประสาน แทนที่จะเขียนคอร์ดเป็นก้อนๆ (Block Chords) เพื่อให้เกิดความหนาแน่นแบบกำแพงเสียง ชไนเดอร์ มักใช้วิธีคิดแบบ Linear Voice Leading หรือการนำเสียงอย่างอิสระ เธอให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมี ‘ทำนอง’ ที่เป็นอิสระของตัวเอง แล้วปล่อยให้เส้นสายเหล่านั้นไหลมาบรรจบกันเกิดเป็นฮาร์โมนีที่งดงาม วิธีนี้ทำให้ดนตรีของเธอมีความลื่นไหลราวกับสายน้ำ และมี ‘มิติความลึก’ (Depth) ที่มากกว่าการแค่ ‘ตีคอร์ด’ ให้จบ ๆ ไป
และเทคนิคสุดท้ายที่เธอรับมรดกทางความคิดมาจาก กิล อีแวนส์ และนำมาพัฒนาต่อจนเป็นเอกลักษณ์ คือการใช้ เสียงทองเหลืองที่นุ่มนวล (Muted Brass) เธอเลือกใช้อุปกรณ์ลดเสียง (Mute) หลากหลายประเภทอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะกับ ทรอมโบนและทูบา เพื่อสร้างเฉดสีที่หม่นหมอง ลึกลับ และลึกซึ้ง (Shadowy tones) เสียงเหล่านี้ไม่ได้แผดจ้าออกมาแย่งซีน แต่ทำหน้าที่เป็นเงาที่ขับเน้นให้แสงสว่างในบทเพลงดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ด้วยส่วนผสมทางเทคนิคเหล่านี้ ดนตรีของ มาเรีย ชไนเดอร์ จึงไม่ใช่แค่เสียงที่ได้ยิน แต่คือสัมผัสที่รู้สึกได้ มันคือการเล่นแร่แปรธาตุทางเสียงที่เปลี่ยนโน้ตธรรมดาให้กลายเป็นทองคำแห่งจินตนาการ
หากทฤษฎีการเรียบเรียงเสียงประสานคือ ‘ไวยากรณ์’ ผลงานเพลงย่อมเป็น ‘วรรณกรรม’ ที่ร้อยเรียงไวยากรณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน มาเรีย ชไนเดอร์ ได้แปรเปลี่ยนเทคนิคอันสลับซับซ้อนให้กลายเป็นมหากาพย์ทางดนตรีผ่านผลงานชิ้นเอก ซึ่งสะท้อนพัฒนาการทางความคิดในแต่ละช่วงวัยได้อย่างน่าอัศจรรย์
เริ่มจาก ‘Cerulean Skies’ บทเพลงความยาวกว่า 20 นาทีจากอัลบั้ม Sky Blue (2007) ที่เปรียบเสมือนวิทยานิพนธ์ว่าด้วยปักษีวิทยาฉบับดนตรี ที่นี่เราจะเห็นการใช้เทคนิค Woodwind Doubling อย่างชัดเจนเพื่อจำลองเสียงของธรรมชาติ ชไนเดอร์ไม่ได้ใช้เพียงเสียงแซ็กโซโฟนที่คุ้นหู แต่ผสมผสานเสียงฟลู้ตและคลาริเน็ตเพื่อสร้าง ‘มวลอากาศ’ ที่หมุนวน พาผู้ฟังออกเดินทางไปพร้อมกับฝูงนกอพยพ
เธอกล่าวถึงแรงบันดาลใจนี้ว่า “มันเริ่มต้นด้วยความรู้สึกของผืนดิน—บางสิ่งที่ฉันเชื่อมโยงกับบราซิล ฉันจินตนาการถึงพลังงานมวลรวมอันเข้มข้นที่เหล่านกต้องรู้สึก ยามเมื่อพวกมันรวมตัวกันด้วยสัญชาตญาณ... เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางสู่เส้นทางที่ไม่อาจหยั่งรู้นี้”
โครงสร้างของเพลงนี้ยังสะท้อนปรัชญาการโซโล่ที่ไม่ได้แยกขาดจากวง ช่วงการด้นสดทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมมิติ โดยมีกลุ่มเครื่องลมคอยหนุนรับอย่างแผ่วเบา
“ส่วนของการด้นสดคือช่วงเวลาที่นักดนตรีจะได้แสดงตัวตน ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ปูทางอันราบรื่นไปสู่สถานที่ที่แตกต่างออกไป”
ถัดมาคือการหวนคืนสู่รากเหง้าในอัลบั้ม ‘The Thompson Fields’ (2015) งานเพลงที่สะท้อนบทเรียนเรื่อง ‘ความอดทน’ (Patience) ที่เธอได้รับจาก บ็อบ บรู๊คเมเยอร์ ได้ดีที่สุด เพลงไตเติ้ลแทร็กของอัลบั้มนี้เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า สงบนิ่ง ราวกับการเติบโตของพืชผลในทุ่งหญ้าบ้านเกิด โดยใช้ Muted Brass หรือเสียงเครื่องลมทองเหลืองที่สวมใส่อุปกรณ์ลดเสียง สร้างเฉดสีหม่น ๆ ของยามเย็นบนยอดไซโล
“ทันใดนั้น ฉันรู้สึกราวกับได้ดำรงอยู่อย่างเงียบงันในผืนดินและสายลม... ฉันรู้สึกตื้นตัน เมื่อสัมผัสได้ว่ารากฐานของชีวิตฉันฝังรากลึกอยู่ในภูมิทัศน์แห่งนี้เพียงใด”
บทเพลงนี้จึงมิใช่เพียงภาพทิวทัศน์ แต่คือบันทึกความทรงจำที่ถูกระบายสีด้วยซาวด์ออร์เคสตราอันนุ่มนวล
และล่าสุดกับผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ‘Data Lords’ (2020) อัลบั้มคู่ที่นำเสนอความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในยุคสมัยของเรา นั่นคือการปะทะกันระหว่าง ‘โลกดิจิทัล’ กับ ‘โลกธรรมชาติ’ ที่นี่เทคนิค Linear Voice Leading ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ระหว่างความลื่นไหลของโลกธรรมชาติ กับความแข็งกระด้างและแตกพร่าของโลกข้อมูล
ชไนเดอร์ นิยามผลงานชุดนี้ว่าเป็น "เรื่องราวของสองโลก... โลกหนึ่งทำให้จิตใจรกรุงรัง อีกโลกช่วยชำระล้างให้กระจ่างใส; โลกหนึ่งล่อลวงและขูดรีด อีกโลกฟูมฟักรักษา; โลกหนึ่งโดดเดี่ยวเราในท้ายที่สุด แต่อีกโลกเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง"
การสร้างสรรค์อัลบั้มนี้เปรียบเสมือนกระบวนการบำบัดทางจิตสำหรับเธอเอง มาเรีย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันเกือบจะเหมือนกับว่าดนตรีคือการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาบางอย่าง... เมื่อฉันมองดูผลงานเหล่านี้ ทันใดนั้นฉันก็ตระหนักได้ว่า โอ้ สงสัยฉันจะมีปัญหากับกูเกิล (Google) เข้าแล้วสินะ”
จากเสียงลมพัดผ่านปีกนกใน Cerulean Skies สู่ความเงียบสงบใน The Thompson Fields และจบลงที่สงครามดิจิทัลใน Data Lords ผลงานเหล่านี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มาเรีย ชไนเดอร์ ได้นำทฤษฎีทางดนตรีมารับใช้การเล่าเรื่องได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การข้ามพรมแดนเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ มักนำมาซึ่งความตื่นเต้นเสมอ แต่คงไม่มีครั้งไหนจะสั่นสะเทือนวงการได้เท่ากับการร่วมงานกันระหว่างราชินีแห่งวงออร์เคสตราแจ๊สร่วมสมัย กับ กิ้งก่าเปลี่ยนสีแห่งวงการร็อก ‘เดวิด โบวี’ (David Bowie)
การร่วมงานกันในบทเพลง ‘Sue (Or in a Season of Crime)’ เมื่อปี 2014 ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้แก่โบวีในการก้าวไปสู่อัลบั้มสุดท้ายอันเป็นตำนานอย่าง Blackstar เท่านั้น หากแต่สำหรับ มาเรีย ชไนเดอร์ แล้ว มันคือบททดสอบความกล้าหาญทางจิตวิญญาณครั้งสำคัญ
ชไนเดอร์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงความรู้สึกแรกเริ่มว่า “ฉันรู้สึกประหม่าจริง ๆ ที่ต้องทำโปรเจกต์นี้ร่วมกับเขา” แต่ โบวี ผู้ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวในสังเวียนดนตรีมาอย่างโชกโชน ได้มอบถ้อยคำปลอบประโลมที่แฝงปรัชญาอันลึกซึ้งให้แก่เธอว่า “มาเรีย ข้อวิเศษที่สุดของดนตรีก็คือ หากเครื่องบินลำนี้ต้องตกลง เราก็แค่เดินจากมันไปเท่านั้นเอง”
คำกล่าวนั้นไม่ต่างจากการปลดล็อกพันธนาการแห่งความกลัว ทำให้ทั้งคู่กล้าที่จะทดลองดำดิ่งลงไปในสุ้มเสียงที่มืดหม่นและซับซ้อน กระบวนการทำงานดำเนินไปอย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ โดยมีตัวดนตรีเป็นผู้นำทาง “ดนตรีจะมาก่อน จากนั้นถ้อยคำจึงตามมาและปรับเปลี่ยนรูปทรงของดนตรีที่ห้อมล้อมมันอยู่” โบวี ไม่ได้ทำตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ที่สั่งการจากหอคอยงาช้าง แต่เขามีสัญชาตญาณที่เฉียบคมในการตัดสินใจ “เขาเก่งมากในการบอกว่า ไม่ ผมไม่ชอบตรงนั้น ใช่ ผมชอบตรงนี้”
ผลลัพธ์ที่ได้คือบทเพลงที่ท้าทายโสตประสาทและฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ จนแม้แต่ตัวผู้ประพันธ์เองยังต้องตกตะลึง ชไนเดอร์ เล่าถึงความรู้สึกหลังจากได้ฟังผลงานชิ้นนี้ซ้ำไปซ้ำมาว่า
“ฉันเขียนจดหมายหาเดวิดว่า หลังจากฟังเพลง ‘Sue’ ไปประมาณห้ารอบ... การกลับมาสู่โลกความจริงของฉัน ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครบางคนมาจับหัวฉันบิดไปทางขวาอย่างแรง จนมันหักสะบั้นลง”
ไม่ใช่เพียงแค่นักประพันธ์ผู้รังสรรค์เสียงเพลงเท่านั้น หากแต่ มาเรีย ชไนเดอร์ ยังสวมบทบาทเป็น ‘นักเคลื่อนไหว’ (Activist) ผู้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของนักดนตรีท่ามกลางพายุเชี่ยวกรากของยุคดิจิทัล
ในยุคต้นสหัสวรรษ 2000 ที่การละเมิดลิขสิทธิ์และการดาวน์โหลดเพลงเถื่อนเริ่มกัดกินวงการดนตรี ชไนเดอร์ ได้ค้นพบทางรอดใหม่ผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า ArtistShare ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจแบบระดมทุน (Crowdfunding) รายแรกๆ ของโลก แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลัง
“อะไรคือสิ่งเดียวที่ไม่มีใครสามารถแบ่งปันไฟล์ (File Share) กันได้?... คำตอบคือ กระบวนการสร้างสรรค์ (The Creative Process) นั่นเอง”
โมเดลนี้เปลี่ยนผู้ฟัง จาก ‘ผู้ซื้อสินค้า’ ให้กลายเป็น ‘ผู้อุปถัมภ์’ ที่มีส่วนร่วมในการเดินทางของศิลปิน และที่สำคัญที่สุด มันมอบอิสรภาพคืนสู่มือของเธออย่างสมบูรณ์
“ฉันเป็นเจ้าของงานของฉันเอง ฉันเป็นคนสั่งการเอง ฉันเลือกทางเดินของฉันเอง ไม่มีใครจะมาเอาเพลงของฉันไปลง Spotify หรืออะไรทำนองนั้นได้”
จุดยืนที่แข็งกร้าวของเธอต่อบริการสตรีมมิ่ง (Streaming Services) และบริษัทบิ๊กดาต้า (Big Data) นั้นชัดเจนและรุนแรง ชไนเดอร์ มองเห็นความอยุติธรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสะดวกสบาย เธอเปรียบเปรยสถานการณ์ของอุตสาหกรรมดนตรีไว้อย่างเจ็บแสบว่า
“มันเหมือนกับตอนที่เรือไททานิคเริ่มจมลง เหล่าผู้บริหารค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ต่างใช้ศอกแหวกทางเบียดเสียดกันเพื่อหนีขึ้นเรือชูชีพ ผ่านหน้าเหล่านักดนตรีที่ยังคงบรรเลงเพลงต่อไป และนักดนตรีเหล่านั้นก็ยังคงเล่นดนตรีอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่พวกเขากำลังจมน้ำตายลงอย่างช้า ๆ”
เธอยังเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่กล้าเปิดหน้าชนกับยักษ์ใหญ่ อย่าง YouTube โดยวิพากษ์วิจารณ์แพลตฟอร์มนี้ว่าเป็น “บ่อเกรอะขนาดใหญ่ที่หมักหมมไปด้วยของที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย”
สำหรับ มาเรีย ชไนเดอร์ เทคโนโลยีควรจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมศิลปะ ไม่ใช่เครื่องมือในการขูดรีด เธอย้ำเตือนพวกเราเสมอว่า “เราไม่ควรไว้ใจบริษัทบิ๊กดาต้าหน้าไหนก็ตาม ที่ไม่เต็มใจจะเชื่อมโยงนักดนตรีเข้ากับแฟนเพลงของพวกเขาโดยตรง”
การต่อสู้ของเธอนับเป็นแบบอย่างของการปกป้อง ‘ระบบนิเวศ’ ของงานสร้างสรรค์ ให้ศิลปินรุ่นต่อไปยังสามารถดำรงชีพและสร้างงานศิลปะที่งดงามให้แก่โลกใบนี้ได้ต่อไป
ความพิเศษของวง Maria Schneider Orchestra ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของวาทยกรเพียงลำพัง หากแต่อยู่ที่ความผูกพันอันยาวนานระหว่างเธอกับสมาชิกในวง หลายคนร่วมหัวจมท้ายกับเธอมานานนับทศวรรษ จนรู้ใจกันชนิดมองตาก็รู้โน้ต
สิ่งหนึ่งที่นักดนตรีในวงพูดเป็นเสียงเดียวกัน คือความสามารถของ ชไนเดอร์ ในการดึงศักยภาพเฉพาะตัวของแต่ละคนออกมา เธอไม่ได้เขียนเพลงให้ ‘เครื่องดนตรี’ แต่เธอเขียนเพลงให้ ‘คนเล่น’
‘ดอนนี แมคคาสลิน’ (Donny McCaslin) นักแซ็กโซโฟนคู่บุญ (ผู้ซึ่งชไนเดอร์เป็นคนแนะนำให้ เดวิด โบวี รู้จัก จนนำไปสู่การร่วมงานในอัลบั้ม Blackstar) กล่าวถึงความพิเศษนี้ว่า
“มาเรียมีความสามารถอันน่าทึ่งในการได้ยินเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเราแต่ละคน แล้วเขียนดนตรีที่ดึงเอาตัวตนเหล่านั้นออกมา... เธอไม่ได้มองเราเป็นแค่นักดนตรีในตำแหน่งต่าง ๆ แต่มองเห็นเราเป็นศิลปินที่มีตัวตน”
ความใส่ใจในรายละเอียดของเธอนั้นเป็นที่เลื่องลือ บางครั้งอาจดูจู้จี้จุกจิกในสายตาคนนอก แต่สำหรับคนที่ทำงานด้วยแล้ว พวกเขารู้ดีว่านั่นคือความทุ่มเทเพื่อความสมบูรณ์แบบ ‘ไรอัน เคเบอร์ลี’ (Ryan Keberle) นักทรอมโบนประจำวง สะท้อนภาพการทำงานของเธอว่า
“เธอได้ยินทุกอย่าง... ไม่ใช่แค่เรื่องของอินโทเนชัน (ความแม่นยำของระดับเสียง) หรือจังหวะเท่านั้น แต่เธอได้ยินไปถึง 'เจตจำนง' (Intent) ของเสียงดนตรี ว่าสิ่งที่เราเป่าออกไปนั้น สื่อสารอารมณ์ได้ตรงกับภาพในหัวของเธอหรือเปล่า”
และความสัมพันธ์นี้ยังขยายไปถึง ‘แฟรงค์ คิมโบรห์’ (Frank Kimbrough) นักเปียโนผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยเป็นกระดูกสันหลังของวงมาอย่างยาวนาน เขาเคยกล่าวสรุปถึงความมหัศจรรย์ในดนตรีของเธอไว้ก่อนจะจากไปว่า “ดนตรีของมาเรียมีความเป็นมนุษย์สูงมาก มันหายใจได้ (It breathes)... และหน้าที่ของเราคือการทำให้ลมหายใจนั้นต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา”
ความสัมพันธ์ในวง ไม่ใช่ระบบ ‘เจ้านาย-ลูกน้อง’ แบบวงบิ๊กแบนด์ยุคเก่า แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ ‘ครอบครัวดนตรี’ ที่เกื้อกูลกัน ดังที่ ‘อินกริด เจนเซน’ (Ingrid Jensen) นักทรัมเป็ตหญิงแถวหน้า ได้นิยามการทำงานกับชไนเดอร์ไว้สั้นๆ แต่กินใจว่า “มันคือการเล่นดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุด เท่าที่คุณจะหาได้ในรูปแบบของวงขนาดใหญ่”
ในขณะที่ ‘ริช เพอร์รี’ (Rich Perry) นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนรุ่นลายคราม ผู้เป็นสมาชิกยุคก่อตั้งและเปรียบเสมือน ‘หัวใจ’ ของวง ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่เธอมีให้นักดนตรีว่า “เธอรู้วิธีที่จะเขียนเพลงเพื่อเปิดพื้นที่ว่าง (Space) ให้ผมได้เข้าไปเติมเต็ม... เธอไม่ได้กำหนดทุกอย่างจนตึงเปรี๊ยะ แต่เธอสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงพอให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ”
เมื่อเรากวาดสายตามองย้อนกลับไปบนเส้นทางอันยาวไกล จากรันเวย์เล็กๆ หลังบ้านในเมืองวินดอม สู่เวทีคอนเสิร์ตฮอลล์ระดับโลก และจากการเป็นศิษย์ก้นกุฏิของปรมาจารย์ สู่การเป็นผู้นำทัพต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ในโลกดิจิทัล สิ่งที่ มาเรีย ชไนเดอร์ ได้มอบไว้ให้แก่โลกใบนี้ มิใช่เพียงบทเพลงอันวิจิตรบรรจง หรือถ้วยรางวัลแกรมมี่ที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางเท่านั้น
หากแต่คือ ‘สัจธรรม’ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่เธอยึดถืออย่างมั่นคงเสมอมา
“ฉันไม่ได้สร้างดนตรีเพื่อดนตรี สำหรับฉัน ดนตรีคือการแสดงออกของชีวิต ดนตรีเป็นเพียงท่อส่งผ่าน (Conduit) เท่านั้น”
ในวันนี้ มาเรีย ชไนเดอร์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ดนตรีแจ๊สในศตวรรษที่ 21 ยังคงมีลมหายใจและสามารถเติบโตได้อย่างงดงาม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจมูกของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่หายใจ และไม่จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่ในกรงขังของนิยามเก่า ๆ เธอได้ทลายกำแพงกั้นระหว่างดนตรีคลาสสิกและแจ๊ส ระหว่างโลกธรรมชาติและโลกศิลปะ และระหว่างศิลปินกับผู้ฟังลงอย่างราบคาบ
บทเพลงของมาเรีย ชไนเดอร์ จึงเปรียบเสมือนนกที่เธอหลงใหล ซึ่ง “ยังคงโบยบินต่อไป อย่างสง่างาม เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง และอยู่เหนือการจัดประเภทใด ๆ”
และนี่คือเรื่องราวของหญิงสาวจากทุ่งหญ้ามินนิโซตา ผู้ใช้เสียงดนตรีโอบกอดโลกทั้งใบ และประกาศก้องถึงอิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่แท้จริง... แด่ มาเรีย ชไนเดอร์
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ: Getty Images
ที่มา:
- Maria Schneider Official Website: Biography & Press (mariaschneider.com)
- The Arts Fuse: Jazz Album Review: What "Data Lords" Says About the Remarkable Career of Maria Schneider (artsfuse.org)
- SFJAZZ: 5 Things You Should Know About Maria Schneider (sfjazz.org)
- Spirit of Cecilia: Beauty Against the Data Lords: The Maria Schneider Orchestra (spiritofcecilia.com)
- CUNY Academic Works: Thesis on Cerulean Skies (academicworks.cuny.edu)
- JazzTimes: Protecting the Power of Music (jazztimes.com)
- DownBeat: Maria Schneider: Worlds Collide (downbeat.com)