Radiohead - Kid A : เมื่อ ‘ไอ้หัววิทยุ’ ทำลายตัวเองเพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง

Radiohead - Kid A : เมื่อ ‘ไอ้หัววิทยุ’ ทำลายตัวเองเพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง

เรื่องราวของ ‘Kid A’ (2000) อัลบั้มจาก ‘Radiohead’ ที่เป็นหมุดหมายของการเกิดใหม่ผ่าการทุบทำลายตัวเองในแนวทางเดิมเพื่อสร้างสรรค์ดนตรีแบบใหม่

KEY

POINTS

 

Kid A เหมือนกับการเอายางลบก้อนใหญ่มาลบทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่
— ธอม ยอร์ก

 

ความสำเร็จมีหน้าตาเป็นแบบไหนกัน แม้ไม่เคยประสบด้วยตัวเองก็คงจินตนาการได้ไม่ยาก อาจจะเป็นการยืนอยู่บนแท่นที่ระบุเลขหนึ่งเอาไว้ อาจเป็นการที่แสดงสป็อตไลท์สาดส่อง รายล้อมไปด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราว หรืออาจเป็นการที่ผลงานเหล่านั้นประสบความสำเร็จผ่านคำวิจารณ์หรือทางรายได้ คุณลักษณะเหล่านี้ล้วนชวนให้นึกถึง ‘ความสำเร็จ’ ได้ทั้งนั้น

แต่ที่กล่าวมาก็ล้วนเป็นเรื่องหน้าฉากทั้งสิ้น คงมีไม่มากนักถือบันทึกเรื่องราวหลังฉากของผู้ประสบความสำเร็จว่าเขาเหล่านั้นต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใดต่อ ไม่แน่ว่าความสำเร็จอาจไม่น่าอภิรมย์ใจขนาดนั้น หรือในหลาย ๆ ครั้ง มันกลับมีหน้าตาคล้ายกับ ‘คำสาป’ ที่จองจำผู้ไขว่คว้ามันมาครองเสียด้วยซ้ำ

ไม่นานมานี้ อัลบั้มปฏิวัติวงการนามว่า ‘OK Computer’ (1997) โดย ‘Radiohead’ ก็ได้ถูกบรรจุสู่หอเกียรติยศ ‘Grammy Hall of Fame’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ย้อนกลับไปในช่วงที่ผลงานชุดนี้ถูกปล่อยออกมา แนวดนตรีกรันจ์ (Grunge) ที่ถือว่าทรงพลังอย่างมากในยุคเก้าศูนย์เริ่มเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว และการมาถึงของ OK Computer ที่ผสมผสานความเป็นกรันจ์เข้ากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) จนกลายเกิดเป็นรสชาติใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใครและ (ยัง) ไม่มีใครเหมือน

แม้จะผ่านมาร่วมสามสิบปีแล้ว แต่มาสเตอร์พีซชุดนี้ของคณะหัววิทยุก็ยังมีบทเพลงที่ทั้งฮิตและไวรัลมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น No Surprises, Karma Police, Paranoid Android ไปจนถึง Let Down ที่เมื่อลองย้อนกลับไปฟัง ซาวด์ของพวกเขาก็ยังดูไม่เก่าลงเลยแม้แต่น้อย และยิ่งลองผนวกเนื้อหาที่ผู้สร้างพยายามสื่อสารแล้วด้วยนั้น ห้วงเวลาในวันนี้ดูจะเข้าทีกับอัลบั้มนี้มากกว่าเวลาไหน ๆ เลยเสียด้วยซ้ำ

แต่ในเบื้องลึกของความสำเร็จจากอัลบั้ม OK Computer กลับเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ทรมานจากกรงขังที่ทั้งพันธนาการและทุบทำลายความรู้สึกของวงจนเละไม่เป็นท่า แนวทางที่พวกเขาได้ถางมาได้กลายร่างเป็นหุบเหวที่พวกเขาไม่ต้องการจะเฉียดไป ความสำเร็จของ OK Computer ได้ทำให้ ‘ไอ้หัววิทยุ’ ทุบทำลายตัวเองเพื่อเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งกับอัลบั้มถัดไปที่จะเปลี่ยนพวกเขาไปตลอดกาล

 

Radiohead - Kid A : เมื่อ ‘ไอ้หัววิทยุ’ ทำลายตัวเองเพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง

 

ทำอย่างไร ถึงจะหายไปตลอดกาล?

 

ผมมักจะทึกทักเอาเองเสมอว่าสิ่งนี้มันจะช่วยตอบคำถามบางอย่าง
หรือช่วยเติมเต็มช่องว่างในใจได้
ผมถูกขับเค้นและกดดันอย่างหนักมาอย่างยาวนาน
ไม่ต่างอะไรจากสัตว์

— ธอม ยอร์ก

 

นับตั้งแต่เพลง Creep จาก Pablo Honey (1993) ไล่เรียงมาจนถึงอัลบั้ม The Bends (1995) และ Ok Computer (1997) ผลงานเหล่านี้ล้วนก่อร่างสร้างความสำเร็จและส่งให้ Radiohead กลายเป็นวงแนวหน้าที่มีความสำคัญต่อวงการเพลงในช่วงเวลานั้น นักวิจารณ์บางคนถึงขั้นนิยามว่าพวกเขาคือผู้กุมความหวังของวงการดนตรีร็อก ณ ขณะนั้นเอาไว้

แต่รางวัลของความสำเร็จกลับพ่วงมาด้วยคำสาปหลายประการ อย่างแรกคือจากการทัวร์แสดงคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้มที่หนักหน่วงจนส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ในปี 1995 ที่วงต้องออกทัวร์เพื่อโปรโมตอัลบั้ม The Bends เพียงในปีเดียวพวกเขาได้แสดงไปถึง 179 ครั้ง และหากไล่นับตั้งแต่แรกสุดไปจนถึงปี 1998 ที่มีการทัวร์โปรโมต OK Computer ด้วยแล้ว Radiohead ได้ทำการทัวร์ไปถึง 700 โชว์ในระยะเวลา 7 ปี

ความเหนื่อยล้าที่สั่งสมเหล่านั้นได้ทำให้ ‘ธอม ยอร์ก’ (Thom Yorke) สติแตก ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นหลังวันเกิดปีที่สามสิบของเขาราวหนึ่งเดือน ในค่ำคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนปี 1997 ระหว่างที่กำลังซาวด์เช็คตระเตรียมเพื่อการแสดง ยอร์กได้ตัดสินใจเดินหนีออกไปโดยไม่บอกกล่าว เพื่อที่จะเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินและพาตัวเองไปให้ห่างไกลจากแรงกดดันเหล่านี้

Radiohead - Kid A : เมื่อ ‘ไอ้หัววิทยุ’ ทำลายตัวเองเพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง

ธอม ยอร์ก

 

แต่แล้วรู้ตัวอีกที ธอม ยอร์ก ก็ค้นพบว่าตัวเองนั้นถูกล้อมไปด้วยแฟนเพลงของ Radiohead ที่กำลังเดินทางมาดูโชว์ที่เขากำลังจะแสดง สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนั้นคือพยายามซ่อนตัวจากทุกสายตาจนกว่าที่รถไฟขบวนนี้จะพาเขากลับไปที่เดิม

ในตอนนั้น ธอม ยอร์ก คงพร่ำถามกับตัวเอง — หรือกับอะไรที่ตามที่เขาศรัทธา — ว่า “ทำอย่างไร ถึงจะหายไป… ตลอดกาล?” ไม่ว่าจะจากรถไฟขบวนนี้ หรือคำสาปของความสำเร็จที่ตัวเขากำลังเกลือกกลิ้งอยู่ และคงไม่ไกลเกินจริงถ้าจะบอกว่าห้วงความรู้สึกนี้ได้ก่อตัวเป็นหนึ่งในบทเพลงสำคัญของอัลบั้มที่กำลังจะมาถึงในอนาคตนามว่า ‘How to Disappear Completely

ท้ายที่สุด ยอร์ก็กลับขึ้นแสดงได้ตามปกติ แต่ภาวะสติแตกของยอร์กก็เลวร้ายถึงขีดสุดเมื่อการแสดงจบลง เพราะขณะที่เพื่อนกำลังพูดอะไรกับเขานั้น ยอร์กกลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลย เหมือนกับสติของเขาหลุดลอยไปไหนก็ยากจะคาดเดาได้ บ้างก็บอกว่าภาวะของธอมไม่ต่างอะไรไปจาก “ฮาร์ดไดรฟ์ที่พังเสียหายอย่างรุนแรง” (catastrophically malfunctioning hard drive)

หรือไม่แน่ก็อาจเป็นการที่ยอร์กกำลังปฏิบัติตามคำแนะนำที่ ‘ไมเคิล สติป’ (Michael Stipe) จากวง R.E.M. เคยให้ไว้ในการจัดการกับคำสาปของชื่อเสียงด้วยการคิดเสียว่า “ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้น” หรือ “I’m not here, this isn’t happening.

 

OK Computer : กรงขังของความสำเร็จ

 

เราต้องหนีไปจากรูปแบบวงดนตรีที่เล่นแต่กีตาร์โปร่งแบบเดิมๆ ซึ่งมันอาจจะดูโอเคตอนที่เราทำอัลบั้ม The Bends แต่ยอมรับเถอะว่าแนวทางนี้มันถูกทำจนเกร่อแล้ว ทั้งจากพวกเราเองและจากวงกีตาร์ดาดๆ ทั่วไปทุกวง”
— เอ็ด โอไบรอัน

 

แม้ว่านักวิจารณ์บางคนได้กล่าวยกย่องว่า Radiohead คือวงที่จะมากอบกู้เพลงร็อก แต่ความเหนื่อยล้าในช่วงของ OK Computer ไม่เพียงพาให้ ธอม ยอร์ก ต้องสติแตก แต่ยังสูบเอาความสร้างสรรค์และจิตวิญญาณในตัวเขาออกไปด้วย ภาวะเบิร์นเอาท์ที่เกิดขึ้นนี้ได้นำไปสู่ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปต่อแนวทางเดิม มาจนถึงตอนนี้ ธอม ยอร์ก ก็ได้มองว่าการทำดนตรีที่ยึดกีตาร์เป็นหลักได้ ‘ตายไปแล้ว’ 

และการที่จะฟื้นคืนชีพจิตวิญญาณเหล่านั้นกลับมาได้ ทางเดียวคือต้องหาเส้นทางใหม่ในการสร้างสรรค์

ในขณะเดียวกัน ภายหลังจากที่ OK Computer ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรี ณ ขณะนั้น ก็ได้มีศิลปินหลายคนก้าวเดินตาม กลิ่นอายกีตาร์แบบใน OK Computer เริ่มปรากฏในงานของศิลปินคนอื่น โดยเฉพาะกับ Travis และ Coldplay หมายความว่าแนวทางที่พวกเขากำลังเดินไม่เพียงจะ ‘เกร่อ’ ในอีกไม่นาน แต่หมายความว่าแนวทางของพวกเขาได้กลายเป็น ‘แนว’ หรือ ‘กรอบ’ ที่ผู้สร้างสรรค์เองก็ไร้ไฟจะเดินต่อบนถนนสายนี้

ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จกับแนวทางเดิมมากเพียงใด แต่เพื่อพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นศิลปินที่พวกเขายึดถือ ผ่านการสร้างสรรค์หาลู่ทางใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยไม่ผลิตซ้ำความสำเร็จเดิมขึ้นมาอีกครั้ง การทุบทำลายตัวเองของ ‘ไอ้หัววิทยุ’ เพื่อเกิดใหม่จึงเป็นชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

มีคำกล่าวหนึ่งของ ธอม ยอร์ก หลายปีหลังจากนั้นที่น่าจะสะท้อนความรู้สึกที่อัดอั้นและเบื่อหน่ายได้อย่างชัดเจนดังที่ว่า

 

ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกสมควรถูกทุบให้ตายด้วยไม้ท่อนใหญ่
แล้วเอาศพไปทิ้งไว้บนสะพานเพื่อเป็นคำเตือนแก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา

 

 

ทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกที่ถูกทางของมันแล้ว

ค่ายเพลง​ผู้นำด้านดนตรีอิเล็กทรอนิกส์นามว่า ‘Warp Records’ นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของ ธอม ยอร์ก ในช่วงเวลานั้น ดนตรีจากเครื่องจักรกลที่ไม่ได้มีเสียงกีตาร์หรือเสียงร้องเป็นแกนหลักได้มอบความหวังให้กับ Radiohead ในการเดินหน้าไปสู่ลู่ทางใหม่ ๆ

 

ผมแม่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นบ้า เมื่อใดที่หยิบกีตาร์ขึ้นมามันโคตรจะสยองขวัญ ผมจะเริ่มเขียนเพลง และหยุดหลังจากผ่านไป 16 บาร์ โยนมันลงลิ้นชัก มองมันอีกครั้ง ฉีกทิ้ง ทำลายให้สิ้น… ผมจำดิ่งลงแบบนั้นลึกลงเรื่อย ๆ
— ธอม ยอร์ก

 

อาจไม่ง่ายมากนักที่จะตัดสินใจละทิ้งเส้นทางเดิม แต่เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าเมื่อต้องเฟ้นหาเส้นทางใหม่ ในช่วงแรกของการสร้างสรรค์ซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างปี 1999 และ 2000 — ซึ่งเป็นปีที่โลกได้เปี่ยมไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับวิกฤต Y2K — Radiohead ได้ติดอยู่ในวังวนการ ‘คิดออก’ และ ‘ฉีกทิ้ง’ อยู่แบบนั้น อาจเป็นเพราะความกังวลที่ไอเดียเหล่านั้นจะไม่สมบูรณ์ หรือติดหล่มแนวทางเดิม ไอเดียที่น่าสนใจหลายชิ้นจึงถูกลดทอนจนแทบไม่เหลืออะไรเลยนับสิบชิ้น 

แม้จะมีการเปลี่ยนสตูดิโอในการอัดหลายต่อหลายที่ แต่ภาวะตีบตันไอเดียเหล่านี้ยังคงไม่หายไป ‘ไนเจล ก็อดริช’ (Nigel Godrich) โปรดิวเซอร์ของโปรเจกต์นี้จึงคิดหาวิธีที่จะพาเหล่าบรรดาหัววิทยุให้หลุดออกจากวังวนนี้โดยการ ‘แยกเป็นสองกลุ่ม’ กลุ่มหนึ่งไปทดลองดนตรีจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอีกกลุ่มหนึ่งเล่นดนตรีในห้องอัด เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มเติมเต็มที่ว่างทางไอเดียของกันและกัน

รวมไปถึงวิธีแบบ ‘ไบรอัน อีโน’ (Brian Eno) ศิลปินดนตรีแอมเบียนท์ในตำนาน กับการพยายามเล่นสดปล่อยไปตามใจนึก รวมถึงการบันทึกจุดผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และพยายามเอาวัตถุดิบทั้งหมดนั้นมาขยายต่อให้กลายเป็นไอเดียที่อาจใช้ได้อีกทีหนึ่ง 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เปรียบเสมือน ‘ประตู’ ที่พาให้ Radiohead สามารถก้าวไปอีกฝั่งได้อย่างสมบูรณ์มาจากเพลง ๆ หนึ่ง ก้อนไอเดียของเพลงดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากตอนที่ ธอม ยอร์ก ซื้อแกรนด์เปียโนตัวหนึ่งมาไว้ที่บ้าน และลองบรรเลงมันทุกวัน แม้ว่าเขาจะเล่นมันได้ห่วยแตก แต่ความไม่ชำนาญของเขากลับให้ความรู้สึกเหมือนความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุดที่เย้ายวนใจให้ค้นหาต่อ

บทเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากห้วงความรู้สึกในคืนที่ตัวเขาสติแตก เดิมทีนั้นมันถูกบรรเลงบนเปียโนในรูปแบบของเพลงบัลลาดช้า ๆ แต่เมื่อ ไนเจล ก็อดริช โปรดิวเซอร์ได้ลองฟัง ก็มีความเห็นว่ารูปแบบนี้อาจไม่ใช่ทางออกไปสู่ลู่ทางใหม่ที่วงกำลังมองหา และเสนอแนะให้บรรเลงมันผ่านซินธิไซเซอร์ Prophet-5 แทน ผนวกกับการที่ ‘จอนนี กรีนวูด’ (Jonny Greenwood) ลองหยิบเอา Kaoss Pad อุปกรณ์เอฟเฟกต์เสียงชิ้นใหม่มาบิดเสียงร้องของ ธอม ยอร์ก

การทดลอง ผสมผสาน และสร้างสรรค์เหล่านี้จึงออกมาเป็น ‘Everything in Its Right Place’ บทเพลงแรกของอัลบั้มที่มีซาวด์ประหลาดล้ำ เพียงแค่ห้าโน้ตแรกของเพลงก็สามารถสื่อสารความพิศวงของอัลบั้มได้อย่างยากจะลืมเลือน ซึ่งผลงานชิ้นนี้จึงกลายเป็นหลักยึดสำคัญ เป็นบทนำของการเกิดใหม่ และทำให้ Radiohead สามารถก้าวเดินต่อไปและสร้างสรรค์อัลบั้มที่อีกไม่นานโลกจะจดจำมันว่า ‘Kid A

 

Kid A : การเดินทางผ่านฝันร้าย

หากใครเคยฟัง OK Computer คงจะพาสัมผัสได้ว่าสิ่งที่คณะหัววิทยุพยายามสื่อสารคือภาพโลกดิสโทเปียที่เศร้าหม่น เยือกเย็น และจะไม่น่าอยู่เอาเสียเลย ให้ความรู้สึกคล้ายกับการอ่านนวนิยายดิสโทเปียสักเรื่องที่ให้ความรู้สึกเหมือนการ ‘กล่าวเตือน’ ว่านี่คือภาพสังคมในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น

แต่สำหรับ Kid A มันจะเป็นอัลบั้มที่พาผู้ฟังก้าวผ่านฝันร้าย โลกที่ล่มสลาย หรือแม้แต่นรก Shawn Eastridge ได้แสดงความเห็นผ่านบทความที่เผยแพร่บน The Medium ไว้อย่างน่าสนใจว่า OK Computer เปรียบเสมือนกับคำกล่าวว่า “The end is nigh” หรือคำเตือนว่าจุดจบกำลังมาถึง แต่สำหรับ Kid A นั้นเหมือนกับ “Abandon all hope, ye who enter here” ที่เขียนเอาไว้หน้าประตูสู่นรกในกวี ‘Inferno’ โดย ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri)

การเดินทางของอัลบั้มนี้เริ่มต้นที่ ‘Everything in Its Right Place’ เสียงซินธิไซเซอร์หม่นเศร้าเคล้าไปกับเสียงของ ธอม ยอร์ก ที่เปล่งเสียงร้องคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาราวกับว่าผู้ฟังกำลังหลุดออกจากโลกแห่งความจริงและร่วงหล่นลงไปในฝันร้าย เปรียบเสมือนประตูบ้านของแทร็กนี้ เป็นสัญญาณที่บอกว่าเส้นทางข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน

เมื่อเดินทางมาถึงแทร็กชื่อเดียวกับอัลบั้ม ‘Kid A’ ที่ให้ความรู้สึกกับว่าเราได้ร่วงหล่นลงมาถึงก้นบึ้งของฝันร้ายที่ไม่มีใครอยู่ มีเพียงผู้ฟังคนเดียวท่ามกลางโลกที่ว่างเปล่า ท้องฟ้าสีเหมือนกับปกอัลบั้ม เสียงซินธิไซเซอร์ที่ให้ความรู้สึกกำกวมระหว่างความสงบเงียบกับความพิศวง แทรกแซมมาด้วยเสียงที่ถูกบิดเบือนไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ ทั้งหมดทั้งมวลละม้ายคล้ายคลึงกับเพลงกล่อมเด็กที่ถูกเปิดในฝันร้ายไม่มีผิด

The National Anthem’ นับเป็นบทเพลงที่เป็นรูปเป็นร่างตามที่ผู้ฟังพอจะคุ้นชินที่สุดก็พอจะว่าได้ เราจะกลับมาได้ยินเสียงกลอง เบส เสียงร้อง ผนวกเข้ากับเครื่องเป่านานาชนิด ราวกับว่าเอาเพลงร็อกหนัก ๆ มาบรรเลงคู่เคียงไปกับฟรีแจ๊ส ทั้งดนตรีเหล่านี้ราวกับเป็นการฉายภาพความหนักหน่วงและโหดร้ายของมนุษย์ คู่เคียงไปกับการเริงสำราญของการเฉลิมฉลองท่ามกลางโลกอันแสนโกลาหล

ก่อนที่ความวุ่นวายทั้งหมดจะสงบลงเมื่อเดินทางมาถึง ‘How to Disappear Completely’ หนึ่งในบทเพลงของ Radiohead ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพียงแค่ชื่อของเพลงนี้ก็สามารถเป็นภาพแทนความรู้สึกของใครได้แล้ว ที่ในบางคราวก็อยากจะ ‘หายไปอย่างสมบูรณ์’ ดังที่เกริ่นไปก่อนหน้าว่าเพลงนี้มีที่มาจากความทุกข์ของห้วงเวลาในชีวิตของ ธอม ยอร์ก ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันของชื่อเสียงและความสำเร็จ จังหวะที่เชื่องช้า เสียงร้องที่เอื่อยชา เมื่อถูกผูกร้อยกับการเดินทางในอัลบั้มแล้ว จึงให้ภาพเหมือนกับการจมดิ่งลงสู่สายธารของฝันร้ายที่มันจะพัดพาไปทางไหน ก็ปล่อยมันพาไป Kid A จึงได้พาผู้ฟังไปสู่ห้วงการเดินทางถัดไป

บ้างอาจกดข้ามหรือมองว่า ‘Treefingers’ เป็นเพียงเพลงคั่นที่ไม่มีอะไรพิเศษ แต่เพลงแอมเบียนท์นี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแทร็กสำคัญในแง่บรรยากาศของ Kid A โดยเฉพาะเมื่อฟังต่อกันทั้งอัลบั้มที่ซึ่งให้อารมณ์เหมือนการคูลดาวน์จากบรรดาแทร็กก่อนหน้า และเซ็ตโทนก่อนจะก้าวสู่เพลงถัดไป

ใครกันจะคิดว่า Kid A จะมีเพลงที่ให้ความหวังกับผู้ฟัง หรือแม้แต่ใครกันที่จะคิดว่า Radiohead จะทำเพลงให้กำลังใจมาให้เราได้ฟัง คงเห็นได้ไม่บ่อยนัก จนกระทั่งผู้ฟังได้เดินทางมาถึงเพลง ‘Optimistic’ เพลงที่ถือว่าฟังง่ายที่สุดในอัลบั้ม และน่าจะมีความเป็น Radiohead ที่ผู้ฟังหลายคนคุ้นชินที่สุดในอัลบั้ม โดยมีท่อนฮุคที่ยอร์กร้องว่า “You can try the best you can. You can try the best you can. The best you can is good enough” หรือ “คุณลองทำให้ดีที่สุด ลองทำให้ดีที่สุด และเมื่อทำอย่างดีที่สุดแล้ว เท่านั้นก็เพียงพอ” ซึ่ง ธอม ยอร์ก ได้เขียนขึ้นมาจากคำให้กำลังใจของ ‘ราเชล โอเวน’ (Rachel Owen) อดีตภรรยาของเขาในตอนนั้นที่มักบอกเขาเสมอว่า “ทำดีที่สุดก็พอแล้ว” นับเป็นหนึ่งในวาบความหวังท่ามกลางความมืดหม่นภายในอัลบั้ม 

หลายคนบอกว่าช่วงท้ายของ Optimistic  มือกลองของวง ‘ฟิลิป เซลเวย์’ (Philip Selway) ได้บรรเลงกลองได้อย่างน่าจดจำ อีกทั้งรอยต่อของเพลงนี้ไปสู่เพลงถัดไปอย่าง ‘In Limbo’ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่บอกเราว่าทำไมเราถึงควรฟัง Kid A เรียงต่อกันจากต้นไปจนจบ 

In Limbo ให้ความรู้สึกเหมือนผู้ฟังกำลังหลงทางอยู่ในวังวนของความไม่แน่นอน ทั้งเสียงซินธ์ที่แทรกแซมขึ้นมา ไปจนถึงเสียงกีตาร์ที่ซ้ำไปซ้ำมาพร้อมเสียงร้องของ ธอม ยอร์ก ที่พร่ำบอกว่าตนกำลังหลงทางอยู่

Idioteque’ นับว่าเป็นแทร็กที่ Radiohead ใส่ความเทคโน-อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งถูกพัฒนามาจากการด้นสด ยาว 50 นาทีของ จอนนี กรีนวูด ภายในองค์ประกอบแบบเทคโนนั้น เสียงร้องของธอม ยอร์ก ก็กล่าวถึงความกระวนกระวายในโลก ให้ความรู้สึกคล้ายกับอัลบั้ม ‘Hail to the Thief’ (2003) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บ้างก็บอกว่าเพลงนี้มีหน้าตาคล้ายกับ ‘เสียงสะท้อนของวันสิ้นโลก’

ดนตรีของ ‘Morning Bell’ ผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับเสียงร้องของ ธอม ยอร์ก ที่ปนไปด้วยทั้งความสงบและสับสนวุ่นวายในเพลงเดียว อีกทั้งเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่จะปรากฏอีกครั้งในอัลบั้มน้องของ Kid A ที่จะปล่อยอีกไม่นานในช่วงเวลาต่อมาในชื่อ ‘Amnesiac

เมื่อเดินทางมาถึงบทเพลงสุดท้าย ‘Motion Picture Soundtrack’ ผู้ฟังก็จะได้พบกับซาวด์ดนตรีที่คงไม่คิดที่จะได้ยินจากคณะหัววิทยุอย่างพวกออร์แกน ฮาร์ป และเครื่องสายต่าง ๆ อีกทั้งยังถูกเรียบเรียงอย่างเรียบง่ายไปพร้อม ๆ กับเสียงร้องของ ธอม ยอร์ก ราวกับว่าผู้ฟังกำลังลอยล่องสู่สรวงสวรรค์ หรือไม่ก็ฟื้นกลับคืนสู่โลกมนุษย์ที่เราจากมาตั้งแต่ทีแรกที่เราเริ่มเปิดอัลบั้มนี้ขึ้นมาฟัง

ไม่แน่ใจว่านี่นับเป็นการเกิดใหม่หรือไม่สำหรับผู้ฟัง แต่สำหรับ Radiohead นั้น Kid A คือจุดที่พวกเขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง

 

กระแสตอบรับของการเปลี่ยนแปลง

 

กองขยะงี่เง่าของคนแก่ขี้บ่นที่เอาแต่อวดอ้างสรรพคุณตัวเอง
— ความเห็นของนักวิจารณ์รายหนึ่งที่มีต่ออัลบั้ม Kid A

 

อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจมากนัก สำหรับวงที่ผู้คนในวงการต่างก็ขนานนามว่าเป็น ‘ความหวัง’ ของดนตรีร็อก แต่กลับสร้างสรรค์อัลบั้มใหม่ที่ทุบทำลายแนวทางเดิมอย่างสิ้นเชิงจะทำให้ผู้ฟังมากมาย ที่คาดหวังจะเห็น Radiohead สานต่อแนวทางเดิมที่ก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ Pablo Honey, The Bends จนถึง OK Computer รู้สึกไม่เข้าใจกับแนวทางใหม่ที่มาพร้อมกับ Kid A บ้างอาจคิดว่า Radiohead กำลังก้าวเดินไปผิดทาง บ้างถึงขั้นรู้สึกว่าพวกเขาถูก ‘หักหลัง’ โดยผู้กอบกู้ดนตรีร็อก

หากลองย้อนเวลากลับไปในตอนนั้น คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินความเข้าใจสำหรับนักวิจารณ์หรือผู้ฟังธรรมดาที่อาจ ‘ไม่เข้าใจ’ ว่าคณะหัววิทยุกำลังทำอะไรกันแน่ เพราะองค์ประกอบสำคัญที่จะประกอบสร้าง ‘เพลงฮิต’ นั้นถูกถางออกแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นท่อนฮุค เสียงร้องที่ชัดเจนไพเราะ ท่อนซ้ำที่ฟังติดหูและร้องตามได้ และโดยเฉพาะกับเสียงกีตาร์ที่ควรจะเป็นตัวชูโรงสำคัญของพวกเขา 

บ้างก็มองว่าพวกเขาหลงตัวเองมากจนเกินไปจนคิดว่าจะทำอะไรก็ได้ เป็นความเย่อหยิ่งในความสามารถและความสำเร็จที่ผ่านมาของตัวเองจึงได้ผลิตงานที่ฟังไม่รู้เรื่องออกมา หลายคนตั้งคำถามว่าใครมันจะไปอยากฟังอัลบั้มแบบนี้ อัลบั้มที่คลุมเครือและไม่ได้มีรสชาติที่เริงรมย์ตามแบบฉบับที่ดนตรีควรจะมอบให้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสของความไม่เข้าใจ ก็มีความเห็นชื่นชมและให้คะแนนเต็มจากสื่อออนไลน์อย่าง Pitchfork ที่ลงความเห็นกับ Kid A ในวันเดียวกับที่อัลบั้มนี้วางจำหน่ายว่า “Kid A ทำให้ดนตรีร็อกแอนด์โรลกลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย” พร้อมวิจารณ์ต่อว่า การนำอัลบั้มนี้ไปตัดสินด้วยบรรทัดฐานของความเป็นร็อกถือเป็นเรื่องที่ไร้สาระ 

อีกทั้งพวกเขายังมองขาดในมุมมองที่ว่าอัลบั้มนี้คือ “เสียงของวงดนตรีและผู้นำวงที่สูญเสียศรัทธาในตัวเอง ทำลายล้างตัวเอง และจากนั้นก็สร้างตัวตนที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาใหม่” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Kid A มีรูปร่างหน้าตาเฉกเช่นที่เรารู้จักกันทุกวันนี้

ต้นสังกัดของ Radiohead เองก็มองว่าทำแบบนี้นี่ไม่ต่างอะไรจากการกระโดดลงเหวทางรายได้เลย แต่ Kid A กลับสามารถขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตทั้งในอเมริกา (ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวง) และอังกฤษได้สำเร็จภายในสัปดาห์แรก อีกทั้งยังคว้ารางวัลแกรมมี่สาขาอัลบั้มออลเทอร์นาทิฟยอดเยี่ยม (Best Alternative Music Album) ไปครอง

 

Amnesiac อัลบั้มที่ถูกตราหน้าว่า ‘ของเหลือ’

 

อย่าไปคิดมาก : มันไม่เหมือน Kid A
— พาดหัวบทความวิจารณ์อัลบั้ม Amnesiac จาก The Guardian

 

การเปิดประตูสร้างสรรค์ใน Kid A นับว่าเป็นการก้าวสู่อาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ของ Radiohead ทั้งวิธีการทำเพลงรูปแบบใหม่ เครื่องดนตรีแบบอื่น ไปจนถึงแนวทางที่ไม่เหมือนที่เคยเป็นก็ทำให้เกิดความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนจนทำให้บรรดาผลงานที่เกิดขึ้นมาไม่สามารถบรรจุเอาไว้ภายในอัลบั้มเดียวได้ แต่พวกเขาเองก็ไม่อยากทำเป็นอัลบั้มคู่ที่จะเหมือนกับงานเพลงร็อกหลายสิบปีก่อน พวกเขาเลยตัดสินใจปล่อยอีกหนึ่งอัลบั้มอีกแปดเดือนให้หลังในชื่อ ‘Amnesiac

บางสื่อในอังกฤษมองว่า Amnesiac จะเป็นอัลบั้มที่มาแก้ไขข้อบกพร่องของ Kid A ในขณะเดียวกัน หลายสื่อในสหรัฐอเมริกากลับมองว่าอัลบั้มนี้เป็นการบรรจุเอา ‘ของเหลือ’ จากอัลบั้มก่อนหน้ามารวมกันไว้ บ้างก็บอกว่านี่คือ ‘Kid B

แม้จะถูกปรามาสในช่วงแรก แต่มรดกในระยะยาวของ Amnesiac คือการเป็นอัลบั้มที่ต้องอาศัยเวลาในการตกตะกอน เมื่อเวลาผ่านไปหลายคนก็เริ่มมองเห็นคุณค่าและเสน่ห์เฉพาะตัวของ Amnesiac ที่ไม่ถูกบดบังโดยเงาของ Kid A มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเพลงดังจากอัลบั้มนี้ก็มีทั้ง Pyramid Song, I Might Be Wrong และ Knives Out

 

ทำลายเพื่อเกิดใหม่

เรื่องราวของคณะหัววิทยุกับอัลบั้ม Kid A ของพวกเขาไม่ได้สะท้อนให้เราเห็นว่าการเป็นศิลปินคือการที่จะต้อง ‘แหกคอก’ จากความเป็นตัวเองในอดีต ทุบทำลายความสำเร็จเดิมที่ตนเองเคยมี เพื่อมุ่งหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ใช่การก้าวกระโดดทุกครั้งจะพาทุกคนไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม แต่การทุบทำลายตัวเองของ Radiohead ชวนให้เราหวนคิดไปถึงตัวเราเองว่าเราให้นิยามของ ‘เป้าหมาย’ ไว้หน้าตาอย่างไร?

สำหรับบางคน เป้าหมายคือการค้นหาลู่ทางแห่งความสำเร็จ และหล่อหลอมพัฒนาอย่างปราณีตในเส้นทางเดิมให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม แต่สำหรับบางคน ความสำเร็จในแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ด้วยเหตุนั้นการก้าวกระโดดจนแทบเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง 

ไม่แน่หากในวันนั้น Radiohead ยังคงยึดโยงอยู่กับแนวทางเดิม เราอาจได้เห็นอัลบั้มร็อกที่ปฏิวัติวงการที่ไปไกลกว่า OK Computer (หรืออาจเป็นอัลบั้มที่ล้มเหลวเพราะไม่สามารถโค่นความสมบูรณ์แบบเดิม)

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากไม่มีการตัดสินใจละทิ้งตัวตนเดิมในวันนั้น ก็คงไม่มี Kid A ที่เข้ามาปฏิวัติวงการและฉายให้เห็นความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนจากการกล้าทลายกรงขังของความสำเร็จเดิม

สำหรับ Radiohead ความสำเร็จอาจไม่ได้หน้าตาเหมือนแผ่นเสียงสีทองหรือคำยกย่องจากคำวิจารณ์ แต่เป็นการที่สามารถลอกคราบในตัวตนและค้นหาความหมายใหม่ให้กับตัวเองในทุก ๆ วันที่ผ่านไป

 

ภาพ : Getty Images & ปกอัลบั้ม Kid A - Radiohead

 

อ้างอิง

Hyden, S. (2020). This isn’t happening: Radiohead’s “Kid A” and the beginning of the 21st century. Da Capo Press.

Doherty, N. (2025, October 3). From problem child to golden child: The story behind every song on Radiohead’s Kid A. Louder.

Eastridge, S. (2020, October 2). Kid A: A love letter to Radiohead’s masterpiece. The Medium.