เพลงทหารเกณฑ์คนจน : ภาพสะท้อนจุดต่ำสุดของห่วงโซ่ของอำนาจ

เพลงทหารเกณฑ์คนจน : ภาพสะท้อนจุดต่ำสุดของห่วงโซ่ของอำนาจ

42 ปีของบทเพลงที่ยังสะท้อนความจริงอยู่ เมื่อชีวิตในรั้วต้องแลกับความจำยอม การอยู่รอดของทหารเกณฑ์ที่มักขึ้นอยู่กับความปรานีของเหล่าทหารยศสูงกว่า

KEY

POINTS

ที่เพลงบางเพลงอยู่เหนือกาลเวลา อาจไม่ใช่แค่เพราะท่วงทำนองหรือเสียงร้องที่ติดหู แต่เพราะมันซ่อนเรื่องราวของสังคมเอาไว้ข้างใน 

‘ทหารเกณฑ์คนจน’ โดย ‘เอกพจน์ วงศ์นาค’ คือหนึ่งในนั้น เพลงที่ฟังเผิน ๆ อาจเป็นเพียงเสียงที่แผ่วเบาของพลทหารผู้เจียมตัว แต่หากย้อนกลับไปฟังเพลงอย่างตั้งใจกลับสะท้อนโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และภาวะจำยอมที่ฝังรากในระบบทหารเกณฑ์ไทย

แม้บทเพลงจะผ่านกาลเวลามาราว 42 ปีแล้ว แต่ท่าทีของการก้มหน้าทนและเฝ้ารอความเมตตากลับยังไม่เลือนหาย หากยังดูราวกับเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการดำรงอยู่ สำหรับผู้ที่ต้องสวมสถานะ ‘ทหารเกณฑ์’ ในปัจจุบัน

กำเนิดเพลงดังเอกพจน์ วงศ์นาค

“… ฝึกอีกแล้วหนอเรา ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ครูเขาสั่งให้ทำ จำต้องก้มหน้าทน เราเป็นเพียง ทหารเกณฑ์คนจน ใช่ลูกนายพัน ใช่หลานนายพล โถเราแค่พลทหาร…”

หากใครเป็นคอเพลงลูกทุ่งอาจเคยได้ยินเนื้อร้องนี้ที่มาพร้อมกับเสียงหวานคุ้นหูในเพลง ‘ทหารเกณฑ์คนจน’ (2527) เพลงสร้างชื่อของนักร้องลูกทุ่งอย่าง ‘เอกพจน์ วงศ์นาค’ ชื่อจริงคือ ‘เอกพจน์ ปานแย้ม’ แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย ‘เพ่ง ปานแย้ม’ ผู้เป็นพ่อ

เพลงนี้เกิดขึ้นเมื่อเอกพจน์อยู่ในวงดนตรีลุงทุ่งของ ‘เด๋อ ดอกสะเดา’ เด๋อได้แรงบันดาลใจจากเพลงที่ทหารร้องระหว่างฝึกวิ่งขณะมีงานภาพยนตร์เรื่อง ‘กองพันทหารเกณฑ์’ (2527) ของผู้กำกับ ‘ประยูร วงษ์ชื่น’ เด๋อขอเพลงนั้นมาให้เพ่งเรียบเรียงเป็นเพลงให้ใหม่ และด้วยความที่เขาเห็นแววเสียงจากเอกพจน์ จึงให้เอกพจน์บันทึกเสียงเพลงนี้เป็นเพลงแรกในวัย 15 ปี จนโด่งดังไปทั่วประเทศ และแจ้งเกิดเป็นนักร้องลูกทุ่งแถวหน้าตีคู่กับ ‘สุนารี ราชสีมา’ ก่อนที่เขาจะผันตัวไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานี บ้านเกิดของเขา

คำอ้อนวอนของทหารเกณฑ์คนจน

ทหารเกณฑ์คนจนเริ่มเล่าตั้งแต่พื้นเพของทหารเกณฑ์คนนี้ที่หาใช่ลูกหลานนายพลแต่อย่างใด พร้อมเน้นย้ำการรู้สถานะตัวเองด้วยคำว่า ‘เป็นเพียง’ หรือ ‘เกียรติต้อยต่ำ’ 

อย่างไรก็ตามคำว่า ‘คนจน’ ในเพลงนี้อาจเป็นได้ทั้งคนจนในเชิงเศรษฐกิจ หรืออาจหมายถึงผู้ที่ไร้อำนาจในการต่อรอง ไม่มีปากไม่มีเสียง และน่าสนใจว่าก็คงจะไม่ใช่คนชนชั้นกลางจนถึงรวย ที่หาช่องทางเลี่ยงไม่ให้ตนเองเป็นทหารเกณฑ์ ซึ่งคนจนไม่อาจทำได้

มีเพียงส่วนท้ายที่เพ้อหาคนรัก แต่ส่วนใหญ่ของเพลงเล่าถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมค่ายกับเหล่าท่าน ๆ นายทหาร ทั้งท่านผู้การ ท่านผู้พัน รวมทั้งผู้หมวดกองร้อย ครูฝึก และรุ่นพี่ ที่คนฟังสัมผัสได้ถึงการอ้อนวอนขอความเมตตาจากคนเหล่านี้

“อยากขอร้องท่านผู้การ ได้โปรดสงสาร ทหารสักหน่อย ผมร้องเพลงมา ถึงท่านผู้พัน ผู้หมวดกองร้อย โปรดเอ็นดูผู้น้อยพลั้งไปนิดหน่อย อภัยเถิดครู อย่าได้คิดชิงชัง พวกรุ่นหลังรุ่นพี่ เราน้องใหม่ปีนี้ วอนรุ่นพี่เอ็นดู จะทำอะไร พวกผมเกรงใจคุณครู พลั้งไปผิดไปอภัยเถิดครู นึกว่าอุ้มชูเถิดหนา เกียรติต้อยต่ำ อยู่ใต้บังคับบัญชา หากจะใช้ ให้บอกมา พวกผมไม่ว่าถ้าแม้นทำได้ จงปราณี พวกผมพลัดที่ มาจากแดนไกล”

ในค่ายทหาร ‘ความพึงพอใจ’ ของผู้ที่มียศสูงกว่าหรือมีอำนาจเหนือกว่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ แม้เนื้อเพลงจะไม่ได้กล่าวถึงความรุนแรงทางกายภาพ แต่คนฟังจะรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวของพลทหารระดับล่างอย่างทหารเกณฑ์ ซึ่งตอกย้ำลำดับชั้นที่พวกเขาถูกวางไว้ เปรียบได้กับ ‘จุดต่ำสุดของห่วงโซ่ทหาร’ 

น่าคิดว่าความหวาดกลัวที่อบอวลในเพลง อาจเกิดจากความไม่แน่นอนของอำนาจภายในโครงสร้าง ดังที่ปรากฏในท่อน “...ครูเขาสั่งให้ทำ จำต้องก้มหน้าทน…” ซึ่งสะท้อน ‘ภาวะจำยอม’ ทหารเกณฑ์คาดเดาไม่ได้ว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยหรือการทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นไม่พอใจจะนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรงแค่ไหน

รากฐานของการก้มหน้าทน ความกลัว หรือการอ้อนวอนนี้ อาจมีรากฐานมาจากกรณีตัวอย่างหรือประสบการณ์ร่วมในสังคมที่รับรู้กันว่าการขัดคำสั่งเพียงนิดจะนำมาสู่การลงทัณฑ์เกินกว่าเหตุ

แล้วเหตุใดชายหนุ่มคนหนึ่งต้องนิยามตนเองว่ามีเกียรติต้อยต่ำ ทั้ง ๆ ที่ถูกผลักเข้ามาในระบบแบบไม่เต็มใจ เหตุใดการเป็นพลเมืองจึงต้องแลกกับการลดทอนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และตั้งแต่ตอนไหนที่สิทธิพื้นฐานกลายเป็นเรื่องของความเมตตา มากกว่าหลักประกันในชีวิต 

ชีวิตทหารไทยในเพลงลูกทุ่ง

การแจ้งเกิดของเอกพจน์ผ่านเพลงทหารเกณฑ์คนจน เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของสังคมไทยช่วงนั้น ช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญทั้งการปราบคอมมิวนิสต์และเหตุการณ์ความขัดแย้งเวียดนาม-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงชายแดนไทยที่ช่องบก

บริบทของสถานการณ์บ้านเมืองทำให้เราเห็นภาพของทหาร และความต้องการของรัฐที่แทรกซึมผ่านเพลงลูกทุ่งสะท้อนชีวิตทหาร 

ตัวอย่างเช่น ในปี 2525 เพลง ‘จดหมายจากแนวหน้า’ โดย ‘ยอดรัก สลักใจ’ เป็นช่วงของสงครามเวียดนามที่ทหารไทยต้องตรึงกำลังบริเวณชายแดน เพลงจึงนำเสนอภาพทหารในฐานะแนวหน้าในสมรภูมิรบที่ต้องรักษาอธิปไตยของชาติ 

ขณะที่เพลง ‘ทหารเกณฑ์คนจน’ ซึ่งออกในปี 2527 ตรงกับช่วงการปราบคอมมิวนิสต์ในไทย เพลงจึงนำเสนอภาพทหารในฐานะพลเมืองที่ยอมรับระเบียบวินัยและวัฒนธรรมในค่าย ไม่ว่าจะเข้าสู่ระบบด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อรักษาความมั่นคงภายใน 

งานศึกษาเรื่อง ‘รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (2523-2531) : วิเคราะห์ในมิติทางประวัติศาสตร์’ ของ ‘พรภิรมณ์ เชียงกูล’ (2541) พบว่าช่วงนี้การเมืองไทยเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนกลางระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมนำโดยทหาร (ประชาธิปไตยแบบปิด) และฝ่ายประชาธิปไตย เช่น นักการเมือง ปัญญาชน (ประชาธิปไตยแบบเปิด) หลังจากฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น 

ในตอนนั้นฝ่ายทหารเองยังต้องการอำนาจทางการเมือง เนื่องด้วยความเคยชินของการที่ทหารแทรกแซงทางการเมืองก่อนหน้าบ่อยครั้ง เช่น สมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนมาถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร 

การที่สังคมไทยเห็นบทบาทของทหารในการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ภาพของกองทัพถูกมองว่าเป็นสถาบันอำนาจที่อยู่เหนือพลเรือน และยากต่อการตรวจสอบหรือเอาผิด เมื่อวัฒนธรรมภายในค่ายทหารถูกทำให้เป็นพื้นที่ปิด มีกฎเกณฑ์และลำดับชั้นของตนเองโดยที่กลไกภายนอกแทบเข้าไม่ถึง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ทหารเกณฑ์คนจน’ ต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยความจำยอมและการอ้อนวอน มากกว่าจะยืนอยู่บนสิทธิและศักดิ์ศรีในฐานะพลเมืองผู้สวมเครื่องแบบ

การที่เนื้อหาเพลงเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจึงน่าสนใจว่า เพลงลูกทุ่งอาจทำหน้าที่สะท้อนภาพลักษณ์ทหารผ่านมุมมองของผู้แต่ง ทั้งในฐานะรั้วของชาติและพลเมือง รวมทั้งยังเกี่ยวโยงกับสถานการณ์บ้านเมืองและความต้องการทางทหารของรัฐในแต่ละช่วงเวลา

เหล่านี้ทำให้หลีกเลี่ยงต่อคำถามไม่ได้ว่า การเกณฑ์ทหารตอบสนองความต้องการของรัฐในเรื่องใด และเพื่อใครกันแน่ ขณะเดียวกัน ความต้องการของประชาชนถูกวางไว้ตรงจุดใดในสมการนี้

ทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน 

เมื่อย้อนฟังเพลง ‘ทหารเกณฑ์คนจน’ ในวันนี้ เราจะพบว่าเนื้อหาที่ร้องกันมานานกว่า 42 ปียังคงสะท้อนความจริงที่ไม่เปลี่ยนไป คือการที่ชีวิตทหารเกณฑ์ยังต้องฝากไว้กับผู้มีอำนาจ และข่าวสารในยุคนี้ที่ยิ่งแพร่หลายมากแค่ไหน ก็ยิ่งเปิดเผยให้เห็นความสูญเสียและความรุนแรงในค่ายทหารมากขึ้น แน่นอนว่าในปี 2569 นี้ก็เช่นกัน 

ประชาไทได้รวมเคสการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ในค่ายตั้งแต่ปี 2552-2569 พบว่ามีประมาณ 25 เคสที่เป็นข่าว ซึ่งมีทั้งทราบสาเหตุและไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต และหากมองไปในรายละเอียดของแต่ละเคสจะพบความคลุมเครือเต็มไปหมด แล้วเท่าที่ไม่เป็นข่าว หรือเกิดก่อนยุคการแพร่หลายของข่าวสารในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งเคสที่ถูกทำร้ายแต่ไม่เสียชีวิตอีกเท่าไร

เหยื่อที่เห็นในข่าวจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เรารับรู้ ส่วนคนอื่น ๆ ในค่ายทหารที่เราเข้าไม่ถึง ความรุนแรงดังกล่าวมักถูกทำให้เงียบหาย โดยเฉพาะกับทหารเกณฑ์ที่มาจากพื้นเพซึ่งไม่มีอำนาจต่อรองกับระบบ ดังท่อน “เกียรติต้อยต่ำ อยู่ใต้บังคับบัญชา…”

สี่สิบกว่าปีล่วงเลยไป บทเพลงยังคงทำหน้าที่สะท้อนความจริง และคำถามก็ยังคงอยู่เช่นกันว่า เมื่อใดภาพของทหารเกณฑ์ที่ต้องอ้อนวอนเพื่อความอยู่รอดจะกลายเป็นเพียงอดีตเสียที

 

เรื่อง: นภัสนันท์ นิโรธธาตุ (The People Junior)

ภาพ: ภาพจาก MV เพลง ทหารเกณฑ์คนจน 

 

อ้างอิง

Sure Entertainment. “ทหารเกณฑ์คนจน – เอกพจน์ วงศ์นาค [ต้นฉบับ].” YouTube, 18 June 2018, www.youtube.com/watch?v=9yWU_h0kvC4.

Unknown uploader. “ทหารเกณฑ์คนจน – เอกพจน์ วงศ์นาค แสดงสดงานรำลึกยอดรัก สลักใจ 2559.” YouTube, 5 Oct. 2022, www.youtube.com/watch?v=dXVpIPdqD4Y.

เว็บไซต์หอสมุด/ทรัพยากรดิจิทัล
Chulalongkorn University Digital Library. Title or Description of Item. Chulalongkorn University Library, digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:172770. Accessed 2026. 


“มีเคสไม่มาก แต่เป็นข่าวเสียชีวิตกว่า 20 ราย…” Prachatai, 7 Sept. 2023, prachatai.com/journal/2023/09/105813.

Title of Article if Known. CRMA Journal of Humanities and Social Sciences, vol. 10, 2023, so01.tci-thaijo.org/index.php/CMU_HUSO/article/view/108634/85839. Accessed 2026.

ThaiScience.info, www.thaiscience.info/journals/Article/TKJS/10471645.pdf. Accessed 2026.

Bangkok Biz News, www.bangkokbiznews.com/blogs/politics/1182967. Accessed 2026.

Title of Article if Known. BBC Thai, www.bbc.com/thai/international-46621685. Accessed 2026.