ลีโอ ตอลสตอย : ‘War and Peace’ เมื่อสันติภาพคือความกล้าหาญในวันที่โลกแหลกสลาย

ลีโอ ตอลสตอย :  ‘War and Peace’ เมื่อสันติภาพคือความกล้าหาญในวันที่โลกแหลกสลาย

เรื่องราวของ ‘ลีโอ ตอลสตอย’ (Leo Tolstoy) กับเบื้องหลังขบถวรรณกรรม ‘สงครามและสันติภาพ’ (War and Peace) เมื่อสันติภาพคือความกล้าหาญในวันที่โลกแหลกสลาย

KEY

POINTS

นี่คงเป็นวันที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจนับ หลังจาก ‘ยุทธการมหาพิโรธ’ (Operation Epic Fury) ที่นำโดยสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ และอิสราเอล เพื่อเปิดฉากถล่มอิหร่าน จากนั้นโลกก็ถลำลึกสู่สงครามและการประท้วงต้านรัฐครั้งประวัติศาสตร์–ผู้ชุมนุมนับล้านบนท้องถนนที่โกรธเกรี้ยวต่อการใช้อำนาจของรัฐราวกับเป็นพระราชาที่เสวยราชย์ในระบอบจักรพรรดิ–รวมถึงผลพวงของวิกฤติพลังงานที่คนธรรมดาต้องรับมือ 

วิกฤติการณ์นี้จึงไม่สามารถมองง่าย ๆ แบบในอดีตที่หากเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และภูมิภาคอื่นแล้ววิธีคิดแบบ ‘เทพ VS ปีศาจ’ ได้อีกต่อไป เพราะมหาชนในสหรัฐและที่ต่าง ๆ เองก็พากันออกมาไม่ยอมรับสงครามนี้

แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้ ผู้นำโลกยังคงต่างเดินหมากต่อไปราวกับเป็นผู้กุมชะตากรรมของทุกคนไว้ในมือ คำถามคือ ผู้นำเหล่านี้กุมทิศทางประวัติศาสตร์ได้จริง หรือเป็นเพียง ‘เบี้ย’ ที่ถูกพัดพาไปตามกระแสธารแห่งความขัดแย้ง ความจองหอง แม้กระทั่งความละอายโดยไม่รู้ตัว? 

ห้วงเวลาและสถานการณ์เหล่านี้ชวนให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เราอาจค่อย ๆ นั่งอ่านในเวลาแห่งความสุดโต่งและโกลาหล คือ ‘สงครามและสันติภาพ’ (War and Peace) ของ ‘ลีโอ ตอลสตอย’ (Leo Tolstoy) งานวรรณกรรมอันเป็นที่คุ้นตาของผู้อ่านชาวไทย และเสนอเรื่องราวที่ชวนให้เราต้องทบทวนความเข้าใจเรื่องอำนาจ สงคราม และชะตากรรมของสามัญชนเสียใหม่

ตอลสตอยกับการเขียน
‘สงครามและสันติภาพ’

การอ่านหนังสือที่หนาและหนักขนาดที่ ‘เฮนรี เจมส์’ (Henry James) นิยามว่าเป็น “ปิศาจตัวใหญ่โคร่ง” (large, loose, baggy monster) สะท้อนให้เห็นว่า War and Peace ถือเป็นงานวรรณกรรมที่มีความท้าทายไม่น้อย ทว่าการเข้าไปอยู่ในโลกที่ตอลสตอยสร้าง อาจง่ายขึ้นและน่าสนุกไม่น้อยหากเรารู้จักเรื่องราวของนักเขียนผู้จรดปากกาขีดเขียนเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา รวมไปถึงแรงบันดาลใจและวิธีการที่เขาคนนั้นสร้างสรรค์งานวรรณกรรมอมติที่ยังทรงพลังมาจนถึงทุกวันนี้

 

ลีโอ ตอลสตอย :  ‘War and Peace’ เมื่อสันติภาพคือความกล้าหาญในวันที่โลกแหลกสลาย

ลีโอ ตอลสตอย ในปี ค.ศ. 1868
ซึ่งอยู่ในขณะเขียนสงครามและสันติภาพ

 

เป็นที่รู้กันว่าตอลสตอยเกิดในสกุลขุนนางเก่าแก่ในปี 1828 แต่ปรารถนาจะตายอย่างธรรมดาและยากไร้ในยามชรา เขาอยู่ในช่วงเวลาทองของวรรณกรรมรัสเซีย, การปลดปล่อยทาสกสิกรหรือ Serfs (Emancipation Reform of 1861), ปัญหาความยากจนของชาวนา, ความเสื่อมสถานภาพลงของชนชั้นสูงที่มาพร้อมสำนึกทางชนชั้นที่กำลังก่อตัว, การโต้เถียงในหมู่ปัญญาชน เปลี่ยนเป็นขบวนการภาคประชาชนที่แหลมคมมากขึ้น 

รวมถึงสงครามไครเมียที่ตอลสตอยเคยร่วมในวัยหนุ่ม ทำให้เขารู้จักวิถีในสนามรบพอสมควร; สิ่งเหล่านี้คือใบหน้าของรัสเซียในศตวรรษที่ 19

ช่วงปี 1863 ถึง 1868 ลีโอ ตอลสตอยมีอายุราว 36-42 ปี เขาตั้งใจจะเขียนนิยายบันทึกเรื่องราวภายในครอบครัวตามรอยนักเขียนชาวอังกฤษอย่าง ‘แอนโทนี โทรลลอป’ (Anthony Trollope) โดยวางฉากหลังของเรื่องไว้ในปี 1856 เพื่อบอกเล่าชีวิตของนักปฏิวัติชนชั้นสูงที่เพิ่งพ้นโทษเนรเทศกลับจากไซบีเรียในชื่อพิลึก ๆ ว่า All's Well That Ends Well (จบดี อะไรก็ดีไปหมด)

น่าเสียดายที่เขาคิดเยอะ อะไรจึงต่าง ๆ ที่ตามมาจึงเยอะตามไปหมด 

เมื่อตอลสตอยพยายามสร้างโลกในบรรยากาศของสังคมรัสเซียยุคหลังสงครามไครเมีย ก็พบว่าจำต้องสืบสาวภูมิหลังย้อนกลับไปถึงเหตุกบฏเดคเซมบริสต์ (Decembrists) ในปี 1825 และเพื่อจะเข้าใจพลวัตของปี 1825 ได้ จำจะต้องเข้าใจเหตุการณ์ที่นโปเลียนบุกและยึดครองมอสโกในปี 1812 อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ในท้ายที่สุด ปฐมบทที่แท้จริงจึงถูกลากยาวไปถึงปี 1805 และกลายเป็นนิยายขนาดหนากว่า 2,000 หน้า พร้อมตัวละครกว่า 500 ตัว ด้วยความมุ่งมาดที่จะสร้างภาพสังคมรัสเซียที่สมจริง ประณีตละเอียดละออ

เรื่องเปิดฉากขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 1805 ณ งานเลี้ยงสังสรรค์สุดหรูของชนชั้นสูงในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในงานเต็มไปด้วยการซุบซิบนินทาและวิจารณ์การเมือง ตอลสตอยให้เราได้ทำความรู้จักกับ ‘ปิแอร์ เบซูคอฟ’ (Pierre Bezukhov) บุตรนอกสมรสนิสัยน่ารักผู้กำลังค้นหาความหมายของชีวิต และ ‘อันเดรย์ โบลคอนสกี’ (Andrei Bolkonsky) เจ้าชายผู้เบื่อหน่ายสังคมชั้นสูงและตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพ ท่ามกลางความตื่นตระหนกจากข่าวลือเรื่องกองทัพของนโปเลียนที่กำลังยาตรามา 

นวนิยายดำเนินเรื่องสลับไปมาระหว่างฉาก ‘สงคราม’ (War) ในสมรภูมิอันโหดร้าย และการใช้ชีวิตในสังคมขุนนางหรือ ‘สันติภาพ’ (Peace) ผ่านมุมมองของห้าครอบครัว โดยมี ‘นาตาชา โรสตอฟ’ (Natasha Rostova) หญิงสาวผู้ที่เป็นหัวใจของเรื่อง ต่อมาเธอพบเหตุการณ์อันทำให้รักกับอันเดรย์ แต่โชคชะตาทำให้ต้องพลัดพราก เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกทะลวงถึงมอสโกในปี 1812 ชีวิตของทุกคนก็พลิกผัน อันเดรย์บาดเจ็บสาหัส ส่วนปิแอร์ตกเป็นเชลยและได้ค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิตผ่านความยากลำบากในสังคมชาวนา และในภาคผนวกสุดท้ายของหนังสือ เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเข้าใจแนวคิดเรื่องประวัติศาสตร์ของตอลสตอยคือข้อเขียนเกี่ยวกับ ‘ปรัชญาประวัติศาสตร์ในสงครามและสันติภาพ’ (Philosophy of History in War and Peace) 

การขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งของเนื้อหา นำมาซึ่งการฉีกขนบวรรณกรรมอย่างถอนรากถอนโคน ตอลสตอยปฏิเสธอย่างชัดเจนที่จะเรียกผลงานชิ้นนี้ว่า ‘นวนิยาย’ ตามขนบและมาตรฐานวรรณกรรมยุโรป โดยมองว่าวรรณกรรมรัสเซียมักมีธรรมชาติของการเป็น ‘แกะดำ’ ที่ไร้รูปแบบตายตัว เช่นเดียวกับงานเขียนที่ผสมผสานแนวทางอย่าง Dead Souls ของ ‘นิโคไล โกกอล’ (Nikolai Gogol) หรือ The House of the Dead ของ ‘ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี’ (Fyodor Dostoevsky)

ความขบถนี้แสดงออกผ่านการทุบทำลายกำแพงกั้นระหว่าง ‘เรื่องแต่ง’ และ ‘ข้อเท็จจริง’ เขาแทรกบทความเชิงวิพากษ์ การบรรยายปรัชญาว่าด้วยเจตจำนงเสรี ลัทธินิยัตินิยม ตลอดจนการวิเคราะห์อำนาจทางประวัติศาสตร์ ลงไปในโครงเรื่องสมมติอย่างจงใจ

 

ลีโอ ตอลสตอย :  ‘War and Peace’ เมื่อสันติภาพคือความกล้าหาญในวันที่โลกแหลกสลาย

ยุทธการโบโรดิโน

 

ตัวอย่างคือการบรรยายฉากยุทธการโบโรดิโนอันวิจิตรตระการตา — การสู้รบที่นองเลือดที่สุดในสงครามนโปเลียนทำให้กองทัพนโปเลียนได้รับชัยชนะและยึดมอสโกได้ แต่ความสูญเสียอย่างมหาศาล ทำให้รัสเซียไม่ยอมแพ้และนำไปสู่การถอยทัพของฝรั่งเศสในที่สุด — ที่ถูกประกบติดด้วยบทวิจารณ์ทางทหารอย่างรุนแรงของผู้เขียน ที่ทำให้แม้แต่ ‘กุสตาฟ โฟลแบรต์’ (Gustave Flaubert) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นว่าตอลสตอย “พูดซ้ำซากและเอาแต่เทศนา” ซึ่งถือว่าไม่ถูกใจวงนักเขียนและผู้อ่านมากในเวลานั้น 

 

แต่ตอลสตอยเขียนแบบนี้เพื่ออะไร ? 

 

เมื่อเขาพยายามหาที่มาของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เขาพบว่างานเขียนของนักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนไม่น่าพึงพอใจเพียงพอ ไม่ว่าจะความคิดว่าประวัติศาสตร์ ‘มีจุดหมายปลายที่ได้กำหนดให้ประเทศชาติแล้ว ภายใต้พระเป็นเจ้า’ ทั้งก็ไม่พอใจที่นักประวัติศาสตร์ยกย่องวีรบุรุษ อย่างกษัตริย์หรือจักรพรรดิผู้พิชิตและครองชัยเหนือสมรภูมิต่าง ๆ คำถามหนึ่งที่หนังสือนี้โยนมาคือ

รัฐชาติและประวัติศาสตร์จะเฟื่องฟูหรือเสื่อมถอยอยู่ที่น้ำมือของวีรบุรุษอย่างนโปเลียนกระนั้นหรือ ? และถ้าทุกวันนี้อยู่แค่ที่ผู้นำมหาอำนาจใช่หรือไม่

 

วีรบุรุษคือผู้สร้าง
ประวัติศาสตร์หรือ?

 

หากเป็น ตอลสตอย เขาจะตอบว่า ‘ไม่ใช่

 

ในนิยายเองก็ทำให้เห็นว่าผู้นำที่หลงระเริงในอำนาจสั่งการ แท้จริงแล้วเป็นเพียง ‘ทาสของประวัติศาสตร์’ เขาเปรียบผู้นำรัฐเหมือนเด็กน้อยที่นั่งจับสายหนังในรถม้า แล้วหลงคิดไปเองว่าตนกำลังบังคับทิศทาง ทั้งที่ม้าต่างหากที่วิ่งไปตามเส้นทางของมัน ตอลสตอยเชื่อว่า ยิ่งเราพยายามหาเส้นตรงมาอธิบายจุดเริ่มต้นของสงคราม เราจะยิ่งพบว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนถูกถักทอขึ้นจากความบังเอิญและปัจจัยแวดล้อมนับไม่ถ้วนที่มนุษย์ไม่อาจควบคุมทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การตัดสินใจของผู้นำสูงสุดจึงไม่ใช่จุดชี้ขาดของสงคราม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทรัมป์เองก็ไม่อาจ ‘ปิดเกมส์’ ง่าย ๆ อย่างที่ปรารถนา ความขัดแย้งนี้คือผลรวมของรอยร้าวที่ฝังลึกและซับซ้อนหากเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์อาหรับในระยาวไกล ผู้นำจึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ลอยไปตามกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ 

ทรัมป์และพรรคพวก คือตัวอย่างรูปธรรมของผู้นำที่เชื่อว่าตนสามารถกุมชะตาโลก ดังที่เขาป่าวประกาศเสมอว่าจะ “Make America Greats Again” โดยธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ใน The 101 World ผ่านบทความ ‘ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้สร้าง: ทรัมป์กับอิหร่านที่ไร้อิสลามการเมือง’ ว่า ทรัมป์บริหารความขัดแย้งระดับโลกด้วยสัญชาตญาณของนายทุนด้วยตรรกกะเดียวคือเรื่องกำไร-ขาดทุน ทำให้เขาหลงคิดว่าการขู่กรรโชกและใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาดคือการหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ด้วยมือตนเอง แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์ ทรัมป์ถูกประวัติศาสตร์ใช้เป็นเครื่องมือต่างหาก

ผู้ศึกษาวรรณกรรมเล่มนี้โดยละเอียด คือ ‘ไอเซยา เบอร์ลิน’ (Isaiah Berlin) นักทฤษฎีการเมืองชาวอังกฤษผู้หลงในตอลสตอยอธิบายไว้ในความเรียงชิ้นเอกเรื่อง ‘เม่นกับจิ้งจอก’ (The Hedgehog and the Fox) โดยเริ่มจากแบ่งมนุษย์ออกเป็นสองกลุ่มตามภาษิตกรีกที่ว่า 

 

จิ้งจอกรอบรู้หลายสิ่ง
เม่นรู้เพียงหนึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่
” 

 

กลุ่มแรกคือ ‘เม่น’ ผู้มองโลกผ่านวิสัยทัศน์ศูนย์กลางเดียว (Single Central Vision) พวกเขาต้องการคำตอบสุดท้ายที่อธิบายทุกปรากฏการณ์ ส่วนกลุ่มที่สองคือ ‘สุนัขจิ้งจอก’ ผู้เข้าใจว่าโลกเต็มไปด้วยความหลากหลายและความขัดแย้งโดยธรรมชาติ

เบอร์ลินชี้ให้เห็นว่าในปัญญาของตอลสตอยมีโศกนาฏกรรม เพราะมองว่าตอลสตอยมีธรรมชาติเป็นสุนัขจิ้งจอกที่มองเห็นความซับซ้อนของมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกับที่เขาบรรยายมนุษย์ในนิยาย แต่จิตใจกลับโหยหาการเป็นเม่น เขาต้องการหลักการทางศีลธรรมตายตัวมาอธิบายความวุ่นวายของโลก ความย้อนแย้งนี้สะท้อนข้อจำกัดของมนุษย์ที่พยายามควบคุมสิ่งที่ใหญ่เกินสติปัญญาของตน

หากนโปเลียนพ่ายแพ้ในรัสเซียเพราะปัจจัยเล็กน้อยนับล้านที่เกินควบคุม และความไม่สันทัดกรณีเพราะคิดว่าตนจะเอาชนะดินแดนที่มีภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ซับซ้อนตะวันออกกลางก็คือภาพสะท้อนเดียวกัน เพราะดินแดนแห่งนี้มีพลวัตแบบ ‘สุนัขจิ้งจอก’ เช่นเดียวกับที่ซับซ้อนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอำนาจ แต่โศกนาฏกรรมกลับเกิดขึ้นเพราะรัฐต่างๆ พยายามทำตัวเป็น ‘เม่น’ 

ดังนั้นความพยายามของผู้นำที่คิดจะจัดระเบียบโลกด้วยกำลังทหาร จึงเป็นเพียงความทะนงตนอันเหลวเปล่า และผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ใช่สันติภาพ แต่คือการทำให้ความขัดแย้งรอบใหม่ยืดเยื้อขึ้นเรื่อย ๆ 

 

เจตจำนงนับล้าน กับ
ขบวนการ ‘No-king’ 

หากตัวการที่ทำให้ประวัติศาสตร์เคลื่อนไหวหาใช่วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ตอลสตอยมองว่าอะไรเป็นตัวการ ? ตอลสตอยลองตอบคำถามนี้ด้วยการใช้อุปมาว่า 

เมื่อมีคนถามว่าอะไรทำให้รถไฟเคลื่อนที่ ชาวนาผู้ไม่รู้ประสาอาจตอบว่าเป็นเพราะปีศาจดลบันดาล นักวิชาการบางคนอาจตอบว่าเพราะล้อที่หมุน หรือบางคนอาจชี้ไปที่ควันไฟลอยคลุ้ง

ตอลสตอยชี้ว่า นักประวัติศาสตร์แบบที่ไม่น่าพอใจจะพยายามอธิบายการเคลื่อนทัพของคนนับล้านหรือการเข่นฆ่ากันในสมรภูมิ ผ่านเจตจำนงของมหาบุรุษเพียงคนเดียว ก็ตื้นเขินไม่ต่างจากชาวนาที่โทษปีศาจว่าขับเคลื่อนรถไฟซึ่งเป็นทัศนะโบราณว่าประวัติศาสตร์ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพระเจ้า 

เมื่อคำอธิบายเหล่านั้นล้วนเป็นกองกำลังที่ไม่สมน้ำสมเนื้อกับขนาดของปรากฏการณ์จริง สิ่งที่อธิบายการเคลื่อนไหวของมนุษยชาติได้ ย่อมต้องเป็นกองกำลังที่มีขนาดเท่าเทียมกับการเคลื่อนไหวนั้น ซึ่งก็คือเจตจำนงนับล้านของสามัญชนทั้งหมดนั่นเอง 

ข้อวิจารณ์ของตอลสตอยดันคล้องจองกับการเคลื่อนไหวของคนนับล้าน ที่ใช้คำว่า ‘NO KINGS’ ที่ทั้งวิพากษ์มหาบุรุษ และเคลื่อนตัวอย่างมหาศาล

วันที่ 28 มีนาคม 2026 ได้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศภายใต้ชื่อแคมเปญ ‘No Kings’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 การที่ผู้คนกว่า 8 ล้านคนพร้อมใจกันเดินขบวนในจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบของปัจเจกชน แต่ปรากฏการณ์นี้คือกระบวนการประกอบร่างของเจตจำนงย่อยที่เคยกะจัดกระจาย เช่นหยาดน้ำตาของครอบครัวที่สูญเสียคนรักให้กับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ความเหนื่อยล้าของชนชั้นกลางที่แบกรับวิกฤตเศรษฐกิจ และความเคืองแค้นของพลเมืองที่ปฏิเสธการเทภาษีลงสู่สมรภูมิในตะวันออกกลาง

แต่ทางฝั่งทำเนียบขาวและผู้สนับสนุนรัฐบาลได้ออกมาดูแคลนการประท้วงครั้งนี้ โดยโฆษกทำเนียบขาวได้กล่าวพาดพิงถึงการชุมนุมว่าเป็นเพียง ‘การบำบัดอาการคลั่งไคล้ทรัมป์’ (Trump Derangement Syndrome) ของกลุ่มผู้ต่อต้าน

แต่สมการแห่งประวัติศาสตร์กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อกระแสธารแห่งเจตจำนงมวลชนเชี่ยวกรากถึงขีดสุด และปัจเจกบุคคลนับล้านพร้อมใจกันเพิกถอนความยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง บัลลังก์ที่เจตจำนงของมวลชนเคยยกให้ย่อมพังลงได้ ดังที่นโปเลียนเคยชนะยุทธการณ์อันนำมาสู่ความพ่ายแพ้ราบคาบในที่สุด

 

สันติภาพไม่ได้เกิด
จากคำสั่งของผู้ยิ่งใหญ่

ท้ายที่สุด ตอลสตอย อาจบอกเราว่า สันติภาพมิใช่สภาวะที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ทว่าคือความกล้าหาญทางจริยธรรมที่มนุษย์ต้องลงมือสร้างสรรค์ ในนวนิยายสงครามและสันติภาพนั้น ผู้ที่ยืนหยัดอย่างแท้จริงไม่ใช่ผู้นำที่แข็งแกร่ง แต่คือสามัญชนที่ไม่ยอมจะละทิ้งความเป็นมนุษย์แม้ในยามที่โลกแหลกสลาย ความกล้าหาญอันเล็ก ๆ นี้กำลังฉายภาพซ้ำในหลายพื้นที่ของโลกและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยเฉพาะในชีวิตของคนธรรมดา พวกเขาคือผู้ขับเคลื่อนตัวจริง แต่กลับต้องแบกรับราคาของสงครามที่ตนไม่ได้ก่อ 

การกระทำที่ทรงพลังที่สุดคือการยืนกรานถึงความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน พร้อมทั้งผลักดันสังคมไปสู่สันติภาพที่คืนศักดิ์ศรีให้แก่คนธรรมดา วิกฤตการณ์นี้ย้ำเตือนเราอีกครั้งว่าในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ โลกใบนี้ไม่ต้องการพระจักรพรรดิผู้กระหายสงครามที่มองเห็นเฉพาะตนเอง

เช่นเดียวกัน หากอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของอิหร่าน ก็ขอให้มาจากเจตจำนงแห่งมหาชนอิหร่านเอง

 

ภาพ : Getty Images

อ้างอิง 
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2569). ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้สร้าง: ทรัมป์กับอิหร่านที่ไร้อิสลามการเมือง. The 101 World. สืบค้นจาก https://www.the101.world/trump-and-the-iran-war/

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2556). กบฏวรรณกรรม: บทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ และการเมืองในวรรณกรรม. สมมติ.

ตอลสตอย, ล. (2526). สงครามและสันติภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 2; หลวงยอดอาวุธ, แปล). ไม้งาม. (ต้นฉบับพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1869).

ตอลสตอย, ล. (2568). ปรัชญาประวัติศาสตร์ในสงครามกับสันติภาพ. (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, แปล). มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 

Berlin, Isaiah. (1953). The Hedgehog and the Fox: An Essay on Tolstoy’s View of History. London: Weidenfeld & Nicolson.

Berlin, Isaiah. (2013). "The Pursuit of the Ideal." In Henry Hardy (Ed.), The Crooked Timber of Humanity: Chapters in the History of Ideas (2nd ed., pp. 1-16). Princeton: Princeton University Press. Retrieved from https://assets.press.princeton.edu/chapters/s9983.pdf

Tolstoy, L. (1869). War and Peace (L. Maude & A. Maude, Trans.). Marxists Internet Archive. https://www.marxists.org/archive/tolstoy/1869/war-and-peace/epilogue-2-chapter-9.html (Original work published 1869)