06 ม.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
คำว่า ‘ตำรวจแห่งยุโรป’ (ฌ็องดาร์มแห่งยุโรป (Gendarme of Europe - жандарм Европы) ถูกใช้ในยุคสมัยการปกครองของ ‘พระเจ้านิโคลัสที่ 1’ (Tsar Nicholas I, ครองราชย์ 1825-1855) ผู้ปวารณาตัวเป็นปราการด่านสุดท้ายในการทำลายล้างการปฏิวัติทั่วยุโรป
จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มมาจากการปราบปรามกลุ่มกบฏเดคาบริสต์ (Decembrist revolt 1825) ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ทำให้พระองค์กลายเป็นกษัตริย์ที่เกลียดชังการปฏิวัติอย่างเข้าไส้ ต่อมาในปี 1830 เมื่อกระแสการลุกฮือแพร่กระจายไปยังโปแลนด์ กองทัพรัสเซียได้เข้าจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อธำรงไว้ซึ่งระเบียบของจักรวรรดิ
อย่างไรก็ตาม บทบาทตำรวจของพระองค์ปรากฏชัดที่สุดในช่วงการปฏิวัติปี 1848 (February Revolution) เมื่อพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงเริ่มพัดกระหน่ำจากฝรั่งเศส นำไปสู่การโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ที่ 1 (Louis Philippe I) และลุกลามไปยังอิตาลีและออสเตรีย จนระบอบกษัตริย์ทั่วทั้งยุโรปต่างสั่นคลอน
เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังความโกลาหลในฝรั่งเศส จักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ (Franz Joseph) แห่งจักรวรรดิออสเตรีย (Austrian Empire) ซึ่งในขณะนั้นกำลังเผชิญกับวิกฤตการแยกตัวของฮังการีจนเกือบสิ้นชาติ ก็ได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หลังจากทั้งสองพบกันที่กรุงวอร์ซอเมื่อครั้งอดีต
และนิโคลัสที่ 1 เองก็เห็นแล้วว่าหากฮังการีเป็นเอกราชได้สำเร็จ พฤติการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นโรคระบาดทางความคิดลุกลามเข้าสู่รัสเซีย พระองค์จึงตัดสินใจส่งกำลังทหารจำนวนกว่า 170,000 นาย (นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าอาจสูงถึง 200,000 นาย) เข้าสู่ใจกลางยุโรป ในปี 1849 โดยฮังการีเป็นรัฐในยุโรปตะวันออกเพียงแห่งเดียว (ไม่นับโปแลนด์) ที่กองทัพรัสเซียได้เข้าไปจัดระเบียบถึงสองครั้ง
“เมื่อวันที่ 21 เมษายน (9 เมษายน ตามปฏิทินเก่า) ปี 1849 รัฐบาลออสเตรียได้ยื่นคำร้องไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหาร หลังจากนั้นในวันที่ 8 พฤษภาคม (26 เมษายน) นิโคลัสที่ 1 เองก็ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ว่าด้วยการเคลื่อนกำลังกองทัพรัสเซียเพื่อช่วยเหลือจักรพรรดิแห่งออสเตรียในการดับไฟแห่งกบฏในฮังการีและทรานซิลเวเนีย ในวันที่ 16 พฤษภาคม
“กองกำลังทหารรัสเซียจำนวน 120,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางทหารของจักรวรรดิรัสเซียในขณะนั้น คือจอมพลอีวาน ปาสเควิช (Ivan Paskevich) เขาเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเคานต์แห่งเอรีวาน จากชัยชนะเหนือเปอร์เซียและตุรกี และจากการปราบปรามกบฏของโปแลนด์ในปี 1831 ก็ได้รับพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายผู้ทรงเกียรติแห่งวอร์ซอ”
อเล็กซานเดอร์ สตึยคาลิน นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันสลาวิสติกของสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซีย สมาชิกคณะกรรมาธิการนักประวัติศาสตร์รัสเซีย–ฮังการี ให้ความเห็น
“ผู้นำทัพพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะขนาดใหญ่และการนองเลือด กองกำลังส่วนใหญ่ของเขาทำหน้าที่เพียงคุ้มกันแนวหลังและเส้นทางคมนาคมให้ออสเตรีย พร้อมกับกดดันศัตรูด้วยแสนยานุภาพจากการ ‘ปรากฏตัว’ เท่านั้น เชลยศึกที่รัสเซียจับได้มักไม่ถูกทารุณ แต่จะถูกส่งต่อให้แก่ฝ่ายออสเตรีย และเป็นฝ่ายออสเตรียต่างหากที่ทำหน้าที่ประหารด้วยการยิงเป้าและแขวนคอ” อเล็กซานเดอร์ สตึยคาลิน กล่าว
ภายใต้การบัญชาการของจอมพลอีวาน ปาสเควิช วีรบุรุษสงคราม ทำให้กองทัพฮังการีต้องยอมจำนน ณ หมู่บ้านวิลาโกช (Világos) ในวันที่ 13 สิงหาคม 1849 และนั่นทำให้ออสเตรียยังคงรักษาจักรวรรดิไว้ได้ น่าเศร้าที่การสู้รบย่อมมีการสูญเสีย เมื่อฝ่ายฮังการีเสียชีวิตราว 24,000 นาย และออสเตรีย 16,600 นาย ขณะที่กองทัพรัสเซียเสียชีวิตจากการรบเพียง 708 นาย และบาดเจ็บ 2,447 นาย ทว่ากลับมีทหารรัสเซียต้องสังเวยชีวิตให้กับ ‘โรคร้าย’ สูงถึง 10,885 นาย
แล้วอะไรคือโรคที่คร่าชีวิตทหารรัสเซียไปถึง 1 ใน 10 ภายในเวลาเพียง 3 เดือนของฤดูที่อากาศอบอุ่น? - อาร์เตม เครเชตนีคอฟ นักข่าวจากบีบีซียิงคำถาม
“สาเหตุคือการระบาดรุนแรงของอหิวาตกโรค” สตึยคาลินอธิบาย “มีทหารติดเชื้อถึง 85,387 นาย ความสูญเสียทางสุขอนามัย ทั้งผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วย จึงสูงกว่าความสูญเสียจากการสู้รบจริงถึง 28 เท่า”
เขายังทิ้งท้ายถึงมูลเหตุจูงใจของจักรพรรดิไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมเชื่อว่าสำหรับนิโคลัสที่ 1 ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องของการปกป้องชนชาติที่ใช้ภาษาเดียวกัน หรือมีศรัทธาร่วมกัน แต่มันคือเรื่องของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเหล่าราชาธิปไตย และการธำรงไว้ซึ่งระเบียบโลกเก่า เพราะในสายตาของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก การปฏิวัติฮังการีถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนสมคบคิดระดับทวีป ที่มุ่งหมายจะโค่นล้มระเบียบโลกที่มีอยู่ให้พินาศลง”
นับจากการปราบกบฎครั้งนั้นเป็นต้นมา สื่อต่างประเทศก็เริ่มใช้คำว่า ‘ตำรวจแห่งยุโรป’ กับรัสเซียและพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1
อาจเป็นเพราะรูปแบบการปกครองของเขา เต็มไปด้วยอุดมการณ์รักชาติ ไม่ประนีประนอมต่อผู้ฝักใฝ่โลกตะวันตก พระองค์เชื่อว่าจักรวรรดิรัสเซียยิ่งใหญ่เหนือแผ่นดินอื่นใด และมีความศักดิ์สิทธิ์เสียจนไม่อาจให้ใครมาทำให้แปดเปื้อนได้ ถึงขนาดมีคำขวัญว่า
“เพื่อศรัทธา เพื่อซาร์ และเพื่อปิตุภูมิ” (За Веру, Царя и Отечество)
แสดงให้เห็นว่าการปกครองของพระองค์มีไว้เพื่อเพิ่มความรุ่งโรจน์ของชาติ หากมีอุดมการณ์หรือแนวคิดฝั่งเสรีนิยมเลื่อนไหลเข้ามา พระองค์ก็พร้อมจะเป็นคนทำลายให้สิ้นซาก
พระองค์ยังเชื่ออีกว่าเสถียรภาพของกษัตริย์ในยุโรปคือผลประโยชน์ของรัสเซีย การปฏิวัติจึงเป็นสิ่งที่พระองค์ต้องทำลาย ถึงขนาดสั่งห้ามหนุ่มสาวไปศึกษาต่อต่างประเทศ
“จะไปเรียนรู้อะไรที่นั่น... ความไม่สมบูรณ์แบบของเราหลายประการ ยังดีกว่าความสมบูรณ์แบบของพวกเขาเสียอีก”
ราวกับว่าเปลวไฟแห่งความเกลียดชังที่มีต่อตะวันตกไม่เคยมอดดับลง ทั้งหมดนี้คือผลกระทบจากการถูกกลุ่มกบฎโจมตี และพระองค์เองก็ได้เรียนรู้แนวคิดที่จะช่วยปกป้องจากความชั่วร้ายของเสรีนิยมตะวันตก หลังจากการเข้ามาของเคานต์เซอร์เกย์ อูวารอฟ ผู้ชี้แนะแนวทางการนำระเบียบรัฐเก่าทั้งหมดที่ยึดถือมาตั้งแต่สมัยโบราณ มาปรับใช้ในการบริหารบ้านเมือง
อูวารอฟได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในปี 1833 และเขาก็ได้กำหนดทฤษฎีหนึ่งขึ้น ซึ่งในเวลาไม่นานก็ได้ยึดเป็นอุดมการณ์ชาติ โดยเคานต์ผู้นี้ได้นำ ‘หลักการรัฐอันยิ่งใหญ่’ อันเลื่องชื่อมาเป็นรากฐาน ได้แก่
1. ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์
2. สมบูรณาญาสิทธิราชย์
3. ความเป็นประชาชาติ
และทฤษฏีเหล่านี้ก็โดนพระทัยของนิโคลัสที่ 1 เข้าอย่างจัง เพราะนี่คือการโอบรับสิ่งดีงามภายในประเทศเอาไว้จนเต็มอก ปราศจากสิ่งปนเปื้อนจากภายนอกโดยสิ้นเชิง อูวารอฟได้ยกตัวอย่างสนับสนุนทฤษฎีของตนว่าหลังรัสเซียมีชัยเหนือนโปเลียน ก็ยิ่งทำให้เห็นแล้วว่าตะวันตกนั้นอ่อนแอเพียงใด มีแต่รัสเซียเท่านั้นที่จะยืนหยัดเหนือเศษซากแห่งสงคราม
“เมื่อสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์และพลเมืองในยุโรปต่างทลายลงด้วยพิษร้ายของแนวคิดมุ่งทำลายรากเหง้า เราผู้ถูกโอบล้อมด้วยปรากฏการณ์อันโศกเศร้าจึงมิตาจเพิกเฉย แต่ต้องหยั่งรากปิตุภูมิให้ลึกและแกร่งเพื่อความรุ่งโรจน์ของประชาชาติ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องขุดค้นหลักการอันเป็นเอกสิทธิ์ของรัสเซีย รวบรวมเศษเสี้ยวแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนเข้าด้วยกัน เพื่อยึดเหนี่ยวสมอแห่งการคงอยู่ของเราไว้กับจิตวิญญาณแห่งปิตุภูมิอย่างมั่นคง”
แม้ว่าจะพยายามก่อร่างสร้างประเทศจากทฤษฎีอันแข็งกร้าวเพียงใด แต่คลื่นการปฏิวัติก็ซัดเข้ามาอีกระลอก ฝรั่งเศส ออสเตรีย และปรัสเซียก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน นิโคลัสที่ 1 แทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ เมื่อระเบียบที่เพิ่งจะตั้งมั่นได้ไม่นานกลับพังทลายลงอีกครั้ง พระองค์ถึงกับตะคอกใส่มหาดเล็กชาวของจักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา (Alexandra Feodorovna) ซึ่งเป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิดเพื่อระบายอารมณ์ขุ่นมัวของพระองค์
“เกอเธ่! นี่แหละคือปรัชญาอันเลวทรามของพวกเจ้า... หัวกะทิของบ้านเมืองพวกเจ้านั่นแหละที่สร้างปัญหา ชิลเลอร์, เกอเธ่ และคนชั่วช้าเช่นนั้น คือคนที่เตรียมการความอลหม่านในปัจจุบันนี้ไว้!”
เพื่อตอบโต้ความบ้าคลั่งนี้ พระองค์ทรงออกแถลงการณ์ในปี 1848 ย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่ลามจากฝรั่งเศสมาถึงพันธมิตรอย่างออสเตรียและปรัสเซีย พร้อมประกาศกร้าวว่ารัสเซียจะไม่ยอมให้อำนาจมืดนี้ก้าวข้ามพรมแดนมาได้ เพราะนี่คือลัทธินอกรีตที่ต้องถอนรากถอนโคนไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด
“ทุกอย่างเริ่มจากฝรั่งเศส ความโกลาหลและการทรยศได้แพร่กระจายดั่งโรคระบาดไปยังเยอรมนี และยิ่งมันหลั่งไหลไปไกลเพียงใด ความอหังการของพวกมันก็ยิ่งพองตัวขึ้นตามความอ่อนแอของผู้นำทั้งหลาย จนกระทั่งภัยพิบัตินี้ได้เอื้อมมือมาแตะออสเตรียและปรัสเซีย พันธมิตรผู้ใกล้ชิดของเรา
“บัดนี้ ความพยาบาทที่ไร้จุดสิ้นสุดกำลังมุ่งเป้ามายังรัสเซียของเรา แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงฝากไว้ในมือเรา... ทว่าข้าพเจ้าขอประกาศว่า จักไม่มีวันยอมให้สิ่งชั่วร้ายนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด!”
การดำเนินนโยบายตามกรอบความคิดเช่นนี้ ‘แอนนา ทุตเชวา’ ข้าหลวงในราชสำนักของมกุฎราชินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา และเป็นลูกสาวของกวีฟีโอดอร์ ทุตเชฟ ได้เขียนบรรยายถึงการปกครองของซาร์นิโคลัสที่ 1 ไว้ว่า
“ทุกหนแห่งรอบพระวรกาย... ในยุโรปที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของแนวคิดสมัยใหม่ โลกใบใหม่กำลังก่อตัวขึ้น ทว่าในสายพระเนตรของพระองค์ โลกแห่งเสรีภาพปัจเจกนิยมนี้กลับปรากฏเป็นเพียง ‘ลัทธินอกรีต’ อันน่าชิงชังและเต็มไปด้วยอาชญากรรม เป็นสิ่งชั่วร้ายที่พระองค์เชื่อว่าตนเองถูกลิขิตมาให้กวาดล้างและถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก มิต้องพะวงว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม”
สำหรับนิโคลัสผู้กำลังลุ่มหลงในรสชาติแห่งชัยชนะ พระองค์ไม่ได้หยุดยั้งความทะเยอทะยานไว้เพียงเท่านั้น เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเขาจะธำรงความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งยุโรปเอาไว้ในเงื้อมมือตน
“สิ่งที่ข้าพเจ้าทำกับฮังการีนั้น... กำลังรอคอยยุโรปทั้งทวีปอยู่”
แม้สมญานาม ‘ตำรวจโลก’ จะฟังดูทรงอำนาจ ทว่าเมื่อสืบย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 คำว่า ‘ตำรวจ’ ในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกตีความออกเป็น 3 นัยสำคัญ คือ
หนึ่ง - ผู้ปราบปรามการปฏิวัติ คือรัฐที่ใช้กำลังเข้าดับไฟแห่งการลุกฮือในยุโรปภาคพื้นทวีป
สอง - ผู้ชี้ขาดทางการเมือง คือรัฐที่ใช้แสนยานุภาพหรือการข่มขู่เพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างรัฐ
สาม - ผู้พิทักษ์อารยธรรม คือรัฐที่ปกป้องคุณค่าของยุโรปและผลประโยชน์ของมหาอำนาจในดินแดนโพ้นทะเล โดยเฉพาะในเขตจักรวรรดิออตโตมัน
จนถึงช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1860 รัสเซียมักถูกจดจำในความหมายแรกบ่อยครั้งที่สุด ก่อนที่หลังจากนั้น บทบาทของมหาอำนาจจะขยับเข้าสู่ความหมายที่สามเป็นหลัก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือคำว่า ‘ตำรวจ’ ในสายตาของรัสเซียและยุโรปตะวันตกนั้นมีนัยที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะหากพิจารณาจาก ‘กองฌ็องดาร์ม’ (Gendarmerie) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1791 จะพบว่ามันคือกองกำลังตำรวจกึ่งทหารที่เน้นการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก แต่สำหรับรัสเซีย กองฌ็องดาร์มที่ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1827 (หลังเหตุการณ์กบฏเดคาบริสต์) กลับถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่จำเพาะเจาะจงกว่า นั่นคือการตรวจจับและสืบสวน ‘อาชญากรรมต่อรัฐ’
แนวคิดดังกล่าวตกทอดมาจนถึงยุคโซเวียต ซึ่งปรากฏในพจนานุกรมภาษารัสเซียของ เซอร์เกย์ โอเชกอฟ ฉบับปี 1949 ให้นิยามคำว่า ‘ตำรวจยุโรป’ เาอไว้ว่า “กองกำลังพิเศษในประเทศชนชั้นกระฎุมพี มีหน้าที่คุ้มกันทางการเมืองและสืบสวนเพื่อกวาดล้างขบวนการปฏิวัติ (หรือผู้ต่อต้านอุดมการณ์แห่งรัฐ - ผู้เขียน)”
นิยามเชิงอุดมการณ์นี้ถูกผลิตซ้ำเรื่อยมา จนกระทั่งหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1992 นาตาเลีย ชเวโดวา ผู้ร่วมเรียบเรียงพจนานุกรม จึงได้ปรับเปลี่ยนนิยามให้กลับสู่ความเป็นกลางในเชิงหน้าที่ คือเป็น “กองกำลังตำรวจพิเศษที่มีภารกิจหลักในการปกป้อง คุ้มกันทางการเมือง และทำการสืบสวนเชิงลึก”
ทว่า ความทะนงตนในฐานะ ‘ผู้คุมกฎ’ ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยชัยชนะเหนือปวงกบฏ กลับกลายเป็นกับดักที่ย้อนมาทำลายจักรวรรดิรัสเซียเสียเอง ความสำเร็จในฮังการีทำให้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเชื่อว่า กองทัพของตนยังคงไร้เทียมทานเหมือนครั้งที่เคยพิชิตนโปเลียน โดยหารู้ไม่ว่าโลกฝั่งตะวันตกที่พวกเขาชิงชัง กำลังก้าวผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและนวัตกรรมสงครามที่ล้ำหน้าไปไกลเกินกว่าที่กำปั้นเหล็กจะรับมือไหว
และความทะนงตนอันมืดบอดนี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในสงครามไครเมีย (1853-1856) ‘ตำรวจแห่งยุโรป’ เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองสู้อย่างโดดเดี่ยว เมื่อออสเตรี พันธมิตรที่ซาร์นิโคลัสที่ 1 เคยช่วยชีวิตไว้ กลับเลือกที่จะหันหลังให้รัสเซียเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน
ความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนั้น ไม่เพียงแต่พรากชีวิตทหารนับแสนและนำมาซึ่งจุดจบของซาร์นิโคลัสที่ 1 ในปี 1855 แต่ยังเป็นการปิดฉากอุดมการณ์ที่พยายามหยุดเข็มนาฬิกาของโลกไว้ในระเบียบเก่า
รัสเซียที่เคยยืนผงาดเป็นผู้ชี้ขาดชะตากรรมของทวีป ต้องยอมรับความจริงอันขมขื่นว่ายุคสมัยแห่งการเป็น ‘ตำรวจแห่งยุโรป’ ได้มอดดับไปพร้อมกับเศษซากของสงครามไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : Getty Images
อ้างอิง
"Усмирение Венгрии". За что Россию прозвали жандармом Европы.
Gendarmerie philosophy and history.
How Russia Became the "Gendarme of Europe"