The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วเกินกว่าจะทันหายใจ ‘The Present Haus’ กลายเป็นบ้านอีกหลังที่ชวนเราชะลอเวลา ผ่านภาษาของดอกไม้และพื้นที่ปลอดภัยที่โอบรับทุกความรู้สึก เพื่อพาเรากลับมาอยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง

KEY

POINTS

นับย้อนไปหลายปี ผู้เขียนเคยได้อ่านหนังสือเล่มเหมาะมือ ที่หน้าปกมีลวดลายดอกไม้แซมทับตัวอักษรจีนสีสบายตา อย่าง ‘เมื่อถึงเวลา...ดอกไม้จะบานเอง’ ของ ‘อ๋อง - วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ’ รุ่นพี่ในวงการสื่อฯ แล้วก็นึกได้ว่า การเปรียบเปรยสังคม ผู้คน กระทั่งสิ่งละอันพันละน้อยร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียวกับดอกไม้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคยล้าสมัย ไม่ต่างจากดอกไม้ที่บานชูช่อพร้อมเสียงเพลงในจังหวะคลอเคลียกันพอดี เหมือนที่ ‘The Present Haus’

The Present Haus พูดง่าย ๆ คือ ‘พื้นที่ปลอดภัยด้วยพลังงานดีๆ’ ที่ ‘เอม - พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์’ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม ได้พลิกฟื้นอาคารเดิมของพรรคไทยรักไทยแห่งแรกเมื่อราว ๆ สามสิบปีที่แล้ว ให้กลายเป็นบ้านที่อวลกลิ่นของ Mindful Living และ Learning Space เพื่อให้ได้ ‘ตื่นรู้’ หรือมี ‘สติ’ อยู่กับปัจจุบัน (Present is Present) ในยุคที่ทุกอย่างโฉบกันไว ที่นี่จึงกลายเป็น ‘บ้าน’ อีกหลังที่เอมฟูมฟักมากับมือ ที่กระจายทั้งส่วนนิทรรศการ กิจกรรมเวิร์กช็อป คาเฟ่ Co-Working Space หรือพื้นที่ Playground สำหรับครอบครัวรุ่นใหม่

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

คอนเซปต์ที่เห็นชัดมาก คือการได้หันมาทบทวน ‘โลกภายใน’ และใช้เวลา Slow Down กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อย่างน้อย ๆ คือการชวนพิจารณาพุ่ม ‘ดอกไม้’ หลากชนิด พร้อมคำเปรียบเปรยดอกไม้เหล่านั้นเหมือนเช่นมนุษย์ที่เปราะบาง ไม่มีทางเพอร์เฟกต์ แต่ก็ยังคงอยู่รอด อันเป็นที่มาของเครื่องหมายโลโก้ The Present Haus 

เพราะอะไรถึงแฝงนัยด้วยดอกไม้ คำถามได้คลี่ออกก็ต่อเมื่อได้พินิจมอง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ แห่งนี้ แล้วประโยคดาดตาสุดเรียบง่ายอย่าง “Bloom in Your Heart” ก็แว่บขึ้นมา และหากใช้สายตาทอดมองไปยังริมถนนฝั่งตรงข้าม เราจะยังเห็นดงดอกไม้สีบานเย็นสลับสีขาวเรียงแถวยาวต้องแดดและลู่ลมเอกเขนกกันไม่ต่างกัน โลกของดอกไม้และโลกภายในเชื่อมร้อยเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เหมือนกับการบอกป่าวทางอ้อม หวังให้ใคร ๆ ได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง และมีเพียงเราเท่านั้นที่จะเบ่งบานได้เอง โดยไม่ต้องอดทนรอฟ้าหลังฝน 

A place where flowers grow

and the heart feels safe enough to bloom.

ไม่ว่าใครก็อยากมีพื้นที่ปลอดภัยเผื่อไว้เซฟใจตัวเองกันทั้งนั้น ความสบายใจถือเป็นปราการแรก ๆ ของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน บางคนมีพื้นที่ปลอดภัยเป็นคนในครอบครัว หรือคนสนิท แต่สำหรับบางคน พื้นที่ปลอดภัยนั้นอาจหมายถึงสถานที่ที่เป็นความทรงจำและยังคงไว้ซึ่งพลังงานด้านดี ว่าที่ตรงนั้นจะยังอยู่กับเราไม่ไปไหน อย่างเช่น เอม ซึ่งเธอยกให้ The Present Haus เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเธอ เพราะเธอคุ้นเคยกับสถานที่นี้ตั้งแต่ยังเด็ก

“เอมคงมีแรงขับเป้าหมายในชีวิตยากมาก ถ้าไม่มีพลังงานดี ๆ จากพื้นที่ปลอดภัยที่เอมสัมผัสตั้งแต่เด็ก ๆ” หลังพูดประโยคนี้จบ แววตาที่แสดงถึงความคุ้นเคยและเชื่อมั่นกับที่แห่งนี้ก็ประกายวับออก

ก่อนจะมาเป็นบ้าน The Present Haus ย้อนกลับไปเมื่อ 33 ปีที่แล้ว เอมคลุกคลีกับครอบครัวในการทำมูลนิธิไทยคม (ด้วยสโลแกน ตื่นรู้ คิดได้ ทำเป็น) มูลนิธิของครอบครัวชินวัตร มีผู้ก่อตั้งคือ ‘ดร. ทักษิณ ชินวัตร’ แล้วเธอเริ่มต้นฉายภาพให้เห็นว่า พื้นที่ตรงนี้ (The Present Haus) เดิมเป็นออฟฟิศเก่าของคุณพ่อคุณแม่สมัยที่เธอยังเด็ก เมื่อไรที่เธอยืนมองไปรอบ ๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงพลังงานดี ๆ เลยรู้สึกว่าที่นี่น่าจะเหมาะสำหรับใครที่อยากได้รับพลังงานที่ทั้งท้าทาย ต่อสู้ หรือการให้กำลังใจ เธอสัมผัสได้ว่ามีพลังงานเหล่านี้ซ่อนอยู่

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

ต่อมา เอมจัดแจงแบกโปรเจกต์พร้อมไอเดียไปเสนอคุณพ่อคุณแม่ เพื่อ ‘ขอ’ พื้นที่ที่เธอรู้สึกถึงพลังงานด้านบวก ตอนแรกลุ้นจนใจสั่น แต่สุดท้ายคุณพ่อก็สนับสนุนให้เธอทำตามแพสชั่นที่มีเต็มที่ แล้วพื้นที่ปลอดภัยอย่าง The Present Huas จึงค่อยก่อร่างเมื่อราวต้นปี 2568 ด้วยการรีโนเวทพื้นที่ภายในที่ตั้งใจอยากให้รู้สึกถึงความเป็น ‘เซน’ และมีเป้าหมายอีกสองปีให้พื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ขับเคลื่อนเป็น Role Model ไปสู่องค์กรสำคัญหรือชุมชนด้วย 

สำหรับพื้นที่ปลอดภัยที่เอมตั้งใจให้เกิดขึ้น คือการสร้าง Mindfulness in Everyday Life ในชีวิตประจำวันให้เป็นเรื่องปกติ พูดรวม ๆ คือการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันในทุก ๆ วัน เช่น การสังเกตและฟังเสียงข้างในตัวเอง การกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ การสังเกตอารมณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น และการมี Empathy ที่เปิดใจเคารพในความแตกต่างกันได้จริง ๆ 

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

สาเหตุที่เอมสนใจเรื่องการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน เพราะเธอมักคุ้นทางด้านการปฏิบัติธรรมเป็นทุนเดิม แต่กังวลว่าคนรุ่นใหม่อาจจะรู้สึกว่าเข้าถึงยาก เลยอยากให้บ้านหลังนี้ย่อยง่ายในเรื่องของการตื่นรู้ (The Mindful) ให้เข้ากับคนรุ่นใหม่มากขึ้น หรือพ่อแม่ยุคใหม่ที่อยากดูแลจิตใจและเซฟพลังงานตัวเองเพื่อไปดูแลครอบครัวและลูกอย่างที่ควรจะเป็น ผ่านกิจกรรมที่จะคอนเน็กต์กับคนรุ่นใหม่และคนเมืองให้มากที่สุด

สำคัญคือ การตื่นรู้หรือการอยู่กับปัจจุบันขณะ คือที่มาของสัญลักษณ์ ‘โลโก้’ The Present Haus ประกอบด้วยตัวอักษร P ข้าง ๆ กันมีจุดฟูลสต๊อปและดอกไม้จิ๋ววางในตำแหน่งบนและล่าง เหล่านี้สื่อความหมายถึงการได้หยุดพักในชั่วขณะเพื่อแวะชมสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างดอกไม้ริมทาง

เอม ขยายภาพให้เห็นด้วยแววตาประกายครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การตื่นรู้ คือการที่ต้องเข้าใจ ‘ข้างใน’ ตัวเอง คำว่า ‘ข้างใน’ คือ ‘อารมณ์’ ตัวเอง หรือการเห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับคุณค่านั้น ส่วนคำว่า ‘ของขวัญ’ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตื่นรู้ เพราะเชื่อว่าการได้อยู่กับปัจจุบัน คือของขวัญกับชีวิต ฉะนั้น พื้นที่ตรงนี้ ถ้าใครเข้ามาแล้วสัมผัสได้ถึงความ ‘สบายใจ’ รู้สึกปลอดภัยโดยไม่ถูกตัดสิน หรือใครสักคนที่อยู่ในช่วงที่ ‘ไม่โอเค’ ได้ Upside Down ขึ้นมาสักนิด ก็ถือว่ามันคือที่สุดสำหรับเธอแล้ว

The new generation is like a field of wildflowers

resilient, diverse, and quietly changing the landscape.

อย่างไรก็ตาม เมื่อความตั้งใจแรกของเอมที่อยากให้ The Present Haus เป็นพื้นที่ของ The Mindfulness หรือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน เอมจึงเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้ผ่านการอยู่ร่วมที่เน้นการตื่นรู้ด้วย ‘สติ’ สู่เยาวชนและคนรุ่นใหม่หรือ Strong-minded citizen community connection ซึ่งเป็นทาร์เก็ตหลักของ The Present Haus และเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ต่อยอดจากมูลนิธิไทยคม เพราะเห็นความสำคัญในศักยภาพของเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่จะคล้อยตามชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนในทุกวันได้

ซึ่งการที่เธอเชื่อในศักยภาพของ ‘เด็ก’ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณพ่อและคุณแม่เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในการทำงานให้แก่มูลนิธิไทยคมตั้งแต่ยังเด็ก ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามูลนิธิไทยคมนั้นให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเป็นที่ตั้ง ทั้งการสนับสนุนด้านการศึกษาที่เข้าถึงยาก (เมื่อหลายสิบปีก่อนการศึกษาไทยยังด้อยเรื่องเทคโนโลยี มูลนิธิไทยคมจึงสร้าง ‘ครูตู้’ หรือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมไปยังชนบทที่ขาดแคลนครูผู้สอน) หรือทางด้านกีฬา ฯลฯ โดยเฉพาะการใฝ่ฝันอยากให้เด็กไทยเทียบเท่าระดับสากลให้ได้ เป็นต้น

กว่า 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ กลายเป็นว่าเราสวิตช์ตัวเองมาอยู่ในยุคดิจิทัลอย่างทันควันที่แทบทุกอย่างต้องรวดเร็ว เด่น ๆ คือมี AI ที่คอยกรองเรื่องยากให้ง่ายขึ้นทันตาในเวลาแค่ไม่กี่วินาที เอมจึงมองว่า การเข้าถึงโลกภายนอกง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่การรู้เท่าทันโลกภายในของตัวเราคิดว่าเป็นชาเลนจ์ที่ต้องทำ ยิ่งในฐานะของคนเป็นแม่แล้วด้วย คิดว่าเป็น ‘โอกาส’ ที่จะต้องเข้าไปคลุกคลีกับสิ่งเหล่านั้น

โดยเฉพาะในเรื่องของตัวเด็กกับปัญหาต่อชีวิต ทำให้เขาอาจขอยอมแพ้กลางคัน และสิ่งที่น่ากลัวคือ หากพวกเขาเกิดการตั้งคำถามกับตัวเอง และพาลทำให้อารมณ์หรือทำให้โลกภายในของเขาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ที่พึ่งที่ง่ายและรวดเร็วอย่าง AI อาจเป็นคำตอบเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากวังวนแย่ ๆ ที่เขาเผชิญ (ก็ได้)

ด้วยความที่เอมเป็นแม่คนและมองเห็นถึงความปลอดภัยของโลกภายในจิตใจที่ควรให้ความสำคัญ การตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันแค่อย่างเดียวไม่น่าจะพอ เธอจึงตั้งเพนพอยต์สำคัญสามอย่างไว้ยืนพื้นไปที่ ‘อยู่รอด’ ‘อยู่ร่วม’ และ ‘อยู่อย่างมีความหมาย’ ซึ่งทั้งสามอย่างต้องสอดคล้องกันเพื่อที่จะมองเข้าไปเห็น ‘ข้างใน’ ของคนคนนั้นทั้งหมดเอง 

เริ่มจากอย่างแรก คือ อยู่รอด การจะอยู่รอดได้ต้องเริ่มจากร่างกายเพื่อที่จะให้จิตใจเกิดความสมดุล สอง คือ อยู่ร่วม อยู่ร่วมในที่นี้คือการเห็นอกเห็นใจที่จะกระทำบางอย่างให้ไปถึงเป้าหมาย หรือการอยู่ร่วมกันเพื่อ ‘นึกถึง’ จิตใจของอีกฝ่าย สิ่งเหล่านี้จะสัมผัสและสะท้อนถึงกันได้เองโดยที่ไม่ต้องรู้จักกันก็ได้ สุดท้าย คือ อยู่อย่างมีความหมาย การจัดการชีวิตโดยใช้กลยุทธ์ที่มีให้เกิดคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ อาจทำให้มีความหมายไม่มากก็น้อย

แต่ไม่ว่าอย่างไร เพนพอยต์ทั้งสามอย่างคือการเชื่อมโยงกลับไปยังการตื่นรู้และมีสติเพื่อให้เท่าทัน ‘โลกภายใน’ โดยมีตัวแปรเป็น ‘อารมณ์’ หรือ ‘ความรู้สึก’ ที่มากระทบ ซึ่งตัวแปรเหล่านี้เองอาจจะตีผลลัพธ์ไปที่ การอยู่ร่วม แล้วจึงไปอยู่รอด จากนั้นอาจจะเด้งไปที่อยู่อย่างมีความหมายเป็นที่สิ้นสุดก็ได้ แต่ทั้งสามต้องสอดคล้องกัน และไม่จำเป็นต้องตายตัวเสมอไป อย่างเช่นเอมพูดติดตลกว่า เราต้องอยู่รอดเยอะหน่อย เพราะวันนี้เราหนักมากแล้ว เราเหนื่อยเหลือเกิน เราต้องกลับมาดูแลจิตใจตัวเองเพื่อให้วันนี้เป็นวันของเราบ้าง

Like a garden of flowers,

a creative place allows ideas to bloom in their own time.

ในเมื่อ ‘โลกภายใน’ คือสิ่งสำคัญ The Present Haus จึงนำความคิดสร้างสรรค์และศิลปะร่วมสมัยที่เข้ากับคนยุคใหม่มาครีเอต ‘พื้นที่’ เป็นเครื่องมือนำทางไปสู่การสำรวจภายในด้วยรูปแบบกิจกรรมที่ได้ใช้เวลา Slow Down กับตัวเอง รวมถึงพื้นที่ที่พร้อมต้อนรับโดยไม่มีพิธีรีตอง ประกอบด้วย Head Quarter มีทั้ง Co-Stage พื้นที่จัดเสวนา, Co-Working Space & Mindful Library พื้นที่เบรนสตรอมไอเดีย แลกเปลี่ยนความคิด และมุมหนังสือแนวพัฒนาตนเอง และ The Presen Haus café คาเฟ่ที่ซัพพอร์ตผลิตภัณฑ์ฝีมือคนไทย

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

อีกส่วนคือ Heart Quarter อาคารด้านหลังใกล้กับ Garden & The Present Playground มีทั้งพื้นที่จัดนิทรรศการ เวิร์กช็อป (ทั้งด้านบนและด้านล่าง) อีเวนต์ตามฤดูกาล และยังมี The Present Haus Shop สินค้าที่ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ของ The Present Haus

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

เอมเล่าค่อยเป็นค่อยไปถึงไฮไลต์ในแต่ละส่วน อย่างคาเฟ่ The Present Haus ที่รีโนเวตมาจากตึกเดิมคือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งรีโนเวทแค่ด้านในแล้วทำโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น คงความเป็นมู้ดเดิมไว้ ซึ่งให้อารมณ์นั่งได้เรื่อย ๆ ที่นี่ยังเลือกใช้เมล็ดกาแฟไทยจากเกษตรกรปลูกกาแฟจากภาคเหนือเพื่อสนับสนุนการทำอาชีพ มีผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ หรือแม้แต่โคมไฟตกแต่งด้วยไม้ไผ่ดูแล้วอบอุ่น ที่สำคัญยึดหลัก Zero Waste เช่นถังแยกขยะ หลอดกาแฟกระดาษ เป็นต้น และที่นี่ยังได้พาร์ตเนอร์จาก SC Asset มาออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้กับคาเฟ่เป็นหลัก 

ส่วนด้านข้างคาเฟ่ จะมีภาพวาดบนกำแพงของศิลปิน Extra Chromosome ที่สตูดิโอ 21/3 ผลงานของน้องๆ ผู้มีภาวะพิเศษ ที่ใช้ศักยภาพทั้งหมดในตัวดึงความเป็นศิลปินออกมาผ่านภาษาดอกไม้ในเวอร์ชั่นของพวกเขา บางคนวาดออกมาเป็นตัวหนังสือ บางคนวาดเป็นดอกไม้ รวมกันเป็นส่วนหนึ่งในพลังงานของบ้านหลังนี้ที่แปลว่าออกมาได้ถึงความสุขที่เรียบง่ายและมีคุณค่า

ถัดขึ้นไปด้านบนคาเฟ่จะเป็น Co-Working Space พื้นที่นี้เดิมคือออฟฟิศเก่าของคุณพ่อและคุณแม่ของเอมที่ยังคงสภาพเดิมไว้ คล้ายๆ Meeting Room ที่เห็นแล้วสบายตา ไม่อึดอัด ข้างๆ กันเป็นมุมวางหนังสือของเอมที่คัดมากับมือ เล่มที่เอมชอบมากคือเล่ม Let Them เพราะเธอบอกว่าอ่านแล้วเข้าใจง่าย เหมือนได้ respect ต่อการอยู่ร่วมกัน

ถ้าหากเดินลงมาจากพื้นที่ส่วน Co-Working Space แล้วเดินตรงไปด้านหน้าเยื้อง ๆ กันจะเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการ เวิร์กช็อป และร้านจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับ The Present Haus ความจริงแล้ว พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นห้องแถลงข่าว ซึ่งเธอบอกว่ามีคุณค่าทางจิตใจกับเธอมาก ชั้นบนของนิทรรศการคือพื้นที่สำหรับจัดอีเวนต์แสดงผลงานของศิลปินที่ยังไม่มีพื้นที่โชว์ฝีมือผ่านสายตาใคร ซึ่งต้องมีคอนเซปต์ที่เข้ากับ The Present Haus จึงจะจัดแสดงงานได้ฟรีถึงสามเดือน และจะหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ

สำหรับการจัดเวิร์กช็อปนั้น เอมยกตัวอย่างแนวทางของคอนเซปต์เวิร์กช็อปประจำที่นี่ เช่น การซ่อมถ้วยเซรามิกตามปรัชญาญี่ปุ่นแนววาบิซาบิและคินสึงิ โดย ‘อาจารย์ชัชวาลย์ ศิลปกิจ’ อาจารย์จากศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เธอชื่นชอบคอนเซปต์ขอเวิร์กช็อปนี้ และรู้สึกฮีลลิ่งราวกับได้บำบัด ซึ่งเวิร์กช็อปที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ คือ Present Moment Workshop กิจกรรมการเรียนรู้และฝึกฝน Core Model ของผู้เชี่ยวชาญด้าน Mindfulness

มาถึงนิทรรศการที่กำลังจะเกิดขึ้นชื่อว่า Lost and Flower นิทรรศการที่จัดต่อเนื่องยาวถึงสามปี ร่วมกับ ‘เม้ง ชูใจ’ เปรียบถึงคุณค่าในตัวของเราเสมือนดอกไม้ดอกหนึ่ง ซึ่งมาจากคอนเซปต์ว่า ดอกไม้แต่ละดอกมีความสวยงามในแบบของมัน ผ่านการระบายสีตัวตนแล้วปรินต์ออกมาในรูปแบบโปสต์การ์ดเพียงใบเดียว เพื่อจะบอกว่า นี่แหละตัวเรา เธอมองเห็นสิ่งเหล่านี้บ้างหรือยัง?

The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน   The Present Haus เซฟโซนคนยุคใหม่ ผ่านภาษาดอกไม้เพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน คือ Core Moment ชวนทำความเข้าใจคอนเซปต์ของ The Present Haus ซึ่งก็คือการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันพร้อมกันด้วย

อีกหนึ่งสเปซที่คิดว่าน่าสนใจมาก คือ Playground Interactive Space เพื่อครอบครัวได้ใช้เวลากับพื้นที่ตรงนี้ท่ามกลางดอกไม้ที่พร้อมจะชื่นชมไปด้วยกันอย่างช้า ๆ พื้นที่นี้คล้ายการออกแบบสนามเด็กเล่นให้ดูโมเดิร์นขึ้น เป็นผลงานการออกแบบโดย Thinkk Studio สตูดิโอออกแบบที่ดีไซน์ลูกเล่นออกมาได้สนุกและคิดได้ลึกซึ้งสมกับที่แห่งนี้ 

คิดไปคิดมา การเฝ้ารอดอกไม้เบ่งบานเหมือนชื่อหนังสือที่เคยอ่าน ช่างคล้ายกับการเฝ้ามองสวนหย่อมดอกไม้ภายใน The Present Haus จนเผลอบอกกับตัวเองไปว่า การชื่นชมดอกไม้ก็สำคัญพอกับการมองเห็นโลกภายในของตัวเองเหมือน ๆ กัน

 

The Present Haus เปิดเวลา 10.00-18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

การเดินทาง : ซอยราชวิถี 24 เยื้องสวนจิตรลดา

 

เรื่อง: ศรีวลี หลักเมือง

ภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์