02 มี.ค. 2569 | 09:00 น.

KEY
POINTS
“ถ้าไม่มีข้อมูล ก็จะทะเลาะกันนัวเนีย
แล้วทุกคนก็ถูกหมด เพียงแต่ถูกกันคนละมุม”
ประเทศไทยอยู่กับฝุ่น PM2.5 มาหลายปี แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเถียงกันไม่จบว่ามันมาจากไหน คนหนึ่งบอกไฟป่า อีกคนบอกข้าวโพด อีกคนชี้ไปที่รถบรรทุก — ทุกคนพูดจากสิ่งที่ตาเห็น และทุกคนก็ไม่ผิด เพียงแต่ไม่มีใครเห็นภาพทั้งหมด ‘ดร. เจน ชาญณรงค์’ ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลและผู้อยู่เบื้องหลังเพจ ‘ฝ่าฝุ่น’ เรียกสภาพนี้ว่า ‘จับช้างตาบอด’ ที่คนตาบอดคนหนึ่งจับช้างที่หูก็ได้แผ่น อีกคนจับหางก็ได้ยาว ๆ แต่ไม่มีใครเห็นช้างทั้งตัว แต่นิยามช้างในแบบของตัวเองต่างกันไป
เริ่มต้นจากสิ่งที่ฟังดูเรียบง่าย เปิดภาพดาวเทียมแล้วนับจุดไฟ จนค้นพบว่า 80% ของฝุ่นภาคเหนือมาจากไฟป่า และ 60% ของฝุ่นกรุงเทพฯ มาจากรถดีเซลเก่าอายุ 50 ปีที่ยังวิ่งอยู่บนถนน ครั้งหนึ่งตัวเขาเคยเขียนรายงานส่งถึงนายกรัฐมนตรี แต่แล้วรายงานก็ “หายไปในกลีบเมฆระหว่างกระทรวง” ตามคำของเขาเอง
แต่แทนที่จะหยุด เขากลับแจก QR Code ให้ประชาชนดาวน์โหลดข้อมูลไปคิดต่อ มีคนหยิบไปเขียนเป็นกลยุทธ์ เป็นแผนปฏิบัติการ จนวันที่นายกเศรษฐาเดินทางไปเชียงใหม่ มีคนยื่นหนังสือใส่มือ — ภายใน 7 วันหลังจากนั้น กลายเป็นนโยบายรัฐบาล
“อย่าคิดว่าคุณเป็นมดตัวเล็ก ชาตินี้ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
ข้อมูลผ่านคนแค่ 30,000 คนก็ถึงนายกแล้ว”
แต่ยิ่งลงลึก ดร. เจน ยิ่งพบว่าดาวเทียมบอกได้แค่ว่าไฟอยู่ตรงไหน ส่วนคำถามว่า “ทำไมถึงจุด?” นั้น ต้องเดินเข้าไปหาคนถึงจะรู้ เขาใช้เวลา 3 ปีกว่าจะได้คำตอบจากชาวบ้านว่าใครเป็นคนจุด และสิ่งที่พบก็ได้พลิกทุกอย่างที่เคยคิด — คนจุดไฟในหมู่บ้าน 2,000 คนมีแค่ 20 คน หลายคนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเมื่อเดินเข้าไปในบ้านของคนที่จุดไฟป่ามากว่า 10 ปีพร้อมจิตแพทย์ สิ่งที่เห็นไม่ใช่ผู้ร้าย แต่คือคนที่ไม่มีญาติ ไม่มีรายได้ มีอาการจิตเภท หาแย้ขายตัวละ 10-20 บาทเพื่อประทังชีวิต ชายคนนั้นบอกเขาว่า “ผมก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ผมอยากมีชีวิตที่มั่นคง... ผมอยากมีชีวิตที่มีคุณค่า”
“วิทยาศาสตร์มันบอกแค่ว่าไฟอยู่ตรงไหน
แต่เวลาแก้ปัญหาจริง มันต้องไปถึงคน”
ดร. เจน ไม่ได้หยุดที่การชี้ปัญหา เขาทดลองทุกอย่าง เช่น ขอผู้ว่าฯ สั่งห้ามราชการจุดไฟ เอาทหารไปตั้งในหมู่บ้าน จ้างผู้ป่วยจิตเวชผ่านกฎหมายผู้พิการ เชื่อมพยาบาลในหมู่บ้านกับจิตแพทย์ผ่านเทเลเมดิซีน ไปจนถึงเสนอให้บริษัทเอกชนแลกคาร์บอนเครดิตกับการดูแลป่า แต่ละทางออกไม่ได้มาง่าย บางอันใช้เวลาคิดเป็นปี บางอันยังเป็นแค่การทดลอง แต่ทุกอันเริ่มจากจุดเดียวกัน พยายามเข้าใจชีวิตของคนอีกฝั่งหนึ่งจริง ๆ
“อย่าเป็นพวก Zero Burning ใจแคบ เห็นไฟไม่ได้
เผาเล็กน้อยแล้วระบายได้ คุณควรจะรับได้
คุณยังให้รถเมล์เผาได้ทุกวันเลย”
ตลอดการสนทนา ดร. เจน พาเราเดินผ่านทุกมิติของปัญหา จากรถบรรทุกอายุ 50 ปีบนถนนกรุงเทพฯ ชาวนานครนายกที่ต้องเผาเพราะรถไถพันตอซังข้าวน้ำลึกไม่ได้ ไปจนถึงบทเรียนจากการเสียกรุงศรีอยุธยาและการล่มสลายของนครวัด เขาไม่เคยมองปัญหาแบบขาวกับดำ ไม่มีใครเป็นผู้ร้ายตลอดกาล และไม่มีทางออกไหนที่ไม่ต้องแลกอะไรเลย
“เราแก้ปัญหาให้ตัวเอง เราก็ต้องแก้ปัญหาให้เขาด้วย ทุกอย่างคือเศรษฐศาสตร์และเงิน แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแก้ด้วยเงิน ไม่ได้หมายความเอาเงินมาถล่ม แต่ใช้เงินได้ถูกต้อง”
บทสัมภาษณ์ที่กำลังจะอ่านต่อไปนี้ ไม่ได้พูดแค่เรื่องฝุ่น แต่พูดถึงวิธีที่ประชาชนคนธรรมดาสามารถเปลี่ยนประเทศได้ — และน้ำเสียงของคนที่เชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่ามดตัวเล็กสามารถยกภูเขาได้ ถ้ามีข้อมูล มีความอดทน และมีหัวใจที่พร้อมจะให้โอกาสแม้กระทั่งคนที่ทุกคนอยากลงโทษ
The People: ในตอนนี้คุณมองสถานการณ์ฝุ่นหรือสถานะฝุ่นปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?
ดร. เจน: จริง ๆ มันต้องแยกนะว่าฝุ่นเราพูดถึงที่ไหน เพราะมันไม่เหมือนกัน ตัดเสื้อตัวเดียวมาใช้ทั้งประเทศไม่ได้ แยกใหญ่ ๆ ก็เป็นเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ กับเมืองที่อยู่ในภาคเหนือตอนบน โจทย์มันต่างกัน
เอาภาคเหนือตอนบนก่อน ที่ใหญ่ที่สุดก็คือไฟป่า มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 80% เลย ไฟที่ใกล้เมืองจะมีความเข้มข้นสูง
แต่กลับมากรุงเทพฯ ประมาณ 60% ของฝุ่นกรุงเทพฯ มาจากการจราจร ถามว่าเซกเตอร์ไหน ก็ต้องบอกว่าเป็นรถดีเซลขนาดใหญ่ — รถบรรทุกหนัก รถบัส รองลงมาอาจจะเป็นปิกอัพ ถามว่าทำไม ก็คือมันเป็นเครื่องดีเซล แต่ด้วยความเก่าของมันทำให้เป็นดีเซลรุ่นคุณพ่อ ภาษาเทคนิคอาจเรียกว่า ‘Non-Euro’ คือมาตรฐานโลกไปถึงยูโร 5-6 แล้ว แต่พวกนี้เราใช้กันอายุ 50 ปี รถเมล์ที่เราสมัยเป็นเด็กโหนไปมหาลัยยังใช้อยู่เลย พวกนั้นเป็นยูโร 1-2-3 เอง มีนอนยูโรอีกเยอะแยะ
จำรถบัสที่ไปไหม้อยู่หน้าดอนเมืองได้ไหม อายุมันเท่าไหร่ — 54 ปี เราใช้รถกันแบบนี้ ใช้ของจนมันไม่เหลือซากแล้ว แต่เราก็ใช้มันอยู่ ผู้ประกอบการขนส่งพวกรถบรรทุกก็ตราบใดที่มีรถก็ซ่อมไปเรื่อย ๆ มันก็เลยเป็นรถนอนยูโรที่วิ่งไปได้ 50 ปี
รถเบนซินไม่ค่อยมีปัญหา รถเก๋งก็ไม่ค่อยมีอะไร เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ขึ้นเยอะแล้ว ใช้รถอย่างมากก็ 10-20 ปีก็เปลี่ยนกันไปเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาเรายังเป็นอย่างนั้นอยู่
The People : ต้นเหตุที่เกิดขึ้นดูจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำไมเรื่องฝุ่น PM2.5 ถึงได้มีการตระหนักรู้ในช่วงไม่เกินสิบปีให้หลังนี้เอง?
ดร. เจน: ถ้าย้อนเวลากลับไป เราเพิ่งทราบข้อมูลพวกนี้เพิ่งไม่กี่ปีนี้เอง เรื่องทั้งหมดมันเริ่มประมาณปี 64 ตอนเราเริ่มเปลี่ยนมาตรฐานจากการวัด PM10 มาเป็น PM2.5 เราทำละเอียดขึ้น พอเครื่องวัดมาเมืองเราก็แดงหมดเลย
แต่ตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าในพื้นที่ต่าง ๆ มันต่างกันยังไง มันไม่มีข้อมูล สภาพเหมือนกับจับช้างตาบอด — จับหูก็ได้แผ่น จับหางก็ได้ยาว ๆ จับขาก็เหมือนลำต้นไม้ ทุกคนก็เถียงกันว่าช้างเป็นยังไง พูดง่าย ๆ คือเราไม่รู้ว่าฝุ่นมาจากไหน อะไรยังไง
เพราะฉะนั้นสิ่งแรกคือ ถ้าจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ยาก ๆ ต้องมีข้อมูล ถ้าไม่มีข้อมูลพูดอะไรก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีข้อมูลก็จะทะเลาะกันนัวเนียเลย แล้วทุกคนก็ถูกหมด เพียงแต่ถูกกันคนละมุม
ตอนปี 64 ผมเริ่มทำรายงานแรกให้สำนักบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ไปสืบหาว่า PM2.5 มาจากไหน โดยสนใจภาคเหนือเพราะมันค่อนข้างวิกฤต ดูไปดูมา มันคือไฟป่า แต่วันนั้นบอกใครก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อ เพราะถ้าบอกไฟป่า อีกคนก็บอกไม่ใช่ มีข้าวโพดไหม้อยู่ข้างบ้าน เขาก็ไม่ผิดนะ เพราะเขารายงานสิ่งที่ตาเห็น แต่จริง ๆ ภาพมันใหญ่กว่านั้นเยอะ
สิ่งที่จะดูพวกนี้ได้ก็คือดาวเทียม เราก็ค่อย ๆ ศึกษาภาพดาวเทียม เพราะมันเห็นช้างทั้งตัว เทคโนโลยีพวกนี้ก็เลยเริ่มมีประโยชน์ จนทำรายงานออกมาได้ว่าเรามีกลุ่มป่าไหนไหม้บ้าง มันไม่ได้ไหม้ทุกป่า แต่ที่หนัก ๆ มันอยู่ตรงไหน เราก็เริ่มจัดกลุ่มได้และวัดขนาดพื้นที่ได้ว่ากี่ไร่
ทำรายงานเสร็จก็ไปส่งนายก ท่านก็คงอ่าน ท่านก็แจกจ่ายทุกกระทรวงเลย เสร็จแล้วมันก็หายไปในกลีบเมฆระหว่างกระทรวง แต่เราทำในฐานะประชาชนนะ เราก็นั่งคิดว่าแล้วทำไง สุดท้ายก็เลยขอเอา QR โค้ดด้วยได้ไหม บอกได้ งั้นผมแจกประชาชนนะ ผมก็แจก QR ไปทั่วเลย มีคนเอารายงานมาคิดต่อ ซึ่งดี มันไม่ใช่ว่าผมเป็นพระเอกอยู่คนเดียว
พอคิดต่อ เขาก็เขียนละเอียดมาว่ามี 10 กลุ่มป่า แต่ละป่าไหม้อยู่ประมาณเท่าไหร่ แล้วก็เขียนกลยุทธ์สำหรับภาคเหนือว่าจะลดฝุ่นยังไง พอเขียนเป็นหนังสือ ตอนนายกเศรษฐาไปที่เชียงใหม่ เขาก็ยื่นใส่มือ ภายใน 7 วันหลังนั้นกลายเป็นนโยบายรัฐบาล
อันนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่อยากจะบอกเลยว่า
อย่าคิดว่าคุณเป็นมดตัวเล็ก ชาตินี้ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
ข้อมูลผ่านคนแค่ 30,000 คนก็ถึงนายกแล้ว จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้ ถ้ามีข้อมูล ขอให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องแล้วกัน
ข้อมูลราชการบางครั้งก็เพี้ยน เราค้นพบว่ามีไฟป่าอยู่ประมาณ 12 ล้านไร่ ราชการรายงานแค่แสนเดียว จนเราเริ่มสงสัยว่าราชการเป็นอะไร แต่ด้วยวิธีเก็บข้อมูลเขาก็รายงานอย่างนั้น งั้นประชาชนก็เลยต้องรายงานภาคประชาชนบ้างเหมือนกัน
นอกจากประชาชนมีข้อมูลแล้วเป็นพลังมหาศาล แบบย้ายภูเขาได้เลย ข้อมูลจำเป็น บางครั้งคุณทำข้อมูลได้ดีกว่าราชการอีก ทำได้เร็วกว่าด้วย เพราะไม่มีอะไรล่ามขาไว้ ถ้ามีข้อมูลก็ทำได้เลยแล้วก็สื่อสารกันเอง
อีกอันหนึ่งที่จะเปลี่ยนสังคมนี้ไปคือโซเชียลมีเดีย ขอให้ใช้มันให้ถูก เราทำให้การออกสื่อเป็นประชาธิปไตย เมื่อก่อนถ้าจะคุยแบบนี้ต้องไปสถานีทีวี แต่ตอนนี้เรามานั่งคุยกันง่าย ๆ แล้วออกไปหาคนนับล้านได้ โดยแค่ปลายนิ้ว อย่างเพจที่ผมทำก็มีคนดูตั้งแต่ 500,000 คนต่อวิดีโอจนถึง 6 ล้าน พลังแบบนี้เมื่อก่อนผมทำไม่ได้
The People: ที่มาที่ไปของเพจฝ่าฝุ่นเป็นอย่างไร แล้วสิ่งที่ ดร. เจน ทำสัมพันธ์กับเรื่องฝุ่นมากน้อยแค่ไหน?
ดร. เจน: เพจนี้ตั้งชื่อง่าย ๆ ว่า ‘ฝ่าฝุ่น’ พยายามเลือกทำให้สั้นที่สุดแต่เข้าใจถึงความหมาย จริง ๆ มันเกิดโดยชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
ถามว่าเราเป็นใคร เราก็เป็นนักเรียนที่โชคดีเรียนดี แล้วก็ได้รับพระราชกรุณาธิคุณพระราชทานทุนอานันทมหิดล ทุนนี้ไม่มีสัญญา เป็นสัญญาทางใจ คือพยายามเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วกลับประเทศไทยทำประโยชน์ให้ส่วนรวม
ทำไมต้องมีเพจ เพราะมันเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูล ไม่งั้นมันจะไปไม่ถึงประชาชน
ชมรมเราเลือกป่ามาหนึ่งป่าที่มีไฟป่าซ้ำซากมายาวนาน เราไปเลือกจากดาวเทียมว่าตรงไหนมีไฟซ้ำซากที่สุด ก็พบว่าป่าหนึ่งที่เข้าไปง่ายหน่อย ใกล้เมือง แล้วก็น่าสนใจ ก็คืออุทยานแห่งชาติแม่ปิง เป็นป่าที่อยู่รอบเขื่อนภูมิพล ไฟก็หนักมากเลย
ที่สนใจเพราะมันมีอุทยานเดียวแล้วมีหมู่บ้านอยู่กลางใจกลางอุทยาน ปัจจัยไม่ซับซ้อน ไม่ได้มีหมู่บ้านเยอะแยะจนปวดหัว เราเข้าไปศึกษาหมู่บ้านนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในแง่ของไฟ ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น มีเรื่องงี่เง่าเกิดขึ้นเยอะแยะใน 6 ปีนี้
ตอนเราเลือก ผู้ใหญ่ก็ถามว่า เธอทำไมไปทำป่าป่าหนึ่ง แล้วเธอจะสเกลอัพยังไง ทำไปหนึ่งป่าก็หมดแรง ประเทศไทยมีตั้ง 300 ป่า แต่ก็เป็นคำถามที่ทำให้เราคิด ผู้ใหญ่คนนั้นก็เดินไปสักพัก แล้วก็หันกลับมาบอกว่า แต่มันก็มีเรื่องโซเชียลมีเดียนะ บางทีมันอาจจะเกิดก็ได้ เดี๋ยวเราต้องหัดเรียนรู้ที่จะใช้มัน
มันเป็นต้นกำเนิดว่า บางทีเราต้องมีกระบอกเสียง แต่ถ้าเสียงเราหรือความคิดเราเป็นเพื่อส่วนรวมจริง ๆ เป็นข้อมูลเป็นหลัก มันไม่ทำร้ายใคร อย่าไปด่าใคร แต่หมายถึงว่าให้ข้อมูลแก่สังคมไปเรื่อย ๆ มันจะทำให้คนตระหนัก พอตระหนักก็สนใจ เราจะได้กลุ่มใหญ่ขึ้นที่มีความเห็นตรงกัน แล้วแบบนี้แหละมันจะช่วยผลักสังคมเดินไปข้างหน้า
พูดง่าย ๆ คือโซเชียลมีเดียมันสร้างสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาสังคม (Civic Society) สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือคนเลิกทะเลาะกัน เหมือนจับช้างเมื่อกี้ คนเราเห็นช้างไปด้วยกันแล้ว แต่ก่อนพายเรือกันคนละทาง เรือลำเดียวกันมันไปไม่ได้ ตอนนี้เขาเริ่มพายเป็นจังหวะเดียวกัน เรือมันเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าได้
The People : คุณได้เห็นและเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นจากช่วงคลุกคลีตัวเองอยู่กับปัญหาไฟป่า?
ไปถามชาวบ้าน เขาบอกราชการจุด
ไปถามราชการ เขาชี้ไปที่ชาวบ้าน
แปลว่าทั้งคู่จุด แต่ผมก็ไม่เคยรู้แน่ชัดว่าใคร
ดร. เจน: ผมเข้าไปในป่า 3 ปี ตั้งแต่ปี 64-65-66 ไม่เคยรู้ว่าใครจุดไฟ ไปถามชาวบ้าน เขาบอกราชการจุด ไปถามราชการ เขาชี้ไปที่ชาวบ้าน แปลว่าทั้งคู่จุด แต่ผมก็ไม่เคยรู้แน่ชัดว่าใคร มันเป็นเรื่องอ้ำอึ้ง ถามก็นิ่งเงียบ อันนี้เป็นข้อไม่ดีของคนไทย คือกว่าจะรู้ใช้เวลา 3 ปี
พอถึงปี 66 ชาวบ้านเริ่มเปิดใจ บอกว่าจริง ๆ คนจุดไฟในหมู่บ้านมันไม่เยอะหรอก ผมพบว่าในภาคประชาชนเอง คนจุดไฟมีแค่ 5% เท่านั้น หมู่บ้าน 2,000 กว่าคนมีอยู่ประมาณ 20 คน ตอนแรกผมคิดว่ามีเป็นร้อย
พอเหลือ 20 คน เราเข้าไปดูลึก ๆ ดูชื่อ ดูนามสกุล ก็ค่อย ๆ เข้าใจ บางส่วนเป็นผู้มีอิทธิพล ไฟมันไม่ใช่ตาสีตาสาแล้ว หลายส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
พอไปถามกรมอุทยานฯ เขาบอกทุกปีจับได้ประมาณ 50 คดี ถามว่าพฤติกรรมเป็นไง เขาบอกส่วนใหญ่พูดไม่รู้เรื่อง วนไปวนมา ค้นตัวก็ติดยาบ้า ยากจนด้วย
ผมเริ่มคิดตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าทำไมเขาต้องทำแบบนี้ เขาเดือดร้อนอะไร แต่พอไปถามในชมรมด้วยกัน เขาบอกพี่อย่าไปยุ่งเลย เรามาเพื่อป่า ไม่ได้เอาเรื่องยาเสพติด ทำไมต้องยุ่งกับยาเสพติด อันตราย
แต่จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญมากว่า วิทยาศาสตร์มันแค่ชี้ว่าไฟเริ่มตรงไหน อะไรยังไง ใหญ่เท่าไหร่ แต่เวลาแก้ปัญหาจริง วิทยาศาสตร์แก้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่แตะยาเสพติด ถ้าคุณไม่ยุ่งกับคนเหล่านี้ มันไม่จบหรอก ไฟก็จะเกิดอยู่ดี มันต้องไปถึงคน ต้องพยายามไปเข้าใจคน เพราะไฟในป่าเรามาจากมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ป่าทิ้งไว้มันไม่มีไฟ
The People : เมื่อปัญหามาจากมนุษย์ เราก็ต้องหาวิถีทงแก้ที่มนุษย์ด้วย แล้วคุณมีวิธีทางแก้ไขอย่างไร?
ดร. เจน: ปี 67 เราเริ่มเข้าไปหาตัวการจริง ๆ ว่าเขาเป็นใคร ไปพร้อมจิตแพทย์เลย เป็นการทดลอง จิตแพทย์เริ่มสำรวจ สัมภาษณ์คนหลายคนโดยไม่ให้รู้ตัว สิ่งที่จิตแพทย์เริ่มตระหนักก็คือ คนที่จุดไฟป่าจะเกี่ยวข้องกับการเสพ เริ่มจากเหล้า ติดเหล้า มีประวัติ เขาบอกได้ว่าคนที่จุดไฟเผาป่าจริง ๆ มีความเชื่อมโยงกับเรื่องจิต — การติดเหล้าติดยาถือเป็นเรื่องของจิตบางอย่าง
พอเราเข้าไปถึงบ้านตัวตึงจริง ๆ ไปด้วยจิตแพทย์ รู้สึกยังไง — รู้สึกเมตตา เพราะคนหนึ่งไม่มีญาติเลย อยู่แบบว้าเหว่ มีปัญหาชีวิต ด้วยความเครียดเขาเริ่มติดเหล้าติดยาแล้วก็เริ่มหลอน จิตแพทย์ใช้คำว่ามีปัญหาจิตเภท (Schizophrenia) คือมีภาพหลอน คลั่งเป็นระยะ ภาษาชาวบ้านคือเริ่มเป็นบ้า
พอเข้าไปเห็นบ้าน เห็นชีวิตเขา ถามว่าหิวไหม เขาทำอาชีพอะไร — ไม่มีใครจ้าง อยู่รายวันเลย หิวแล้วทำไง ก็เข้าป่าหาของ ไปหาแย้มาขาย ตัวหนึ่ง 10-20 บาท ส่วนหนึ่งไปซื้อยา อีกส่วนเอาไว้กิน จริง ๆ เขาเป็นบัวใต้น้ำในหมู่บ้าน ขนาดคนในหมู่บ้านไม่เอา
เพราะฉะนั้นที่เราใช้ศัพท์ตามสื่อว่า “ไฟเกิดเพราะหาของป่า” คนที่หาของป่าคือคนที่เป็นบัวใต้น้ำเลย ลำบากสุด ๆ ก็ไม่แปลกใจใช่ไหมว่าทำไมกรมอุทยานฯ จับได้ปีละ 50 คน พูดไม่รู้เรื่อง ติดยา ยากจน เหลื่อมล้ำ
เราถามเขาว่ารู้ไหมว่าไฟมันลุกลามไป 30,000 ไร่ เขาบอกรู้ แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า “ผมก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ผมอยากมีชีวิตที่มั่นคง” แล้วก็ฝากพูดอีกคำ — “ผมอยากมีชีวิตที่มีคุณค่า”
ขอเยอะเว้ย ผมก็ต้องคิดหลายวัน ชีวิตมั่นคงคือเงิน แต่ใครจะไปจ้างคนบ้า บริษัทไหนก็คงถามหมด มีเด็กคนหนึ่งบอกว่า “ก็เพราะทุกคนคิดแบบนี้ เขาถึงไม่มีที่ไป ไม่มีที่ยืน เราคิดให้มันกว้างกว่านี้ได้ไหม”
The People : สิ่งสำคัญอาจต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อพวกเขา?
เราคิดว่าเขาควรจะเป็นนักอนุรักษ์
ดีกว่าไปล้างห้องน้ำในเทศบาล
ดร. เจน: สุดท้ายพยาบาลก็บอกว่า จริง ๆ เขาเป็นผู้พิการนะ (ทางจิต) กฎหมายในแง่ของการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ พม. มีมาตรา 33/35 อยู่ว่า บริษัทที่มีพนักงานเกินร้อยต้องจ้างผู้พิการหนึ่งคนตามสัดส่วน
แต่จะจ้างคนบ้าจะเป็นยังไง คำตอบก็คือ ไม่ควรจ้างเจ้าตัว เพราะเขาทำงานไม่รู้เรื่อง ควรจะจ้างผู้ดูแล แล้วรายได้ให้ไปที่ผู้ดูแล มันจะไปถึงเขา ลองคิดถึงผู้พิการติดเตียง เขาไม่มีทางมาทำงาน แต่คุณจ้างผู้ดูแล หมายความว่าเขาและผู้ดูแลก็จะได้เงินทุกเดือน
เงินที่กฎหมายกำหนดคือวันละ 337 บาท 30 วันต่อเดือนไม่หยุดเลย เพราะผู้พิการมันก็ต้องกินต้องใช้ทุกวัน ก็คือเดือนละ 10,000 นิด ๆ สำหรับกรุงเทพฯ อาจไม่มาก แต่สำหรับคนที่อยู่ในป่า สวรรค์เลย ทั้งบ้านเลย ทุกคนในหมู่บ้านมองตาเป็นว่าทำไมคนนี้ได้เงินขนาดนี้
แล้วคุณแกล้งป่วยเป็นโรคจิตไม่ได้หรอก เพราะต้องผ่านการวินิจฉัยจากหมอ สรุปจ้างได้ 2 คน เพิ่งเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคมนี้ เดือนแรก แล้วก็ลองดู
เราคิดว่าเขาควรจะเป็นนักอนุรักษ์ ดีกว่าไปล้างห้องน้ำในเทศบาล งั้นไปปลูกต้นไม้ ทำงานกับอุทยานฯ เขาเดินป่าเก่ง ถ้าเป็นงานที่ไม่ถืออาวุธ บางทีเขาก็พอทำได้ ก็เริ่มทำให้ชีวิตเขามีค่า ค่อย ๆ ดู
อันนี้เป็น experiment ด้านสังคมอีกอันว่า เราต้องให้โอกาสเขา อาจจะไม่สำเร็จครบทั้ง 2 คน แต่การที่ให้เงินเข้าไปแม้ว่าจะให้ผู้ดูแลก็ตาม ก็สำเร็จครึ่งหนึ่งแล้ว อย่างน้อยมันก็มั่นคง ในสัญญาจ้างก็มีข้อแม้ชัดเจนว่าต้องไม่กลับไปเผาป่า
จริง ๆ ทุกคนช่วยได้ บริษัทไหนก็ช่วยได้ ในลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรมเต็มไปหมด คนงานเป็นหมื่น ผมว่าคนเผาป่าในเมืองไทยที่อยู่ลักษณะนี้คงสักประมาณพันคน ถ้าหยิบยื่นทางช่วยน่าจะไปได้
The People: สะท้อนให้เห็นว่านี่คือวิธีที่...
ดร. เจน: มันกลับกลายเป็นปัญหาที่เล็ก แต่ฝังอยู่ที่ปลายจมูก เรามองไม่เห็น แต่ถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ช่วยได้หมดเลย เมื่อวานที่เขาจับคนเผานาที่นครนายก ก็มีสภาพทางจิต เหมือนกันเลย ผมดูแล้วก็แบบบอก เฮ้ย เรื่องเดียวกันเลย
แต่อย่าไปจบที่คนบ้านะ จริง ๆ มันต้องแก้ที่ระบบ อย่าไปจบที่จับคนบ้าได้ส่งคุก ศาลก็จะรอลงอาญา เพราะลงโทษเขาก็ไม่สำนึก เขาไม่รู้เขาทำอะไรไป ศาลก็เริ่มรู้ว่าดีสุดส่งเข้าบำบัด แต่ศาลก็แก้เรื่องเงินไม่ได้ เงินจริง ๆ มันต้องช่วยกัน
ดร. เจน: ก่อนหน้านั้น 3 ปีแรก ผมไปขอผู้ว่าฯ ว่าไฟไหม้มาเยอะมาก ขอหยุดสัก 3 ปีได้ไหม ข้าราชการที่จะมาจุดนั่นจุดนี่ ท่านระงับไว้ก่อน ผู้ว่าตกลง หลังจากนั้นราชการก็เลิกหยุดเลย ก็ตัดปัญหาไปครึ่งหนึ่ง
พอถึงปี 67 เราเริ่มลองเอากองทหารไปตั้งในหมู่บ้าน ไม่ได้ไปขู่ ไปผูกมิตร เคาะบ้านคุยกับ 20 คนนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือพ่อค้ายาเสพติดที่เคยใช้ป่าเป็นตลาดก็กลับเข้าหมู่บ้านหมด ชุมชนเริ่มเป็นระเบียบ ทุกคนทำหน้าที่ หมู่บ้านสงบ ไม่มีไฟเลย 2 เดือน ชาวบ้านเริ่มมีความสุข รู้สึกปลอดภัย บอกเลยว่าทหารมาทุกปีได้ไหม
แต่ปัญหาคือ ปีนี้มีเรื่องชายแดนกับกัมพูชา งบทหารถูกตัดไปเยอะ อาจไม่มีงบให้ทหารไปตั้งในหมู่บ้าน หมู่บ้านต้องดูแลกันเอง
อีกส่วนหนึ่งคือกรมอุทยานฯ มีงบจ้างชาวบ้านไปเฝ้าป่า เป็นพัน ๆ จุด แต่ละจุดมีคน 3 คน 24 ชั่วโมง ให้เงินวันละ 200 บาท เดือนหนึ่งประมาณ 6,000 ต่อคน ให้ประมาณ 5 เดือน เป็นการสร้างให้เขามีรายได้ พอมีรายได้ เขาก็เริ่มรู้ว่ามีไฟแล้วมันเหนื่อย ต้องไปดับ การดับไฟมันไม่ง่ายเลย จุดมันง่ายกว่ามากเลย
สิ่งที่สำคัญคือ ในภาพรวมเรามีคนเปราะบางอยู่ในหมู่บ้านที่เราลืมเขาแล้ว หมู่บ้านก็ช่วยไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ สร้างคนในหมู่บ้านให้แข็งแรง มีรายได้ แล้วให้เขาจ้างกันเอง
เขามีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปัญหาของเราคือน้ำคือชีวิตและเงิน น้ำคือความมั่นคงของหมู่บ้าน ตอนนี้น้ำป่ามาเยอะแยะก็ทิ้งหมดเลย พอแห้งแล้งมาเดือนเดียวก็แล้งเลย เสียดาย น้ำปล่อยผ่านไปหมด เราบริหารจัดการน้ำในหมู่บ้านไม่ได้ ถ้าช่วยกันทำอ่างพวง ที่เก็บน้ำ ให้เขามีน้ำใช้ตลอดปี เขาทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้งได้
ชาวบ้านบอกเลยว่า อาจารย์ไม่ต้องมาบอกว่าผมจะปลูกอะไร ผมรู้ ผมจะทำอะไรแล้วขายใคร อาจารย์ทำน้ำให้ผมก็พอ
The People : โมเดลแบบนี้สามารถแผ่ขยายและปรับใช้ในวงที่กว้งขึ้นกว่าเดิมอย่างไรได้บ้างจากมุมมองของคุณ?
ดร. เจน: บริษัทถ้าจะทำแบบนี้ก็ต้องถามว่าทำไปทำไม ฉันมีแต่เสียเงินมาทำอ่างให้ชาวบ้านจะบ้าหรือเปล่า แต่ถามว่าบริษัทอยากได้อะไร ค่อย ๆ ไล่ดู บริษัทอยากได้คาร์บอน บริษัทผลิตคาร์บอนเยอะมาก ไม่รู้จะทำยังไงให้เป็นศูนย์ (Net Zero)
ถ้าบริษัทสามารถได้คาร์บอนจากสิ่งที่ไปช่วยชาวบ้าน ตั้งแต่ช่วยเจ้าตัวจนถึงช่วยเรื่องอ่าง เรื่องความมั่นคงในหมู่บ้าน แล้วเขียนคาร์บอนออฟเซ็ตกี่ตันทุกปี บริษัทก็จะลงเงินได้อีกเยอะ
จริง ๆ เรามีเครื่องจักรที่ดีกว่า CCS (Carbon Capture and Storage) ที่เรียกว่าป่าและพืช เรามีป่าร้อยล้านไร่ มีนาอีก 60 ล้านไร่ ทุกอย่างที่อยู่ในป่าและไร่นาดูดคาร์บอนทุกวันทุกครั้งที่มันสังเคราะห์แสง แต่เราไม่เคยวัด ไม่เคยคิดจะวัด
ยุโรปเริ่มออกกฎหมายแล้วว่าต้องวัดป่าทุกแปลง พืชเกษตรทุกแปลง เพราะเขารู้แล้วว่า CCS ที่พูดกันนักกันหนา อาจเป็นเครื่องจักรกลวง ทำจริงไม่ได้ ไม่มีใครขยายผลด้วย
ถ้าเราเชื่อมเรื่องพวกนี้ได้ว่าบริษัทช่วยป่าแล้วประเมินให้เขาได้คาร์บอน ประเทศนี้จะไปได้ไกลเลย สร้างแรงจูงใจให้เขา ป่าดี น้ำก็จะดี ปุ๋ยก็จะดี การเกษตรก็จะดี คนที่เคยเผาควรจะกลับกลายเป็นว่า ผมดูแลป่าให้เรียบร้อยดีกว่า เป็นสีเขียวสมบูรณ์ มีน้ำสมบูรณ์ แล้วผมมีรายได้ที่มั่นคง จบแล้ว
The People : กลับมาที่พื้นที่ภาคกลางกันบ้าง จะเห็นได้ว่าหนึ่งในต้นตอปัญหาฝุ่นมาจากการเผาจากการทำเกษตรกรรม หากไม่เผาเลยก็อาจตัดปัญหาไปได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกษตรกรต้องแบกรับกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในเรื่องนี้สังคมควรจะมองการเผาอย่างไรกัน?
ดร. เจน: ถ้าเราฟื้นฟูนครนายก อย่ามองแค่คนจุดไฟ ชาวนาของนครนายก จริง ๆ ถ้าเข้าใจเขา นาส่วนหนึ่งเป็นข้าวน้ำลึก น้ำลึก 2 เมตร ท่วมหัว ปกติข้าวแค่หัวเข่า แต่น้ำ 2 เมตร มันเป็นพันธุ์ข้าวพิเศษที่ชื่อว่าข้าวน้ำลึก ต้นมันจะยาวมากเพราะต้องพ้นน้ำ
พอตัดข้าวไปแล้ว เหลือตอซังยาว 2 เมตร พอน้ำแห้งมันจะเป็นแบบเส้นสปาเก็ตตีที่อยู่บนพื้น ยาวเหนียว ถ้าขับรถไถเข้าไป มันพันล้อพันจาน ไถไม่ได้ ชาวบ้านบอกมีทางเดียวครับ คือเผา
แต่เขาเผาที่นครนายกกับปราจีนบุรี ประมาณทุกปีแสนไร่ เป็นนาที่ใกล้กรุงเทพฯ ประชิดเลย เป็นต้นลมอีกต่างหาก เผาปุ๊บกรุงเทพฯ โดนแน่ ๆ
ภาพจากดาวเทียมชัดเจนว่าควันใหญ่เข้ากรุงเทพฯ เป็นแสนไร่ ลมพัดมาตรง ๆ คนอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่รู้กี่สิบล้าน ไอ้มือเผาก็คงนึกไม่ถึง แต่อันนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เกิดมา 20 ปีต่อเนื่องแล้ว เราไม่รู้เอง แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีข้อมูล
แต่เพิ่งเผาไป 20,000 ไร่ เหลือ 80,000 มีเวลาอีก 2 เดือน มันจะจ้างรถไถไหว 80,000 ไร่ ไม่ได้หรอก งั้นก็จะเผาอีก แต่ทำยังไงให้มันไม่กวน — ถ้ารอให้ผ่านกุมภาพันธ์ไปก่อนลมมันจะเปลี่ยนทิศ ทำไมเราไม่ชะลอ ทำไมกรมชลกับกรมอุตุฯ ไม่คุยกัน
แล้วก็อย่าเป็นพวก Zero Burning ใจแคบ เห็นไฟไม่ได้ เผาเล็กน้อยแล้วระบายได้ คุณควรจะรับได้ คุณยังให้รถเมล์เผาได้ทุกวันเลย ทำไมไม่ให้เขา ถ้ามันระบายได้แล้วฝุ่นไม่เข้มข้น ทนได้ ไม่เป็นไร อยู่แถว ๆ มาตรฐาน 30 ปลาย ๆ ก็จะอยู่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์ อย่าตึง
The People: อย่าไปตั้งโจทย์ว่าต้องไม่จุดเลย แต่จุดอย่างไรถึงจะไม่สร้างผลกระทบเชิงลบให้มากที่สุดจะดีกว่า?
ดร. เจน: ใช่ เหมือนนครนายก ถ้าเขาต้องจุด 40,000 ไร่ที่เป็นข้าวน้ำลึกจริง ๆ ก็จุดไป แต่ควบคุม อย่าจุด 40,000 กลายเป็น 80,000 เริ่มบริหารจัดการแล้วมันก็จะดีขึ้น จริง ๆ เรามีความรู้ทุกอย่างที่จะช่วยแก้ปัญหา แต่เราไม่ค่อยปรองดอง
ทุกคนต้องอยู่ด้วยกันได้ อย่าไปชี้ว่ายูเป็นคนผิดแล้วจบ แล้วไงล่ะ ให้เขาอยู่ยังไงต่อ ก็เหมือนผู้ป่วยจิตเวช คุณก็ต้องคิดให้เขาจบ ถ้าคิดจนจบแล้วเขาอยู่ได้ก็ยิ้มได้ อยู่ด้วยกันได้
เราแก้ปัญหาให้ตัวเอง เราก็ต้องแก้ปัญหาให้เขาด้วย สร้างกฎกติกา สร้างแรงจูงใจ ทุกอย่างคือเศรษฐศาสตร์และเงิน แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแก้ด้วยเงิน ไม่ได้หมายความเอาเงินมาถล่ม แต่ใช้เงินได้ถูกต้อง
The People: แล้วถ้าในกรุงเทพเอง มองเรื่องนี้ยังไงบ้าง?
ดร. เจน: อันแรกที่ช่วยได้คือใช้ระบบขนส่งสาธารณะ มีรถไฟฟ้าเยอะขึ้นแล้ว แต่หนึ่งกิโลเมตรจากสถานีมาบ้านเรา last mile ต้องหาวิธี อาจจะเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าประจำทาง จักรยาน ถ้าจัดทางให้ได้บนถนนอย่างปลอดภัย
ปัญหาจริงของกรุงเทพฯ คือรถบรรทุกใหญ่กับบัสเก่า ๆ อายุ 50 ปี มันสมควรวิ่งไหม มีคนบอกว่า EV ไม่เหมาะกับรถหนักเพราะแบตเตอรี่หนักมากแล้วก็แพง บางคนบอกน่าจะเป็นไฮโดรเจนไปเลย ซึ่งอีกสัก 4-5 ปี ถ้าไฮโดรเจนพร้อม เราพร้อมขับไล่รถสกปรกออกไปไหม
กรุงเทพฯ รถเยอะมาก มันทำให้เราอยู่ในบ้านเหมือนอยู่ในคุก ประตูบ้านเราจะเดินไปข้างนอกเริ่มกังวล แต่ถ้ามองไปอีก 80 ปี น้ำอาจจะท่วมกรุงเทพฯ เราอาจจะมีโอกาสไปสร้างเมืองใหม่ แล้วจะสร้างเมืองใหม่ อย่าให้มันเหมือนเดิมนะครับ
กฎหมาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด อาจจะไม่เพอร์เฟค แต่ผมว่ามันเป็นประตูแรกที่เริ่มเปิด สิ่งที่ภาคเอกชนกลัวที่สุดก็คือเรื่องความรับผิด มันเริ่มชี้ว่าถ้าคุณก่อมลพิษ คุณต้องรับผิดชอบ เหมือนธนาคาร ถ้าคุณให้กู้แล้วเขาไปทำมลพิษทางอากาศ คุณรับผิดชอบ เราไม่เคยเขียนแบบนี้
เรามีคนตายด้วยมะเร็งปอดวันละ 40 คน
ถ้าเราไม่ทำ ลูกหลานเราก็วันละร้อย
The People : นอกจากปัญหาฝุ่น มีอะไรที่คุณกังวลอีกอยู่บ้าง?
ดร. เจน: เรื่องที่ยากกว่าฝุ่นอีกคือเรื่องน้ำ เวลาฝนตกเยอะน้ำเกินก็ท่วม มีอุทกภัย ดินสไลด์ หาดใหญ่ก็เจอ แต่กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามาวันนี้ — ความแข็งแรงของภาคประชาสังคม การใช้ข้อมูล การสร้างความตระหนักจนกลายเป็นนโยบายรัฐ — กระบวนการนี้ทั้งหมดเอาไปใช้กับเรื่องน้ำได้ แต่ประชาชนต้องแข็งแรง
ผมจะบอกว่าในสมัยก่อน มีในหลวงที่น่ารักมาก ท่านทำหน้าที่นี้หมดเลย แม้แต่น้ำท่วมท่านยังเรียกประชุม ตอนนี้เราไม่มี คนที่ต้องคิดคือประชาชน ประชาชนที่ปรองดอง ไม่ใช่แบบคนนี้คิดคนนี้ด่า ประชาชนที่มีความรู้ใช้ข้อมูล
อะไรที่เป็นแก่นที่สุดสำหรับคนไทย ผมว่าคือน้ำ ป่า กับอาหาร ไม่ใช่เงิน ทุกคนไม่ได้รวยมากหรอก แต่ความผาสุกคืออาหาร น้ำ ป่า ถ้าน้ำกับป่าไม่มั่นคง มันไม่มีทางมีอาหารที่มั่นคง
ทำอะไรก็ได้ อย่าให้ขาดความมั่นคงทางอาหาร เพราะมันจะมีสงคราม มีความไม่มีเสถียรภาพ อย่าให้คนหิว เราต้องทะนุบำรุงให้คนไทยไม่หิว มีอาหารที่ดี เวลาเราอุดมสมบูรณ์ คนที่เขาอดอยากเขาจะมาตี ต้องร่วมกัน อย่าไปรุกรานใคร แต่ว่าใครจะเอาดินแดนแห่งนี้ ไม่ให้
ดูประวัติศาสตร์ อยุธยาใช้น้ำเป็นปราการมาได้ 417 ปี จน 2 ปีสุดท้ายแห้งแล้ง น้ำที่เคยต้องลงมาหลากใส่กองทัพพม่ามันน้อยลง อยุธยาเองก็ขาดอาหาร กองทัพพม่าสบายเลย ปลูกข้าวล้อมเมือง เราเสียกรุงเพราะเหตุแบบนี้
นครวัดก็เหมือนกัน แห้งแล้งต่อเนื่อง 30 ปี ข้าวไม่มีกิน แล้วฝนตกหนักโคลนถล่ม ระบบชลประทานเจ๊ง ปลูกข้าวไม่ได้ คนก็ย้ายออก เมืองอ่อนแอ สยามก็ไปตี เพราะฉะนั้นอาหารสำคัญ ภูมิอากาศมันจะเร่งให้มีความเสี่ยง ดูแลประเทศเราให้ดี ดูแลป่า ดูแลน้ำ อย่าทะเลาะกัน
The People: จากที่นั่งเฝ้ามองดูฝุ่นมา 6 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง?
ดร. เจน: ผมว่าผมก็เรียนรู้อะไรเยอะมากเลย เรียนรู้กระบวนการสังคม ตอนแรกคิดว่าทุ่มตัวนิดเดียวในสังคม ทำไปก็ไม่ได้อะไร กลับกลายว่า เฮ้ย สิ่งที่คนบางคนทำมันไปเป็นนโยบายชาติได้
อยากให้คนเริ่มคิดแบบนี้เยอะ ๆ อย่าคิดว่าฉันไม่มีคุณค่า จริง ๆ คุณยกภูเขาเปลี่ยนแลนด์สเคปประเทศได้เลย ถ้าคุณทำในสิ่งที่ถูก แต่เริ่มจากข้อมูล เอาข้อมูลออกมาให้ได้
อีกอันที่เห็นคือ ทุกอย่างมีทางออกหมด แต่คุณมองไม่เห็น แม้แต่คนที่มีอำนาจก็ไม่เห็น จริง ๆ มันแค่จับแพะชนแกะอยู่ปลายจมูก มันก็มีทางออก มันก็ไม่ได้แพง แล้วมันก็เวิร์คด้วย อย่าคิดว่าโลกนี้ไม่มีทางออก มองไม่เห็นเอง
โซเชียลมีเดียเป็นของดี แต่ตอนนี้มันเละเทะ ทำยังไงให้ไม่เละเทะ ก็เอาข้อมูลที่ถูกต้องใส่เข้าไป อย่าสร้างเฟคนิวส์ มันจะทำให้คนงง อย่าสรุปอะไรที่นั่งเทียน ทำให้มีคุณภาพ
แล้วก็อย่าบูลลี่ใคร ในหลวงท่านด่าใครไหม ท่านให้โอกาสทุกคน ผมใช้เวลาเข้าใจตรงนี้นานเหมือนกัน ทุกคนคงจะมีโอกาสแก้ไขในสิ่งที่ผิด ไม่ว่าเขาจะผิดด้วยความไม่ตั้งใจหรือตั้งใจก็ตาม คุณต้องให้โอกาสเขา การไปด่าอย่างเดียวมันไม่ได้ให้ทางออก
แล้วเรื่องพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ที่พระมหาชนกว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืนไม่เห็นฝั่ง คือความมุ่งมั่นพากเพียร แต่ตอนจบของพระมหาชนก ท่านมีโอกาสเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านไม่เอา ท่านลาออกจากทุกอย่าง ท่านบอกว่าถ้าเราไปติดลาภยศสรรเสริญ พวกนี้มันไม่ใช่ของจีรังหรอก เดี๋ยวมันก็พัง
สรุปก็คือปิดทองหลังพระ ทำงานแบบนั้นได้ไหม ถ้าทำได้ก็มีความสุขแล้ว พอคนไปติดทองหน้าพระ กล้องมาถ่าย จะทำอะไรก็ต้องมีสื่อมาถ่าย นักการเมืองเลย ถ่ายอย่างเดียว ทำก็ไม่ทำ แต่ถ้าเป็นปิดทองหลังพระ ไม่มีใครมายุ่ง เธอทำได้ เธอให้ความสุขแก่ใจตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่พระราชนิพนธ์สอน Self-Fulfillment ความสุขทางใจ
The People: ในฐานะที่คุณเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับรางวัล People of the Year จาก The People Awards คุณมองรางวัลนี้อย่างไร?
ดร. เจน: ถ้าไปตามพระมหาชนกเขาก็บอกว่าอย่า delighted มาก ก็คือรู้ว่าได้ แต่ว่าก็อย่าทำตัวลอย คนที่ให้รางวัลเราได้จริง ๆ ก็คือลูกเมียเรา เพราะรู้ว่าเราทำอะไรอยู่
แต่รางวัลนี้มีดีอย่างหนึ่งสำหรับคนอื่น ก็คือมันช่วยให้คนอื่นมีที่ยืน อันนั้นสำคัญ เพราะตอนนี้คนที่พยายามทำดีไม่มีที่ยืนเลย แต่คนเลวบริสุทธิ์มีที่ยืนทุกวัน สื่อทำหน้าที่ถูกแล้วก็คือพยายามให้เป็นแบบอย่างว่ามีคนมีอะไรดีในสังคม
คนตัวเล็ก ผมก็อยากให้กำลังใจนะ อย่าคิดว่าเราเป็นมดตัวเล็ก เกิดมาแล้วไม่มีค่า จริง ๆ ไอเดียคุณ ถ้ามีคนได้ยิน เป็นไอเดียที่ดี มันไปถึงดวงดาวเลย คุณยกภูเขาได้ แต่ขอให้เป็นไอเดียที่บริสุทธิ์เพื่อประโยชน์ทุกคน ช่วยกันสร้างชาตินี้ต่อไป แล้วเมืองไทยจะน่าอยู่มาก
ผมบอกได้เลยว่าถ้าเราเริ่มแก่ เจ็บ ตาย ที่นี่เป็นที่ที่สมบูรณ์แบบ ไอ้ที่ไม่น่าอยู่ก็แค่เกิดมาแล้วต้องเจออะไรบางอย่าง ก็แก้มันซะ แล้วที่เหลือมันจะสบาย
สุดท้าย อย่าด่าแล้วจบ ลองคิดดีกว่าว่าถ้าฉันไม่ด่า ฉันจะทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์สักอย่าง อย่างน้อยที่สุด ก็ไปเลือกตั้ง เลือกให้มั่นใจว่าพรรคที่คุณเลือกมันจะทำกฎหมายให้ผ่าน ทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วก็อย่าชี้นิ้วหาจำเลยแล้วจบ เรามีหน้าที่บางอย่างที่เราควรจะทำครับ