14 เม.ย. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
“เราชอบการสร้างโลกที่ทำให้คนเข้ามาเอ็นจอยเรื่องราวของเราได้”
ในยุคที่ความวุ่นวายรายล้อมอยู่รอบตัว ทำให้ใครหลาย ๆ คนมักจะเฝ้าค้นหาคำตอบในความหมายของตัวตน และท่ามกลางกระแสการค้นหาคำตอบนี้เอง การมีอยู่ของแบบทดสอบออนไลน์สไตล์จิตวิทยาที่มาพร้อมกับงานภาพกราฟิกสวยงาม จึงกลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ผู้คนนับล้านเลือกคลิกเข้าไปสำรวจใจตัวเอง
ความน่าสนใจที่ทำให้แบบทดสอบเหล่านี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นกระแสคือ การที่ผลลัพธ์ที่ได้ดันไปแตะโดนความรู้สึกในส่วนลึกที่บางครั้งเราเองก็ไม่กล้าพูดออกมา มันไม่ใช่แค่เรื่องของความแม่นยำ แต่เป็นเรื่องของ ‘การถูกเข้าใจ’ ในวันที่โลกข้างนอกอาจไม่เข้าใจเราเลยสักนิด
วันนี้ The People ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘อะตอม ปกรณ์’ ศิลปินและนักสร้างสรรค์ผู้อยู่เบื้องหลัง Interactive Website ชื่อดังอย่าง ‘กุญแจกลางใจ’ (My Blooming Key) และ ‘เกิดใหม่เป็นแมว’ (Reborn as a cat) เพื่อย้อนดูเส้นทางชีวิต ตั้งแต่รอยขีดเขียนในวัยเด็ก จนถึงวันที่เขาเปลี่ยน ‘งานศิลปะ’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ทำให้หัวใจของคนธรรมดากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
สำหรับอะตอมแล้ว ศิลปะไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งค้นพบเมื่อโตขึ้น แต่มันเริ่มต้นจากการเป็นเด็กช่างสังเกตที่มองเห็นความว่างเปล่าในหนังสือเรียนแล้วตัดสินใจ ‘เติมเต็ม’ มันด้วยตัวเอง
“ภาพจำแรกก็คือช่วงที่เรียนอนุบาล มีพวกหนังสือเรียนมานะมานีปิติชูใจ เราชอบดูภาพประกอบมาก
“พอเราโตขึ้นมา มันกลายเป็นหนังสือที่มันไม่มีภาพ เราก็เลยเกิดการตกแต่งเขียนวาดภาพประกอบหนังสือขึ้นมาเอง แล้วเพื่อนๆ ก็มาทักว่า ‘เฮ้ยทำได้ยังไง’ ก็เลยเริ่มจุดประกายว่า อ๋อ นี่อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่เราแตกต่างจากคนอื่นนะ”
และจากจุดนั้นเอง เขาจึงเริ่มจูนความเป็น ‘ศิลปิน’ ในตัวขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมีโลกสีสันของ Modern 9 การ์ตูนช่อง 9 ในวัยเด็ก คอยหล่อหลอมเป็นรากฐาน ก่อนที่จะเติบโตมามี ‘ทิม เบอร์ตัน’ (Tim Burton) เป็นไอดอลผู้จุดประกายความฝันว่า ศิลปินสามารถเป็นได้มากกว่าผู้วาดรูป แต่เป็น ‘ผู้สร้างโลกศิลปะ’ ที่มีสไตล์ชัดเจนและทรงพลัง
“เขาสามารถสร้างโลกให้ทุกคน เข้ามาอยู่ในในโลกของเขาแล้วก็เข้าใจว่านี่เป็นสไตล์เขา ถ้าเราทำได้อย่างนั้นก็คือเท่ดีนะ”
แต่ก่อนที่เขาจะขึ้นมาเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ Interactive Website และคอนเทนต์งานศิลปะต่าง ๆ หากย้อนกลับไปในวันที่เขาก้าวเข้าสู่โลกของยูทูปใหม่ ๆ เส้นทางนั้นกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด เพราะในช่วงเวลาที่เขาเป็นยูปเบอร์หน้าใหม่นั้น เป้าหมายที่ขับเคลื่อนทุกย่างก้าวของเขาไม่ใช่เพียงการสร้างงานศิลปะเท่านั้น แต่คือการ ‘หาเงิน’ ตามกลไกของโลกออนไลน์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว อะตอมบอกว่าในช่วงแรกเขาทำคอนเทนต์ในเชิงบันเทิงทั่วไป โดยยอมทิ้งสัญชาตญาณความเป็นศิลปินไปเพียงเพื่อตอบสนองต่อกระแสที่ทำเงินได้ แต่การฝืนทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเริ่มกัดกินตัวตนของเขาจนถึงจุดที่ทนไม่ไหวจนไม่อาจแก้ไขได้
“ถ้าเกิดว่าเราไม่เปลี่ยนตัวเองตั้งแต่แช่วงนั้นป่านนี้ก็คืออยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าสติแตก เพราะว่าไม่ใช่ตัวเอง
“พอทำไปสักพักนึงมันไม่ใช่ตัวเอง เราชอบวาดรูปมาก่อนทำยูทูปอีก เราก็เลยค่อยๆเบนเข็ม ค่อยๆ Shift Content ไปในทางที่เราจะทำได้ในระยะยาวมากขึ้น ก็เลยค่อยๆมีความประดิษฐ์ประดอยมีความ Craft DIY แล้วก็เริ่มกลายเป็นแบบว่าสอนศิลปะขึ้นมาทีละหน่อยทีละหน่อย”
หลังจากที่ค้นพบแนวทางของตัวเองแล้วจากการปรับเปลี่ยนคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับตัวตนแล้ว อะตอมก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ความสำเร็จในครั้งนั้น แต่เขากลับมองว่านี่คือการเปิดประตูบานใหม่ที่ทำให้ศิลปินสามารถก้าวออกจาก ‘กรอบ’ เดิมๆ ที่เคยจำกัดอยู่แค่การจับพู่กันหรือดินสอวาดรูป
แรงบันดาลใจเบื้องหลัง Interactive Website อย่าง ‘My Blooming Key’ (กุญแจกลางใจ) และ ‘เกิดใหม่เป็นแมว’ ไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะเป็นนักจิตวิทยาหรือนักพัฒนาเว็บไซต์มืออาชีพ แต่เริ่มต้นจากโจทย์ง่ายๆ ที่ท้าทายในใจว่า ‘มีทางเลือกอื่นไหมที่จะขายผลงานศิลปะโดยที่เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในแค่วงการศิลปะ ?’
อะตอมยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ My Blooming Key ว่า ในตอนนั้นเขามองเห็นข้อจำกัดของวงการศิลปะไทยที่มักจะวนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มคนทำงานศิลปะด้วยกันเอง การจะขายผลงานให้ได้มักขึ้นอยู่กับการสนับสนุนเฉพาะกลุ่ม แต่เขาตั้งคำถามว่าจะมีทางเลือกอื่นไหมที่จะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจงานของเขา โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่ใน ‘คอมมูนิตี้ศิลปิน’
“เราตั้งโจทย์ไว้ว่าจะขายวอลเปเปอร์มือถือแต่ไม่อยากขายให้แค่คนที่อยู่ในวงการศิลปะเท่านั้น อยากขายให้คนทั่วไปเข้ามาซื้อได้ ก็เลยตั้งโจทย์นี้ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนนอกวงการน่ะเข้ามาซื้อได้ ก็เลยงอกเป็นโครงการการทำควิซนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะดึงดูดคนทั่วไปที่ไม่ต้องติดตามเราแต่ว่ามองเห็นผลงานศิลปะเรา
“เลยต้องทำให้เขาแชร์หรือแชร์อัตโนมัติ งั้นทำยังไงให้เขาแชร์ก็ต้องทำให้เขารู้สึกผูกพันหรือรู้สึก”
หัวใจสำคัญที่ทำให้อะตอมเปลี่ยนจากศิลปินมาสู่การเป็นผู้สร้างแบบทดสอบจิตวิทยา คือการเข้าใจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ เขาตระหนักว่ากุญแจสำคัญที่จะทำให้คนเข้าถึงงานศิลปะได้มหาศาลคือ ‘การแชร์’ ดังนั้น เขาจึงออกแบบแบบทดสอบ ให้คนเล่นรู้สึกผูกพันและถูกใจ จนเกิดความต้องการที่จะแบ่งปันผลลัพธ์นั้นออกไปโดยอัตโนมัติ
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับ My Blooming Key นั้น เกินความคาดหมายของตัวศิลปินเองไปมาก ในตอนนั้นเขาวาดภาพด้วยความตั้งใจเพียงแค่อยากนำเสนอผลงานศิลปะสวย ๆ ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับความนิยมในแบบที่คาดไม่ถึง
กลับกันแล้ว ในส่วนของ ‘เกิดใหม่เป็นแมว’ อะตอมมองว่ามันคือภาคต่อของความสำเร็จที่เขาเริ่มจับทาง ‘รูปแบบ’ ความชอบของคนไทยได้แล้ว เขาจึงเลือกนำเสนอผลงานในรูปแบบที่สั้นและกระชับขึ้น แม้จะไม่มีสินค้าวางขายเหมือนโปรเจกต์แรก แต่เป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดให้ผู้คนหันมามองเห็นงานศิลปะของเขาในมุมที่กว้างขึ้น
แต่ระหว่างเส้นทางการเปลี่ยนผ่านนี้ ก็มีทั้งเรื่องยากและเรื่องง่ายที่จะกระโดดจากศิลปินสายผลิตผลงาน มาสู่การเป็นผู้ดูแลกลไกหลังบ้านของเว็บไซต์ เพราะนอกจากทักษะด้านศิลปะที่ต้องประณีตแล้ว เขายังต้องสวมหมวกของนักเขียนและนักวางแผนตรรกะไปพร้อม ๆ กัน
“หนึ่งคือเราเป็นศิลปิน เราก็ต้องวาดรูปให้สวย สองเราเป็นนักเขียน เราก็ต้องเขียนเรียบเรียงเนื้อหาให้มันถูกใจ สามเราเป็น Content Creator เราก็ต้องหาทางการแบบว่าทำยังไงให้ถูกใจคนหมู่มากได้มากที่สุด คือรวมทุกองค์ประกอบที่เรามีขึ้นมาเป็นสิ่งนี้”
เขายังเปรียบเทียบอีกว่านี่คือการ ‘ปลดล็อก’ ตัวเองสู่การเป็นศิลปินในเวอร์ชันที่ครบเครื่องกว่าเดิม จากเดิมที่เคยขีดเขียนลงบนกระดาษเพียงอย่างเดียว ตอนนี้เขาสามารถสร้าง ‘โลกจำลอง’ ที่ผู้คนสามารถโต้ตอบได้จริง
“ฉันก็ทำอะไรได้มากกว่าการถ่าย TikTok นะเว้ย”
แล้วทำไมต้องเป็นแมวกับดอกไม้ ?
ถึงแม้แบบทดสอบนี้จะอ้างอิงแก่นมาจาก MBTI ซึ่งเป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพที่ได้รับความนิยมระดับโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วงานของเขาไม่ใช่แบบทดสอบเชิงจิตวิทยาแบบทางการ แต่เป็นการนำ ‘แก่น’ จริง ๆ มาตีความใหม่ให้มีความนุ่มนวลและเข้าถึงง่ายที่สุด และทำให้ทุกคนสามารถเอ็นจอยกับผลลัพธ์ได้โดยไม่รู้สึกว่าโดนตัดสิน
“เราเอามาแค่แก่นของ MBTI แล้วก็บิดเป็นดอกไม้ที่ให้ความอันนี้ นี่เป็นทางไหนได้บ้างนะ แล้วค่อยมาตีความต่อจากสิ่งนั้น
“ทั้งดอกไม้และแมวเนี่ยมันเป็นสิ่งที่คนจะไม่เกลียดแน่ ๆ เพราะเป้าหมายของเราคือเข้าถึงหัวใจของคนหมู่มากให้ได้มากที่สุด ดอกไม้ก็เลยเป็นภาษาสากลที่ยังไงคนก็ให้ความรักกับมันได้ง่าย คือดอกไม้พันธุ์อะไรมันก็สวยอ่ะ หรือแมวตัวไหนมันก็น่ารัก”
สิ่งที่ทำให้คนเล่นรู้สึกว่ามีคนเข้าใจเขาจริง ๆ คือการที่อะตอมไม่ได้ใส่เพียงแค่ข้อดีลงไปในผลลัพธ์ที่ออกมา แต่เขาจงใจใส่ ‘ข้อเสีย’ หรือ ‘จุดบกพร่อง’ ลงไปอย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติ
“เราก็จะมีบอกด้วยว่า คุณมีข้อดีอย่างนี้ แต่ว่าคุณน่ะมีข้อเสียแบบนี้ด้วย มันทำให้รู้สึกว่ามันตรงกับฉันน่ะ เพราะฉันน่ะไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก ฉันน่ะก็มีข้อเสียแบบนี้
“มันจะรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายกว่าการที่บอกว่าคุณน่ะดีสิบอย่าง แต่ถ้าคุณบอกว่าถ้าเราสามารถนำเสนอจุดบกพร่องอย่างน่ารักได้เนี่ย คนก็รู้สึกเข้าถึงกับสิ่งที่เราเป็นได้ง่าย”
อีกทั้งเขายังมองไปถึงว่า นี่คือหัวใจของ Content Creator ในยุคปัจจุบัน ที่เป็นการโชว์ความเป็น ‘บ้านๆ’ หรือความเป็นมนุษย์ที่มีด้านที่น่ารักและด้านที่บกพร่อง เพื่อลดระยะห่างระหว่างศิลปินและผู้ติดตาม ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้พูดคุยกับ ‘เพื่อน’ มากกว่าการฟังคำตัดสินจากคนที่อยู่เหนือกว่า
และหลังจากที่เว็บไซต์แบบทดสอบเหล่านี้กลายเป็นไวรัล ก็ทำให้มุมมองที่อะตอมมีต่อผู้คนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่อาจเคยมองว่าคนต้องมี Mindset หรือการตอบสนองที่คาดเดาได้ เขากลับพบว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายที่ไม่สามารถถูกตีกรอบได้ด้วยแบบทดสอบใด ๆ
“โลกนี้มันมีความแตกต่างเต็มไปหมดเลย
“ยิ่งเราพยายามแบ่งประเภทของคนมากเท่าไหร่ เรายิ่งเจอว่าคนไม่สามารถจัดเข้าไปในหมวดใดหมวดหนึ่งได้ ต่อให้แมวเจ็ดสิบตัวก็ไม่สามารถมาอธิบายคุณได้ เพราะว่าคุณก็คือตัวคุณเอง”
การทำความเข้าใจความซับซ้อนนี้ทำให้เขาเลิกที่ตัดสินใครด้วยหมวดหมู่ แต่หันมาศึกษาความซับซ้อนของแต่ละบุคคลมากขึ้น ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่เขานำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
หากถามถึงบทบาทของงานศิลปะที่เติบโตขึ้นจากการเป็นเพียงภาพวาด สู่การเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจตัวเอง และกลายเป็นมุมมองว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้ศิลปินคนอื่น ๆ กล้าที่จะก้าวออกจากกรอบการทำงานเดิม ๆ ที่เคยจำกัดอยู่แค่การผลิตผลงานศิลปะในรูปแบบเดียว
ประสบการณ์กว่าทศวรรษในฐานะ Content Creator ได้หล่อหลอมให้เขามีทักษะที่หลากหลายกว่าการเป็นแค่ศิลปิน การนำศิลปะมาผสมผสานกับตรรกะแบบ Interactive Website จึงเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ศิลปินสามารถมี ‘เวอร์ชันอื่นๆ’ ของตัวเองได้มากกว่าที่เคยเป็น
“มันเป็นตัวอย่างให้ศิลปินคนอื่น ๆ ที่อยากให้ออกจากกรอบการทำงานของตัวเอง”
“การมีสิ่งนี้ขึ้นมา ทำให้พาตัวตนของเราไปทางอื่นได้อีกเยอะแยะเต็มไปหมด มันเปิดประตูให้เรา เมื่อก่อนมันมีประตูเดียว แต่พอมันมีสิ่งนี้ขึ้นมา มันมีอีกหลายร้อยประตูล้านประตูทำให้เราแบบว่าสามารถเลือกจะไปต่อได้”
ในท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจบการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ทาง The People ขอเป็นตัวแทนของผู้ที่เล่นแบบทดสอบทุกคน ส่งต่อคำถามถึง อะตอม ปกรณ์ ว่าหากสามารถสื่อสารกับผู้คนนับล้านที่แวะเวียนเข้ามาสำรวจโลกผ่านหน้าจอของเขาได้เพียงหนึ่งประโยค เขาอยากจะฝากอะไรไว้ให้พวกเขาได้จดจำถึงความตั้งใจที่ซ่อนอยู่หลังผลลัพธ์เหล่านั้น
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้ดูศิลปะในในช่องทางใดก็ตาม ให้จำไว้ว่ามันเป็นสิ่งเหล่านั้นมันสร้างขึ้นมาเพื่อเพื่อทำให้หัวใจของคุณน่ะมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
“ศิลปะมันสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์มีความรู้สึกอะไรบางอย่างกับมัน มันทำให้โลกใบนี้มันไม่ตายด้านเพราะมันมีศิลปะ
“ผู้สร้างเขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้คุณได้เอนจอยกับสิ่งนั้น ๆ มันจะตรงหรือไม่ตรงหรือจะยังไงก็ตามช่างมัน แต่ว่ามีความสุขกับช่วงเวลานั้นนะ”
หากเปรียบความตั้งใจนั้นให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘Komorebi’ (โคโมเระบิ) หรือภาวะที่แสงแดดส่องลอดผ่านพริ้วไหวของใบไม้ลงมา ไม่ใช่แค่ความสวยงามทางธรรมชาติ แต่มันคือ ‘ภาวะแห่งการตื่นรู้’ ที่เชื่อมโยงกับการเล่นแบบทดสอบของผู้คน มันคือโมเมนต์ที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ เราไม่ต้องไปบีบบังคับให้มันเกิดขึ้น แค่เพียงเงยหน้าขึ้นมามองด้วยหัวใจที่เปิดรับ เราก็จะเห็นแสงที่ลอดผ่านความยุ่งเหยิงของชีวิตลงมามอบความอบอุ่นให้เราได้เสมอ
“มันย้ำเตือนว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่หรือว่าคุณจะเจอกับวันแย่ๆวันไหนก็ตาม การที่เรามีความสุขกับ ปัจจุบัน หรือสิ่งที่มันสร้างสิ่งสวยงามเล็ก ๆ ให้กับเราได้ มันก็มีค่าพอที่จะเดินหน้าในวันต่อไป
“เราสามารถเดินๆอยู่แล้วเราก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วเจอยอดใบไม้ได้ ก็รู้สึกว่า โอเคมันคือแค่นี้เองเว้ย ความสุขมันแค่นี้เอง”