17 ก.พ. 2569 | 18:04 น.

KEY
POINTS
“สิ่งที่เรามีอยู่” เขาอธิบายกับฉันด้วยถ้อยคำที่เขาชอบ “คือความรักที่เป็นของจริง เป็นแก่นแท้ เป็นรักที่ลึกซึ้ง แต่ก็คงดีหากเราเปิดโอกาสให้ตัวเองมีความสัมพันธ์รักรูปแบบอื่นในฐานะปัจจัยรอง”
ข้อความนี้ปรากฏในงานอัตชีวประวัติของ ‘ซิโมน เดอ โบวัวร์’ (Simone De Beavoir) เรื่อง ‘The Prime of Life’ ซึ่งเธอบันทึกทั้งความคิดของตนเองและคำพูดของ ‘ฌอง-ปอล ซาร์ตร์’ (Jean-Paul Sartre) ชายผู้เป็นทั้งคนรักและคู่คิดทางปัญญาตลอดชีวิต
“เราเป็นคนประเภทเดียวกัน” เธอเขียน “ความสัมพันธ์ของเราจะดำรงอยู่ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ทว่าความสัมพันธ์นี้ไม่อาจทดแทนความมั่นคงที่ได้จากการพบปะผู้คนหลากหลายในระยะเวลาอันสั้นได้”
คำกล่าวนั้นฟังดูคล้ายสิ่งที่คนร่วมสมัยเรียกว่า ‘Open Relationship’ ความสัมพันธ์ที่ไม่จำกัดว่าความผูกพันต้องผูกติดอยู่กับคนเพียงคนเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้ความรักมีได้หลายรูปแบบ ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน
ทว่า สำหรับซาร์ตร์และโบวัวร์ นี่ไม่ใช่เพียงการทดลองทางอารมณ์ หากเป็นการทดลองทางปรัชญา
ทั้งคู่ยึดแนวคิด ‘การมีอยู่มาก่อนแก่นแท้’ หรือ ‘existence precedes essence’ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมบทบาทหรือความหมายตายตัว แต่สร้างตนเองผ่านการเลือก การกระทำ และความรับผิดชอบต่อการเลือกนั้น เมื่อประยุกต์กับความรัก ความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ชะตากรรม ไม่ใช่ศีลธรรมที่ถูกกำหนดล่วงหน้า หากเป็นสิ่งที่ต้องเลือกและต่อรองกันอย่างมีสติ
ในปี 1929 พวกเขาทำ ‘ข้อตกลง’ ที่ภายหลังถูกเรียกว่า ‘The Pact’ โดยวางหมุดหมายให้กันและกันเป็น ‘essential love’ ความรักหลักที่ผูกพันในระดับตัวตน ส่วนความสัมพันธ์อื่นเป็น ‘contingent loves’ ความสัมพันธ์รองที่เกิดขึ้นตามเวลา ความปรารถนา และสถานการณ์
แนวคิดนี้ดูเสรี กล้าหาญ และมาก่อนกาล ทว่าในทางปฏิบัติ มันซับซ้อนกว่านั้นมาก
ภายใต้กฎแห่งความโปร่งใสที่ทั้งคู่สัญญาจะไม่โกหกกัน พวกเขามักดึงบุคคลที่สามเข้ามาอยู่ในวงความสัมพันธ์ จดหมายที่แลกเปลี่ยนกันไม่ได้มีเพียงถ้อยคำรัก หากยังเต็มไปด้วยการวิพากษ์คู่นอนของกันและกันอย่างละเอียด บางครั้งถึงขั้นโหดร้าย เพื่อยืนยันว่า ไม่มีใครสำคัญไปกว่า ‘เราสองคน’
เมื่อจดหมายส่วนตัวเหล่านั้นได้รับการตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตของทั้งคู่ ภาพความรักเสรีที่เคยถูกยกย่องก็เริ่มถูกตั้งคำถาม
เสรีภาพที่ประกาศไว้ เสมอกันจริงหรือไม่
ซาร์ตร์ในฐานะนักปรัชญาชื่อดัง มีอำนาจทางสังคมและชื่อเสียงเหนือกว่า ขณะที่โบวัวร์ แม้จะเป็นนักคิดผู้ทรงอิทธิพล และผู้เขียน ‘The Second Sex’ หนังสือที่เขย่าสถานะผู้หญิงในศตวรรษที่ 20 เธอกลับถูกมองว่าแบกรับ ‘ภาระทางอารมณ์’ มากกว่าในความสัมพันธ์นี้ หลายครั้งเธอเป็นผู้เชื่อมต่อ แนะนำหญิงสาวให้รู้จักซาร์ตร์ และจัดการผลสะเทือนที่ตามมา
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ความสัมพันธ์แบบเปิดดีหรือไม่ แต่คือ ในความสัมพันธ์นั้น อำนาจกระจายตัวอย่างไร
กรณีของ ‘นาตาลี โซโรคีน’ (Nathalie Sorokine) นักเรียนวัย 17 ปี ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโบวัวร์ และกรณีของ ‘เบียนกา ลองบแลง’ (Bianca Lamblin) อดีตนักเรียนอีกคนที่ภายหลังเล่าถึงความสัมพันธ์แบบสามเส้า ระหว่างเธอ โบวัวร์ และซาร์ตร์ ล้วนสะท้อนความจริงที่ยากจะมองข้าม เมื่อความรักเกิดขึ้นในบริบทที่มีช่องว่างของอำนาจ เช่น ครูกับนักเรียน ความยินยอมย่อมไม่อาจเรียกว่าเสรีได้อย่างสมบูรณ์
แม้กฎหมายในเวลานั้นอาจมิได้ห้ามปราม แต่จริยธรรมของอำนาจยังคงเป็นคำถามค้างคา
ทั้งหมดนี้มิได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไร้ความหมาย ซาร์ตร์เรียกโบวัวร์ว่า Castor ส่วนโบวัวร์เรียกเขาว่า ‘my dear little being’ ทั้งสองถูกฝังเคียงกัน ณ สุสาน Montparnasse ราวกับยืนยันว่า ไม่ว่าโลกนี้จะตีความพวกเขาอย่างไร พื้นที่สุดท้ายของชีวิตยังคงวางอยู่ข้างกัน
ทว่าบางที สิ่งที่สำคัญกว่าความโรแมนติก คือบทเรียนที่ซ่อนอยู่
เสรีภาพในความรักไม่ใช่เพียงการปฏิเสธกรอบเก่า หรือการประกาศว่าตนเองไม่ยึดติด หากคือการตระหนักว่า ทุกการเลือกของเราส่งผลต่อผู้อื่น และเราต้องรับผิดชอบต่อผลนั้นอย่างเต็มที่
ในวันที่โลกเฉลิมฉลองความรัก เราอาจไม่จำเป็นต้องถามว่า ความสัมพันธ์ของเราทันสมัยเพียงใด หรือเปิดกว้างแค่ไหน แต่ควรถามว่า คนที่อยู่ในความสัมพันธ์กับเรา รู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีเสียงของตนเองจริงหรือไม่
ซาร์ตร์เคยยืนยันว่ามนุษย์ถูกตัดสินให้มีเสรีภาพ แต่เสรีภาพที่ปราศจากความรับผิดชอบ ย่อมกลายเป็นเพียงข้ออ้าง
คำถามจึงไม่ใช่ เราให้อิสระในความรักได้มากแค่ไหน
หากคือ เรากล้ารับผิดชอบต่ออิสระนั้นเพียงใด
และบางที นั่นอาจเป็นความรักที่เท่าเทียมที่สุด เท่าที่มนุษย์จะสร้างขึ้นได้
เรื่อง: Jaomie
ภาพ: Getty Images