08 ก.พ. 2569 | 11:40 น.

KEY
POINTS
ในจำนวนการเลือกตั้งทั้งหมดทั้งมวลที่มีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากจะเปรียบเทียบการเลือกตั้งในช่วงหลังนี้กับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ไม่มีครั้งใดที่จะน่าศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกันมากเท่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 13 ของไทย (นับจากการเลือกตั้งครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2476)
ทั้งนี้เพราะเหตุว่า มีความเหมือนที่แตกต่างกันระหว่างการเลือกตั้งทั้งสองครั้งนี้ ดังนี้.
(1) เป็นการเลือกตั้งหลังจากสังคมไทยเผชิญปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกแยกทางความคิดกัน จนกระทั่งมีการจับอาวุธสู้รบกันในชนบทระหว่างฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหารมาเป็นเวลาร่วมกว่า 2 ทศวรรษ
(2) เป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทเงื่อนไขหลังจากเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.2520 นำโดย ‘พลเอกสงัด ชลออยู่’ โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนฝ่ายขวา ‘นายธานินทร์ กรัยวิเชียร’ รัฐประหารนี้นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาให้อำนาจมากเป็นพิเศษแก่วุฒิสภา ที่มาจากการแต่งตั้ง หลายอย่างหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งแต่เดิมที่เป็นมาถือเป็นอำนาจฝ่ายบริหารและสภาผู้แทนราษฎร จึงมีประเด็นการแก้-ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องในการหาเสียงเลือกตั้งอยู่ด้วย
แม้ว่า สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2521 จะไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่จากอำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ทำให้เห็นว่ารัฐบาลที่ไม่ได้รับความสนับสนุนจาก สว. ยากจะจัดตั้งเป็นรัฐบาลหรือไม่สามารถปฏิบัติงานในฐานะรัฐบาลได้ ไม่ต้องพูดถึงการทำนโยบายตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยเลย เพราะจุดชนวนให้เกิดการส่งกองกำลังฝ่ายขวาเข้าล้อมปราบขบวนการนักศึกษาประชาชนในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519
ดังที่ทราบกันว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา นักศึกษาประชาชนเป็นอันมากได้ตัดสินใจ ‘เข้าป่า’ ร่วมกับ พคท. ส่งผลทำให้ พคท. สู้รบกับฝ่ายรัฐบาลได้เข้มแข็งมากขึ้น กระทั่งบางเขตงานของ พคท.สามารถยกระดับเป็น ‘เขตปลดปล่อย’ ได้ เช่น ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งระหว่าง พคท. กับเผด็จการทหาร
แม้ว่าในฝ่าย พคท. เอง จะมีความเห็นต่างว่า การประกาศจัดตั้งเขตปลดปล่อยที่ภูหินร่องกล้า เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด เพราะทำให้ภูหินร่องกล้าและเขตงานข้างเคียงตกอยู่ในอันตราย จากที่จะต้องเผชิญการปราบปรามจากฝ่ายรัฐบาลหนักขึ้น เพื่อไม่ให้เขตปลดปล่อยดังกล่าวตั้งอยู่ได้สืบเนื่องต่อมา
อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงกดดันจากฝ่าย พคท. ที่ปฏิบัติงานอยู่ในเขตงานอื่น ๆ ให้ต้องพยายามสร้างเขตปลดปล่อยบ้าง จนสุดท้าย พคท. ต้องเลิกถอนสถานะภูหินร่องกล้ากลับเป็นเขตงานหนึ่งเช่นเดียวกับเขตงานอื่น ๆ ไม่ได้เป็นเขตปลดปล่อย สถานการณ์สู้รบจึงกลับมาเบาบางลง
อย่างไรก็ตาม การเกิดเขตปลดปล่อยที่หมายถึงเขตที่ พคท. ยึดครองอำนาจและจัดการปกครองแบบใหม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น เป็นสิ่งสร้างแรงกดดันและตึงเครียดแก่ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการเช่นกัน เพราะต้องทุ่มเทกำลังมหาศาลในการปราบปรามมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตของเหล่าทหารกล้าและทรัพย์สินของราษฎรตามแนวเขตสู้รบ
ความไม่ประสบผลสำเร็จในการใช้กำลังอาวุธสู้รบกับ พคท. ทำให้กลุ่มทหาร ‘สายพิราบ’ มีเสียงที่ดังกว่า ‘สายเหยี่ยว’ กระทั่งต้องถอยฉากให้ ‘สายพิราบ’ เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายทางการเมืองและยุทธศาสตร์การทหารใน ‘สงครามประชาชน’ ( ‘สายพิราบ’ หมายถึงกลุ่มทหารที่เห็นควรใช้การเจรจาและประนีประนอม ส่วน ‘สายเหยี่ยว’ หมายถึงกลุ่มทหารที่มุ่งใช้กำลังปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเพื่อหวังชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ)
ผลงานที่โดดเด่นและสำคัญของสายพิราบ คือ ยุทธศาสตร์ที่เรียกกันต่อมาว่า ‘การเมืองนำการทหาร’ หมายความว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่ใช่กำลังทหาร เนื่องจากเป็นกลุ่มนายทหารที่มองว่า ‘สงครามประชาชน’ ที่นำมาสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายสู้รบกันในชนบทเวลานั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากความแตกแยกทางความคิด แบ่งเป็นซ้ายกับขวา ตามบริบทโลกยุคสงครามเย็น เป็นสิ่งที่ใหญ่โตพ้นไปกว่าขอบเขตของรัฐไทย โดยที่ศัตรูเวลานั้นไม่ใช่กองทัพของต่างชาติที่จะรุกรานแย่งชิงเขตแดน หากแต่เป็นประชาชนภายในประเทศเดียวกัน
ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารนี้มีรูปธรรมคือ ‘นโยบาย 66/23’ หรือ ‘คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523’ ออกในสมัยรัฐบาลนำโดย ‘พลเอกเปรม ติณสูลานนท์’ ซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพนับถือจากกลุ่มนายทหารทั้งสายเหยี่ยวและสายพิราบ
เนื้อหาสาระของ ‘คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523’ คือการให้อภัยผู้เข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ หากยอมมอบตัววางอาวุธกับทางการแล้ว จะไม่ต้องรับโทษ เมื่อสอบสวนให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่แล้ว ก็สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตได้ปกติ ที่เป็นชาวไร่ชาวนา ยังได้สิทธิได้ที่ดินทำกิน 15 ไร่ เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกด้วย
ใน ‘คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523’ ได้มีการยกเลิกการเรียกกลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐบาลว่า ‘ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์’ แล้วเปลี่ยนมาเรียกเป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’
นโยบายนี้สายพิราบไม่ได้คิดค้นออกมาอย่างปราศจากข้อมูลของอีกฝั่งตรงข้าม เพราะทราบกันดีว่าปัญญาชนนักศึกษาที่เข้าร่วมกับ พคท. ขณะนั้นกำลังเกิด ‘วิกฤติศรัทธา’ ต่อขบวนการ พคท. เพราะบรรยากาศภายในพรรคที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยม ยังมีการแบ่งชนชั้น แบ่งเป็น ‘ส. (สหาย)’ ‘ย. (เยาวชน)’ กรมการเมืองฝ่ายนำของพรรค กระทำตนเป็นอีลีตอยู่เหนือผู้ปฏิบัติงาน
เมื่อ พคท. มีความ ‘ไม่ตรงปก’ ไม่เป็นอย่างที่คิดที่ฝันเช่นนั้น กลายเป็นว่าต่อต้านเผด็จการในเมืองแล้วไปเจอกับเผด็จการในป่าแทน นักศึกษาปัญญาชนส่วนหนึ่งจึงพากันเอาใจออกห่างจาก พคท. และบางส่วนก็ออกจาก พคท. แล้วเขียนงานหรือส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พคท. กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สายพิราบในฝ่ายปราบปรามเกิดความมั่นใจในแนวทางของตน เมื่อประกาศนโยบาย 66/23 ก็จึงได้รับการตอบรับจากอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้ พคท. ที่ไม่อาจปรับตัวรับมือกับสภาพการณ์ได้ทันท่วงที อยู่ในภาวะระส่ำระสายอย่างหนัก มวลชนทยอยออกจากป่าคืนเมืองกันต่อเนื่อง
แต่ลำพัง 66/23 ก็ไม่อาจเอาอยู่ เพราะปัญญาชนคืนเมือง ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากลับใจหันมาเป็นฝ่ายรัฐบาล พวกเขาก็ยังคงคิดและเชื่อแบบเดิมอยู่นั่นแหล่ะ เพียงแต่โจทย์ของสายพิราบคือทำอย่างไรจะให้คนเห็นต่างเหล่านี้อยู่อย่างสงบเรียบร้อยไม่ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีก
สิ่งสำคัญต่อมาที่สายพิราบมอบให้เป็นมรดกตกทอดทางความคิดและยุทธศาสตร์การจัดการความขัดแย้งมาเท่าทุกวันนี้ (แต่มักไม่ได้รับการนำเอาไปปฏิบัติ) ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’ ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วก็คือการยอมถอยครึ่งหนึ่งของชนชั้นนำไทย
‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’ ที่ถือกำเนิดขึ้นโดยเป็นนวัตกรรมใหม่ในการเมืองไทยทศวรรษ 2520 นั้น ก็คือการที่ชนชั้นนำยอมให้มีการจัดการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองแข่งขันกันตามระบบปกติ มีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภาอันประกอบด้วยผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการโหวตเลือกของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจพิเศษของทหารที่มีสืบมาจากการรัฐประหาร และหากเกิดความวุ่นวาย กระทบผลประโยชน์ หรือสร้างความไม่พอใจแก่เบื้องบนขึ้นมา ทหารก็สามารถจะออกมา ‘เอ็กเซอร์ไซส์’ ได้ตลอด
อย่างไรก็ตาม แม้จะล้มลุกคลุกคลานและเผชิญความเปลี่ยนแปลงอยู่ต่อมาอีกหลายครั้ง ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบนี้ก็ดำรงอยู่เรื่อยมาจนสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 จากการรัฐประหารโดย ‘คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ’ (รสช.) นำโดย ‘พลเอกสุจินดา คราประยูร’ เจ้าของวาทะ “เสียสัตย์เพื่อชาติ”
นั่นหมายความว่าระบบนี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วว่าเหมาะสม-ไม่เหมาะสมกับบรรยากาศการเมืองแบบหลังป่าแตกอย่างไร เมื่อผ่านไประยะหนึ่งจนเหตุปัจจัย (ที่มาจากสงครามประชาชน) หมดสิ้นไปแล้ว แม้แต่จะมีประชาธิปไตยเพียง ‘ครึ่งใบ’ ฝ่ายทหารอำนาจนิยมก็หมดความอดทนจนต้องหวนกลับไปใช้ ‘ไม้ตายเดิม’ อย่างการรัฐประหาร
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2526 เริ่มต้นกระบวนการเมื่อรัฐบาลนำโดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2526 สืบเนื่องจากการที่ สส. และ สว. ฝ่ายที่ทางกองทัพสนับสนุนมีความขัดแย้งกันกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งแบบรวมเขต รวมเบอร์
เนื่องจากบทเฉพาะกาลของ ‘รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521’ ยังไม่สิ้นสุด ทำให้การลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ยังมีผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองด้วย
การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนมาลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียง 24,224,470 คน คิดเป็น 50.76% ของประชากรทั้งหมด แน่นอนว่าผู้ใช้สิทธิออกเสียงส่วนใหญ่เวลานั้นคือประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชุมชนเมืองทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองต่างจังหวัด
ก่อนบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุด ผลการเลือกตั้งก็ชัดเจนแล้วว่า ‘พรรคกิจสังคม’ ที่มีหัวหน้าพรรคคือ ‘ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช’ จะต้องทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลเป็นพรรคแรก และได้มีการร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่น ๆ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์, พรรคประชากรไทย และพรรคชาติประชาธิปไตย แต่การเมืองไทย พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเสมอไป
แต่ทว่า ‘พรรคชาติไทย’ ที่มีหัวหน้าพรรคคือ ‘พลตรีประมาณ อดิเรกสาร’ ก็ได้ประกาศจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคกิจสังคม เพราะรัฐธรรมนูญให้สิทธิว่าพรรคใดรวมเสียงข้างมากได้มากกว่าก็มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยพรรคชาติไทยจะร่วมกับพรรคเล็กทั้งหมด เมื่อนับเสียงแล้วก็มีมากกว่าฝ่ายพรรคกิจสังคม ในระหว่างนี้ สส.จาก ‘พรรคประชาไทย’ และ ‘พรรคสยามประชาธิปไตย’ ได้ตัดสินใจย้ายเข้ามาสังกัดพรรคชาติไทย ทำให้ฝ่ายพลตรีประมาณ อดิเรกสาร และพรรคชาติไทย มีจำนวน สส. เพิ่มขึ้นอีก
เมื่อบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลง มีการรวบรวมพรรคเล็กและ สส.ที่ไม่สังกัดพรรคเข้าพรรคต่าง ๆ ทำให้พรรคชาติไทยที่รวบรวม สส. ได้มากที่สุด คือจำนวน 108 คน จึงประกาศจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคกิจสังคม ซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงสุด ขณะนั้นไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีทั้งหมด 324 เสียง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับพรรคกิจสังคม พร้อมด้วยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชากรไทย จึงได้ ‘แก้เกมส์’ โดยการตกลงกันที่จะสนับสนุนให้ พลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อดึงเอากองทัพมาอยู่ฝั่งตน และเมื่อพลเอกเปรมตอบตกลง “รับจบ” พรรคกิจสังคมก็จึงได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคชาติไทยรวมกันกับพรรคการเมืองอื่น ๆ เป็นฝ่ายค้าน
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับเป็นสมัยที่ 2 ในวันที่ 30 เมษายนปีเดียวกัน การจัดตั้งรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ จำนวน 44 คน นับเป็นคณะรัฐมนตรีคณะที่ 43 และได้เข้าทำการปฏิญาณตนเบื้องพระพักตร์เพื่อเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 9 พฤษภาคมปีเดียวกัน
ถึงตรงนี้คงเป็นอีกครั้งที่ผู้อ่านคงจะมีความรู้สึกนึกคิดต่อการเมืองไทยในบางมุมจนก่อเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า เพราะอะไร ทำไม การเมืองไทยถึงชอบวนหลูป กลับมาเป็นแบบซ้ำ ๆ เดิม ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า??? ผู้เขียนก็ต้องขอยอมรับไว้ ณ ที่นี้ด้วยเหมือนกันว่า ไม่สามารถจะมีคำตอบที่แน่ชัดให้แก่ผู้อ่านได้ นอกเหนือจากที่ได้ชี้ให้เห็นที่มาที่ไปของเหตุการณ์อดีตแล้ว ที่เหลือก็จนด้วยเกล้าฯ สุดปัญญาของผู้เขียน
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็เชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้จากอดีตได้ แม้ว่าเราอาจไม่สามารถนำเอาสิ่งที่คนในอดีตเคยกระทำกันมาแล้วนั้นมาใช้ในปัจจุบัน เพราะคนละบริบท คนละเงื่อนไข และด้วยสาเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน โดยปกติคนเราเรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากกว่าความสำเร็จ ขึ้นกับว่าจะยอมเปิดใจเรียนรู้กันหรือไม่
อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนชวนให้รำลึกนึกถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2526 ก็เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากที่สังคมไทยบอบช้ำมามากจากความแตกแยกทางความคิดและความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนถึงขั้นจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้กันทั้งในชนบทและในเมือง แต่แล้วจาก ‘ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์’ ก็กลายเป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ นโยบาย 66/23 แท้ที่จริงแล้ว เบื้องหลังยังคงเป็นแนวคิดชาตินิยม แต่เป็นชาตินิยมในความหมายที่ต่างไปจากช่วงก่อนหน้า เป็น ‘ชาติ’ ที่อาจปรับปรุงแก้ไขให้มีนิยามความหมายถึงบ้านเมืองที่สามารถจะ “พัฒนาร่วมกัน” ได้จากหลากหลายแนวทางความคิด ไม่ใช่ความคิดเดียวหรือกระแสเดียว
อย่างไรก็ตาม ในบรรยากาศสังคมการเมืองแบบนั้นก็ยังมีความรับรู้และนำไปสู่การปฏิบัติว่า ลำพังการให้ล้างมลทินให้อภัย หรือทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น อย่างใน 66/23 นั้นไม่อาจทำได้ ชนชั้นนำจำเป็นต้องถอยไปกว่า ‘ครึ่งหนึ่ง’ ด้วยเหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นเวลานับ 24 ปี ที่ไม่มีการรัฐประหาร (นับจาก 2520-2534) มีรอบระยะเวลานานกว่าช่วงระหว่าง 2535-2549 เสียอีก
ยังต้องรอดูกันต่อไปว่า เมื่อผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ออกมาแล้ว พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงข้างมากจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ราบรื่นไหม และหรือรวมทั้งหลังจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนั้นแล้ว การเมืองไทยจะดำเนินไปในทิศทางไหน จะวนหลูปกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกหรือไม่
ในขณะที่ประชาชนชาวไทยยังมีปัญหาใหญ่รอให้มีท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง การค้าซบ การท่องเที่ยวเซา อากาศที่แทบจะหายใจไม่ได้เพราะฝุ่น PM2.5 ไหนจะโรคระบาด อากาศที่ร้อนอบอ้าว ภาวะเรือนกระจก แสงแดดแผดเผา สวัสดิการชีวิตที่ยังต้องจ่ายประกันสังคมไปให้ใครก็ไม่รู้เอาไปตัดชุดสูท-บินชั้นเฟิร์สคลาส ไหนจะพวกคนเทา ๆ ผู้ร้ายสแกมเมอร์ที่ยังคงชอบหลอกต้มตุ๋น ขับรถยังต้องกลัวซวยเจอดินถล่ม-เครนหล่นทับ อุบัติภัยน้ำท่วมบางพื้นที่ทุกปี ไหนจะค่าไฟแพง-ค่าแรงถูก นับวันจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ฯลฯ
หวังว่าคงไม่ต้องให้ผู้คนชาวประเทศนี้ต้องคิดหวังจะได้พบเจอชีวิตที่ดีที่ไม่ต้องมีปัญหาเหล่านี้ ก็เมื่อเข้าสู่ ‘ยุคพระศรีอาริย์’ แล้วเท่านั้น ไม่งั้นต่อให้ชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ก็ยังอาจจะนับว่าสายเกินกาลไปแล้ว...
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
ภาพ: วารสารข้าราชการ
อ้างอิง
เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช. “แนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536.
ชำนาญวิทย์ เตรัตน์. “สภาพการเป็นตัวแทนในระบบการเลือกตั้งของไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
ตามไท ดิลกวิทยรัตน์. “ภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ในการเมืองไทย” รัฐศาสตร์สาร. ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 (2546):148-205.
ธิกานต์ ศรีนารา. หลัง 6 ตุลาฯ: ว่าด้วยความขัดแย้งทางความคิดระหว่างขบวนการนักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพฯ: 6 ตุลารำลึก, 2552.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ. การเมืองไทยร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้าฯ, 2563.
ลิขิต ธีรเวคิน. ประชาธิปไตยครึ่งใบ: การเมืองไทยในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2533.
วาสนา นาน่วม. บันทึกคำให้การ พลเอกสุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสานของคณะรสช. กรุงเทพฯ: มติชน, 2555.
ศศิธร โอเจริญ. “บทบาททางการเมืองของกลุ่มทหารในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ระหว่าง พ.ศ. 2523-2531” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ: พี.เพรส.,2551.
เสน่ห์ จามริก. การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2540.