‘การปฏิวัติดอกกุหลาบ’ เมื่อประชาชนล้ม ‘การเลือกตั้ง’ ด้วยดอกไม้ ความหวัง สันติ

‘การปฏิวัติดอกกุหลาบ’ เมื่อประชาชนล้ม ‘การเลือกตั้ง’ ด้วยดอกไม้ ความหวัง สันติ

จากรัฐที่เกือบล้มเหลวสู่ประเทศที่ยืนขึ้นใหม่ด้วยพลังประชาชน ‘การปฏิวัติดอกกุหลาบ’ คือบทพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามอาจจุดชนวนความโกรธ แต่ดอกไม้ในมือผู้คนต่างหากที่เปลี่ยนความโกรธนั้นให้กลายเป็นพลังสันติ จอร์เจียปี 2003 ไม่ได้ล้มเพียงผลเลือกตั้งที่ถูกมองว่าโกง หากยังล้มวัฒนธรรมอำนาจแบบเดิม และเขียนกติกาการเมืองหน้าใหม่ด้วยความหวังของประชาชน

KEY

POINTS

หลายคนรู้จัก ‘จอร์เจีย’ (Georgia) ในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ภาพภูเขา เมืองเก่า และสถาปัตยกรรมยุโรปที่งดงามทำให้อยากไปเยือนสักครั้ง

แต่เบื้องหลังภาพนั้นคือ ‘ประวัติศาสตร์การเมือง’ ที่ปั่นป่วนอย่างหนักจนเกือบทำให้ประเทศเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ (Failed State) มาแล้ว 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากเหตุการณ์การที่ผู้ประท้วงหลายพันคนถือ ‘ดอกกุหลาบ’ เดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา เพื่อท้าทายผลเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความไม่โปร่งใส การนับคะแนนที่คลุมเครือและบทบาทของ ‘ผู้จัดการเลือกตั้ง’ ที่ขาดความน่าเชื่อถือ การประท้วงอย่างสันติครั้งนั้นไม่ได้โค่นล้มเพียงผลเลือกตั้งที่ประชาชนไม่ยอมรับ หากยังพลิกทิศทางของประเทศจากรัฐที่ใกลพังให้กลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

เอกราชและการผลิบาน

จอร์เจียประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 ภายใต้การนำ ของ ‘ซวียาด กัมซาฮูร์เดีย’ (Zviad Gamsakhurdia) แต่เส้นทางของรัฐเกิดใหม่นั้น เต็มไปด้วยความปั่นป่วน ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามและความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง จนรัฐบาลชุดแรกถูกโค่นล้ม กัมซาฮูร์เดียถูกขับออกจากอำนาจ โดยมี ‘เอดูอาร์ด เชวาร์ดนัดเซ’ (Eduard Shevardnadze) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพโซเวียต ถูกเชิญ

กลับมาเป็นประธานสภาแห่งรัฐของจอร์เจีย เพื่อยุติความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองในปี 1992

เชวาร์ดนัดเซสามารถประคองรัฐให้รอดพ้นจากภาวะล่มสลาย และค่อย ๆ วางรากฐานทางการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีจากการเลือกตั้ง ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนว่าผู้นำจากยุคโซเวียตนั้นอาจเป็นคนที่พาจอร์เจียกลับคืนสู่เสถียรภาพ และเริ่มต้นการสร้างรัฐชาติขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง

จากความหวังสู่รัฐล้มเหลว

แต่ความหวังของชาวจอร์เจียกลับถูกทุบทำลาย สภาพเศรษฐกิจและสังคมของจอร์เจียตกต่ำลงอย่างมาก ภายใต้การนำของเชวาร์ดนัดเซ รัฐบาลไม่สามารถจัดบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการค้างจ่ายเงินเดือนข้าราชการและเงินบำนาญรวมกันสูงถึง 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอยู่ในภาวะทรุดโทรมอย่างหนักระบบไฟฟ้าและพลังงานล้มเหลวบ่อยครั้ง

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการคอร์รัปชันในระบบราชการ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากพัวพันกับการทุจริต ส่วนหนึ่งเพราะรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอจะจ่ายเงินเดือนอย่างเหมาะสม ทำให้ข้าราชการต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยวิธีนอกกฎหมาย ขณะเดียวกันเชวาร์ดนัดเซก็ถูกมองว่ายังคงติดอยู่ในวังวนการเมืองแบบโซเวียตที่ให้คุณให้โทษพวกพ้องมากกว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง

ความไม่พอใจดังกล่าวนำไปสู่การแตกตัวทางการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนฯ ฝ่ ายรัฐบาลหลายคน รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมหนุ่มอย่าง ‘มีเคอิล ซาคัชวีลี’ (Mikheil Saakashvili) ตัดสินใจลาออกจากพรรค เนื่องจากทนไม่ได้กับความไร้ประสิทธิภาพและภาพลักษณ์การทุจริต ก่อนจะรวมตัวกันก่อตั้งพรรคฝ่ายค้าน United National Movement (UNM) ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงต้านสำ คัญต่ออำนาจของเชวาร์ดนัดเซ

ภาคประชาชนที่ไม่พอใจก็จัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ เพื่อโจมตีการทำงานของรัฐบาล ที่โดดเด่นก็จะเป็น สถานีโทรทัศน์ Rustavi-2 ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเชวาร์ดนัดเซอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกระบอกเสียงสำคัญของฝ่ายต่อต้าน จนทำให้เชวาร์ดนัดเซสั่งให้เจ้าหน้าที่กระทรวง

ความมั่นคงบุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสถานีโดยอ้างเรื่องเลี่ยงภาษีในปี 2001

จุดชนวนให้เกิดการประท้วงคร้ังใหญ่จากนักศึกษาและประชาชนกว่า 7,000 คน ทำให้เชวาร์ดนัดเซต้องยอมถอย เขาสั่งปลดรัฐมนตรีความมั่นคงและปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่เพื่อระงับความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอำนาจของเขากำลังสั่นคลอนโดยแรงกดดันจากประชาชน

เลือกตั้งอัปยศ

เมื่อเข้าสู่ปี 2003 การเมืองจอร์เจียทวีความเข้มข้นขึ้น เพราะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่กำลังจะมาถึง เป็นการชี้ชะตาก่อนที่วาระประธานาธิบดีของเชวาร์ดนัดเซจะสิ้นสุดลงในปี 2005 โดยเขาจะไม่สามารถลงสมัครได้อีกเพราะดำรงตำแหน่งครบสองสมัยแล้ว

ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการผลักดันให้พรรคร่วมรัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภา เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองและเปิดทางให้สามารถแก้ไขกติกาหรือกฎหมายที่เอื้อให้เขายังคงอิทธิพลต่ออำนาจรัฐต่อไปได้

เชวาร์ดนัดเซจึงรวบรวมฐานอำนาจเดิม จัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ในชื่อ For a New Georgia โดยดึงเครือข่ายบ้านใหญ่ข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นที่ยังภักดีเข้ามารวมตัว เพื่อระดมกำลังสู้ศึกเลือกตั้ง ท่ามกลางแรงผลักดันและความต้องการการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ที่ส่งผลให้พรรค UNM ของซาคัชวีลีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในการเลือกตั้งวันที่ 2 พฤศจิกายน 2003 มีรายงานความผิดปกติและการทุจริตจากหลายพื้นที่แม้โพลสำรวจหน้าคูหาอย่างไม่เป็นทางการ (exit poll) รวมถึงการนับคะแนนแบบคู่ขนานขององค์กรอิสระจะชี้ตรงกันว่าพรรค UNM ของซาคัชวีลี ควรเป็นฝ่ายชนะ แต่หลังปิดหีบ ฝ่ายรัฐบาลกลับประกาศว่าพรรคร่วมรัฐบาล For a New Georgia และพันธมิตรได้คะแนนนำเหนือฝ่ายค้าน ซาคัชวีลีจึงออกมาระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นธรรม และกล่าวหาว่ารัฐบาลได้ ‘ปล้นคะแนน’ ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้มีการ ‘นับคะแนนใหม่’

กกต.ของจอร์เจียในขณะนั้น เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จึงเลือกใช้วิธีถ่วงเวลาโดยเลื่อนการประกาศผลเลือกตั้งออกไป ก่อนจะประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2003 ว่า พรรค UNM ของซาคัชวีลีได้คะแนนเพียงราว 18% ของคะแนนเสียงทั้งหมด ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้มาก ผลลัพธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้พลังความโกรธและความไม่เชื่อมั่นของประชาชนปะทุขึ้นมา แกนนำฝ่ายค้านและมวลชนจึงยกระดับจากการให้นับคะแนนใหม่ ไปเป็นการเรียกร้องให้เชวาร์ดนัดเซ ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

กุหลาบแห่งความเปลี่ยนแปลง

ผู้คนหลายหมื่นชีวิตเริ่มหลั่งไหลออกมาแสดงพลังบนท้องถนนตามหัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ การประท้วงอย่างสันติทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ชุมนุมรวมตัวกันที่จัตุรัสกลางกรุงทบิลิซี (Tbilisi) เมืองหลวงของจอร์เจีย ถือป้ายข้อความและตะโกนคำขวัญขับไล่รัฐบาลเฒ่าที่ถูกกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง

แม้สถานการณ์เมืองหลวงตึงเครียด แต่ยังเป็นไปอย่างสงบและไม่มีความรุนแรง ผู้ชุมนุมใช้ ‘ดอกกุหลาบ’ เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงโดยสันติ ส่งมอบดอกไม้แก่ตำรวจทหารเพื่อแสดงเจตจำนงไม่ใช้ความรุนแรง

รัฐบาลเชวาร์ดนัดเซพยายามตอบโต้ด้วยการจัดม็อบชนม็อบขึ้นมา เกิดเป็นภาพที่สองฝ่ายผู้ชุมนุมยืนเผชิญหน้ากันในเมืองหลวง แต่กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลมีจำนวนน้อยกว่าและปราศจากความกระตือรือร้นเมื่อเทียบกับฝ่ายต่อต้าน สุดท้ายกลุ่มของเชวาร์ดนัดเซก็ทยอยเดินทางกลับโดยไม่ได้เกิดการปะทะใด ๆ

จนกระทั่งวันที่ 22 พฤศจิกายน 2003 ประธานาธิบดีเอดูอาร์ด เชวาร์ดนัดเซ เดินหน้าเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่โดยไม่สนใจท่าทีของฝ่ายค้านที่ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ผู้นำฝ่ายค้านอย่างซาคัชวีลีจึงปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่และนำผู้ประท้วงหลายพันคนถือดอกกุหลาบสีแดง บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาในขณะที่เชวาร์ดนัดเซกำลังกล่าวสุนทรพจน์เปิดสมัยประชุม ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

เชวาร์ดนัดเซถูกบอดี้การ์ดคุ้มกันตัวออกจากอาคารรัฐสภาอย่างฉุกละหุก ท่ามกลางเสียงโห่ร้องขับไล่ของมวลชน ภาพดอกกุหลาบในมือผู้ประท้วงที่โบกสะบัดอยู่กลางห้องประชุม กลายเป็นสัญลักษณ์แทนการลุกฮือโดยสันติและเป็นที่มาของชื่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ในเวลาต่อมาว่า ‘การปฏิวัติดอกกุหลาบ’ (Rose Revolution)

หลังถูกผู้ประท้วงยึดรัฐสภา เชวาร์ดนัดเซถอยกลับไปยังทำเนียบประธานาธิบดีนอกเมือง ก่อนจะประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเตรียมระดมกำลังทหารและตำรวจเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุม อย่างไรก็ดีกองกำลังพิเศษหลายแห่งปฏิเสธคำสั่งและหันไปสนับสนุนฝ่ายผู้ประท้วง เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงหลายคนทยอยลาออก เชวาร์ดนัดเซประเมินว่าเขาไม่สามารถใช้กำลังเข้ากอบกู้อำนาจโดยไม่เสี่ยงให้เกิดนองเลือด ความรุนแรงเพียงเล็กน้อยอาจลุกลามจนควบคุมไม่ได้ เขาจึงยอมรับข้อเสนอการเจรจาที่มีรัสเซียเป็นคนกลางในวันต่อมา

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ‘อีกอร์ อีวานอฟ’ (Igor Ivanov) เดินทางด่วนมายังทบิลิซีเพื่อเป็นตัวกลางในการเจรจา ไม่นานหลังจากนั้น เชวาร์ดนัดเซก็ออกมาประกาศต่อสาธารณชนว่าเขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด ถือเป็นการปิดฉากยุคผู้นำที่มาจากสมัยโซเวียตของจอร์เจียลงอย่างสมบูรณ์

สู่ความโปร่งใส

หลังการปฏิวัติดอกกุหลาบ รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ มีเคอิล ซาคัชวีลี เดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาดด้วยนโยบาย Zero-Tolerance โดยเริ่มจากการยกเครื่องหน่วยงานที่เน่าเฟะที่สุดอย่างตำรวจ ด้วยการปลดตำรวจจราจรทั้งประเทศกว่า 40,000 คน ในปี 2004 แล้วสร้างระบบตำรวจใหม่ทั้งหมด ควบคู่กับการลดขนาดระบบราชการ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ปลดข้าราชการที่ไม่จำเป็น และปรับเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่เพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริต

พร้อมกันนั้น รัฐบาลจัดการกับเครือข่ายทุจริตในยุคเก่า มีการสอบสวนและดำเนินคดีกับอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงหลายราย โดยบางกรณีใช้แนวทาง Plea Bargain หรือการให้คืนเงินที่ยักยอกเพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษจำคุก เงินที่ได้ถูกนำกลับเข้าคลังและใช้พัฒนาหน่วยงานความมั่นคง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายและความเชื่อมั่นของประชาชนดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

.ภายในไม่กี่ปีผลลัพธ์ของการปฏิรูปเริ่มปรากฏชัด ระดับคอร์รัปชันลดลงอย่างมากตามการประเมินของ Transparency International และธนาคารโลก ขณะที่การปฏิรูปเศรษฐกิจและการลดภาษีช่วยดึงดูดการลงทุน จอร์เจียพลิกจากประเทศที่เกือบเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ หลังปี 2003 มาเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์โปร่งใสและเป็นมิตรต่อธุรกิจในเวทีนานาชาติภายในเวลาเพียงทศวรรษเดียว

‘ฟารีด ซากาเรีย’ (Fareed Zakaria) นักเขียนชาวอเมริกัน กล่าวประโยคคลาสสิกที่ว่า “อำนาจไม่ได้อยู่ที่ผู้ชนะ แต่อยู่ที่คนตั้งกติกา” เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังบริสุทธิ์อาจถูกทำลายด้วยกติกาอันบิดเบี้ยว

ทว่าการปฏิวัติดอกกุหลาบของมวลชนจอร์เจียได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ดอกผลของการเปลี่ยนแปลงยังผลิบานได้เสมอ หากรากเง้าของความหวังและความเชื่อของประชาชนนั้นยังไม่ตาย ซึ่งตอกย้ำคำพูดของ ‘ทอมัส เจฟเฟอร์สัน’ (Thomas Jefferson) ประธานาธิบดีคนที่ 3 แห่งสหรัฐที่ว่า

“เมื่อกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ การต่อต้านคือหน้าที่ของประชาชน”

 

เรื่อง: อติพงษ์ ศรนารา

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง

1. Commission on Security and Cooperation in Europe (CSCE): Georgia’s Rose Revolution

https://www.csce.gov/wp-content/uploads/2016/10/Report-on-Georgias-Rose-Revolution.pdf

2. Association for Diplomatic Studies and Training (ADST): Georgia and the Rose Revolution

https://adst.org/2015/11/georgia-and-the-rose-revolution/

3. Explained: The Rose Revolution (YouTube)

https://www.youtube.com/watch?v=iGP2hcPO2sc

4. The Secret Sauce / Executive Espresso ล้างบางคอร์รัปชันแบบประเทศจอร์เจีย พลิกวิกฤตใน 20 ปี | Executive Espresso EP.554 (YouTube)

https://www.youtube.com/watch?v=ASRDUbE_sSI

5. Georgia: The thorns of the Rose Revolution

https://www.dw.com/en/georgia-the-thorns-of-the-rose-revolution/a-67536678