นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์: ผู้คิด ‘บาร์โค้ด’ เส้นดำเข้ารหัสสินค้าทั่วโลก

นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์: ผู้คิด ‘บาร์โค้ด’ เส้นดำเข้ารหัสสินค้าทั่วโลก

นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์ ผู้คิดค้น ‘บาร์โค้ด’ จากการนั่งเล่นบนหาดทราย แล้วใช้ความรู้รหัสมอร์สเป็นสารตั้งต้นจนเป็นแถบสีดำที่ติดบนสินค้าทั่วโลก

KEY

POINTS

เส้นสีดำไม่กี่เส้นที่พาดอยู่บนกล่องสินค้า ดูเผิน ๆ ก็เป็นเพียงลายกราฟิกธรรมดา ไม่มีชื่อ ไม่มีราคา ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกครั้งที่เส้นเหล่านี้ผ่านเครื่องสแกน ข้อมูลมหาศาลกลับถูกปลดล็อกในเสี้ยววินาที

โลกค้าปลีกทั้งโลกหมุนด้วยภาษาลับที่เรียบง่ายนี้ โลกเรียกเส้นสีดำนั้นว่า ‘บาร์โค้ด’

จุดเริ่มต้นของมันไม่ได้เกิดในห้องแล็บล้ำยุค หรือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่เริ่มจากชายคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่บนชายหาด ใช้นิ้วลากเส้นลงบนทราย แล้ววาดมันให้โค้งเป็นวงกลม

ชายคนนั้นชื่อ นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์ และสิ่งที่เขาวาดในวันนั้น คือเมล็ดพันธุ์ของระบบที่เปลี่ยนวิธีซื้อขายของมนุษย์ไปตลอดกาล

เส้นวงกลมบนทราย

วูดแลนด์เป็นลูกชายคนโตที่สนใจงานด้านวิศวกรรมมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนแอนแลนติกซิตี้ (Atlantic City High School) เขาก็สอบเข้าคณะวิศวกรรม ภาคเครื่องกลที่ สถาบันเทคโนโลยีเดร็กเซล (Drexel Institute of Technology) ในเมืองฟิลาเดลเฟีย 

งานแรกของเขา คือ การทำงานเป็นผู้ช่วยด้านเทคนิคของทีมพัฒนาอาวุธยุคใหม่ของสหรัฐฯ ในโครงการแมนฮัตตันที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊กริดจ์ รัฐเทนเนสซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามสิ้นสุดลง เขากลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีเดร็กเซลอีกครั้ง และนั่นทำให้เขาเลือกจะประดิษฐ์สิ่งที่โลกปัจจุบันเรียกว่า ‘บาร์โค้ด’

ปี 1948 เพื่อนของเขาที่ชื่อว่า ‘เบอร์นาร์ด ซิลเวอร์’ บังเอิญไปได้ยินผู้บริหารซูเปอร์มาร์เก็ตคนหนึ่งมาขอให้คณบดีของคณะวิศวกรรมช่วยออกแบบวิธีเข้ารหัสข้อมูลสินค้า แม้คณบดีปฏิเสธ แต่เบอร์นาร์ดกลับสนใจจึงเอามาเล่าและชวนให้วูดแลนด์มาสร้างสิ่งประดิษฐ์นี้เกิดขึ้น 

การทดลองแรกเริ่มขึ้นด้วยการพิมพ์ข้อมูลสินค้าด้วยหมึกเรืองแสงแล้วอ่านด้วยแสงอัลตราไวโอเลต แต่ก็ล้มเหลว แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ ยังคงเดินหน้าค้นหาคำตอบต่อไป

และปัญหาเล็ก ๆ ที่อยากแก้ให้สำเร็จเป็นเหตุผลที่ทำให้วูดแลนด์ลาออกจากการเรียน แล้วมาหาคำตอบจริงจังที่บ้านคุณตาแถวไมอามีบีชในช่วงฤดูหนาวของปี 1948 และ 1949 จนพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เขาประยุกต์นำรหัสมอร์ส ความรู้เดียวที่เขาได้รับตอนเรียนลูกเสือมาดัดแปลงเป็นกราฟิก วูดแลนด์ลองวาดเส้นเล็กบ้าง เส้นหนาบาง ลงบนผืนทรายแล้ววาดต่อเป็นวงกลมจนเกิดเป็นบาร์โค้ดแรกของโลก

เหตุผลที่วูดแลนด์ออกแบบให้เป็นวงกลม เพราะอ่านได้ทุกทิศทาง และแคชเชียร์ก็จะได้สแกนได้ทันที ไม่ต้องสนใจทิศทางของสินค้าแต่ละชิ้น 

เขาและเบอร์นนาร์ดเลยเดินทางไปจดสิทธิบัตรด้วยบาร์โค้ดที่เพิ่งคิดค้นได้ แล้วตั้งชื่อว่า ‘Classifying Apparatus and Method’ ถือเป็นรากฐานของบาร์โค้ดที่ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

ถูกส่งต่อ 

ถึงจะคิดค้นได้ แต่บาร์โค้ดรูปวงกลมของวูดแลนด์จะต้องอ่านด้วยเครื่องสแกนที่ใช้ไฟกำลัง 500 วัตต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ทำให้ถูกทิ้งรางไว้อยู่หลายปี ระหว่างนั้น วูดแลนด์ก็เข้าไปทำงานใน บริษัท IBM ตั้งแต่ปี 1951 โดยมีเป้าหมายจะพัฒนาระบบบาร์โค้ดให้สามารถใช้งานได้จริงในโลกยุคใหม่  

แต่เพราะถูกทิ้งไว้นาน วูดแลนด์และเบอร์นาร์ดก็เลยตัดสินใจขายสิทธิบัตรให้ บริษัทฟิลโก้ (Philco) ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในราคา 15,000 ดอลลาร์ ซึ่งต่อมาก็ถูกขายต่อให้ RCA Corporation บริษัทที่ทำงานด้านวิทยุ โทรทัศน์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ 

ซึ่งสุดท้าย โลกก็ยังไม่พร้อมที่จะใช้อุปกรณ์จำแนกสิ่งต่าง ๆ ที่วูดแลนด์คิด ส่งผลให้สิทธิบัตรของเขาหมดอายุแล้วตกเป็นสาธารณสมบัติที่ใครก็สามารถนำไปต่อยอดหรือพัฒนาต่อได้  

หลังปี 1969 สมาคมกลุ่มร้านค้าขายของชำและซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐอเมริกา (National Association of Food Chains - NAFC) เริ่มผลักดันมาตรฐานสากล และเชิญบริษัทต่าง ๆ เข้ามาร่วมพัฒนาเครื่องสแกนและรหัสใช้งานให้สามารถทำได้จริง 

จนปี 1974 ทีมวิศวกรของ IBM ร่วมมือกับวูดแลนด์ ออกแบบให้เป็นรหัสสแกนสินค้าแบบแนวตั้งตามมาตรฐาน Universal Product Code (UPC) สอดคล้องกับตัวเลจที่ระบุในสินค้าซูเปอร์มาร์เกตได้อบ่างแม่นยำ แล้วสแกนด้วยลำแสงเลเซอร์เพียงครึ่งมิลลิวัตต์ ทดลองแล้วทดลองอีกว่า เลเซแร์นั้นไม่มีผลต่อดวงตาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

แล้วในปีเดียวกันก็เป็นครั้งแรกที่มีการสแกนบาร์โค้ดในซูเปอร์มาร์เก็ต  นั่นคือ แพ็กบรรจุหมากฝรั่ง Wrigley’s Juicy Fruit ที่ร้าน Marsh’s ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของโลกค้าปลีก ยุคที่ข้อมูลเดินทางได้เร็วพอ ๆ กับสินค้าที่อยู่ในมือผู้คน

ข้อมูลหลัง ‘บาร์โค้ด’

ทุกคนรู้ว่าบาร์โค้ด คือเส้นดำที่เป็นตัวแทนของสินค้า และเป็นภาษากลางที่ระบบร้านค้าทั่วโลกใช้ร่วมกัน

เพราะหน้าที่ของบาร์โค้ดเปรียบเสมือนกุญแจที่จะทำให้พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตหรือผู้ผลิตรู้ว่าสินค้าชิ้นนี้คืออะไร ราคาเท่าไร และมีเงื่อนไขโปรโมชันอะไรอยู่บ้าง เพียงนำสินค้าไปผ่านเครื่องสแกน ระบบคอมพิวเตอร์ก็จะอ่านตัวเลขจากบาร์โค้ด แล้วไปค้นข้อมูลจริงที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล ก่อนจะแสดงผลออกมาภายในเวลาไม่กี่วินาที

อย่างไรก็ตาม บาร์โค้ดไม่ได้เก็บชื่อสินค้า หรือราคานั้นไว้ในตัวมันเองโดยตรง แต่มันทำหน้าที่เป็นเพียง ‘รหัสอ้างอิง’ที่พาไปยังรายละเอียดทั้งหมดในระบบหลังบ้านของร้านค้า

สำหรับประเทศไทย บาร์โค้ดที่พบบ่อยจะมีทั้งหมด 13 หลัก ตามมาตรฐานที่เรียกว่า EAN-13 โดยหลักที่ 1–3 คือรหัสประเทศที่ขึ้นทะเบียน หลักที่ 4–7 คือรหัสผู้ผลิต หลักที่ 8–12 คือรหัสเฉพาะของสินค้าแต่ละรายการ และหลักที่ 13 คือเลขตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขก่อนหน้า หากคำนวณแล้วไม่ตรง ระบบจะทราบทันทีว่าการอ่านข้อมูลอาจผิดพลาด

แม้บาร์โค้ดจะทำหน้าที่หลักในการระบุสินค้า ไม่ได้บันทึกชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ซื้อไว้ แต่ในวันที่โลกดิจิทัลทำให้ข้อมูลทั่วโลกเชื่อมถึงกัน บางครั้งรหัสบาร์โค้ดก็เชื่อมไปยังข้อมูลส่วนบุคคลได้ผ่านระบบสมาชิกเ ป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า นำไปวางแผนโปรโมชั่นหรือจัดการสินค้าได้อย่างแม่นยำ ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิต 

แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งคนสำคัญที่ทำให้โลกเราก้าวหน้า สามารถเข้าถึงสินค้าได้ผ่านเพียงเส้นดำบาง ๆ ก็คือ ‘นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์’ ที่วันนี้สิ่งประดิษฐ์ของเขาได้เดินทางผ่านกาลเวลากลายเป็นภาษากลางของการค้าทั่วโลก และยังคงทำงานเงียบ ๆ อยู่บนสินค้าหรือแม้แต่ ‘บัตรเลือกตั้ง’ ของประเทศไทย

 

อ้างอิง

The weird history of the barcode / BBC

This article is more than 13 years old Barcode inventor Norman Joseph Woodland dies / The Guardian

N. Joseph Woodland, Inventor of the Bar Code, Dies at 91 / The New York Times

Security and Privacy Concerns - AI-Powered Barcode Scanners / Free Barcode