07 ก.พ. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
นับถอยหลังสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ฤดูกาลเลือกตั้งกำลังจะนำพาคำว่า ‘คณิตศาสตร์การเมือง’ กลับมาสู่ความรับรู้ของคนไทยอีกคำรบ หลังจากที่เราเคยได้ลิ้มรสความสับสนจากสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ อันมีที่มาตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 128 จากช่วงการเลือกตั้งปี 62 และ 66 ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในบริบทการเมืองไทยอันซับซ้อน ความมุ่งหวังที่อยากนำคณิตศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหาการเมืองมักสวนทางกับความเป็นจริงการเมืองเสมอ และกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่อ้างว่า “ทำเพื่อชาติ ประชาชน” ได้เสมอ
แค่โจทย์เรื่องการนำตัวเลขมาออกแบบระบบการเลือกตั้งให้สะท้อนเสียงของทุกคนอย่าง ‘มีเหตุมีผล’ ก็ยังคงเป็นคำถามคลาสสิกที่ท้าทายมนุษยชาติมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ยุคที่เหล่านักปราชญ์พยายามนำเหตุผลเข้ามาจัดระเบียบความขัดแย้งในสังคม ตัวอย่างคือการคิดเรื่องการเลือกตั้งของ ‘มาร์กีส์ เดอ กงดอร์เซต์’ ผู้คิดค้นระบบการลงคะแนนเสียงกงดอร์เซต์ ที่มีชะตากรรมสวนทางกับความมุ่งหวังในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส
‘มารี ฌ็อง อ็องตวน นีกอลา เดอ การิทัต’ (Marie Jean Antoine Nicolas de Caritat) หรือที่รู้จักในนาม ‘มาร์คิส เดอ กงดอร์เซต์’ (Marquis de Condorcet) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1743 ณ เมือง Ribemont ในตระกูลขุนนางเก่าแก่ บิดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเยาว์ ทำให้เขาเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูที่เคร่งศาสนา (นิกายโรมันคาทอลิก) ของมารดา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเยซูอิตและวิทยาลัยนาวาร์ (Collège de Navarre) ในปารีส ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันหาโลกแห่งเหตุผล และหลงไหนอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ของตนเอง
กงดอร์เซเลือกปฏิเสธเส้นทางทหารตามขนบของตระกูล เพื่ออุทิศชีวิตให้กับวงการวิทยาศาสตร์ ผลงานด้านแคลคูลัสเชิงอินทิกรัล (Integral Calculus) อันโดดเด่นทำให้เขาได้รับการยอมรับตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีนักคณิตศาสตร์รอย่าง ดาล็องแบร์ (d'Alembert) — ผู้เป็นบรรณาธิการร่วมกับเดอนี ดีเดอโรต์ (Denis Diderot) ในการทำสารานุกรม Encyclopédie — เป็นผู้ให้การสนับสนุน จนกระทั่งเขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์ (Academy of Sciences) ในปี ค.ศ. 1769 ด้วยวัยเพียง 26 ปี ความคิดของกงดอร์เซต์ก่อตัวขึ้นจากรากฐานของ ‘การรู้แจ้งสายถอนรากถอนโคน’ (Radical Enlightenment)
เมื่อได้ร่วมงานกับตูร์โกต์ (Turgot) รัฐบุรุษนักปฏิรูป กงดอร์เซได้เริ่มนำตรรกะทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับปัญหาสังคม (Social Mathematics) เขาจึงได้เปลี่ยนผ่านจากนักคณิตศาสตร์บริสุทธิ์สู่นักปรัชญาผู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการเลิกทาส ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางความคิดที่สำคัญ ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ทะเลอันเดือดพร่านของการปฏิวัติฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกกลุ่มณิรงแด็ง (Girondins) เวลาต่อมา
แผนภาพแสดงตัวละครในการปฏิวัติฯ และการแบ่งขั้ว
จะเห็นได้ว่ากงดอร์เซต์สังกัดกลุ่มณีรงแด็ง
ภาพจาก Camille Desmoulins
ระบบการลงคะแนนเสียงและร่างรัฐธรรมนูญที่นำเสนอโดยกงดอร์เซต์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1793 แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ทางความคิดในช่วงวิกฤตของการปฏิวัติฝรั่งเศส ‘Jonathan Israel’ นักประวัติศาสตร์ความคิดผู้เขียน Revolutionary Ideas ชี้แจงว่าระบบนี้ถูกวางอยู่บนบริบทของการพยายามสร้าง ‘รัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตยฉบับแรกของโลก’ ซึ่งกงดอร์เซต์และกลุ่ม ‘ฌิรงแดง’ (Girondins) พยายามใช้เป็นเครื่องมือในการสถาปนาเสถียรภาพให้กับสาธารณรัฐใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม กับฝ่ายประชานิยมอำนาจนิยมอย่างพวก ‘มองตาญาร์ด’ (Montagnards)
ระบบของกงดอร์เซต์ถูกออกแบบมาเพื่อ โต้แย้งกับสองขั้วอำนาจที่เขาเห็นว่าเป็นอันตรายคือการโต้แย้งและตอบสนองต่อระบอบเก่าและประชานิยม
ขั้วแรกคือการโต้แย้ง ‘ระบอบกษัตริย์และอภิสิทธิ์ชน’ (Constitution of 1791) กงดอร์เซต์ปฏิเสธรัฐธรรมนูญปี 1791 ที่จำกัดสิทธิการเลือกตั้งเฉพาะผู้มีทรัพย์สิน โดยเขายืนยันในหลักการ ‘ความเท่าเทียม’ และ ‘สิทธิมนุษยชน’ ซึ่งเรียกร้องให้พลเมืองชายทุกคนมีสิทธิเลือกตั้ง (Universal Male Suffrage) โดยไม่แบ่งแยกชนชั้น
และอีกขั้วหนึ่งก็ตอบสนองต่อภัยคุกคามจาก ‘ประชานิยมทางการเมืองแบบมองตาญาร์ด’ (Montagnard Populism) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด กงดอร์เซต์ต้องการสร้างระบบที่ป้องกันไม่ให้ ‘เจตจำนงของประชาชน’ (General Will) ถูกบิดเบือนโดยกลุ่มผู้ปลุกระดม (Demagogues) หรือฝูงชนในปารีสที่ถูกชักจูงง่าย เขาโต้แย้งแนวคิดของโรเบสปิแอร์ (Robespierre) ที่มองว่า ‘เจตจำนงของประชาชน’ เป็นสิ่งเด็ดขาดและตรวจสอบไม่ได้ โดยกงดอร์เซต์เสนอว่า กฎหมายต้องตั้งอยู่บน ‘เหตุผลร่วม’ (Collective Reason) ไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึกของฝูงชน
ดังนั้นกลไก ‘คณิตศาสตร์สังคม’ จึงต้องเข้ามาเพื่อสกัดกั้นทรราช ในหนังสืออธิบายว่า กงดอร์เซต์พยายามออกแบบกลไกที่ซับซ้อนเพื่อประสาน ‘ประชาธิปไตยทางตรง’ เข้ากับ ‘ระบอบตัวแทน’ เพื่อป้องกันทั้งอนาธิปไตยและเผด็จการรัฐสภาที่มีเครื่องมือคือ ผ่านวิธีดังนี้
1. สมัชชาขั้นต้น (Primary Assemblies) : กงดอร์เซต์เสนอให้แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นสมัชชาย่อย ๆ ทั่วประเทศ ที่ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่หย่อนบัตร แต่มีอำนาจในการ ‘ถอดถอน’ (Recall) ผู้แทน และ ‘ริเริ่ม’ กฎหมายหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ หากสภานิติบัญญัติละเมิดสิทธิเสรีภาพ
2. การเลือกตั้งแบบสองขั้นตอน : เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้แทนที่มีความสามารถ (virtue) จริง ระบบของเขาให้สมัชชาขั้นต้นเสนอรายชื่อผู้สมัคร แล้วส่งไปรวบรวมระดับจังหวัด ก่อนจะส่งกลับมาให้ประชาชนลงคะแนนจัดลำดับความชอบอีกครั้ง วิธีนี้ออกแบบมาเพื่อลดอิทธิพลของการซื้อเสียงหรือการข่มขู่ในท้องถิ่น ซึ่งต่างจากวิธีของฝ่ายมงตาญที่เน้นการโหวตแบบเปิดเผยและตรวจสอบความคิดเห็นทางการเมือง
การเสนอแนวดิดดังกล่าวมิพักต้องพูดถึงการส่งต่อความคิดของ ‘บารุข สปิโนซา’ (Baruch Spinoza 1632-1677) ต่อกลุ่มนักคิดยุครู้แจ้งในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นความคิดที่ผลักดันที่การปฏิวัติในฝั่งประชาธิปไตย โดยสปิโนซาที่มองว่าจักรวาลมีเพียงสสารเดียว (พระเจ้าคือธรรมชาติ) กรอบคิดนี้จึงได้ทำลายฐานคิดของระบอบกษัตริย์และศาสนจักร เพราะเมื่อไม่มีการแบ่งแยกโลกทางจิตวิญญาณกับโลกทางวัตถุ ก็ไม่มีความชอบธรรมสำหรับ ‘เทวสิทธิ์ของกษัตริย์’ (Divine Right) หรือชนชั้นนักบวช สิ่งนี้จึงนำไปสู่หลักการที่ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ และยังตรงข้ามกับรุสโซ (Rousseau) ที่เน้นเจตจำนงทั่วไปของฝูงชน และความรู้สึกเหนือเหตุผล
บารุค สปิโนซา (Benedictus de Spinoza)
ข้อเสนอของกงดอร์เซต์จึงเป็นการตอบสนองทางปัญญาต่อปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง โดยพยายามใช้เหตุผลเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย เขาเชื่อว่าหากประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและมีกลไกการลงคะแนนที่รัดกุม เสียงที่ออกมาจะเป็น ‘ความจริง’ ทางการเมือง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามอย่าง ‘แซงต์-จูสต์’ (Saint-Just) ก็โจมตีว่าระบบนี้เป็นวิชาการเกินไป (too intellectual) และแล้งน้ำใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งท้ายที่สุด ความพ่ายแพ้ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็นำไปสู่ยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ที่กงดอร์เซต์พยายามหลีกเลี่ยง
แซงต์-จูสต์ (Saint-Just)
บทบาทของกลุ่มฌิรอนดิสต์เริ่มต้นขึ้นอย่างโดดเด่นในฐานะผู้นำทางความคิดเรื่องสงคราม โดยมีแกนนำสำคัญคือ บริสโซต์ (Brissot) และสมาชิกสภาจากเมืองบอร์โดซ์ (Bordeaux) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘กลุ่มพรรคพวกแห่งฌีรงแด็ง’ (faction of the Gironde) พวกเขาเป็นผู้สนับสนุนหลักให้ฝรั่งเศสประกาศสงครามตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1791 โดยเชื่อมั่นว่าสงครามจะนำไปสู่การปลดปล่อยประชาชนในยุโรป และมั่นใจว่าสามารถดำเนินสงครามได้โดยไม่ต้องละทิ้งหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทนภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากความขัดแย้งกับกลุ่มการเมืองในปารีส กลุ่มฌีรงแด็งพยายามเรียกร้องให้มีการลงมติรับรองจากทั่วประเทศในการตัดสินโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งสวนทางกับความต้องการของกลุ่มหัวรุนแรงในเมืองหลวง นอกจากนี้ ภายหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่เดือนกันยายน (September Massacres) พวกเขายังวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการที่ฝูงชนชาวปารีสใช้อำนาจข่มขู่สภาคอนเวนชัน ท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปารีสนี้ส่งผลให้พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสโมสรจาโคแบง (Jacobin club) ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือกลุ่มมองตาญาร์ด ซึ่งนำโดยโรเบสปิแอร์ เริ่มมองว่าความพยาบาทของฌิรอนดิสต์ที่มีต่อปารีสนั้น เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงและเบี่ยงเบนความสนใจจากการรับมือข้าศึกในยามสงคราม
ความขัดแย้งเดินมาถึงจุดแตกหักเมื่อสถานการณ์สงครามย่ำแย่ลง กลุ่มมองตาญาร์ดตัดสินใจว่าทางออกเดียวที่จะควบคุมสถานการณ์ได้คือต้องยอมโอนอ่อนต่อกลุ่มซองกูลอต (Sansculottes - ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่าคนที่ไม่มีกางเกงถุงน่อง ไม่มีทรัพย์จะซื้อกางเกงถุงน่องมาใส่) ซึ่งคือประชาชนระดับล่างของปารีสที่เกรี้ยวโกรธเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ส่งผลให้ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1793 สมาชิกสภาจากกลุ่มฌีรงแด็งจำนวน 29 คน ถูกบีบบังคับให้ต้องออกจากตำแหน่งและถูกจับกุม การกวาดล้างนี้ได้จุดชนวนให้เกิด ‘กบฏเฟเดอรัลลิสต์’ (Federalist Revolt) ในเมืองต่าง ๆ เช่น มาร์เซย์ บอร์โดซ์ และลียง ที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจศูนย์กลางของปารีส
ภาพ Simon Chenard ที่อยู่ในรูปลักษณ์ Sans-Culotte
โดย Louis-Léopold Boilly
ในท้ายที่สุด สภาวะสงครามทำให้การต่อต้านรัฐบาลถูกตีความว่าเป็นกบฏ กลุ่มฌิรอนดิสต์ที่เคยเป็นแกนนำในการประกาศสงครามเพื่อชาติ กลับกลายเป็นผู้ปราบจากการปฏิวัติเสียเอง ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1793 บรรดาแกนนำที่ถูกจับกุมในเดือนมิถุนายนได้ถูกส่งไปประหารชีวิตด้วยกิโยติน ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของกลุ่มการเมืองที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการปฏิวัติกับหลักการทางกฎหมาย แต่พ่ายแพ้ให้กับกระแสความรุนแรงและความจำเป็นเร่งด่วนของสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น
เหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1793
โดยฝูงชนเรียกร้องให้กวาดล้างพวกณิรงแด็ง
ภายหลังการปราบปรามกลุ่มฌีรงแด็ง กงดอเซต์ต้องหลบหนีแต่ถูกจับได้ โดยได้มีเรื่องเล่าปากต่อปากถึงชะตากรรมของเขา และถูกบันทึกไว้ในหนังสือหลายเล่มด้วยกัน เช่นที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ยอดนิยมโดย Simon Schama เรื่อง Citizens: A Chronicle of the French Revolution (1989) ความว่า
“นักทฤษฎีการเมืองที่ผสานวิทยาศาสตร์และคุณธรรม (Virtue) อย่าง มาร์คิส เดอ กงดอร์เซต์ต้องเสียชีวิตไปกับความพ่ายแพ้อย่างน่าเวทนา หลังจากเขาหลบหนีจากการถูกกักบริเวณในปารีส เมื่อเดือนพฤษภาคม 1794 และเดินเท้าไปจนถึงเมือง Clamart แต่ทำตัวให้เป็นที่สงสัยขณะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เมื่อเขาก็สั่งออมเล็ต (ไข่เจียว) เจ้าของร้านถามกลับว่า
“เอาไข่กี่ฟอง?”
“12 ฟอง” กงดอร์เซต์ตอบ
นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่ประสีประสาต่อเรื่องอาหารการกินของพวกไพร่"
เราไม่อาจทราบได้ว่าตอนจบจริง ๆ เป็นดังที่เขาเล่ากันหรือไม่ ความเป็นไปได้ที่เขาถูกจับกุมอาจเกิดได้จากทั้งร่างกายที่แสดงออกถึงการเป็นชนชั้นสูงมาก่อน และมีหลักฐานกงดอร์เซไม่มีบัตรพลเมือง (Carte de sûreté) ที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทางช่วงวิกฤตการณ์ และในกระเป๋าของเขาค้นพบหนังสือของกวีฮอเรซ (Horace) ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็นของคนมีการศึกษาหรือชนชั้นสูง ไม่ใช่ช่างไม้ตามที่เขาแอบอ้าง แต่เรื่องเล่านี้ก็สะท้อน ‘มุมมอง’ ของผู้คนต่อนักปรัชญาที่ไม่ประสีประสาเรื่องปากท้องของคนทั่วไปอันนำมาซึ่งจุดจบน่าสมเพช ซึ่งอาจเป็นการทำให้พวกณีรงแด็งเป็นตัวตลกในคำบอกเล่าก็เป็นได้
แม้ขณะหลบหนีส่วนหนึ่งจากงานชิ้นสุดท้าย ‘Sketch for a Historical Picture of the Progress of the Human Spirit’ ซึ่งแสดงศรัทธาอันแรงกล้าว่ามนุษย์สามารถก้าวหน้าได้ไม่สิ้นสุดผ่านวิทยาศาสตร์และเหตุผล
ฉากสุดท้าย เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่คุกใน Bourg-la-Reine (ซึ่งขณะนั้นถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Bourg-Égalité เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย) และในเช้าวันที่ 29 มีนาคม 1794 ผู้คุมพบว่า เขานอนเสียชีวิตอยู่ในห้องขัง อันเป็นปริศนาอีกว่าเป็นการตายทางชีววิทยา หรือเขาฆ่าตัวตาย
ภาพวาด The Death of the Marquis de Condorcet
ในหนังสือรวมข้อเขียนทางการเมือง ‘Condorcet: Political Writings’ ซึ่งบรรณาธิการโดย Steven Lukes และ Nadia Urbinati เปรียบเสมือนการคืนชีพทางปัญญาให้แก่กงดอร์เซ โดยเปลี่ยนภาพจำจากนักคณิตศาสตร์ผู้เบียวตัวเลขและเหตุผล ให้กลายเป็น ‘นักประชาธิปไตยเสรีนิยมคนสุดท้าย’ ที่สะท้อนความคิดแห่งยุคแสงสว่างทางปัญญา งานชิ้นนี้รวบรวมข้อเขียนสำคัญที่เผยให้เห็นความพยายามของกงดอร์เซในการนำ ‘คณิตศาสตร์สังคม’ มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความยุติธรรม โดยมีความต้องการที่จะวางรากฐานสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน เช่นการทำให้เจตจำนงของประชาชน ‘วัด’ ได้จริง ๆ
Condorcet: Political Writings
สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้เน้นย้ำถึงความคิดที่เริ่มก่อตัวมาก่อนยุคสมัย โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและการเลิกทาส ซึ่งกงดอร์เซมองยืนยันว่าผู้หญิงมีศักยภาพทางสติปัญญาและศีลธรรมเท่าเทียมกับผู้ชาย ดังนั้นการกีดกันผู้หญิงจากการศึกษาหรือการเมืองจึงเป็นเรื่องละเมิดสิทธิ เขาเสนอให้มีระบบสหศึกษา (Co-education) ที่ให้เด็กชายและหญิงเรียนร่วมกันและเรียนเนื้อหาเดียวกัน ซึ่งเป็นการโต้แย้งแนวคิดของรุสโซ ที่มองว่าผู้หญิงควรได้รับการศึกษาที่ต่ำกว่าชาย และควรบันทึกไว้ว่าภรรยาของเขา ‘โซฟี เดอ กงดอร์เซต์’ (Sophie de Condorcet) มีส่วนสำคัญในการประกอบสร้างความคิดเหล่านี้ขึ้นมา
โซฟี เดอ คอนดอร์เซต (Sophie de Condorcet)
นักคิด นักแปล และเจ้าของซาลง (salón) (1764–1822)
และเขายังชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยจะรอดพ้นจากเผด็จการที่มักอ้างเสียงประชาชนได้ ก็ด้วยพลังของ ‘การศึกษา’ ที่จะเปลี่ยนฝูงชนให้เป็น ‘พลเมืองผู้มีเหตุผล’ และงานเขียนยังสะท้อนความพยายามในการออกแบบระบบเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญเพื่อประสานรอยร้าวระหว่างเสรีภาพปัจเจกกับประโยชน์ส่วนรวม
ในขณะที่ชีวิตจริงขอกงดอร์เซต์จบลงด้วยโศกนาฏกรรมในคุก... แต่ชื่อของเขาถูกใช้ในนิยายปรัชญาการเมืองเรื่อง ‘การิทัตผจญภัย’ (The Curious Enlightenment of Professor Caritat, 1995 โดย สตีเว่น ลุกส์) เพื่อให้เขาได้เดินทางสำรวจโลกการเมืองยุคปัจจุบัน และตั้งคำถามว่า
“สังคมที่ดีจริงๆ หน้าตาเป็นอย่างไร?”
ศาสตราจารย์การิทัตในเรื่องถูกสร้างให้เป็นเหมือนร่างอวตารของกงดอร์เซ คือเป็นผู้เชื่อมั่นในเหตุผล วิทยาศาสตร์ และการมองโลกในแง่ดี (Optimism) ว่ามนุษยชาติจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ การิทัตถูกขังคุกในเมืองเผด็จการทหารชื่อ ‘เสนานคร’ (Militaria) ซึ่งล้อเลียนช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตจริงของคอนดอร์เซที่ถูกจับขังคุกยุคปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ในนิยาย...เขาไม่ได้ตายหากแต่แหกคุกออกมาได้ และได้เดินทางออกแสวงหา ‘โลกที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่เป็นไปได้’
และแล้วเขาก็พบว่าอาจไม่มีอุดมการณ์ใดที่สมบูรณ์แบบ
แต่เมื่อเราท่องไปในโลกประวัติศาสตร์ความคิด เสมือนชวนให้เราย้อนคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ว่าในวันนั้นคนในอดีตคิดได้อย่างไร และในขณะที่เขาทั้งหลายผู้อ้างว่า ‘ทำเพื่อชาติ ประชาชน’ พร่ำบอกเราว่าหลาย ๆ อย่างนั้น ‘เป็นไปไม่ได้’
เหมือนรัฐธรรมนูญที่ไม่อาจแก้ได้ทั้งฉบับ…
ภาพ : Getty Images
ข้อมูลประกอบการเขียน
Doyle, W. (2001). The French Revolution: A Very Short Introduction. Oxford University Press.
Schama, S. (1989). Citizens: A Chronicle of the French Revolution. Alfred A. Knopf. (PP.856)
Israel, J. (2014). Revolutionary ideas: An intellectual history of the French Revolution from The Rights of Man to Robespierre. Princeton University Press.
Condorcet, N. de. (2012). Condorcet: Political writings (S. Lukes & N. Urbinati, Eds.). Cambridge University Press.
ลุคส์, สตีเว่น. (2557). การิทัตผจญภัย (เกษียร เตชะพีระ, ผู้แปล). โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.