Echoes : บทเพลงยาว 24 นาทีที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล

Echoes : บทเพลงยาว 24 นาทีที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล

เรื่องราวของ Echoes บทเพลงยาว 24 นาทีจากอัลบั้ม Meddle โดย Pink Floyd ที่เปลี่ยนทิศทางการสร้างสรรค์ของพวกเขาไปตลอดกาล

 

Overhead the albatross
Hangs motionless upon the air

 

เสียงแว่วกังวาลของความเป็นมนุษย์ในสารพันแง่มุมนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกตีแผ่ผ่านบทเพลงของ Pink Floyd จนกลายเป็นทิศทางสำคัญของวง ไม่แพ้เสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ฟังต่างก็ยกย่องให้กับพวกเขาว่าเป็น ‘ยุคทอง’ ของวง อย่างทศวรรษที่ 1970 จนกลายเป็นผลงานที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีอย่างไม่อาจลบเลือน

ในปี 1973 ความทุกข์และสัจธรรมมากมายในการดำรงอยู่ของมนุษย์ถูกเรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นอัลบั้ม ‘The Dark Side of the Moon’ ขยับมาอีกสองปี พวกเขาได้ถักทอความคิดถึงและว่างเปล่าในหัวใจมาผนวกเข้ากับพิษของอุตสาหกรรมดนตรีจนกลายเป็น ‘Wish You Were Here’ ในตอนที่ย้ายจาก Abbey Road ไปสร้างสตูดิโอใหม่ของตัวเองในชื่อ ‘Britannia Row’ พวกเขา (หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมากว่านั้น ‘โรเจอร์ วอเทอร์ส’) ได้ตีแผ่โลกอันเลวร้ายที่ถูกระบบทุนนิยมกลืนกินมาขีดเขียนเปรียบเปรยจนเป็น ‘Animals’ ก่อนจะส่งท้ายทศวรรษ รวมไปถึงความกลมเกลียวกันของวงด้วยฉากม่านของชีวิตที่รายล้อมไปด้วยปมชีวิต การศึกษา ความรู้สึกผิด การรู้สึกแบ่งแยก และสงครามจนกลายเป็น ‘The Wall


สามารถรับชมเรื่องราวของเพลง The Wall ได้ที่ลิงก์นี้

 

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาในบทเพลงของ Pink Floyd ล้วนบรรจุไปด้วยปัญหาทางสังคม การเมือง และแนวคิดทางปรัชญาที่เป็นกระจกสะท้อนมาถึงการมีอยู่ของมวลมนุษย์ ผ่านการผสมผสานของความสมบูรณ์แบบที่สดใหม่ทางดนตรีของพวกเขาทั้งสี่คนจนกลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่ทรงอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้

แต่แม้ว่าด้านมือของดวงจันทร์จะเป็นจุดพลิกผันสำคัญของวงที่ทำให้พวกเขาสามารถก่อรูปก่อร่างจนกลายเป็นตัวตนที่โลกจดจำพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังมีการบัญญัติช่วงยุคของพวกเขาที่จำแนกผ่านอัลบั้มดังกล่าวว่า ‘Pre-DSOTM’ และ ‘Post-DSOTM’ (DSOTM เป็นตัวอักษรย่อของ The Dark Side of the Moon) แต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น หัวเรือสำคัญผู้ถือธงนำขบวนในช่วงเวลานั้นอย่าง ‘ซิด แบร์เร็ท’ (Syd Barrett) อาจไม่ได้พา Pink Floyd มามองถึงการมีอยู่ของมวลมนุษย์มากนัก หากแต่แหงนขึ้นฟ้าและจินตนาการถึงห้วงอวกาศเสียเป็นหลัก

ด้วยเหตุนั้น ในยุคแรกของวงที่นำโดยแบร์เร็ท จึงมีสไตล์ดนตรีไปในทาง ‘Psychedelic Space-Rock’ ที่ให้บรรยากาศเวิ้งว้างก้องกังวาล ท่วงทำนองวกวนเสมือนถูกสะกดจิตตามแบบฉบับของดนตรีไซคีเดลิกในยุคเดียวกัน

ในด้านของเนื้อเพลงก็เป็นการถึงสรรพสิ่งในจักรวาล ราวกับนิยายไซไฟ ที่ถูกตีแผ่ผ่านอัลบั้ม The Piper at the Gates of Dawn (1967) ที่แบร์เร็ทมีส่วนสำคัญในทิศทางและการสร้างสรรค์งานของวง เป็นช่วงก่อนที่ ‘โรเจอร์ วอเทอร์ส’ (Roger Waters) จะเข้ามากุมบังเหียน และก่อนที่ ‘เดวิด กิลมัวร์’ (David Gimour) จะเป็นส่วนหนึ่งของวงอย่างเต็มตัว

แล้วอะไรทำให้พวกเขาเปลี่ยนจากกรแหงนจินตนาการถึงอวกาศมาเพ่งลึกลงมาในจิตวิญญาณของมนุษย์?

 

คำตอบอยู่ใน Side B ทั้งหน้าของอัลบั้ม Meddle จากปี 1971
ที่บรรจุบทเพลงหนึ่งที่มีคยวามยาวเกือบ 24 นาทีเอาไว้ในชื่อ
Echoes

 

บทเพลงที่ว่าด้วยเสียงแว่วกังวาลของสายสัมพันธ์ความเป็นมนุษย์นี้เอง ที่ทำให้พวกเขาทั้งสี่ได้ค้นพบตัวตนและเส้นทางที่ Pink Floyd กำลังจะเดินหน้าต่อไป

เส้นทางที่จะเปลี่ยนโลกดนตรีไปตลอดกาล

 

Echoes : บทเพลงยาว 24 นาทีที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล

ปกอัลบั้ม Meddle (1971) โดย Pink Floyd

จอห์น เลนนอน กับ แฟลตในลอนดอน

แม้ว่าในอัลบั้ม Atom Heart Mother จากปี 1970 จะมีการตั้งทิศทางของวงใหม่อย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากความเป็นอวกาศเพื่อขยับลงมาสู่ผืนดิน ดังที่สะท้อนผ่านหน้าปกรูปวัวในทุ่งหญ้าที่ออกแบบโดยกลุ่ม Hipgnosis อันเป็นผลพวงจากวิสัยทัศน์ดังกล่าวที่วงได้ถ่ายทอดออกไป แถมยังมีบทเพลงยาวเกือบ 24 นาที (อีกเพลงหนึ่ง) ในชื่อ ‘Atom Heart Mother Suite’ ที่วงได้บรรเลงร่วมกับวงออร์เคสตราโดยไร้คำร้อง แม้สไตล์ดนตรีจะเริ่มก่อรูปร่างที่จะดำเนินไปสู่ทิศทางในอนาคต แต่สำหรับเนื้อหานั้น Pink Floyd มักมองย้อนกลับไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ภูมิใจนัก เพราะปราศจากทิศทางที่ชัดเจน

 

 

จนกระทั่ง โรเจอร์ วอเทอร์ส ได้มีโอกาสฟังอัลบั้มเดี่ยวของหนึ่งในสี่เต่าทอง

ในปี 1970 ‘จอห์น เลนนอน’ (John Lennon) หนึ่งในสมาชิกวง The Beates ในชื่อ ‘John Lennon/Plastic Ono Band’ ที่นำเสนอตะกอนปัญหาในชีวิตและวัยเด็กของเลนนอน จนเกิดเป็นอัลบั้มที่พูดถึงประเด็นทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา ถึงเนื้อหาจะมีความมืดหม่นและชวนหดหู่ แต่ วอเทอร์ส กลับรู้สึกหลงใหลในการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้ ที่มีความจริงแท้และใกล้ตัว มากกว่าจินตนาการถึงอวกาศ 

แรงบันดาลใจในครั้งนั้นจึงนำไปสู่การเขียนเพลงในแนวทางที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดย Echoes นับว่าเป็นผลผลิตชิ้นแรก ๆ จากแนวทางใหม่นี้ 

โรเจอร์ วอเทอร์ส เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในปี 2004 ว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ Echoes นั้นมาจากควารู้สึกของตัวเองที่เหมือนถูกตัดขาดจากสรรพสิ่งรอบตัวในช่วงที่แรก ๆ ที่ใช้ชีวิตในลอนดอน รวมไปถึงปัญหาเรื่องซิด แบร์เร็ท อีกด้วย

ในช่วงที่เขียนเพลงนี้อยู่นั้น วอเทอร์อาศัยอยู่ที่แฟลตแห่งหนึ่งบริเวณตะวันตกของลอนดอน ซึ่งในห้องที่อาศัยอยู่นั้นจะมีหน้าต่างบานหนึ่งที่เมื่อมองออกไปแล้วสามารถเห็นถนนโกล์ดฮอล์กอันสับสนวุ่นวายในทุก ๆ วัน กิจวัตรของวอเทอร์สและแฟนสาวในช่วงเวลานั้นคือการมองดูความวุ่นวายในถนนเบื้องล่าง ผู้คนเดินไปในทางของตัวเองในตอนเช้า และเดินกลับไปที่บ้านของตัวเองในตอนเย็น เป็นแบบนี้เรื่อยไปไม่ต่างอะไรจากฝูงมดนับไม่ถ้วน

จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลในสำคัญในการเขียนท่อนที่ร้องว่า “Strangers passing in the street. By chance, two separate glances meet. And I am you and what I see is me” และเนื้อหาในภาพรวมที่พยายามจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของคนในสังคมที่เหือดหายไป และชี้ให้เห็นความสำคัญว่ามันมีค่าเพียงไหนสำหรับการมีอยู่ของมนุษย์

และไม่นานหลังจากนั้น บทเพลงนี้ก็ได้เป็นเพลงจาก Pink Floyd ที่สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของมนุษย์ได้ชัดเจนที่สุด

ไม่เพียงจากเนื้อหาเท่านั้น แต่รวมถึง ‘ดนตรี’ ด้วย

 

ดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นมาจาก ‘Nothing’

 

“ช่วง Ummagumma ถึง Atom Heart Mother คือช่วงที่เรากำลังหาตัวตน
จนกระทั่งมาถึง ‘Echoes’ ที่ทำให้เรารู้ว่าคำตอบของเราคืออะไร”
— เดวิด กิลมัวร์

 

ในกระบวนการอัดเพลงของ Pink Floyd นั้น เดวิด กิลมัวร์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างขี้เกียจเป็นที่สุดเมื่อเทียบกับวงอื่น ถึงขั้นที่ว่าถ้าวงอื่นมาเห็นว่าพวกเขาใช้เวลาทิ้งขว้างกันแค่ไหนก็คงต้องขนพองสยองเกล้ากันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ของพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่เป็นการทดลองทำโน่นนี่ไปเรื่อย ๆ เสียมากกว่า

กิลมัวร์เล่าว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘The Rubbish Library’ ที่วงจะลองเล่นโน่นเล่นนี่ เสียงกีตาร์ เปียโน หรือซาวด์เอฟเฟ็กเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บเอาไว้ตามไอเดียที่ผ่านเข้ามา ซึ่งบ้างก็ก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นจริง หรือบ้างก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ซึ่งก็มีอยู่หนึ่งไอเดียที่แฟน ๆ หลายคนได้แต่เสียดายว่าไม่อยากจะให้ผ่านไปเลย ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ใช้ชื่อว่า ‘Household Objects

Household Objects คืออัลบั้มที่ Pink Floyd อยากจะทดลองซาวน์ใหม่ ๆ โดยการเอาสรรพสิ่งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมาประกอบกันเป็นเสียงดนตรี เช่น หนังยาง ขวดเบียร์ หนังสือพิมพ์ ไฟแช็ค หรือแม้แต่แก้วไวน์ (ซึ่งไอเดียแก้วไวน์นี้ก็ถูกพัฒนาจนกลายเป็นส่วนประกอบของ Shine On You Crazy Diamond ในเวลต่อมา) ซึ่งพวกเขาก็พยายามจะบรรเลงคอร์ดจากสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดมาจากไอเดียของ ‘นิค เมสัน’ (Nick Mason) มือกลองของวง แม้จะอัดมาไว้กว่า 20 นาทีแล้ว แต่โปรเจกต์นี้ก็ล้มเลิกไป

 

 

ส่วนหนึ่งในสิ่งที่กลายเป็นจริงนั้นมีชื่อว่า ‘Nothing’ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากไอเดียของ ‘ริชาร์ด ไรท์’ (Richard Wright) ที่ได้เล่นโน็ตเสียงสูงตัวหนึ่งผ่านเปียโนที่ขยายผ่านเครื่องเสียงเลสลีย์ (Leslie Cabinet) จนเกิดเป็นโน็ตเสียงสูงที่ฟังดูคล้ายกับเสียงของเครื่องตรวจวัดอะไรบางอย่าง หรือเสียง ‘ปิ๊ง’ ที่เราอาจได้ยินกันในเรือดำน้ำ 
.
Nothing ถูกพัฒนาไปหลากหลายเวอร์ชั่น มีการเติมเครื่องดนตรีอื่น ๆ เข้ามาบรรเลงไปพร้อมกับเสียงที่ไรท์เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ Nothing 1 ไปจนถึง Nothing 14 (ที่สามารถหาฟังได้ในระบบสตรีมมิ่ง) และไม่นานมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นเพลงที่ชื่อว่า ‘The Return of the Son of Nothing

 

 

 

ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อถูกหยิบมาประกอบกับเนื้อเพลงที่ โรเจอร์ วอเทอร์ส เขียน จึงได้เกิดเป็น ‘Echoes’ หนึ่งในเพลงจากอัลบั้ม Meddle ในปี 1971

 

 

ปริศนา 2001: A Space Odyssey

ใครที่หลงใหลในอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ก็คงต้องเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ The Dark Side of the Rainbow กันมาบ้าง ที่บทเพลงอัลบั้มสามารถดำเนินคู่เคียงไปกับภาพยตร์ ‘The Wizard of Oz’ (1939) ได้อย่างพอดิบพอดีเมื่อเปิดอัลบั้มนั้นในจังหวะหนึ่งก่อนภาพยนตร์จะเริ่ม

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกมาให้คำตอบแล้วว่าวงไม่ได้มีเจตนาอะไรเช่นนั้น แต่ความบังเอิญที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับอัลบั้มดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพลง Echoes ด้วย เมื่อถูกเปิดเคียงคู่ไปกับฉากหนึ่งของภาพยนตร์ ‘2001: A Space Odyssey’ โดย ‘สแตนลีย์ คูบริก’ (Stanley Kubrick)

 

Echoes : บทเพลงยาว 24 นาทีที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล
โปสเตอร์ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968)

 

ใน 2001: A Space Odyssey จะมีช่วงตอนหนึ่งของภาพยนตร์ในชื่อ ‘Jupiter And Beyond the Infinite’ ที่ตัวละครเอกจะทะยานข้ามผ่านอวกาศไปสู่ปริศนาที่มนุษย์ไม่เข้าใจจนกระทั่งจบภาพยตร์ ซึ่งนับเป็นความมหัศจรรย์ทางภาพยนตร์ที่คูบริกสามารถสร้างสรรค์ภาพอวกาศสุดพิศวงที่ยากจะจินตนาการว่าเบื้องหลังในปี 1968 มีหน้าตาเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อฉากดังกล่าวถูกเปิดคู่เคียงไปกับ Echoes ทั้งภาพและเสียงดันสามารถสอดประสานราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน บางจังหวะสามารถเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ในช่วงเริ่มต้นของเพลงที่กีตาร์ของกิลมัวร์ค่อย ๆ ถูกบรรเลงอย่างอ่อนโยนก็ฉายให้เห็นภาพของดาวเคราะห์อันงดงาม หรือแม้แต่เป็นช่วงฟังก์ของเพลงก็ถูกละเลงด้วยสีสันและลวดลาย (ที่ว่ากันว่าผู้ชมหลายคนเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะอยากหฤหรรษ์กับสารเคมีไซคีเดลิกที่พวกเขาเพิ่งใช้ไป) 

 

 

จึงเกิดเป็นการนำเอาภาพและเพลงดังกล่าวมาผสานรวมกัน จนคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าหรือพวกเขามีแผนที่จะทำอะไรร่วมกันแล้วถูกยกเลิกไปหรือเปล่า?

แม้ว่า Pink Floyd และคูบริกจะเฉียดกันไปมาหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งที่คูบริกอยากจะได้อัลบั้ม Atom Heart Mother มาประกอบในภาพยนตร์ A Clockwork Oragne (1971) แต่วงก็ปฏิเสธไป (แต่คูบริกก็เอาปกอัลบั้มไปไว้ในฉาก ๆ หนึ่งของเรื่องอยู่ดี) ก่อนที่ โรเจอร์ วอเทอร์ จะถูกเอาคืนในอัลบั้มเดี่ยวของตนจากปี 1992 อย่าง ‘Amused to Death’ ที่เขาได้ขอใช้เสียงของ ‘HAL9000’ จาก 2001: A Space Odyssey มาประกอบ โดยที่คูบริกก็ปฏิเสธไป 

แต่ก็คงไม่ง่ายที่ Pink Floyd จะสร้างสรรค์ซาวด์แบบนี้ออกมาในปี 1968 (หรือก่อนหน้านั้น) เมื่อหยิบเอาบริบทของเวลามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำของแบร์เร็ท หรือการทดลองของวง ทฤษฎีที่บอกว่า Echoes คือโปรเจกต์ที่ถูกยกเลิกจาก 2001: A Space Odyssey จึงอาจเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอย่างแม้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน แต่เมื่อนำมาประกอบกันก็ไม่ต่างอะไรจากเนื้อคู่ที่ถูกพัดพรากจากกันไปนานแล้วได้มาเริงรำบำร่วมกันอีกครั้งอย่างพลิ้วไหวและงดงาม 

 

เพลงที่จะไม่มีวันถูกเล่นสดอีก

หนึ่งในการแสดงสดของ Echoes ก็คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์ ‘Pink Floyd: Live at Pompeii’ ที่ถูกบันทึกเสียงและภาพมาอย่างละเอียด แต่ถึงกระนั้น Echoes ก็ยังถูกบรรเลงเรื่อยมาอย่างสม่ำเสมอถึงประมาณปี 1975 ที่ Echoes มักถูกบรรเลงในฐานะ Encore

 

 

ก่อนที่ Echoes จะกลับมาบรรเลง บันทึกภาพและเสียงอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงท้ายของ Pink Floyd โดยเฉพาะในคอนเสิร์ต ‘David Gilmour: Live in Gdańsk’ จากปี 2006 ที่ปล่อยในปี 2008 ซึ่งนับเป็นการแสดง Echoes ครั้งสุดท้ายที่ผู้ฟังอย่างเรา ๆ จะมีโอกาสได้ยิน

เพราะหลังจากปี 2008 Pink Floyd โลกนี้ก็ไม่มีชายที่ชื่อว่า ริชาร์ด ไรท์ มาบรรเลงเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป

แม้ เดวิด กิลมัวร์ ยังอยู่ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะสามารถเล่น Echoes ได้

Echoes นับเป็นเพลงหนึ่งที่วิเศษมากจาก Pink Floyd ในแง่หนึ่งเป็นเพราะเพลง ๆ นี้ถูกเรียงร้อยอย่างซับซ้อนและมหัศจรรย์ เริ่มต้นที่จุดเดิม จบลงที่จุดเดิม เพลงนี้ให้ประสบการณ์ของการฟังเพลงที่สามารถพาผู้ฟังก้าวเดินจากจุดเริ่มต้น สู่ความหฤหรรษ์ ดำดิ่งสู่ฝันร้าย ทะยานกลับคืนสู่แสงสว่าง และจบลงด้วยเสียงแรกเริ่มที่ถูกบรรเลงออกมา ไม่ต่างจากนิทานสักเรื่องที่ถูกบอกเล่าผ่านชายสี่คน

แต่ Echoes ยังเป็น ‘บทสนทนา’ ระหว่าง เดวิด กิลมัวร์ และ ริชาร์ด ไรท์ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการร้องผสานกันระหว่างเขาทั้งสอง ท่อนฟังก์ที่แลกกันโซโล่ราวกับผลัดกันประชันฝีไม้ลายมือของตัวเอง หรือโดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายของเพลงที่การบรรเลงของทั้งคู่ ‘ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม’ จนก่อร่างเป็นเสียงบรรเลงของสองจิตวิญญาณที่ถูกบอกเล่าผ่านกีตาร์และคีย์บอร์ดที่คงไม่มีอะไรมาแทนที่ได้

เมื่อ ริชาร์ด ไรท์ ไม่อยู่แล้ว เดวิด กิลมัวร์ จึงไม่เล่น Echoes อีกต่อไป

 

 

มาจนถึงวันนี้ Echoes ก็ได้กลายเป็นตำนานของเสียงดนตรีที่สะท้อนให้เห็นของสองดวงวิญญาณที่สอดประสานกันอย่างที่ไม่มีใครเหมือน ไม่เหมือนใคร

มันคือเสียงดนตรีของ ‘พวกเขา’ ที่เปิดให้ ‘พวกเรา’ ได้มีโอกาสสดับตรับฟัง

มันคือภาพแทนของความมหัศจรรย์ที่ก่อร่างมาจากสายสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์

มันคือเพลงที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล

 

ท้ายที่สุด ผู้เขียนอยากชวนผู้อ่านลองฟัง Echoes ฉบับพิเศษนี้ดู เป็นฉบับเล่นสดกันแบบขำ ๆ โดย เดวิด กิลมัวร์, ริชาร์ด ไรท์ และทีมนักดนตรี จนชวนให้คิดว่าหากพวกเขาทั้งสี่ยังคงอยู่ด้วยกัน แล้วจัดคอนเสิร์ต Unplugged กันสักครั้ง ความมหัศจรรย์ที่อาจเกิดขึ้นจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน