28 ธ.ค. 2568 | 18:00 น.

“Overhead the albatross
Hangs motionless upon the air”
เสียงแว่วกังวาลของความเป็นมนุษย์ในสารพันแง่มุมนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกตีแผ่ผ่านบทเพลงของ Pink Floyd จนกลายเป็นทิศทางสำคัญของวง ไม่แพ้เสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ฟังต่างก็ยกย่องให้กับพวกเขาว่าเป็น ‘ยุคทอง’ ของวง อย่างทศวรรษที่ 1970 จนกลายเป็นผลงานที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีอย่างไม่อาจลบเลือน
ในปี 1973 ความทุกข์และสัจธรรมมากมายในการดำรงอยู่ของมนุษย์ถูกเรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นอัลบั้ม ‘The Dark Side of the Moon’ ขยับมาอีกสองปี พวกเขาได้ถักทอความคิดถึงและว่างเปล่าในหัวใจมาผนวกเข้ากับพิษของอุตสาหกรรมดนตรีจนกลายเป็น ‘Wish You Were Here’ ในตอนที่ย้ายจาก Abbey Road ไปสร้างสตูดิโอใหม่ของตัวเองในชื่อ ‘Britannia Row’ พวกเขา (หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมากว่านั้น ‘โรเจอร์ วอเทอร์ส’) ได้ตีแผ่โลกอันเลวร้ายที่ถูกระบบทุนนิยมกลืนกินมาขีดเขียนเปรียบเปรยจนเป็น ‘Animals’ ก่อนจะส่งท้ายทศวรรษ รวมไปถึงความกลมเกลียวกันของวงด้วยฉากม่านของชีวิตที่รายล้อมไปด้วยปมชีวิต การศึกษา ความรู้สึกผิด การรู้สึกแบ่งแยก และสงครามจนกลายเป็น ‘The Wall’
สามารถรับชมเรื่องราวของเพลง The Wall ได้ที่ลิงก์นี้
จะเห็นได้ว่าเนื้อหาในบทเพลงของ Pink Floyd ล้วนบรรจุไปด้วยปัญหาทางสังคม การเมือง และแนวคิดทางปรัชญาที่เป็นกระจกสะท้อนมาถึงการมีอยู่ของมวลมนุษย์ ผ่านการผสมผสานของความสมบูรณ์แบบที่สดใหม่ทางดนตรีของพวกเขาทั้งสี่คนจนกลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่ทรงอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้
แต่แม้ว่าด้านมือของดวงจันทร์จะเป็นจุดพลิกผันสำคัญของวงที่ทำให้พวกเขาสามารถก่อรูปก่อร่างจนกลายเป็นตัวตนที่โลกจดจำพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังมีการบัญญัติช่วงยุคของพวกเขาที่จำแนกผ่านอัลบั้มดังกล่าวว่า ‘Pre-DSOTM’ และ ‘Post-DSOTM’ (DSOTM เป็นตัวอักษรย่อของ The Dark Side of the Moon) แต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น หัวเรือสำคัญผู้ถือธงนำขบวนในช่วงเวลานั้นอย่าง ‘ซิด แบร์เร็ท’ (Syd Barrett) อาจไม่ได้พา Pink Floyd มามองถึงการมีอยู่ของมวลมนุษย์มากนัก หากแต่แหงนขึ้นฟ้าและจินตนาการถึงห้วงอวกาศเสียเป็นหลัก
ด้วยเหตุนั้น ในยุคแรกของวงที่นำโดยแบร์เร็ท จึงมีสไตล์ดนตรีไปในทาง ‘Psychedelic Space-Rock’ ที่ให้บรรยากาศเวิ้งว้างก้องกังวาล ท่วงทำนองวกวนเสมือนถูกสะกดจิตตามแบบฉบับของดนตรีไซคีเดลิกในยุคเดียวกัน
ในด้านของเนื้อเพลงก็เป็นการถึงสรรพสิ่งในจักรวาล ราวกับนิยายไซไฟ ที่ถูกตีแผ่ผ่านอัลบั้ม The Piper at the Gates of Dawn (1967) ที่แบร์เร็ทมีส่วนสำคัญในทิศทางและการสร้างสรรค์งานของวง เป็นช่วงก่อนที่ ‘โรเจอร์ วอเทอร์ส’ (Roger Waters) จะเข้ามากุมบังเหียน และก่อนที่ ‘เดวิด กิลมัวร์’ (David Gimour) จะเป็นส่วนหนึ่งของวงอย่างเต็มตัว
แล้วอะไรทำให้พวกเขาเปลี่ยนจากกรแหงนจินตนาการถึงอวกาศมาเพ่งลึกลงมาในจิตวิญญาณของมนุษย์?
คำตอบอยู่ใน Side B ทั้งหน้าของอัลบั้ม Meddle จากปี 1971
ที่บรรจุบทเพลงหนึ่งที่มีคยวามยาวเกือบ 24 นาทีเอาไว้ในชื่อ
‘Echoes’
บทเพลงที่ว่าด้วยเสียงแว่วกังวาลของสายสัมพันธ์ความเป็นมนุษย์นี้เอง ที่ทำให้พวกเขาทั้งสี่ได้ค้นพบตัวตนและเส้นทางที่ Pink Floyd กำลังจะเดินหน้าต่อไป
เส้นทางที่จะเปลี่ยนโลกดนตรีไปตลอดกาล
ปกอัลบั้ม Meddle (1971) โดย Pink Floyd
แม้ว่าในอัลบั้ม Atom Heart Mother จากปี 1970 จะมีการตั้งทิศทางของวงใหม่อย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากความเป็นอวกาศเพื่อขยับลงมาสู่ผืนดิน ดังที่สะท้อนผ่านหน้าปกรูปวัวในทุ่งหญ้าที่ออกแบบโดยกลุ่ม Hipgnosis อันเป็นผลพวงจากวิสัยทัศน์ดังกล่าวที่วงได้ถ่ายทอดออกไป แถมยังมีบทเพลงยาวเกือบ 24 นาที (อีกเพลงหนึ่ง) ในชื่อ ‘Atom Heart Mother Suite’ ที่วงได้บรรเลงร่วมกับวงออร์เคสตราโดยไร้คำร้อง แม้สไตล์ดนตรีจะเริ่มก่อรูปร่างที่จะดำเนินไปสู่ทิศทางในอนาคต แต่สำหรับเนื้อหานั้น Pink Floyd มักมองย้อนกลับไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ภูมิใจนัก เพราะปราศจากทิศทางที่ชัดเจน
จนกระทั่ง โรเจอร์ วอเทอร์ส ได้มีโอกาสฟังอัลบั้มเดี่ยวของหนึ่งในสี่เต่าทอง
ในปี 1970 ‘จอห์น เลนนอน’ (John Lennon) หนึ่งในสมาชิกวง The Beates ในชื่อ ‘John Lennon/Plastic Ono Band’ ที่นำเสนอตะกอนปัญหาในชีวิตและวัยเด็กของเลนนอน จนเกิดเป็นอัลบั้มที่พูดถึงประเด็นทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา ถึงเนื้อหาจะมีความมืดหม่นและชวนหดหู่ แต่ วอเทอร์ส กลับรู้สึกหลงใหลในการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้ ที่มีความจริงแท้และใกล้ตัว มากกว่าจินตนาการถึงอวกาศ
แรงบันดาลใจในครั้งนั้นจึงนำไปสู่การเขียนเพลงในแนวทางที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดย Echoes นับว่าเป็นผลผลิตชิ้นแรก ๆ จากแนวทางใหม่นี้
โรเจอร์ วอเทอร์ส เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในปี 2004 ว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ Echoes นั้นมาจากควารู้สึกของตัวเองที่เหมือนถูกตัดขาดจากสรรพสิ่งรอบตัวในช่วงที่แรก ๆ ที่ใช้ชีวิตในลอนดอน รวมไปถึงปัญหาเรื่องซิด แบร์เร็ท อีกด้วย
ในช่วงที่เขียนเพลงนี้อยู่นั้น วอเทอร์อาศัยอยู่ที่แฟลตแห่งหนึ่งบริเวณตะวันตกของลอนดอน ซึ่งในห้องที่อาศัยอยู่นั้นจะมีหน้าต่างบานหนึ่งที่เมื่อมองออกไปแล้วสามารถเห็นถนนโกล์ดฮอล์กอันสับสนวุ่นวายในทุก ๆ วัน กิจวัตรของวอเทอร์สและแฟนสาวในช่วงเวลานั้นคือการมองดูความวุ่นวายในถนนเบื้องล่าง ผู้คนเดินไปในทางของตัวเองในตอนเช้า และเดินกลับไปที่บ้านของตัวเองในตอนเย็น เป็นแบบนี้เรื่อยไปไม่ต่างอะไรจากฝูงมดนับไม่ถ้วน
จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลในสำคัญในการเขียนท่อนที่ร้องว่า “Strangers passing in the street. By chance, two separate glances meet. And I am you and what I see is me” และเนื้อหาในภาพรวมที่พยายามจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของคนในสังคมที่เหือดหายไป และชี้ให้เห็นความสำคัญว่ามันมีค่าเพียงไหนสำหรับการมีอยู่ของมนุษย์
และไม่นานหลังจากนั้น บทเพลงนี้ก็ได้เป็นเพลงจาก Pink Floyd ที่สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของมนุษย์ได้ชัดเจนที่สุด
ไม่เพียงจากเนื้อหาเท่านั้น แต่รวมถึง ‘ดนตรี’ ด้วย
ดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นมาจาก ‘Nothing’
“ช่วง Ummagumma ถึง Atom Heart Mother คือช่วงที่เรากำลังหาตัวตน
จนกระทั่งมาถึง ‘Echoes’ ที่ทำให้เรารู้ว่าคำตอบของเราคืออะไร”
— เดวิด กิลมัวร์
ในกระบวนการอัดเพลงของ Pink Floyd นั้น เดวิด กิลมัวร์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างขี้เกียจเป็นที่สุดเมื่อเทียบกับวงอื่น ถึงขั้นที่ว่าถ้าวงอื่นมาเห็นว่าพวกเขาใช้เวลาทิ้งขว้างกันแค่ไหนก็คงต้องขนพองสยองเกล้ากันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ของพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่เป็นการทดลองทำโน่นนี่ไปเรื่อย ๆ เสียมากกว่า
กิลมัวร์เล่าว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘The Rubbish Library’ ที่วงจะลองเล่นโน่นเล่นนี่ เสียงกีตาร์ เปียโน หรือซาวด์เอฟเฟ็กเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บเอาไว้ตามไอเดียที่ผ่านเข้ามา ซึ่งบ้างก็ก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นจริง หรือบ้างก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ซึ่งก็มีอยู่หนึ่งไอเดียที่แฟน ๆ หลายคนได้แต่เสียดายว่าไม่อยากจะให้ผ่านไปเลย ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ใช้ชื่อว่า ‘Household Objects’
Household Objects คืออัลบั้มที่ Pink Floyd อยากจะทดลองซาวน์ใหม่ ๆ โดยการเอาสรรพสิ่งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมาประกอบกันเป็นเสียงดนตรี เช่น หนังยาง ขวดเบียร์ หนังสือพิมพ์ ไฟแช็ค หรือแม้แต่แก้วไวน์ (ซึ่งไอเดียแก้วไวน์นี้ก็ถูกพัฒนาจนกลายเป็นส่วนประกอบของ Shine On You Crazy Diamond ในเวลต่อมา) ซึ่งพวกเขาก็พยายามจะบรรเลงคอร์ดจากสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดมาจากไอเดียของ ‘นิค เมสัน’ (Nick Mason) มือกลองของวง แม้จะอัดมาไว้กว่า 20 นาทีแล้ว แต่โปรเจกต์นี้ก็ล้มเลิกไป
ส่วนหนึ่งในสิ่งที่กลายเป็นจริงนั้นมีชื่อว่า ‘Nothing’ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากไอเดียของ ‘ริชาร์ด ไรท์’ (Richard Wright) ที่ได้เล่นโน็ตเสียงสูงตัวหนึ่งผ่านเปียโนที่ขยายผ่านเครื่องเสียงเลสลีย์ (Leslie Cabinet) จนเกิดเป็นโน็ตเสียงสูงที่ฟังดูคล้ายกับเสียงของเครื่องตรวจวัดอะไรบางอย่าง หรือเสียง ‘ปิ๊ง’ ที่เราอาจได้ยินกันในเรือดำน้ำ
.
Nothing ถูกพัฒนาไปหลากหลายเวอร์ชั่น มีการเติมเครื่องดนตรีอื่น ๆ เข้ามาบรรเลงไปพร้อมกับเสียงที่ไรท์เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ Nothing 1 ไปจนถึง Nothing 14 (ที่สามารถหาฟังได้ในระบบสตรีมมิ่ง) และไม่นานมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นเพลงที่ชื่อว่า ‘The Return of the Son of Nothing’
ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อถูกหยิบมาประกอบกับเนื้อเพลงที่ โรเจอร์ วอเทอร์ส เขียน จึงได้เกิดเป็น ‘Echoes’ หนึ่งในเพลงจากอัลบั้ม Meddle ในปี 1971
ใครที่หลงใหลในอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ก็คงต้องเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ The Dark Side of the Rainbow กันมาบ้าง ที่บทเพลงอัลบั้มสามารถดำเนินคู่เคียงไปกับภาพยตร์ ‘The Wizard of Oz’ (1939) ได้อย่างพอดิบพอดีเมื่อเปิดอัลบั้มนั้นในจังหวะหนึ่งก่อนภาพยนตร์จะเริ่ม
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกมาให้คำตอบแล้วว่าวงไม่ได้มีเจตนาอะไรเช่นนั้น แต่ความบังเอิญที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับอัลบั้มดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพลง Echoes ด้วย เมื่อถูกเปิดเคียงคู่ไปกับฉากหนึ่งของภาพยนตร์ ‘2001: A Space Odyssey’ โดย ‘สแตนลีย์ คูบริก’ (Stanley Kubrick)
โปสเตอร์ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968)
ใน 2001: A Space Odyssey จะมีช่วงตอนหนึ่งของภาพยนตร์ในชื่อ ‘Jupiter And Beyond the Infinite’ ที่ตัวละครเอกจะทะยานข้ามผ่านอวกาศไปสู่ปริศนาที่มนุษย์ไม่เข้าใจจนกระทั่งจบภาพยตร์ ซึ่งนับเป็นความมหัศจรรย์ทางภาพยนตร์ที่คูบริกสามารถสร้างสรรค์ภาพอวกาศสุดพิศวงที่ยากจะจินตนาการว่าเบื้องหลังในปี 1968 มีหน้าตาเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เมื่อฉากดังกล่าวถูกเปิดคู่เคียงไปกับ Echoes ทั้งภาพและเสียงดันสามารถสอดประสานราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน บางจังหวะสามารถเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ในช่วงเริ่มต้นของเพลงที่กีตาร์ของกิลมัวร์ค่อย ๆ ถูกบรรเลงอย่างอ่อนโยนก็ฉายให้เห็นภาพของดาวเคราะห์อันงดงาม หรือแม้แต่เป็นช่วงฟังก์ของเพลงก็ถูกละเลงด้วยสีสันและลวดลาย (ที่ว่ากันว่าผู้ชมหลายคนเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะอยากหฤหรรษ์กับสารเคมีไซคีเดลิกที่พวกเขาเพิ่งใช้ไป)
จึงเกิดเป็นการนำเอาภาพและเพลงดังกล่าวมาผสานรวมกัน จนคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าหรือพวกเขามีแผนที่จะทำอะไรร่วมกันแล้วถูกยกเลิกไปหรือเปล่า?
แม้ว่า Pink Floyd และคูบริกจะเฉียดกันไปมาหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งที่คูบริกอยากจะได้อัลบั้ม Atom Heart Mother มาประกอบในภาพยนตร์ A Clockwork Oragne (1971) แต่วงก็ปฏิเสธไป (แต่คูบริกก็เอาปกอัลบั้มไปไว้ในฉาก ๆ หนึ่งของเรื่องอยู่ดี) ก่อนที่ โรเจอร์ วอเทอร์ จะถูกเอาคืนในอัลบั้มเดี่ยวของตนจากปี 1992 อย่าง ‘Amused to Death’ ที่เขาได้ขอใช้เสียงของ ‘HAL9000’ จาก 2001: A Space Odyssey มาประกอบ โดยที่คูบริกก็ปฏิเสธไป
แต่ก็คงไม่ง่ายที่ Pink Floyd จะสร้างสรรค์ซาวด์แบบนี้ออกมาในปี 1968 (หรือก่อนหน้านั้น) เมื่อหยิบเอาบริบทของเวลามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำของแบร์เร็ท หรือการทดลองของวง ทฤษฎีที่บอกว่า Echoes คือโปรเจกต์ที่ถูกยกเลิกจาก 2001: A Space Odyssey จึงอาจเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอย่างแม้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน แต่เมื่อนำมาประกอบกันก็ไม่ต่างอะไรจากเนื้อคู่ที่ถูกพัดพรากจากกันไปนานแล้วได้มาเริงรำบำร่วมกันอีกครั้งอย่างพลิ้วไหวและงดงาม
หนึ่งในการแสดงสดของ Echoes ก็คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์ ‘Pink Floyd: Live at Pompeii’ ที่ถูกบันทึกเสียงและภาพมาอย่างละเอียด แต่ถึงกระนั้น Echoes ก็ยังถูกบรรเลงเรื่อยมาอย่างสม่ำเสมอถึงประมาณปี 1975 ที่ Echoes มักถูกบรรเลงในฐานะ Encore
ก่อนที่ Echoes จะกลับมาบรรเลง บันทึกภาพและเสียงอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงท้ายของ Pink Floyd โดยเฉพาะในคอนเสิร์ต ‘David Gilmour: Live in Gdańsk’ จากปี 2006 ที่ปล่อยในปี 2008 ซึ่งนับเป็นการแสดง Echoes ครั้งสุดท้ายที่ผู้ฟังอย่างเรา ๆ จะมีโอกาสได้ยิน
เพราะหลังจากปี 2008 Pink Floyd โลกนี้ก็ไม่มีชายที่ชื่อว่า ริชาร์ด ไรท์ มาบรรเลงเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป
แม้ เดวิด กิลมัวร์ ยังอยู่ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะสามารถเล่น Echoes ได้
Echoes นับเป็นเพลงหนึ่งที่วิเศษมากจาก Pink Floyd ในแง่หนึ่งเป็นเพราะเพลง ๆ นี้ถูกเรียงร้อยอย่างซับซ้อนและมหัศจรรย์ เริ่มต้นที่จุดเดิม จบลงที่จุดเดิม เพลงนี้ให้ประสบการณ์ของการฟังเพลงที่สามารถพาผู้ฟังก้าวเดินจากจุดเริ่มต้น สู่ความหฤหรรษ์ ดำดิ่งสู่ฝันร้าย ทะยานกลับคืนสู่แสงสว่าง และจบลงด้วยเสียงแรกเริ่มที่ถูกบรรเลงออกมา ไม่ต่างจากนิทานสักเรื่องที่ถูกบอกเล่าผ่านชายสี่คน
แต่ Echoes ยังเป็น ‘บทสนทนา’ ระหว่าง เดวิด กิลมัวร์ และ ริชาร์ด ไรท์ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการร้องผสานกันระหว่างเขาทั้งสอง ท่อนฟังก์ที่แลกกันโซโล่ราวกับผลัดกันประชันฝีไม้ลายมือของตัวเอง หรือโดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายของเพลงที่การบรรเลงของทั้งคู่ ‘ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม’ จนก่อร่างเป็นเสียงบรรเลงของสองจิตวิญญาณที่ถูกบอกเล่าผ่านกีตาร์และคีย์บอร์ดที่คงไม่มีอะไรมาแทนที่ได้
เมื่อ ริชาร์ด ไรท์ ไม่อยู่แล้ว เดวิด กิลมัวร์ จึงไม่เล่น Echoes อีกต่อไป
มาจนถึงวันนี้ Echoes ก็ได้กลายเป็นตำนานของเสียงดนตรีที่สะท้อนให้เห็นของสองดวงวิญญาณที่สอดประสานกันอย่างที่ไม่มีใครเหมือน ไม่เหมือนใคร
มันคือเสียงดนตรีของ ‘พวกเขา’ ที่เปิดให้ ‘พวกเรา’ ได้มีโอกาสสดับตรับฟัง
มันคือภาพแทนของความมหัศจรรย์ที่ก่อร่างมาจากสายสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์
มันคือเพลงที่เปลี่ยน Pink Floyd ไปตลอดกาล
ท้ายที่สุด ผู้เขียนอยากชวนผู้อ่านลองฟัง Echoes ฉบับพิเศษนี้ดู เป็นฉบับเล่นสดกันแบบขำ ๆ โดย เดวิด กิลมัวร์, ริชาร์ด ไรท์ และทีมนักดนตรี จนชวนให้คิดว่าหากพวกเขาทั้งสี่ยังคงอยู่ด้วยกัน แล้วจัดคอนเสิร์ต Unplugged กันสักครั้ง ความมหัศจรรย์ที่อาจเกิดขึ้นจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน