20 ก.พ. 2569 | 08:32 น.

KEY
POINTS
ลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงเช้าวันหนึ่งในกรุงเวียนนา ปี 1810 เมืองที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของสงครามนโปเลียน เราอาจได้ยินเสียงเปียโนแว่วมาจากห้องพักชั้นบนของชายผู้หนึ่ง ท่วงทำนองนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราดดั่งเสียงฟ้าคำรามที่สั่นสะเทือนยุคสมัย แต่กลับเป็นโน้ตเพียงไม่กี่ตัวที่วนเวียนไปมา ราวกับเสียงกระซิบในความเงียบที่กำลังคืบคลานเข้าครอบงำประสาทหูของเขา
‘ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน’ (Ludwig van Beethoven 1770–1827) เขียนบทเพลง ‘Bagatelle No. 25 in A minor’ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘Für Elise’ ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาเดินทางมาถึงทางแพร่งที่โดดเดี่ยว เพลงสั้น ๆ ที่กินเวลาไม่กี่นาทีนี้ ไม่เคยถูกจัดพิมพ์ ไม่เคยถูกบรรเลงต่อหน้าสาธารณชน และแทบจะถูกลืมเลือนไปพร้อมกับลมหายใจของเขา หาก ‘ลายมือไก่เขี่ย’ บนเศษกระดาษแผ่นหนึ่งจะไม่ถูกค้นพบในอีกครึ่งศตวรรษต่อมา
ความน่าฉงนของเพลงนี้ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของโครงสร้างดนตรี แต่อยู่ที่การดำรงอยู่ของมัน ซึ่งเป็นดั่งจดหมายที่จ่าหน้าถึงใครบางคน แต่กลับถูกเก็บไว้ในลิ้นชักแห่งกาลเวลา เป็นความเรียบง่ายที่ดูเหมือนเด็กน้อยก็สัมผัสได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความลึกซึ้งที่ปราชญ์ทางดนตรียังต้องพิเคราะห์
นี่คือผลงานที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความย้อนแย้ง เป็นทั้ง ‘ของกำนัลชิ้นเล็กอันเรียบง่าย’ และ ‘อัญมณีล้ำค่าที่ยิ่งใหญ่’ ในคราวเดียวกัน เป็นทั้งบททดสอบพื้นฐานอันท้าทายสำหรับผู้เริ่มต้น และบทภาวนาผ่านท่วงทำนองที่ลึกซึ้งดั่งบทกวี
การกลับไปฟัง Für Elise ในวันนี้ จึงมีความหมายมากกว่าฐานะของเพลงประกอบโฆษณา หรือเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่คุ้นชิน แต่คือการพยายามแกะรอยนิ้วมือของอัจฉริยะผู้หูหนวก ที่ทิ้งร่องรอยของความรักและความอ่อนโยนไว้ในโลกที่เขากำลังจะไม่ได้ยินเสียงใด ๆ อีกต่อไป
ในปี ค.ศ. 1810 กรุงเวียนนาไม่ใช่เมืองที่รื่นรมย์นักสำหรับศิลปิน บาดแผลจากการบุกรุกของกองทัพนโปเลียนเมื่อปีก่อนหน้ายังคงทิ้งร่องรอยความบอบช้ำไว้ทั่วเมือง ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่และการยึดครอง เบโธเฟนในวัย 40 ปี พบว่าโลกภายนอกของเขากำลังพังทลายลง ความเลื่อมใสที่เขาเคยมีต่อนโปเลียนเหือดหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวังในระบอบการปกครองที่ล้มเหลว
แต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าไฟสงคราม คือ ‘ความเงียบ’ ที่กำลังคืบคลานเข้าหาเขาอย่างไม่หยุดยั้ง
ตามหลักฐาน เบโธเฟนรังสรรค์อัญมณีเม็ดงามชิ้นเล็กนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1810 เป็นช่วงเวลาที่อาการทางการได้ยินของเขาย่ำแย่ลงมาอย่างต่อเนื่องนานกว่าสิบปีแล้ว
สิบปีแห่งการต่อสู้กับหูที่เริ่มดับวูบ ทำให้เบโธเฟนเริ่มแปลกแยกจากสังคม เขาไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบหรือท่วงทำนองที่แผ่วเบาจากภายนอกได้ชัดเจนอีกต่อไป ในสภาวะที่บีบคั้นเช่นนี้เองที่เขากลับเลือกที่จะหันหลังให้กับความวุ่นวายทางการเมือง และหยั่งรากลึกลงไปในโลกส่วนตัวที่เขานิยามพื้นที่แห่งอิสระนี้ว่า ‘อาณาจักรแห่งจิตใจ’ (empire of the mind)
ใน ‘อาณาจักรแห่งจิตใจ’ นี้เอง ที่บทเพลง Für Elise ถูกรังสรรค์ขึ้น ไม่ใช่เพลงที่แต่งขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะหรือตอบโต้สงครามเหมือนผลงานชิ้นโตก่อนหน้านี้ แต่คือการถอยร่นกลับมาหาความสงบส่วนตัว (Privacy) เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เขายอมให้ตัวเองอ่อนแอและโหยหาความรักท่ามกลางความพิการที่รุมเร้า
นักประวัติศาสตร์ดนตรีพบว่า ในช่วงปีนี้เองที่เบโธเฟนต้องเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคนและการเปลี่ยนแปลงสไตล์งานเขียนอย่างมีนัยสำคัญ ความเรียบง่ายของ Für Elise ไม่ใช่ความมักง่าย แต่คือความตั้งใจที่จะสื่อสารบางอย่างที่บริสุทธิ์ที่สุดออกมา ในวันที่เสียงของโลกภายนอกเริ่มเลือนหาย
ความลึกลับของบทเพลงนี้เริ่มต้นขึ้นในความเงียบสงบยาวนานถึง 40 ปีหลังการจากไปของเบโธเฟน จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1867 นักวิชาการดนตรีนามว่า ‘ลุดวิก โนล’ (Ludwig Nohl) ได้ค้นพบต้นฉบับลายมือ (Manuscript) ที่สาบสูญไปนาน ทว่าปัญหาที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงไม่รู้จบ คือ ‘ลายมือไก่เขี่ย’ อันเป็นเอกลักษณ์ของเบโธเฟนนั้น อ่านยากจนน่าเวียนหัว
เมื่อต้นฉบับดั้งเดิมหายสาบสูญไปหลังจากที่โนลนำมาตีพิมพ์ ข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดจึงมุ่งเป้าไปที่ความบกพร่องในการอ่านของโนล นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าเบโธเฟนไม่ได้เขียนว่า ‘Elise’ แต่แท้จริงแล้ว เขาเขียนถึง ‘เทเรเซ มาลฟัตติ’ (Therese Malfatti) หญิงสาวที่เขาเคยขอแต่งงานในปี 1810 นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ปริศนานี้ยังคงมีช่องว่างให้ตัวละครอื่นแทรกเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ ‘เอลิซาเบธ เริคเคล’ (Elisabeth Röckel) นักร้องโซปราโนสาวผู้มีฉายาในวงเพื่อนฝูงว่า ‘Elise’ ซึ่งมีความสนิทสนมกับเบโธเฟนอย่างมากในช่วงเวลาที่เขาประพันธ์เพลงนี้
และยังมีทฤษฎีที่อ่อนโยนกว่านั้น อย่าง ‘เอลิเซ บาเรนส์เฟลด์’ (Elise Barensfeld) เด็กหญิงอัจฉริยะทางดนตรีวัย 13 ปี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่เบโธเฟนอาจแต่งเพลงนี้ให้เพื่อใช้เป็นบทเรียนเปียโนที่ช่วย ‘เอาใจ’ เทเรเซ มาลฟัตติ ผู้เป็นครูของเด็กหญิงคนนี้อีกทอดหนึ่ง
ไม่ว่าความจริงจะจารึกชื่อของเทเรเซ หรือเอลิเซไว้บนหน้ากระดาษแผ่นนั้น สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเบโธเฟนไม่ได้มอบเพียงตัวโน้ตให้แก่เธอ แต่เขามอบ ‘ตัวตน’ บางอย่างที่ถูกกลั่นออกมาจากหัวใจที่กำลังบอบช้ำ เพื่อเป็นของขวัญที่ไร้กาลเวลาสำหรับใครก็ตามที่เขารัก ณ ขณะนั้น
เบโธเฟนวางโครงสร้างเพลงนี้แบบ Rondo (A-B-A-C-A) บนบันไดเสียง A minor ที่แยบยล ท่วงทำนองหลักในท่อน A ที่หมุนวนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น ทำหน้าที่ประหนึ่งกระแสความทรงจำที่สลัดไม่หลุด เปรียบเสมือนชายผู้หนึ่งที่พยายามเรียกชื่อหญิงคนรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ
ความน่าอัศจรรย์ใจประการหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์ดนตรีตั้งข้อสังเกตคือ เบโธเฟนอาจ ‘ฝัง’ ชื่อของ Elise ไว้ตั้งแต่โน้ตตัวแรก ๆ การขยับนิ้วสลับไปมาระหว่างโน้ต E และ D# (หรือ Eb) ในช่วงเปิดเพลง หากตีความผ่านรหัสตัวอักษรทางดนตรี มันคือการพยายามสะกดชื่อของใครบางคนออกมาผ่านเส้นเสียงนั่นเอง
ทว่าความสุขุมนุ่มนวลของท่อน A กลับถูกคั่นด้วยความประหลาดใจ ในท่อน B เพลงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กุญแจเสียง F Major ที่สว่างไสว ราวกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องที่มืดสลัว เป็นห้วงเวลาแห่งความสุขชั่วคราว ก่อนที่ในท่อน C อารมณ์จะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและวุ่นวายใจด้วยเสียงประสานที่ตึงเครียด สะท้อนพายุอารมณ์ที่มักเกิดขึ้นในจิตใจของเบโธเฟน
ความย้อนแย้งประการสำคัญของ Für Elise คือเพลงที่นักเรียนเปียโนทุกคนต้องผ่านมือ แต่กลับเป็นเพลงที่นักเปียโนชั้นครูต่างพยายามค้นหา ‘เสียง’ ที่แท้จริงอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะภายใต้โน้ตที่เรียบง่าย หากบรรเลงอย่างปราศจากความเข้าใจ มันจะกลายเป็นเพลงที่ไร้ชีวิต แต่หากจีบปากจีบคอมากเกินไป ความบริสุทธิ์ของบทเพลงก็จะมลายหายไปทันที
หนึ่งในการตีความที่ได้รับความชื่นชมว่าเข้าถึง ‘หัวใจ’ ของเบโธเฟนที่สุด คือเวอร์ชันของ ‘วิลเฮล์ม เคมป์ฟฟ์’ (Wilhelm Kempff) ปรมาจารย์ชาวเยอรมันผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสมถะในการบรรเลง เคมป์ฟฟ์เลือกที่จะสลัดเทคนิคที่ฟุ่มเฟือยทิ้งไป แล้วกลับไปหาสัจจะความจริงของท่วงทำนอง
ในทางตรงกันข้าม สำหรับนักเปียโนผู้มาพร้อมกับความจัดจ้านและลุ่มลึกอย่าง ‘อิโว โปโกเรลิช’ (Ivo Pogorelich) เขามองเพลงนี้ผ่านเลนส์ที่ต่างออกไป โปโกเรลิชใช้จังหวะที่ช้าลงอย่างสุดขั้ว เพื่อดึงให้ผู้ฟังดิ่งลงไปสู่ห้วงแห่งการรำพึงรำพัน เปรียบเสมือนการคลี่จดหมายเก่า ๆ ออกอ่านทีละบรรทัดอย่างเชื่องช้า
ขณะที่นักเปียโนในยุคปัจจุบันอย่าง ‘ลังลัง’ (Lang Lang) พยายามดึงความสดใสและความโรแมนติกที่ซ่อนอยู่ในท่อน B และ C ออกมานำเสนอ เขาทำให้ Für Elise ดูมีชีวิตชีวาและเข้าถึงใจผู้ฟังร่วมสมัย โดยเน้นน้ำหนักที่เบาราวกับสัมผัสของขนนก
ความหลากหลายในการตีความเหล่านี้ ยืนยันว่า Für Elise ไม่ได้มีคำตอบเดียว แต่คือกระจกเงาที่สะท้อนอารมณ์ของนักดนตรีแต่ละคน ในขณะที่คนหนึ่งเห็นความเหงา อีกคนอาจเห็นความหวัง และอีกคนอาจเห็นเพียงความสว่างไสวของความรักวัยเยาว์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนถูกบรรจุไว้ในแผ่นกระดาษเพียงไม่กี่หน้าของเบโธเฟน
เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่บทเพลงซึ่งถูกเขียนขึ้นในมุมเงียบ ๆ ของกรุงเวียนนา จะเดินทางข้ามเวลาและพรมแดนมาปรากฏตัวอยู่ในแทบทุกมิติของวัฒนธรรมร่วมสมัย ทว่า เป็นการเดินทางที่มาพร้อมกับความย้อนแย้ง เพราะในขณะที่คงฐานะ ‘งานศิลปะชั้นสูง’ ในคอนเสิร์ตฮอลล์ มันกลับถูกหยิบไปใช้ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในชีวิตประจำวัน
ในโลกของภาพยนตร์ Für Elise มักถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์ (Contrast) อย่างรุนแรง ตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุด คือในภาพยนตร์สยองขวัญเชิงจิตวิทยา อย่าง ‘Rosemary’s Baby’ ของ ‘โรมัน โปลันสกี’ ซึ่งความนุ่มนวลและสง่างามของเพลง กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยขับเน้นความสยดสยองที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาได้เป็นอย่างดี
แต่หากคุณไปเดินอยู่บนถนนในไต้หวัน เพลงนี้กลับทำหน้าที่ในบริบทที่เรียบง่ายเท่าที่จะจินตนาการได้ เมื่อกลายมาเป็นทำนองที่ดังมาจาก ‘รถขยะ’ เพื่อแจ้งเตือนให้ชาวเมืองนำขยะออกมาทิ้ง !
การที่ท่วงทำนองของเบโธเฟนถูกเลือกใช้ในกิจวัตรที่ดูจะห่างไกลจากสุนทรียศาสตร์เช่นนี้ ยิ่งยืนยันถึงความ ‘อมตะ’ และความสามารถในการเข้าถึงผู้คนทุกระดับ
แม้แต่ในโลกของดนตรีสมัยใหม่ที่ดูจะยืนอยู่คนละขั้วกับดนตรีคลาสสิก จังหวะจะโคนของ Für Elise ถูกหยิบไปเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ต่าง ๆ อาทิ ในผลงานของ แร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน ‘Nas’ เขานำทำนองนี้ไปใช้เป็นแกนหลักในเพลง ‘I Can’ (2002) เพื่อส่งต่อข้อความแห่งความหวังและพลังให้แก่เยาวชน หรือจะเป็น ‘Für Elise- Batiste’ ในอัลบั้ม ‘Beethoven Blues’ ของ ‘Jon Batiste’ ที่ตีความและสังเคราะห์ใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
จากเปียโนในห้องส่วนตัว สู่หน้าปัดโทรศัพท์มือถือ ในฉากฆาตกรรม ไปจนถึงรถขยะบนท้องถนน Für Elise พิสูจน์ให้เห็นว่าบทเพลงนี้มีชีวิตที่ลื่นไหลและไร้พรมแดน รองรับอารมณ์ที่หลากหลายได้ตามแต่ที่มนุษย์จะเลือกนิยามให้แก่เลกาซีชิ้นนี้ของเบโธเฟน
เมื่อมองย้อนกลับไปผ่านรอยจารึกทางประวัติศาสตร์และเสียงเปียโนที่วนเวียนอยู่ในหัวใจคนทั้งโลก เราอาจพบความจริงประการหนึ่งว่า การที่ชื่อของ ‘Elise’ ยังคงเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบที่ชัดเจนนั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงดำรงอยู่ได้อย่างเป็นอมตะ เพราะเมื่อไม่มีตัวตนที่แท้จริงอย่างเบ็ดเสร็จ เธอจึงเป็นใครก็ได้ เป็นเทเรเซที่ถูกปฏิเสธรัก เป็นเอลิซาเบธเพื่อนยาก หรือเป็นเพียงจินตภาพของความอ่อนโยนที่เบโธเฟนโหยหาในโลกที่เงียบงันของเขา
ความสำเร็จของ Für Elise ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า ดนตรีที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีความยาวหลายชั่วโมง หรือต้องใช้เครื่องดนตรีนับร้อยชิ้น ความเรียบง่ายที่เบโธเฟนกลั่นออกมาในปี 1810 ยืนยันถึงอัจฉริยภาพที่สามารถบรรจุจักรวาลแห่งอารมณ์ไว้ในกระดาษเพียงไม่กี่แผ่น
ในโลกที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยเสียงอึกทึก ท่วงทำนอง A Minor ที่วนเวียนนี้ยังคงทำหน้าที่เป็น ‘ที่พักพิงทางใจ’ ของหลาย ๆ คน ไม่ว่าเราจะฟังจากแกรนด์เปียโนในหอคอนเสิร์ตที่โอ่อ่า หรือจากเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่คุ้นชิน มันยังคงย้ำเตือนเราถึงมนุษย์คนหนึ่งที่ชื่อ ‘ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน’ ชายผู้เปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียการได้ยิน ให้กลายเป็นของขวัญที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งที่มนุษยชาติเคยได้รับ
Für Elise คือจดหมายรักที่ไม่มีวันส่งถึงผู้รับในอดีต ทว่ากลับถูกเปิดอ่านและสัมผัสหัวใจของผู้คนในทุกยุคทุกสมัยอย่างไม่เสื่อมคลาย
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI
ที่มา:
- Lockwood, Lewis. Beethoven: The Music and the Life. W. W. Norton & Company, 2003.
- Swafford, Jan. Beethoven: Anguish and Triumph. Faber & Faber, 2014.