For Emma, Forever Ago - Bon Iver : อัลบั้มจากชายอกหัก หนีความผิดหวังไปอัดเพลงในกระท่อมไม้กลางป่า

For Emma, Forever Ago - Bon Iver : อัลบั้มจากชายอกหัก หนีความผิดหวังไปอัดเพลงในกระท่อมไม้กลางป่า

เรื่องราวของ For Emma, Forever Ago โดย Bon Iver อัลบั้มจากชายอกหัก หนีความผิดหวังไปใช้ชีวิตและอัดเพลงในกระท่อมไม้กลางป่า

 

ผมแค่นั้งนิ่งอยู่ตรงนั้น
เพียงแค่หายใจเข้า และหายใจออก

 

ท่ามกลางฤดูหนาวอันยาวนานในรัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) ชายคนหนึ่งเลือกเข้าไปใช้ชีวิตในกระท่อมไม้กลางป่า ใช้เวลาลำพังอยู่กับความเงียบและความหนาว ที่ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงรบกวน มีเพียงความคิดที่วนเวียนไม่รู้จบ และเสียงลมหายใจของตนเองที่สะท้อนกลับมาจากผนังของกระท่อมไม้ท่ามกลางบรรกาศอันเงียบนั้นเป็นมากกว่าเรื่องราวชีวิต แต่เป็นเหมื่อนองค์ประกอบที่สำคัญของผลงาน เช่นเสียงกีต้าโปร่งที่สั่นตามแรงนิ้ว เสียงหายใจที่ยังคงหลุดลอดมาพร้อมกับเสียงร้องที่ถูกบันทึกไปในเพลง และเสียงประสานอันโหยหวนที่ถูกบันทึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ในเชิงดนตรี ‘For Emma, Forever Ago’ นี้ไม่ได้พึ่งพาความสมบูรณ์ตามแบบฉบับอัลบั้มที่มียอดขายหลายล้านกลับกันผลงานชิ้นเอกอันนี้ถูกบันถึกเสียงแบบ DIY ด้วยอุปกรณ์ที่เรียบง่าย และ ไม่มีการขัดเกลาความไม่สมบูรณ์จนมากเกินไป กลับกันโปรดักชั่นที่ดิบและตรงไปตรงมานั้นเปิดพื้นที่ให้อารมณ์และเสียงที่ถูกบันทึกได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่กลายเป็นจุดเด่นที่ผลงานชิ้นนี้ไม่เหมื่อนอัลบั้มชุดอื่นๆ

นี่อาจเป็นเพียงฉากหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด แต่อัลบั้มชุดนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่นั่น และก็ไม่ได้จบลงเพียงแค่เสียงที่ถูกบันทึกไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง หากเราจะเข้าใจ For Emma, Forever Ago อย่างแท้จริง เราอาจต้องมองมันในฐานะผลลัพธ์ของเส้นทางชีวิตที่ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศ จากช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวัง ไปสู่วันที่ทุกอย่างเริ่มแตกร้าว และท้ายที่สุด กลายเป็นบทเพลงที่สะท้อนทั้งความสูญเสียและการเริ่มต้นใหม่

เรื่องราวของอัลบั้มชุดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการหลบหนีเข้าไปในป่า หากเป็นเรื่องของการเดินทางทั้งก่อนหน้า ระหว่างทาง และหลังจากนั้น  เส้นทางที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เสียงดนตรีเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้น

 

For Emma, Forever Ago - Bon Iver : อัลบั้มจากชายอกหัก หนีความผิดหวังไปอัดเพลงในกระท่อมไม้กลางป่า

จุดเริ่มต้น

 

ผมใช้เวลาไปกับความเศร้ามากกว่าความสุข

 

ย้อนกลับไปนั้น ชีวิตของ ‘จัสติน เวอร์นอน’ (Justin Vernon) ผู้ที่เรารู้จักกันในวง ‘บอน อีแวร์’ (Bon Iver)  เขาเป็นนักดนตรีหนุ่มธรรมดาจากเมืองโอแคลร์ รัฐวิสคอนซิน (Eau Claire, Wisconsin) ในช่วงปี 2002 เขาได้ร่วมก่อตั้งวงดนตรีโฟล์กในนาม เดอเยียร์มอนด์ เอดิสัน (DeYarmond Edison) กับเพื่อนนักดนตรีคนสนิทอีกสามคน พวกเขาซ้อมดนตรีกันอย่างหมกมุ่น สร้างสรรค์ผลงานเพลง และออกทัวร์ตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยความเชื่อว่าทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี

ในปี 2005 วงเดอเยียร์มอนด์ เอดิสัน ตัดสินใจย้ายจากวิสคอนซินไปยังรัฐนอร์ทแคโรไลนา ไม่ใช่เพราะถูกบีบให้ต้องหนีไปที่ไหน หากแต่เพราะเชื่อว่าความฝันของพวกเขาสามารถไปได้ไกลกว่านี้ การย้ายครั้งนั้นเต็มไปด้วยความหวังว่าจะได้เล่นโชว์มากขึ้น เป็นที่มองเห็นมากขึ้น และเข้าใกล้โอกาสในการเติบโตในฐานะศิลปินมากขึ้น

และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น เวอร์นอนก็ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้ซึ่งร่วมใช้ชีวิต เคียงข้าง และเดินทางไปพร้อมกับเขาในช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะก้าวไปข้างหน้า

แต่แล้วช่วงเวลาที่มีควาสุขเหล่านั้นก็ไม่ได้จีรังและคงอยู่ตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไป เวอร์นอนก็ได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่สามารถนิยามได้ว่าเป็น ‘จุดต่ำสุดของชีวิต’ เขาต้องแยกทางกับวง DeYarmond Edison ที่ร่วมสร้างมากับเพื่อนสนิทและร่วมเดินทางมาด้วยกันเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับแฟนสาวอย่างเจ็บปวด ขณะเดียวกันร่างกายของเขาก็ทรุดโทรมจากอาการป่วยที่รุมเร้า และภายใต้ความกดดันทั้งหมดนั้น เขายังต้องเผชิญกับปัญหาการพนันที่ค่อยๆ กัดกินทั้งชีวิตและสภาพจิตใจและเงินเก็บอันน้อยนิดที่หามาได้จากการทำงานเป็นคนล้างจาน 

ด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครสักคนจะตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของโลกต่อการมีอยู่ของเขา จนมันได้ทำให้เวอร์นอนตัดสินใจเก็บข้าวของและถอยออกจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย และถอยกลับไปที่บ้านเกิดที่รัฐวิสคอนซิน ณ กระท่อมไม้กลางป่าของคุณพ่อของเขาเพื่อตั้งหลักและทบทวนเรื่องราวอันโหดร้ายที่ผ่านมา

 

For Emma, Forever Ago - Bon Iver : อัลบั้มจากชายอกหัก หนีความผิดหวังไปอัดเพลงในกระท่อมไม้กลางป่า

 

เรื่องราวจากกระท่อมไม้กลางป่า

 

ผมแค่นั้งนิ่งอยู่ตรงนั้น
เพียงแค่หายใจเข้า และหายใจออก

 

ณ กระท่อมไม้กลางป่าที่เงียบสงบและหนาวเย็น เวอร์นอนไม่ได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานเพลงในทันที ตรงกันข้าม ช่วงเดือนแรกเขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและเชื่องช้า ตัดไม้มาเก็บไว้เป็นฟืน ทำงานบ้าน และซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของกระท่อมที่พ่อของเขาทำค้างไว้ ชีวิตประจำวันของเขาหมุนวนอยู่กับขนมปัง ชีส เบียร์ เนื้อสัตว์ที่ได้จากการล่า และการนั่งดูซีรีส์ Northern Exposure จากโทรทัศน์เครื่องเก่า

เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพียงแค่หายใจเข้าและหายใจออกอยู่เช่นนั้นหลายสัปดาห์ จนกระทั่งคืนหนึ่ง เสียงประหลาดดังขึ้นจากเก้าอี้ไม้หน้ากระท่อม เมื่อเวอร์นอ เปิดประตูออกไป เขาพบกับหมีป่าที่หลงเข้ามาใกล้ที่พัก หลังจากไล่มันออกไปได้และกลับเข้ามาภายใน ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มีเสียงบางอย่างล่องลอยอยู่ในความคิดของเขา

เวอร์นอนตัดสินใจรื้ออุปกรณ์ดนตรีที่พกติดมาจากท้ายรถ อุปกรณ์ของเวอร์นอนนั้นไม่ได้มีมูลค่ามากมายเพียงแต่เขาหยิบออกมาแค่ กีต้าโปร่งมือสองตัวเก่าที่เขาซื้อต่อมาจากหญิงชราคนนึงในรัฐเท็กซัส ไมค์โครโฟน SM57 1ตัว โน๊ตบุคเครื่องนึง และ โปรแกรม Pro tools เวอร์ชั่นเริ่มต้น อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ใช้อุปกรณ์ที่หรูหราที่ศิลปินที่ขายแผ่นเสียงได้หลายล้านชุดใช้กันเป็นหลัก แต่เป็นเพียงอุปกรณ์เริ่มต้นที่คนทำเพลงมีติดบ้านในห้องนอนเท่านั้นเอง 

จากเครื่องมือที่เรียบง่ายเหล่านี้ เขาเริ่มอัดเสียงประสานซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดมันก็กลายเป็นท่อนประสานเสียงอันโหยหวนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ในท่อนเริ่มต้นของเพลง ‘Lump Sum’ แทร็คที่สองของอัลบั้มที่อีกไม่นานจะกลายเป็น ‘For Emma, Forever Ago’ 

เหตุการณ์ในคืนนั้นการเผชิญหน้ากับหมีป่า และการพยายามถ่ายทอดเสียงที่ล่องลอยอยู่ในหัวออกมาเป็นดนตรีเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดขึ้นอย่างเงียบงัน มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตของ เวอร์นอนในฐานะศิลปิน และเป็นช่วงเวลาที่เขาค่อย ๆ บอกลาตัวตนเดิมของนักดนตรีที่เคยหลงทาง

จากการดำรงอยู่เพียงเพื่อให้แต่ละวันผ่านพ้นไป ชีวิตของเขาพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เวอร์นอนเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการเขียนเพลง บันทึกเสียง และขุดค้นความรู้สึกภายในตัวเอง บางวันเขาใช้เวลากับดนตรีนานเกือบยี่สิบชั่วโมง ราวกับว่าทุกเสียง ทุกคำร้อง คือวิธีเดียวที่เขาจะทำความเข้าใจความเจ็บปวด ความสูญเสีย และตัวตนใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบของป่า และจากช่วงเวลานั้นเอง For Emma, Forever Ago ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่เพียงในฐานะอัลบั้มเพลง แต่ในฐานะบันทึกการเกิดใหม่ของศิลปินคนหนึ่ง

 

For Emma, Forever Ago - Bon Iver : อัลบั้มจากชายอกหัก หนีความผิดหวังไปอัดเพลงในกระท่อมไม้กลางป่า

 

กลับสู่โลกความเป็นจริง

เวลาสามเดือนผ่านไป Justin ได้ตัดสินใจกลับออกมาเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะว่าเครื่องจักร์ในร่างกายของเขาได้ถูกซ่อมแซมจากการใช้เวลาอยู่กับตนเอง แต่ด้วยที่เขาถูกชวนให้ทัวร์ที่ประเทศรัซเซียจากมิตรสหายต่างวงที่เขารู้จัก อย่างไรก็ตามจากการใช้ชีวิตในกระท่อมไม้ของคุณพ่อ อยู่กับตัวเอง ความเงียบ และ ความหนาว จัสติน ก็ได้ออกมาพร้อมอัลบั้ม กับ ผลงาน 9 เพลงในอัลบั้ม For Emma, Forever Ago ที่ประกอบไปด้วย

อัลบั้มนี้เริ่มต้นด้วย ‘Flume’ เพลงเปิดที่เปราะบางและแผ่วเบา ราวกับการตื่นขึ้นหลังผ่านฤดูหนาวอันยาวนาน เต็มไปด้วยความลังเล ความไม่มั่นใจ และการยอมรับบาดแผลที่ยังไม่จางหาย ก่อนจะไหลต่อเข้าสู่ ‘Lump Sum’ บทเพลงที่กระวนกระวายและวนเวียน เสียงประสานที่ซ้อนทับกันให้ความรู้สึกเหมือนความคิดที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เป็นอารมณ์ของคนที่ยังติดอยู่กับความทรงจำเดิม ๆ และไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อ

จากนั้นอัลบั้มพาเราเข้าสู่ ‘Skinny Love’ เพลงที่บรรยายความรักที่อ่อนล้าและใกล้แตกสลาย ถ่ายทอดความเจ็บปวดของความสัมพันธ์ที่เข้มข้นแต่ไม่ยั่งยืน เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ความอัดอั้น และการยื้อไว้ซึ่งสิ่งที่กำลังจะจบลง ก่อนจะทวีความหม่นมืดขึ้นใน ‘The Wolves (Act I and II)’ ที่เปรียบเสมือนการต่อสู้ภายในจิตใจ ระหว่างความกลัว ความผิด และสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด เป็นความโดดเดี่ยวที่ทั้งเจ็บปวดและดื้อดึง

เมื่อเดินทางมาถึง ‘Blindsided’ จังหวะที่สั้น กระแทก และตรงไปตรงมา ให้ความรู้สึกเหมือนถูกความจริงฟาดเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว เป็นช่วงเวลาที่ความโกรธและความเศร้าปะทะกันอย่างฉับพลัน ก่อนจะค่อย ๆ คลี่คลายเป็นความกังวลและการตั้งคำถามกับตัวเองใน ‘Creature Fear’ ถ่ายทอดความรู้สึกของการยืนอยู่ตรงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง กลัวจะกลับไปทำผิดซ้ำ แต่ก็ยังต้องก้าวต่อไป และใน ‘Team’ บทเพลงที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ความเปราะบางของความสัมพันธ์ถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา พร้อมคำถามว่าการพึ่งพากันยังเป็นไปได้หรือไม่ หลังจากผ่านบาดแผลทางอารมณ์มาแล้ว

ฃในตอนแรกจัสตินไม่ได้มีความคาดหวังว่าผลงานชิ้นนี้จะดังแต่อย่างใด เพียงแต่เขาต้องการแค่อัดแผ่นง่าย ๆ ประมาณ 100 ชุด เพื่อแจกจ่ายและจำหน่ายให้กับคนใกล้ตัวของเขาเท่านั้น แต่หลังจากที่เขาได้ยินเสียงตอบรับจากคนรอบข้างเกี่ยวกับผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นในกระท่อมไม้กลางป่า เขาจึงตัดสินใจนำมันไปส่งให้กับค่ายเพลง และหลังจากนั้นอัลบั้ม For Emma, Forever Ago ก็ได้รับเสียงตอบรับจากผู้คนหมู่มากถึงความจริงใจ ความรุนแรงทางอารมณ์ ความสิ้นหวัง และความโหยหวนที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลงในอัลบั้มชุดนี้

นอกจากนี้ อัลบั้มชุดนี้ยังเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในอาชีพนักดนตรีของจัสติน เวอร์นอน จากเวลาที่ผ่านไป ชายหนุ่มที่เคยหมดหวังกับชีวิตของตนเอง กลับได้ก้าวขึ้นมาร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift), คานเย เวสต์ (Kanye West) และอีกหลายราย

เรื่องราวของ For Emma, Forever Ago จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าการสร้างอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากอุปกรณ์ราคาแพงหรือความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ หากแต่เกิดจากความจริงใจและอารมณ์อันเข้มข้นที่ศิลปินกล้าถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อตรงผ่านเสียงเพลง

 

ภาพ : Getty Images