18 ก.พ. 2569 | 18:00 น.

“เขาเป็นเหมือนตัวตนของฉันยิ่งกว่าตัวฉันเองเสียอีก
ไม่ว่าดวงวิญญาณของเราจะเกิดจากอะไรก็ตาม
วิญญาณของเขากับฉันนั้นคือหนึ่งเดียวกัน”
เมื่อพูดถึงนิยายรัก เรามักนึกถึงเรื่องที่จบด้วย ‘รักสมหวัง’ หรือ ‘รักที่สวยงาม’ แต่มีอยู่เรื่องราวหนึ่งกลับต่างออกไปตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นนิยายที่สำรวจทั้งแรงรัก แรงแค้น และความวิปริตในหัวใจมนุษย์ เรื่องราวทั้งหมดนี้ อัดรวมทั้งหมดอยู่ในเรื่อง ๆ เดียว และเรื่องนั้นคือ ‘วัทเตอริ่งไฮต์ส’ (Wuthering Heights) นวนิยายที่เป็นเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายในชีวิตของ ‘เอมิลี บรองเต’ (Emily Brontë)
ในประวัติศาสตร์วรรณกรรมอังกฤษ ชื่อของ เอมิลี บรองเต มักถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง จากผลงานเพียงแค่ชิ้นเดียวในชีวิตของเธอ แต่แม้จะเป็นผลงานเพียงชิ้นเดียวของเธอ แต่มันกลับหนักแน่นพอจะทำให้เธอไม่เคยเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรม ภูมิหลังของเธอไม่ใช่นักเขียนที่มีชีวิตโลดโผน ไม่ใช่ปัญญาชนผู้ถกเถียงในแวดวงสังคม ไม่ได้เดินทางไกลจนมีประสบการณ์ ไม่ได้มีจดหมายหรือบันทึกชีวิตจำนวนมากหลงเหลือไว้ให้โลกศึกษา หากแต่เป็นหญิงสาวผู้ใช้ชีวิตเงียบงันในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของอังกฤษ และจากความเงียบงันนั้นเอง เธอได้สร้างหนึ่งในเสียงที่รุนแรง ลึก และดิบที่สุดของวรรณกรรมตะวันตก
ในบทความนี้ The People จะพาย้อนกลับไปสำรวจชีวิต สภาพแวดล้อม และแรงขับภายในที่ทำให้นิยายเพียงเล่มเดียวของเธอกลายเป็นงานคลาสสิกที่ยังถูกตีความใหม่ไม่รู้จบ พร้อมตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังพยายามทำความเข้าใจในงานของเธอ คือความรัก หรือความรุนแรงที่ถูกทำให้ ‘รับได้’ กันแน่
เอมิลี บรองเตเกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1818 ในครอบครัวนักบวช ณ หมู่บ้านเฮเวิร์ธ (Haworth) ดินแดนที่รายล้อมด้วยทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ลมแรง และหมอกหนาที่ปกคลุมแทบตลอดทั้งปี ภูมิประเทศของที่นี่ไม่ได้งดงามในแบบโรแมนติก แต่กลับแข็งกระด้าง ว่างเปล่า และเปี่ยมด้วยความโดดเดี่ยว เป็นลักษณะที่ต่อมากลายเป็นหัวใจในการประพันธ์วรรณกรรมชิ้นเอกของเธอ
เธอเติบโตมาในครอบครัวพร้อมกับพี่น้องอีกสองคน โดยครอบครัวบรองเตก็ได้ให้คุณค่ากับการอ่านรวมไปถึงการเขียนบทกวีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จินตนาการถือเป็นพื้นที่หลบภัยของพี่น้องบรองเต แต่ในขณะที่ชาร์ล็อตต์และแอนน์เลือกเขียนเรื่องที่ยังพอเจรจากับศีลธรรมของสังคมได้ เอมิลีเลือกอีกทางหนึ่งเธอไม่ต้องการจะเขียนตัวละครที่ ‘ดีพอ’ ไม่สนใจความรักที่ต้องนำไปสู่การแต่งงาน และไม่พยายามทำให้อารมณ์มนุษย์ดูอ่อนโยนกว่าความเป็นจริง
เอมิลีเขียนเรื่องนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1845-1846 ภายใต้สภาพชีวิตที่เงียบ โดดเดียว และกดดันอย่างหนัก เธอใช้ชีวิตตลอดเวลาในการเขียนอยู่ในบ้านพักบาทหลวงในหมู่บ้าน ท่ามกลางทุ่งหญ้าและสภาพอากาศที่รุนแรงของยอร์กเชียร์ เธอเป็นคนที่ไม่ชอบเข้าสังคมเมืองและไม่ปรับตัวเข้ากรอบศีลธรรมแบบวิคเตอเรีย ช่วงเวลาที่เธอเขียนนั้น ครอบครัวบรองเตต้องเผชิญความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงความตึงเครียดจากอาการติดสุราและปัญหาชีวิตของ ‘แบรนเวลล์ บรองเต’ (Branwell Brontë) น้องชายของเธอ และการที่เอมิลีเริ่มเขียนวัทเตอริ่งไฮต์สแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการระบายโลกภายในที่อัดแน่นด้วยความผูกพันในครอบครัว การทอดทิ้ง และความรุนแรงทางอารมณ์ ที่เธอไม่สามารถบอกใครได้
เมื่อวัทเตอริ่งไฮต์สถูกตีพิมพ์ในปี 1847 เอมิลีได้เลือกใช้นามปากกาว่า ‘เอลลิส เบล’ (Ellis Bell) ไม่ใช่เพราะเธออยากเป็นผู้ชาย แต่เพราะเธอต้องการให้งานเขียนถูกอ่านโดยไม่ถูกกรองผ่านอคติที่มีต่อ ‘นักเขียนหญิง’ การตัดสินใจนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เอมิลีรู้ดีว่าสิ่งที่เธอเขียนนั้น ‘แรงเกินไป’ สำหรับภาพจำของผู้หญิงในยุควิกตอเรียน เป็นเพราะนิยายของเธอนำเสนอถึงความรักในรูปแบบที่แตกต่างไป เธอไม่เชื่อว่าความรักจะทำให้ใครดีขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่นิยายของเอมิลีถูกต่อต้านอย่างหนักในช่วงแรก ไม่ใช่เพราะมันเขียนไม่ดี แต่เพราะมันไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่สังคมตั้งไว้
เอมิลี บรองเตเสียชีวิตในวัยเพียง 30 ปี จากวัณโรค หลังจากตีพิมพ์เรื่องวัทเตอริ่งไฮต์สแค่หนึ่งปี เธอไม่เคยเขียนนิยายเล่มที่สอง ไม่เคยได้เห็นงานของตัวเองถูกตีความใหม่ และไม่เคยรู้ว่านิยายเพียงเล่มเดียวของเธอจะถูกยกสถานะเป็นงานคลาสสิก แต่ความแปลกของเอมิลีคือ แม้เธอจะมีผลงานเพียงเล่มเดียว เธอกลับเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมอังกฤษ เพราะนิยายเพียงเล่มเดียวของเอมิลีเรื่องนี้โดดเด่นตรงที่ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องถูกทิ้งไว้ในสภาพที่ทั้งรักและทำร้ายกันพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยมีนักเขียนคนไหนที่กล้าตีแผ่เรื่องนี้ในสมัยก่อน อีกทั้งยังเปิดให้ผู้อ่านตัดสินเองว่าสิ่งใดคือความรัก สิ่งใดคือการทำร้ายกัน โดยไม่มีเสียงจากผู้เขียนคอยชี้นำว่าควรรู้สึกอย่างไร
เรื่องราวของวัทเตอริ่งไฮต์สถูกถักทอผ่านโครงสร้างในการเล่าเรื่องซ้อนหลายชั้น โดยมีแก่นอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘แคทเธอรีน เอิร์นชอว์’ (Catherine Earnshaw) และ ‘ฮีธคลีฟฟ์’ (Heathcliff) เด็กชายกำพร้าที่ถูกพามาเลี้ยงในบ้านตระกูลเอิร์นชอว์ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันในบ้านบนทุ่งหญ้าสูง ความผูกพันของพวกเขาไม่ใช่ความรักแบบอ่อนโยน แต่เป็นความยึดติดที่แยกไม่ออกจากตัวตน
ฮีธคลิฟฟ์เติบโตขึ้นมาในฐานะ ‘คนนอก’ ทั้งในเชิงชนชั้นและสถานะทางสังคม ขณะที่แคทเธอรีน แม้จะรักเขาอย่างลึกซึ้ง แต่กลับตระหนักว่าการใช้ชีวิตในสังคมจริงต้องอาศัยทุน ฐานะ และชื่อเสียง การตัดสินใจแต่งงานกับชายที่เหมาะสมกว่าในเชิงสังคมจึงไม่ใช่การทรยศความรัก หากเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างชนชั้นที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเลือกทั้ง ‘ความรัก’ และ ‘ความมั่นคง’ ได้พร้อมกัน
สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การคลี่คลายความเข้าใจผิด แต่คือวงจรของความแค้น ฮีธคลิฟฟ์จากไปในฐานะผู้ที่เคยโดนดูถูก กลับมาในฐานะผู้ถืออำนาจ เขาใช้ทรัพย์สิน กฎหมาย และการแต่งงานเป็นเครื่องมือเอาคืนโลกที่เคยเหยียบย่ำเขา ความรักจึงแปรสภาพเป็นการครอบครอง การลงโทษ และการทำลายชีวิตผู้อื่น
“ฉันไม่ได้ทำลายหัวใจของคุณ
คุณต่างหากที่ทำลายมัน
และตอนคุณทำลายมัน
คุณก็ทำลายหัวใจของฉันไปด้วย”
เอมิลีไม่ได้เขียนวัทเตอริ่งไฮต์สเพื่อยกย่องความรักแบบโศกนาฏกรรม หากใช้มันเป็นพื้นที่ตั้งคำถามว่า เมื่อความรักถูกบีบด้วยอำนาจ ชนชั้น และเพศสภาพ มันจะกลายเป็นสิ่งใดได้บ้าง และใครคือผู้ต้องจ่ายราคาสูงสุด
การที่วัทเตอริ่งไฮต์สกลายมาเป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมคลาสสิคคงเป็นเพราะความร่วมสมัยที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปแค่ไหน วัทเตอริ่งไฮต์สก็ทำให้เราเห็นว่า ความรุนแรงในความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดจาก ‘คนเลว’ เพียงลำพัง แต่เกิดจากระบบที่ทำให้บางคนไม่มีทางเลือก และบางคนเรียนรู้ว่าการครอบครองคือรูปแบบเดียวของความรัก เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมของคนสองคน แต่คือบทวิจารณ์สังคมที่ปล่อยให้ความรักกลายเป็นสนามของอำนาจ และปล่อยให้ความเจ็บปวดถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างไม่รู้จบ
วัทเตอริ่งไฮต์สเป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมที่ได้นำมาสร้างใหม่ผ่านมุมมองภาพยนตร์ โดยการที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้สะท้อนเพียงความคลาสสิกของตัวบท หากยังสะท้อนถึงความยากลำบากในการรับมือกับงานเขียนที่ไม่ประนีประนอมของเอมิลีในแต่ละยุคสมัย
เวอร์ชันภาพยนตร์จำนวนมาก โดยเฉพาะงานฮอลลีวูดยุคคลาสสิกอย่าง Wuthering Heights (1939) ที่เลือกทำให้นิยายเรื่องนี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมความรัก ลดทอนความรุนแรง ความบิดเบี้ยว และการวิพากษ์ชนชั้นที่ฝังอยู่ในต้นฉบับ การตีความเช่นนี้ช่วยให้งานของเอมิลีเข้าถึงผู้ชมวงกว้างก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยการทำให้สาสน์ที่แข็งกร้าวของเธออ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ในทางกลับกัน เวอร์ชันร่วมสมัยบางชิ้นอย่าง Wuthering Heights (2011) ได้มีการเลือกปฏิเสธความโรแมนติกแบบดั้งเดิม ใช้บรรยากาศ ความเงียบ และร่างกายของตัวละครเป็นภาษาหลัก แนวทางนี้ทำให้ตัวหนังเข้าใกล้สิ่งที่เอมิลีต้องการจะสื่อมากขึ้น ไม่ปลอบโยน ไม่อธิบาย และไม่พยายามทำให้ความรักดูงดงามเกินจริง
การนำวัทเตอริ่งไฮต์สมาสร้างและตีความในแต่ละยุคจึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องเดิมในรูปแบบใหม่ หากเป็นการต่อรองกับนักเขียนผู้ตั้งคำถามต่อความรักและโครงสร้างสังคมอย่างตรงไปตรงมา และบางที เหตุผลที่นิยายเรื่องนี้ยังถูกเล่าซ้ำไม่รู้จบ อาจเป็นเพราะในโลกความเป็นจริงยังไม่แน่ใจนักว่าจะรับฟังเสียงที่ต้องการจะสื่อของเอมิลี บรองเตอย่างตรงไปตรงมาได้มากเพียงใด
สิ่งที่เอมิลี บรองเตต้องการจะสื่อนั้นไม่ได้อ้อนวอนให้ผู้อ่านเข้าใจหรือให้อภัยตัวละครของเธอ แต่บังคับให้เรามองให้ลึกลงไปถึงความรุนแรงที่ฝังแน่นอยู่ในความสัมพันธ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ความรักในเรื่องวัทเตอริ่งไฮต์สไม่ใช่อุดมคติที่งดงาม หากคือพื้นที่ที่อำนาจ การครอบครอง และบาดแผลทางอารมณ์ทำงานร่วมกันอย่างเงียบงัน การที่เรื่องนี้ถูกนำมารีเมคซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจไม่ใช่เพราะเราอยากเล่าความรักอันเร่าร้อนอีกครั้ง หากเพราะสังคมยังต้องเผชิญว่าเราอาจกำลังมองข้ามความรุนแรง เพียงเพราะมันถูกห่อหุ้มไว้ในชื่อของ ‘ความรัก’
สุดท้ายแล้ว หากวัทเตอริ่งไฮต์สยังคงถูกอ่านและตีความใหม่ผ่านภาพยนตร์ไม่รู้จบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เมื่อถึงตอนนั้น คำถามที่ทิ้งทวนอาจไม่ใช่ว่าเรื่องนี้พูดถึงความรักแบบใด หากแต่คือเรากำลังพยายามทำให้ความรักแบบไหน ‘กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้’ ในสังคมมากขึ้นกันแน่
ภาพ : Getty Images