16 ม.ค. 2569 | 15:00 น.

KEY
POINTS
หากคุณเดินสวนกับ ‘เดวิด ลินช์’ (David Lynch 1946-2025) ตามท้องถนน คุณอาจนึกว่าเขาคือคุณลุงใจดีชาวอเมริกันทั่วไป ด้วยผมสีเทาที่หวีเสยตั้งเป็นเอกลักษณ์ เสื้อเชิ้ตติดกระดุมคอทุกเม็ด และน้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพ
แต่ความ ‘ปกติ’ นั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า ฉายา ‘The Man from Another Place’ ไม่ได้เป็นเพียงคำเปรียบเปรยถึงความคิดที่หลุดโลกของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นชื่อของตัวละครคนแคระชุดแดงในซีรีส์ Twin Peaks ตัวแทนของตรรกะความฝันที่พูดถอยหลังและเต้นรำไปตามเสียงดนตรีที่ไม่มีใครได้ยิน
ลินช์เองก็เช่นกัน แม้กายหยาบจะอยู่ในโลกความจริง แต่จิตวิญญาณของเขากลับดูเหมือนจะจูนติดอยู่กับคลื่นความถี่จากดาวดวงอื่น คลื่นที่คนทั่วไปสัมผัสได้เพียงแค่ความรู้สึกกึ่งฝันกึ่งตื่น ที่เรียกว่า ‘Lynchian’
ความสับสนงุนงงมักเป็นปฏิกิริยาแรกที่ผู้ชมมีต่องานของเขา ไม่เว้นแม้แต่ดาราระดับตำนาน อย่าง ‘เดนนิส ฮอปเปอร์’ (Dennis Hopper) ผู้รับบท แฟรงค์ บูธ ตัวร้ายสุดวิปลาสใน Blue Velvet ที่เคยกล่าวถึงแก่นแท้ในหนังของลินช์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“คุณรู้ไหม ในใจกลางของหนังลินช์ทุกเรื่อง มีปริศนาพื้นฐานที่สรุปได้ดีที่สุดว่า: ‘เมื่อกี้มันเรื่องห่าอะไรวะ?’”
แต่นั่นแหละคือเวทมนตร์ ในวาระครบรอบ 80 ปีของศิลปินผู้นี้ โลกยังคงพยายามแกะรหัสลับในผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็น ‘กล่องสีน้ำเงิน’ หรือ ‘ปีศาจหลังร้านอาหาร’ ใน Mulholland Drive แต่ ลินช์ ไม่เคยให้คำตอบ เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ‘ความลึกลับ’ คือส่วนที่สวยงามที่สุดของศิลปะ และการอธิบายความหมายเท่ากับการทำลายมันลง
“ผมไม่ชอบอธิบายความหมายของสิ่งต่างๆ เพราะ... ความหมายของภาพยนตร์สำหรับผมคือสิ่งที่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้”
ถึงกระนั้น ภาพลักษณ์ที่ดูลึกลับไม่ได้ทำให้เขาเข้าถึงยากในสายตาคนทำงาน ตรงกันข้าม ลินช์ คือแม่เหล็กดึงดูดพลังงานสร้างสรรค์ เขาไม่ได้แค่สั่งงาน แต่เขา ‘ลงมือทำ’ ไปพร้อมกับทุกคน ‘เฟรเดอริก เอลมส์’ (Frederick Elmes) ผู้กำกับภาพคู่บุญที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ยุค Eraserhead ฉายภาพเบื้องหลังชายคนนี้ให้เราเห็นชัดเจนขึ้น
“เดวิดเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดและมีพลัง... เขาเป็นคนวาดรูปอยู่ตลอดเวลา และการได้เห็นแบบนั้นมันสร้างแรงบันดาลใจ มันทำให้พวกเราทุกคนอยากทำงานหนักและลองทำสิ่งใหม่ๆ”
และนี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของชายผู้เปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว และเปลี่ยนความเงียบงันให้กลายเป็นเสียงที่ดังก้องที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งปีที่ เดวิด ลินช์ จากเราไปอยู่ที่ไหนสักแห่งหนหนึ่ง The People ขอชวนทุกท่านอ่านเรื่องราวของเขากัน ‘ชายผู้มาจากดาวดวงอื่น’
หากจะเข้าใจ เดวิด ลินช์ เราต้องเริ่มจากการมองเห็นภาพเด็กชายลูกเสือ (Eagle Scout) ผู้เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่อบอุ่น ในยุค 50s ที่ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ ลินช์ ในวัยเยาว์ไม่ใช่เด็กเก็บตัวที่นั่งจมจ่อมกับความทุกข์ ตรงกันข้าม เขาคือเด็กหนุ่มผู้หลงใหลในแสงแดดและเสรีภาพอย่างถึงที่สุด
“ตอนเป็นวัยรุ่น ผมพยายามจะมีความสุขตลอด 24 ชั่วโมง... ผมไม่ได้เริ่มคิดอะไรจริงๆ จังๆ จนกระทั่งอายุ 20 หรือ 21”
แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้น เพื่อนสนิทคู่บุญอย่าง ‘แจ็ค ฟิสก์’ (Jack Fisk) ผู้ออกแบบงานสร้างที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่สมัยเรียน สังเกตเห็นความขัดแย้งที่น่าสนใจในตัวเพื่อนคนนี้เสมอ
“เดวิดมีบุคลิกที่ร่าเริงและสดใสมาโดยตลอด แต่เขาก็มักจะดึงดูดเข้าหาสิ่งที่มืดมน นั่นคือหนึ่งในปริศนาของเดวิด”
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เปรียบเสมือนการ ‘ตื่นรู้’ ทางศิลปะของลินช์ เกิดขึ้นเมื่อเขาย้ายไปเรียนที่ Pennsylvania Academy of the Fine Arts ในฟิลาเดลเฟีย เมืองที่ในขณะนั้น (ยุค 60s) เต็มไปด้วยอาชญากรรม ความยากจน และความเสื่อมโทรมทางอุตสาหกรรม สำหรับคนทั่วไป มันคือนรกบนดิน แต่สำหรับลินช์ นี่คือสวรรค์ของแรงบันดาลใจ
“มันเริ่มขึ้นสำหรับผมที่ฟิลาเดลเฟีย... มันเสื่อมโทรม แต่สวยงามอย่างมหัศจรรย์ เต็มไปด้วยความรุนแรง ความเกลียดชัง และความสกปรก”
ในโรงงานร้างและห้องเช่าราคาถูก ลินช์ และเพื่อนๆ ใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่งเพื่อทดลองขอบเขตของศิลปะ ‘เจมส์ ฮาวเวิร์ด’ (James Havard) เพื่อนร่วมชั้นเรียน เล่าถึงพฤติกรรมสุดเพี้ยนที่สะท้อนพลังงานอันล้นเหลือของ ลินช์ ในตอนนั้นว่า
“เดวิดใส่เสื้อเชิ้ตสีกากีกับรองเท้าอ็อกซ์ฟอร์ดและถุงเท้าหนาๆ... ฟิลาเดลเฟียในตอนนั้นเถื่อนมาก... แต่เราก็บ้าในแบบของเรา เดวิดเคยตีถังมันฝรั่งทอดหนัก 5 ปอนด์เหมือนตีกลอง เขาแค่ทุบมันอยู่นั่นแหละ”
ช่วงเวลานี้เองที่หล่อหลอมมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของ ลินช์ เขาเริ่มมองเห็นว่าความงามไม่ได้อยู่แค่ที่ผิวนอก แต่อยู่ที่สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ ความจริงที่น่าสยดสยองแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เหมือนที่เขาเคยเปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพ
“ผมค้นพบว่าถ้ามองดูโลกที่สวยงามใกล้ ๆ อีกนิด มักจะมีมดแดงเดินยั้วเยี้ยอยู่ข้างใต้เสมอ”
และ ‘มดแดง’ เหล่านี้เอง ที่ต่อมาได้กลายร่างเป็นทารกปีศาจใน Eraserhead และหูคนที่ถูกตัดทิ้งไว้ในสนามหญ้าใน Blue Velvet สัญลักษณ์ของความจริงอันเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมเช็ดเท้าอันสวยงามของอเมริกันชน
หากผลงานภาพยนตร์ของ ลินช์ เปรียบเสมือนพายุหมุน สิ่งที่อยู่ตรงใจกลางพายุนั้นกลับเป็นความสงบเงียบอย่างเหลือเชื่อ
ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ลินช์ ปฏิบัติ การทำสมาธิทรานเซนเดนทัล (Transcendental Meditation หรือ TM) อย่างเคร่งครัดวันละสองครั้ง เขามองมันเป็น ‘เครื่องมือทางปัญญา’ ที่ช่วยให้ดำดิ่งลงไปสู่บ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์
สำหรับลินช์ ‘ไอเดีย’ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ต้อง ‘ค้นพบ’ เขาอธิบายปรัชญาการทำงานนี้ผ่านคำเปรียบเปรยที่งดงามและเรียบง่ายที่สุดว่า
“ไอเดียเปรียบเสมือนปลา ถ้าคุณอยากจับปลาตัวเล็ก คุณก็อยู่ที่น้ำตื้นได้ แต่ถ้าคุณอยากจับปลาตัวใหญ่ คุณต้องออกไปที่น้ำลึก ลึกลงไป ปลาก็ยิ่งทรงพลังและบริสุทธิ์มากขึ้น พวกมันตัวใหญ่และเป็นนามธรรม และสวยงามมาก”
แต่การจะจับปลาตัวใหญ่ในมหาสมุทรแห่งจิตสำนึกนั้น ไม่ใช่แค่นั่งรอให้โชคเข้าข้าง ศิลปินจำเป็นต้องมี ‘เหยื่อ’ ที่ถูกต้อง ลินช์เชื่อว่าความมุ่งมั่นจดจ่อคือตะขอเกี่ยวที่สำคัญที่สุด
“ความปรารถนาในไอเดียก็เปรียบเหมือนเหยื่อ... เมื่อคุณตกปลาได้สักตัว ไม่ว่าจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของไอเดีย มันก็จะดึงดูดปลาตัวอื่นๆ เข้ามา แล้วพวกมันก็จะเกี่ยวพันกันจนกลายเป็นบทภาพยนตร์ เป็นสิ่งนั้น เป็นสิ่งนี้ ความปรารถนาคือเหยื่อที่ดึงดูดปลาเหล่านั้นเข้ามา ซึ่งก็คือไอเดียนั่นเอง”
เมื่อจับไอเดียได้แล้ว สิ่งที่ทำหน้าที่คัดกรองว่าปลาตัวไหนควรปล่อยและตัวไหนควรนำมาปรุงเป็นภาพยนตร์ คือสิ่งที่ลินช์เรียกว่า ‘การหยั่งรู้’ (Intuition) ในมุมมองของเขา นี่คือกระบวนการทางสมองขั้นสูงที่ทำงานเร็วกว่าตรรกะ
“การหยั่งรู้คือการมองเห็นทางออก คือการเห็นมันและรู้มัน คืออารมณ์และสติปัญญาที่ทำงานร่วมกัน สิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนทำหนัง”
และเพื่อที่จะให้สัญชาตญาณทำงานได้อย่างเฉียบคม จิตใจของศิลปินต้องใสสะอาด หลายคนเชื่อว่า ‘ศิลปินต้องทนทุกข์’ (The Suffering Artist) เพื่อที่จะสร้างงานศิลปะที่ลึกซึ้ง แต่ลินช์ปฏิเสธแนวคิดโรแมนติกนี้อย่างสิ้นเชิง เขาแยกระหว่าง ‘ความเข้าใจในความทุกข์’ กับ ‘การจมอยู่กับความทุกข์’ ออกจากกัน
“คุณต้องมีความชัดเจนเพื่อที่จะสร้างสรรค์
คุณต้องสามารถจับไอเดียได้”
เขาขยายความเรื่องนี้ไว้อย่างหนักแน่น เพื่อเตือนใจศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังหลงทางในความเจ็บปวดว่า
“ความโกรธและความซึมเศร้าและความโศกเศร้าเป็นสิ่งที่สวยงามในเรื่องราว แต่เป็นเหมือนยาพิษสำหรับคนทำหนังหรือศิลปิน มันเหมือนคีมหนีบที่บีบความคิดสร้างสรรค์ของคุณ... ถ้าคุณเจ็บปวด คุณแทบจะลุกจากเตียงไม่ไหว จะเอาแรงที่ไหนไปสร้างสรรค์งาน?”
ด้วยจิตใจที่สงบนิ่งดั่งผิวน้ำนี้เอง ทำให้ ลินช์ สามารถเดินเข้าไปสำรวจฝันร้ายที่มืดมิดที่สุดในโลกภาพยนตร์ แล้วเดินกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับ ‘ปลาตัวใหญ่’ ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อจิตใจภายในสงบนิ่ง สิ่งที่ปรากฏออกมาสู่ภายนอกกลับเป็นคลื่นความฝันที่กระแทกใจผู้ชมทั่วโลก ผลงานภาพยนตร์ของลินช์ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือบันทึกการเดินทางของจิตวิญญาณที่แปรรูปเป็นแสงและเงา
โลกเริ่มรู้จักเขาจาก Eraserhead (1977) หนังขาวดำทุนต่ำที่เต็มไปด้วยภาพฝันร้ายและเสียงรบกวนในโรงงาน หลายคนตีความว่า มันคือความกลัวการเป็นพ่อคน แต่สำหรับลินช์ มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก
“Eraserhead คือหนังที่เข้าถึงจิตวิญญาณที่สุดของผม (most spiritual movie) ไม่มีใครเข้าใจเวลาผมพูดแบบนั้น แต่มันคือเรื่องจริง”
ความสำเร็จในวงการหนังใต้ดินไปเข้าตา ‘เมล บรู๊คส์’ (Mel Brooks) โปรดิวเซอร์มือทองที่กำลังหาผู้กำกับให้ The Elephant Man (1980) เมื่อบรู๊คส์ได้เจอลินช์ครั้งแรก เขาประหลาดใจมากที่คนทำหนังสุดเพี้ยนกลับมีบุคลิกที่ต่างจากผลงานอย่างสิ้นเชิง
“เดวิดเข้ามาในออฟฟิศผมที่ฟ็อกซ์ แต่งตัวเหมือนจิมมี สจวร์ต ที่กำลังจะเล่นหนังเกี่ยวกับชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก... เราคุยกันเรื่องบท แล้วเขาก็พูดว่า 'ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจ' และนั่นทำให้ผมตัดสินใจเลือกเขา”
แต่เส้นทางศิลปะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ระบบสตูดิโอเต็มตัวกับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Dune (1984) ลินช์ ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล สตูดิโอหวาดกลัววิสัยทัศน์ของเขาจนต้องออกคำสั่งดักคอไว้ก่อนว่า
“ถ้าเขา (เดวิด) ไปในทิศทางเดียวกับ Eraserhead เราตายแน่! ถ้าเขาไปทาง The Elephant Man นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ”
ผลลัพธ์คือความล้มเหลวทั้งรายได้และคำวิจารณ์ แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับลินช์ไม่ใช่เงินที่เสียไป แต่คือการสูญเสีย ‘Final Cut’ หรือสิทธิ์ในการตัดต่อครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นแผลใจที่เขาจำไม่ลืม
“หนังเรื่องนั้นตัดขาผมจนด้วน หรืออาจจะมากกว่านั้น... ผมเริ่มขายวิญญาณใน Dune... ผมรู้ว่าผมทำเพื่อเงินไม่ได้ ผมต้องทำเพื่อสิ่งที่ผมรัก”
ความเจ็บปวดจาก Dune ผลักดันให้ ลินช์ กลับมาทำในสิ่งที่เชื่อมั่นที่สุด เขาพาผู้ชมไปสำรวจเมืองเล็กๆ ที่ดูสงบสุขแต่เน่าเฟะข้างใน ทั้งใน Blue Velvet (1986) และซีรีส์ปรากฏการณ์โลกอย่าง Twin Peaks (1990)
“สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกหลุมรักบทหนังคือสาระสำคัญของดิ เอเลเฟนต์ แมน... แต่มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน (กับ Blue Velvet) ... Blue Velvet เกี่ยวกับพื้นผิวที่สวยงาม แต่ข้างใต้นั้นแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ”
ความสามารถในการจับคู่ความไร้เดียงสากับความชั่วร้าย สะท้อนผ่านตัวละครของเขาอย่างชัดเจน ‘ลอว์รา เดิร์น’ (Laura Dern) นักแสดงคู่บุญอธิบายความเชื่อของลินช์ว่า
“เดวิดเป็นคนเชื่อในนกโรบิน (สัญลักษณ์แห่งความหวัง) พอๆ กับที่เขาเชื่อในแฟรงค์ บูธ (ตัวร้ายในเรื่อง)”
และสำหรับ Twin Peaks จุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรมปริศนาที่ตรึงคนดูทั้งโลก ไม่ได้มาจากการวางแผนซับซ้อน แต่มาจากภาพนิมิตง่ายๆ เพียงภาพเดียว
“จู่ๆ มาร์ค (ฟรอสต์) กับผมก็เห็นภาพศพลอยมาเกยตื้นที่ริมทะเลสาบ”
ยุค 90s ลินช์ หลงใหลในเรื่องราวของการเดินทาง (Road Movie) เริ่มจาก Wild at Heart (1990) ที่เขาสารภาพว่าตกหลุมรักทันทีที่ได้อ่านต้นฉบับ
“มันเป็นหนังสือที่ใช่ ในเวลาที่ใช่... ผมอ่านหนังสือแล้วก็เหมือนมีระเบิดไฮโดรเจนระเบิดขึ้นในสมอง ผมพูดว่า ‘นี่แหละใช่เลย’”
ต่อมาใน Lost Highway (1997) เขาเริ่มเล่นกับความคลุมเครือของตัวตนและจิตใต้สำนึก โดยมีแรงบันดาลใจจากคำเพียงสองคำ
“มีคำสองคำที่ทำให้ผมฝัน และแนะนำความเป็นไปได้ต่างๆ คือคำว่า 'Lost' (หลงทาง) และ 'Highway' (ทางหลวง)”
และที่เซอร์ไพรส์ที่สุด คือ The Straight Story (1999) หนังดิสนีย์เรท G เรื่องของตาแก่ขี่รถตัดหญ้าข้ามรัฐที่ลินช์ถ่ายทอดออกมาได้อย่างซาบซึ้งกินใจ เพราะเข้าใจแก่นแท้ของการกระทำนั้น
“ในใจผม อัลวินสามารถเดินทางด้วยวิธีที่ง่ายกว่านี้มาก แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายสำหรับเขา เขาต้องการทำสิ่งที่ยากลำบากนี้ เพื่อแสดงให้น้องชายเห็นว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างเพื่อไปที่นั่น”
เข้าสู่ยุค 2000 ลินช์ สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซ Mulholland Drive (2001) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 เขานิยามความซับซ้อนของมันไว้อย่างสั้นกระชับว่า
“มันเป็นเรื่องราวความรักในเมืองแห่งความฝัน... ส่วนหนึ่งของมันเกี่ยวข้องกับพื้นผิวของฮอลลีวูด แต่ยังมีสิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น”
ลินช์ เริ่มทดลองใช้กล้องดิจิทัลและความไร้รูปแบบใน Inland Empire (2006) โดยปล่อยให้เรื่องราวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามกาลเวลา
“ผมไม่เคยพูดว่า ‘โอ้ ผมอยากใช้เวลา 15 ปีทำหนังเรื่องนี้’ มันไร้สาระ... แต่มันเป็นกระบวนการที่ยอดเยี่ยม เมื่อคุณเริ่มเดินทาง... ความคิดอื่นๆ ก็จะเข้ามา ทันเวลา ทันเวลา”
ลอว์รา เดิร์น ผู้รับบทนำที่ต้องแสดงหลากหลายบุคลิกในเรื่องนี้ ยกย่องความกล้าหาญของเขาที่มอบอิสระให้นักแสดงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“เดวิดเป็นศิลปินที่กล้าหาญที่สุดที่ฉันเคยรู้จัก... ของขวัญที่เดวิดมอบให้นักแสดงทุกคนคือ เขาผลักดันให้พวกเขาเข้าไปในความว่างเปล่าที่ไม่มีกฎเกณฑ์”
สิ่งที่ยังคงท้าทายกาลเวลา ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ของเขา แต่คือ ‘วิธีคิด’ ที่ยึดถือมาตลอดชีวิต ในโลกยุคใหม่ที่ปัญญาประดิษฐ์และอัลกอริทึมพยายาม ‘คิดแทน’ มนุษย์ ลินช์ ยืนยันเสมอว่า ศิลปะไม่ได้เกิดจากการขบคิดเชิงตรรกะ แต่เกิดจากการเปิดรับการหยั่งรู้อย่างบริสุทธิ์ใจ
“ผมไม่ใช่นักคิดเชิงวิชาการ ผมคิดด้วยการหยั่งรู้... ก่อนที่คุณจะคิดอะไร ทิวทัศน์ทั้งหมดนั้นเปิดกว้าง แต่ทันทีที่คุณตกหลุมรักไอเดียบางอย่าง ถนนที่คุณเดินจะแคบลงทันที”
ความดื้อรั้นที่จะซื่อสัตย์ต่อการหยั่งรู้นี้เอง ทำให้ลินช์ไม่เคยวิ่งตามใคร ‘เพ็กกี้ รีวีย์’ (Peggy Reavey) ภรรยาคนแรกและเพื่อนศิลปินผู้รู้ใจ ได้สรุปความขบถในตัวเขาไว้อย่างเฉียบคมในหนังสือชีวประวัติว่า
“เดวิดเกลียดกระแส สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือเขากลายเป็นคนกำหนดกระแสเสียเอง”
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตท่ามกลางเสียงรบกวนจากโซเชียลมีเดียและความคาดหวังของสังคม คำแนะนำที่ดีที่สุดจากชายผู้นี้ไม่ใช่เทคนิคการใช้กล้องหรือการเขียนบท แต่คือการปกป้องเสียงภายในของตัวเองให้รอดพ้นจากการบิดเบือน
“จงซื่อสัตย์กับตัวเอง ให้เสียงของคุณดังกังวาน และอย่าให้ใครมาบิดเบือนมัน อย่าปฏิเสธไอเดียดีๆ แต่ก็อย่ารับไอเดียแย่ ๆ”
และสุดท้าย หากใครยังคงเรียกร้องหาความชัดเจน หรือคาดหวังว่าศิลปะจะต้องทำหน้าที่สั่งสอนสังคมหรือมอบบทเรียนทางศีลธรรมที่เข้าใจง่าย ลินช์ ได้ทิ้งประโยคทองสุดคลาสสิกที่ตบหน้าวงการสื่อสารมวลชนไว้อย่างเจ็บแสบและทรงพลังที่สุดว่า
“ถ้าคุณต้องการส่งข้อความ ให้ไปที่เวสเทิร์นยูเนี่ยน (Western Union)”
(Western Union คือบริการส่งโทรสารในสมัยก่อน ความหมายก็คือ ‘หนังไม่ใช่โทรเลขที่ต้องมีข้อความชัดเจน’)
เดวิด ลินช์ ไม่ได้สอนให้เราเข้าใจโลก แต่เขาสอนให้เรา ‘รู้สึก’ ถึงมัน และที่สำคัญกว่านั้น เขาสร้าง ‘ห้องแห่งความฝัน’ (Room to Dream) ให้เราทุกคนได้เข้าไปหลบภัย สำรวจความกลัว และค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิดที่สุดของจิตใจมนุษย์.
ที่มา:
- Barney, Richard A., editor. David Lynch: Interviews. University Press of Mississippi, 2009. Conversations with Filmmakers Series.
-Lynch, David. Catching the Big Fish: Meditation, Consciousness, and Creativity. Jeremy P. Tarcher/Penguin, 2006.
- Lynch, David. Lynch on Lynch. Edited by Chris Rodley, revised ed., Faber and Faber, 2005.
- Lynch, David, and Kristine McKenna. Room to Dream. Random House, 2018.