07 ม.ค. 2569 | 21:00 น.

KEY
POINTS
“ผมไม่ใช่ศาสดาพยากรณ์อะไรทั้งสิ้น ก็แค่คนทำหนังหน้าตาขี้เหร่ จน ๆ คนหนึ่ง — ซึ่งตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ — ไม่ได้มีอำนาจ ไม่มีอะไรเลย มีก็แต่กล้องบ้า ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น”
นักทำหนังที่เคยวางแผนว่าจะสร้างภาพยนตร์เป็นงานอดิเรกและเลือกเส้นทางปรัชญาเป็นอาชีพหลักกล่าวตอบนักวิจารณ์ที่เอ่ยถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ภาพยนตร์ยาวเจ็ดชั่วโมงของตัวเองยังคงครองใจของผู้ชมทั่วทั้งโลกแม้วันเวลาจะผ่านไป 25 ปีแล้ว ไม่ว่าคำตอบจากห้วงความรู้สึกของเขาจะหน้าตาแบบไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความดิบ หม่นหมอง โหดร้าย และสิ้นหวังที่ถูกถักทอผ่านม้วนฟิล์มโกดักนั้นทำให้โลกภาพยนตร์จารึกชื่อ ‘เบลา ทาร์’ (Béla Tarr) ในฐานะหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฮังการีที่ตีแผ่สัจธรรมของมนุษย์ได้คมคายที่สุดคนหนึ่ง
รสชาติของภาพยนตร์เปลี่ยนแปรไปตามความนิยมของยุคสมัย จากหนังรักปนตลก แอคชั่นอลังการ สยองขวัญเลือดสาด หรือดราม่ารีดน้ำตาล้วนพลวัตเปลี่ยนแปรไปตามวันเวลาและผู้ชม ทว่าแกนกลางสำคัญเมื่อนึกถึงป็อปคอร์นกับโรงภาพยนตร์ — หรือในสมัยนี้ โทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือที่บ้าน — ย่อมสัมพันธ์กับ ‘ความบันเทิง’ ที่ผู้ชมจะได้รับ
การร้อยเรียงเรื่องราวของภาพยนตร์ส่วนใหญ่จึงมีความบันเทิงเป็นหลักสำคัญในการเล่าเรื่อง ผู้สร้างสรรค์หลังจอต้องสามารถประคองความสนใจและป้องกันไม่ให้ความเบื่อหน่ายแพร่กระจายไปในความรู้สึกของผู้ชม การถ่าย การตัดต่อ การเล่า หรือแม้แต่การแสดงจึงต้องมาพร้อมกับ ‘ประสิทธิภาพ’ ในการเล่า หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้นคือเก็บไว้เพียงสิ่งที่จำเป็น และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป
กรอบคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนับเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ชมและเป็นการรับผิดชอบในเรื่องที่ตนเองเล่าไม่ให้จืดชืดจนเกินไป ภาพยนตร์จึงเป็นศาสตร์แห่งการผสมผสานวิธีเล่าเรื่องที่เหวี่ยงวนในแนวทางต่าง ๆ ในการสร้างความบันเทิงกับวัตถุดิบที่แตกต่างกันออกไป เอกลักษณ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ก็มาจากรสมือของผู้กำกับและทีมงานที่จัดสรรความพอดีของตัวเองจนออกมาถูกปากของผู้ชม
ว่าแต่ภาพยนตร์ที่มีความยาวถึงเจ็ดชั่วโมง
เป็นการเรียงร้อยความบันเทิงรูปแบบไหนกัน?
หากตั้งต้นจากคำถามนี้ด้วยเป้าหมายที่จะเข้าใจงานของ เบลา ทาร์ ไม่ต่างอะไรจากการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก เพราะไม่ว่าจะเป็นช็อตที่กินระยะเวลายาวนานกับการถ่ายทอดอิริยาบทตั้งแต่ต้นจนจบของตัวละคร ไปจนถึงฉากที่เนิบช้าที่บางคราวฉายให้เห็นแค่มันฝรั่งกำลังถูกต้ม หรือแม้แต่เรื่องราวที่ไม่ได้สอดไส้มาด้วยความหวังหรือชัยชนะ ล้วนไม่ได้ถูกก่อร่างสร้างขึ้นจาก ‘ความบันเทิง’
กรอบคิดในการทำหนังแบบทาร์คือการถ่ายทอดแก่นของเรื่องราวและความจริงแท้ของความเป็นมนุษย์ที่ไม่หยุดอยู่เพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดในเรื่อง แต่ลงรากลึกลงไปถึงศาสตร์ของภาพยนตร์ที่ถูกหยิบมาเป็นเครื่องมือในการถักทอแก่นสารเหล่านี้ ช่องว่างและความธรรมดาของชีวิตคือสื่อกลางในการที่ทาร์ใช้บอกเล่าถึงความจริงแท้และการเดินทางฝ่าหุบเหวที่ลึกชันในการดำรงอยู่ของมนุษย์
เบลา ทาร์ สร้างชื่อจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Sátántangó’ (1994) ที่มีความยาวเกินเจ็ดชั่วโมง และ ‘Werckmeister Harmonies’ (2000) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ ‘ลาซโล คราซนาฮอร์ไค’ (László Krasznahorkai) นักเขียนที่ได้คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปครองในปี 2025
ทาร์ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญของแนวทาง ‘Slow Cinema’ ที่ปล่อยให้ภาพและความเชื่องช้าชวนผู้ชมให้ขบคิด โดยทาร์ตัดสินใจวางมือจากภาพยนตร์ภายหลังจากภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย ‘The Turin Horse’ (2011)
ในต้นปี 2026 เบลา ทาร์ ก็ได้จากไปอย่างสงบภายหลังจากต่อกรกับปัญหาสุขภาพด้วยอายุ 70 ปี ผู้คนมากมายต่างรำลึกถึงคุณูปการของผลงานที่เขาได้ฝากเอาไว้ ที่ไม่เพียงมีความสำคัญต่อโลกภาพยนตร์เพียงเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้ชมได้ครุ่นคิดกับการมีอยู่ของมนุษย์และมองภาพยนตร์ผ่านกรอบอื่นที่ไม่ถูกจำกัดอยู่กับความบันเทิงเสมอไป
“มันเป็นสถานการณ์ที่แปลกดี คุณอยู่ในประเทศที่ถูกเรียกว่า ‘คอมมิวนิสต์’
แต่สิ่งที่เป็นนั้นไม่ใช่คอมมิวนิสต์เลยแม้แต่น้อย
มันคือความฉิบหายแบบศักดินา (feudalistic shit) ต่างหาก”
เบลา ทาร์ เกิดในปี 1955 ที่เมืองเพช (Pécs) และเติบโตในกรุงบูดาเปสต์ (Budapest) ประเทศฮังการี เมืองที่ ณ เวลานั้นอยู่ภายใต้ระบอบสังคมนิยมพรรคเดียวของรัฐคอมมิวนิสต์ ที่แม้จะพยายามสร้างเสถียรภาพและความอยู่รอดให้ประชาชน แต่ก็แลกมากับการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด และโครงสร้างสังคมที่โอกาสมีจำกัด ท่ามกลางอุดมการณ์ในความเสมอภาค เต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่แฝงเร้น ดังที่ตัวของเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าไส้ในของระบบคอมมิวนิสต์ที่ตัวของเขาเติบโตขึ้นมา ไม่ต่างอะไรจากระบบศักดินา
ยิ่งเติบโตขึ้น ทาร์ก็ได้เห็นบาดแผลที่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ทิ้งไว้ให้กับยุโรปตะวันออก รวมไปถึงการเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าวที่ตัวของเขาได้หยิบมานำเสนอผ่านภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะกับ Sátántangó, Werckmeister Harmonies และ The Turin Horse
ครั้งหนึ่ง เบลา ทาร์ เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์ Werckmeister Harmonies เอาไว้ว่า “ผมหวังว่า ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่องนี้ คุณจะเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตของพวกเรา เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปกลาง ว่าพวกเราใช้ชีวิตกันอย่างไรที่สุดขอบโลกแห่งหนนี้”
ทาร์ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ตั้งแต่เรียนในระดับประถม แต่ความรู้สึกในตอนนั้นอาจไม่ใช่ความวิเศษมหัศจรรย์ แต่เป็นความรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกถ่ายทอดอยู่นั้นปลอม การแสดงที่ไม่ดี และเขามองว่าเป็นอะไรที่น่าเกลียด เพราะไม่ได้สะท้อนชีวิตจริง ๆ ของผู้คน ความไม่พึงพอใจในสิ่งที่เห็นนี้อาจเป็นอีกหนึ่งเรี่ยวแรงที่ผลักให้ทาร์อยากทำหนังที่ตีแผ่ชีวิตคนให้จริงที่สุดเท่าที่ทำได้ ดังที่เขาได้บรรยายความรู้สึกว่า
“เวลาผมทำหนัง ผมไม่ได้มาหาพวกคุณแล้วเคาะประตู
แต่ผมถีบประตูแล้วรุดหน้าไปต่อยคุณ
กระทืบคุณ เขย่าคุณ ขยับคุณ”
และเมื่อได้ของขวัญวันเกิดเป็นกล้องฟิล์มแปดมิลลิเมตร ปณิธานในการไล่คว้าหาความจริงผ่านม้วนฟิล์มของเขาจึงถือกำเนิดขึ้น และ ‘ภาพยนตร์สารคดี’ (Documentary) ก็กลายเป็นหมุดหมายแรกบนโลกภาพยนตร์ของเขา
“สำหรับผม กล้องคือเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงโลก”
ภายหลังจากที่ได้ลองทำภาพยนตร์สารคดีกับเพื่อนที่พยายามจะตีแผ่เรื่องราวความลำบากตรากตรำของชนชั้นแรงงานและชีวิตของคนจนในฮังการี มันก็ได้พาพวกเขาไปคว้ารางวัลในงานประกวด ทว่าสิ่งที่มาพร้อมกับรางวัลคือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้ามาสอบสวนพวกเขา และในเวลาต่อมารัฐบาลก็สั่งห้ามไม่ให้เขาเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย จนทำให้ความฝันในการจะเรียนปรัชญา และสร้างภาพยนตร์เป็นงานอดิเรกดับไป เหลือเพียงแต่ภาพยนตร์เท่านั้นที่จะพาให้เขาไปต่อได้
ทว่าในขณะเดียวกัน ผลงานที่ทาร์ได้ทำเอาไว้ก็ได้ไปเตะตาสตูดิโอภาพยนตร์ทดลอง ‘เบลา บาลัซ’ (Béla Balázs Studio) ที่เป็นศูนย์รวมของกลุ่มนักทำหนังสารคดีในฮังการีอย่าง ‘สำนักบูดาเปสต์’ (Budapest School) ที่มีเอกลักษณ์สำคัญคือแนวคิด ‘สัจนิยมทางสังคม’ (Social Realism) การมุ่งเน้นการตีแผ่ชีวิตของชนชั้นแรงงานในแบบที่เรียบง่ายและเสริมแต่งให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อที่จะนำเสนอความดิบแท้ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงต่อสายตาผู้ชม
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ไปจนถึงต้นทศวรรษ 1980 ทาร์ก็ได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์สองเรื่องตามแนวทางของสำนักบูดาเปสต์อย่าง ‘Family Nest’ (1979) และ ‘The Outsider’ (1981) ก่อนที่ในช่วงเวลาต่อมาเขาจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์ยุโรปที่เบ่งบานในห้วงเวลานั้น จนเกิดการประยุกต์และสร้างสรรค์แนวทางจนกลายเป็นผลงานของ เบลา ทาร์ ที่โลกจดจำมาถึงทุกวันนี้
แม้ว่าจะขยับไปสู่แนวทางในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยเฉพาะเมื่อได้ร่วมงานกับนักเขียน ลาซโล คราซนาฮอร์ไค ที่กลายเป็นผลงานที่ถูกจดจำมาถึงทุกวันนี้ ที่มีการขยับจากการถ่ายแบบเติมแต่งให้น้อยที่สุดและจริงที่สุด สู่การเป็นจัดเรียง จัดวาง และเติมแต่งในการถ่ายฉากยาว ซึ่งแตกต่างจากแนวทางเดิม บ้างก็ยังมองว่ารากที่แท้จริงของทาร์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขาได้รับจากสำนักบูดาเปสต์อยู่
สิ่งที่สะท้อนชัดอิทธิพลจากแนวคิดดังกล่าวคือการใช้ที่ว่างและเวลาในภาพยนตร์ของเขา แม้จะเต็มไปด้วยการจัดฉากและเติมแต่ง แต่ก็สะท้อนความมุ่งหมายในการนำเสนอความจริงแท้ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับการกระทำและอิริยาบทต่าง ๆ ในชีวิตจริงที่ถูกตีแผ่อย่างครบถ้วน เป็นการตีแผ่ความจริงในนิยามที่แตกต่างกันออกไป แต่ ‘ความจริงแท้’ ก็ยังเป็นแก่นที่ยังดำรงอยู่ในผลงานของเขา
“สำหรับผม แทบทุกอย่างในภาพยนตร์คือข้อมูลที่สามารถบอกเล่าได้ ผมพยายามหยิบเอาเวลาและช่องว่างผสมผสานในการเล่าเสมอ รวมไปถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในชีวิตของเราด้วย [...] สำหรับผม สิ่งที่สามารถหยิบมาเล่าได้มันไม่ได้มีแค่เรื่องราว แต่สรรพสิ่งอีกมากมายที่อยู่ในนั้น”
‘Damnation’ (1988) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดศักราชของ เบลา ทาร์ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ดำเนินไปจนถึงภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเขา แต่แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องที่สร้างชื่อเสียงและภาพจำให้กับเขามากที่สุดก็คือ Sátántangó แต่แน่นอนว่าเอกลักษณ์สำคัญที่สุดคือ ‘ความเชื่องช้า’ ที่อาจจะรู้จักกันในสิ่งที่เรียกว่า ‘Slow Cinema’
ภายหลังจากยุคที่เขาทำงานแบบสำนักบูดาเปสต์ ทาร์ก็ได้รับอิทธิพลจากผู้กำกับภาพยนตร์คนอื่นมากขึ้น อาทิเช่น ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสส์บินเดอร์ (Rainer Werner Fassbinder), ฌ็อง-ลุค กอดาร์ (Jean-Luc Godard) หรือแม้แต่ อันเดรย์ ทาร์คอฟสกี (Andrei Tarkovsky) รวมถึงการสนใจหาความรู้ในด้านอภิปรัชญา รูปแบบและประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์
แต่ข้อต่อสำคัญก็คงหนีไม่พ้นการร่วมงานกับ ลาซโล คราซนาฮอร์ไค
ไม่มากก็น้อยวิธีการเขียนของคราซนาฮอร์ไคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแตกแยกแหกขนบย่อมมีอิทธิพลต่อสไตล์ของทาร์ โดยเฉพาะกับการเขียนของคราซนาฮอร์ไคที่เรียงยาวต่อกันโดยไม่แบ่งย่อหน้าที่อาจสัมพันธ์กับการถ่ายของทาร์ที่ไม่ยอมคัต การแบ่งภาพยนตร์เป็นบท ๆ หรือโดยเฉพาะกับเนื้อหาที่พาผู้ชมไปตระเวนสำรวจภายในจิตใจของผู้คนและตั้งอยู่ในช่วงเวลาของระบอบคอมมิวนิสต์
ความเชื่องช้าในภาพยนตร์ของ เบลา ทาร์ ไม่ได้ทำไปเพื่อสวนกระแสภาพยนตร์กระแสหลักอย่างเดียวเท่านั้น แต่ดังที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าภายในความเชื่องช้านั้นมีไปเพื่อเว้นว่างให้ผู้ชมครุ่นคิดและโดยเฉพาะการขับเค้นเน้นย้ำความรู้สึกของ ‘ตัวละคร’ ในเรื่องที่ต้องก้าวข้ามผ่าน ‘เวลา’ ท่ามกลางความยากลำบากและความโดดเดี่ยว
ยกตัวอย่างเช่นฉากต้มมันฝรั่งใน The Turin Horse ที่ดูจะไม่มีอะไร แต่หากจินตนาการถึงสภาวะที่หิวโซและต้องรอมันฝรั่งสักลูกสุดพอจะกินได้ แม้เพียงหนึ่งนาทีที่ผ่านไปก็รู้สึกเหมือนยาวนาน ซึ่งความทุกข์ตรมและยากลำบากเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับการรับรู้ที่ใครสักคนมีต่อ ‘เวลา’ วันเวลาที่มีความสุขอาจผ่านไปชั่ววินาที แต่บางความหิวโหยและทรมาน วินาทีก็ดูเหมือนจะไม่ยอมผ่านไปเสียที
“ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ทอดทิ้งเวลา เพราะตรรกะในภาพยนตร์แบบนั้นคือการกระทำ คัต การกระทำ คัต พวกเขาเดินทางตามการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ผมไม่สนใจอะไรแบบนั้น เพราะแม้แต่กำแพงก็เป็นเรื่องราวได้ การจะเข้าใจอะไรสักอย่างคือการเข้าไปสัมพันธ์กับทุกสรรพสิ่ง เวลา การเคลื่อนที่ ภูมิประเทศ หรือแม้แต่ใบหน้าของผู้คน”
“ผมต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องระดับจักรวาล ความฉิบหายมันเป็นระดับจักรวาลจริง ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องภาวะการมีอยู่ แต่มันใหญ่มาก และนั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องขยายความเป็นไปได้ออกไป”
หลายครั้งภาพยนตร์คือการตีแผ่ประสบการณ์ของใครอีกคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในอีกหลายครั้งภาพยนตร์ก็ตีแผ่และส่องสะท้อนความเป็นไปของสังคม สื่อกลางนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือในการส่งต่อเรื่องเล่าและกล่าวถึงปัญหาในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
ช่วงชีวิตของ เบลา ทาร์ นั้นเหมือนถูกโยนเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างบาดแผลและความทรุดโทรมเสื่อมถอยของยุโรปตะวันออกกับอิสรภาพและความรุ่งโรจน์ของยุโรปตะวันตก อาจเป็นเพราะได้ยืนอยู่ ณ เส้นแบ่งของความแตกต่างนี้ ที่ฉายให้ตัวของเขาได้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนของมนุษย์และความเป็นอยู่ของสองฟาก เรื่องราวที่มักถูกหยิบยกมาจึงมักเกี่ยวโยงกับความเป็นอยู่ที่เลวร้ายของยุโรปตะวันออก
แต่ถ้าหากจ้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้น ภาพยนตร์ของ เบลา ทาร์ กำลังพยายามกล่าวถึงสิ่งที่อาจนิยามผ่านคำว่า ‘Sublime’ หรือ ‘ความพิศวงอันยิ่งใหญ่’ ซึ่งเป็นคอนเซปต์ของอะไรบางอย่างที่ประเสริฐและยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ อาจจะเป็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ หรือแม้แต่สิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจับต้องหรือเปลี่ยนแปลงได้
แม้ เบลา ทาร์ เองก็พยายามจะตีแผ่ ‘ความพิศวงอันยิ่งใหญ่’ นี้เช่นเดียวกัน แต่แก่นแท้นั้นอาจกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เพราะความพิศวงหรือพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นหาได้สัมพันธ์กับ ‘จิตวิญญาณ’ (Spiritual) แต่แท้จริงแล้ว อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่คงไม่มีมนุษย์คนไหนบนโลกบิดเปลี่ยนได้คือ ‘สัญชาตญาณ’ (Primitive) ของเผ่าพันธุ์เสียมากกว่า
สัญชาตญาณที่ว่านี้อาจไม่ได้หมายถึงความสามารถในการดำรงอยู่เพียงเท่านั้น แต่หมายถึงความโหดร้ายในความจริงแท้ที่ดิบเถื่อนที่ซุกซ่อนอยู่ในสำนึกของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ความรุนแรง และสารพันความหิวกระหายที่ทำให้มนุษย์จำต้องวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทรมานเรื่อยไป
ไม่ว่ากาลเวลาจะเคลื่อนผ่านไปนานเพียงไหน เทคโนโลยีขยับไปข้างหน้า ความป่าเถื่อนถูกบีบให้ถอยร่นกลับหลัง แต่ความพิศวงที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ไม่เคยหายไปไหน ความรุนแรงปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไป ความเกลียดชังมีอยู่ทุกมุมของโลกออนไลน์ ไปจนถึงสงครามและความรุนแรงที่ยังคงอยู่ไม่หายไป
สิ่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ของ เบลา ทาร์ คือความยิ่งใหญ่เหล่านี้ ไม่ใช่อำนาจของธรรมชาติหรือพระเจ้าองค์ใด แต่เป็นสำนึกของมวลมนุษย์ที่ไม่ต่างจากเหวลึกที่ยากจะถมให้เต็ม สิ่งนี้กลายเป็นธรรมชาติที่ไม่มีทางหนีพ้น เป้าหมายในภาพยนตร์ของเบลา ทาร์จึงไม่ใช่การเอาชนะ หรือแม้แต่เอาตัวรอด แต่เป็นการได้เห็นตัวละครสามารถก้าวผ่านอย่างเข้มแข็งและอดทนในโชคชะตาที่เผ่าพันธุ์ของตนเสกสรรค์ขึ้นมาเอง
ท้ายที่สุด วีรบุรุษในภาพยนตร์ของ เบลา ทาร์ ไม่ใช่ใครสักคนที่เหาะเหินเดินอากาศ หรือคนที่สามารถพิชิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า แต่เป็น ‘วีรบุรุษในโลกแห่งความเป็นจริง’ (Naturalistic Heroism) ใครสักคนที่ยืนหยัดต่อพายุความหฤโหดในชีวิต เสน่ห์ในภาพยนตร์ของเบลา ทาร์จึงไม่ใช่การติดตามเรื่องราวของใครสักคนที่คว้าชัยชนะมาครอง แต่เป็นใครสักคนที่ก้าวเดินท่ามกลางโคลนตมและห่าฝนไปได้อย่างไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไป
ภาพ : Getty Images