วิธีเป็นผู้นำโดยไม่ต้องมีตำแหน่งในแบบฉบับของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ จากงาน CTC2024

วิธีเป็นผู้นำโดยไม่ต้องมีตำแหน่งในแบบฉบับของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ จากงาน CTC2024

ถอดบทเรียนการเป็นผู้นำโดยไม่ต้องมีตำแหน่งจาก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ใน Session ‘Essential Skills for the Future of Thailand’ ในงาน Creative Talk Conference 2024 (CTC2024)

KEY

POINTS

เมื่อโลกทุกวันนี้หมุนไวขึ้นทุกวัน ทว่าในขณะเดียวกัน โลกที่เคยกว้างใหญ่ก็บีบแคบลงและผลักให้ประชากรทุกคนมุ่งหน้าสู่การเป็น ‘ประชากรโลก’ (Global Citizen) ด้วยเหตุนั้น คำถามสำคัญที่ว่าทักษะสำคัญที่ต้องมีสำหรับประชาชนไทยเพื่อเตรียมรับมือกับโลกในอนาคตนั้นมีอะไรบ้าง และใน งาน Creative Talk Conference 2024 ใน Session ‘Essential Skills for the Future of Thailand’ โดย ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ก็ฉายภาพที่น่าสนใจและชวนคิดต่อในประเด็นเหล่านั้น

วิธีเป็นผู้นำโดยไม่ต้องมีตำแหน่งในแบบฉบับของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ จากงาน CTC2024

เศรษฐกิจ 3 สี และ 30 อาชีพในอนาคต

การจะมองเห็นภาพว่าในอนาคตทิศทางที่ประเทศจะมุ่งหน้าไปหรือทักษะของประชากรจะกลายเป็นที่ต้องการในอนาคตจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหนก็ต้องเริ่มจากการมอง ‘ความสามารถภายใน’ (Internal Capability) และเชื่อมมันเข้ากับ ‘ปัจจัยแวดล้อมภายนอก’ (External Environment) เพื่อจะทำให้เราเห็นภาพว่าทรัพยากรหรือความสามารถที่เราถืออยู่ในปัจจุบัน จะสามารถนำไปพัฒนาต่อหรือสร้างประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

 

มันก็คือ SWOT Analysis นี่แหละครับ

 

หรือหากกล่าวในอีกวิธีหนึ่ง มันก็คือการมองประเทศไทยผ่านการประเมิน จุดแข็ง (Strength), จุดอ่อน (Weakness), โอกาส (Opportunity) และภัยคุกคาม (Threat) เพื่อนำปัจจัยทั้งหมดมาวิเคราะห์ จนได้เกิดเป็น 30 อาชีพในอนาคตจากมุมมองของพิธา ที่จำแนกออกเป็น 3 ประเภท ตามคอนเซปต์ ‘เศรษฐกิจ 3 สี

เศรษฐกิจ 3 สีที่ว่าก็จะประกอบไปด้วย Green Economy, Silver Economy และ Blue Economy ซึ่งแต่ละประเภทก็จะแบ่งออกตามปัญหาหรือความต้องการที่จะเกิดขึ้นหรือหนักขึ้นในอนาคต จนอาจทำให้มีอาชีพใหม่ ๆ มากมายเป็นที่ต้องการมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น Green Economy ที่ว่าด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม ; Silver Economy การมาถึงของสังคมผู้สูงอายุ ; รวมถึง Blue Economy ปัญหาเรื่องน้ำและการจัดสรรทรัพยากรน้ำของประเทศ

Green Economy 
- Climate Resilience Officer
- Renewable Energy Drone Technician
- Climate Change Psychologist
- Green Building Architect
- Recycling Coordinator
- Urban Farmer
- Eco-Tourism Guide
- Environmental Educator
- Electric Vehicle Technician
- Conservation Scientist

Silver Economy
- Gerontechnologist
- Aging Lifestyle Designer
- Aging-in-Place Specialist
- Memory Care Specialist
- Elder Law Attorney
- Senior Nutriotionist
- Geriatric Nurse Practitioner
- Retirement Planning Advisor
- Social Worker for the Elderly
- Senior Companion

Blue Economy
- Marine Biologist
- Aquaculture Farmer
- Oceanographer
- Marine Renewable Energy Specialist 
- Sustainable Fisheries Manager
- Coastal Engineer
- Marine Policy Analyst
- Underwater Robotics Technician
- Oceanographer
- Marine Conservationist

 

30 อาชีพที่กล่าวมานี้ จะตรงหรือไม่ตรงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นมันอยู่ที่กระบวนการคิดว่าในอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ในหลาย ๆ ครั้ง การจะหาหนทางข้างหน้าที่จะขยับประเทศไทยให้เป็นแนวหน้าหรือเท่าทันประเทศอื่น ๆ ‘จุดแข็ง’ ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ต่างก็มุ่งความสนใจไปที่นั่น ทว่าจากมุมมองของพิธา การจะมุ่งหน้าไปสู่การพัฒนาและปรับตัวเพื่ออยู่รอดนั้น ‘จุดอ่อน’ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน หรือในบางคราวอาจจะสำคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

แต่การมองจุดอ่อนเพื่อหาทางอุดรอยรั่วหรือหาวิธีการแก้ไขอาจไม่กว้างพอสำหรับเตรียมตัวสู่โลกอนาคต แต่ต้องมองจุดอ่อนเพื่อหา ‘โอกาส’ ให้เจอจาก Pain Point ทั้งหลายและเปลี่ยนให้มันเป็นจุดแข็งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับเราในอนาคตด้วย มันคือแก้ไขจุดอ่อนและต่อยอดมันจนกลายเป็นนวัตกรรมของประเทศที่อาจกลายเป็นจุดแข็งในอนาคตได้

 

ผมคือเป็ดที่สามารถยิงทิ้งได้

หากคำตอบของผมมันไม่ใช่

 

สิ่งที่พิธาพยายามจะสื่อสารกับผ่านหัวข้อนี้อาจไม่ได้พยายามบอกว่าในอนาคตประเทศไทยจะดำเนินไปตามเส้นทางของเศรษฐกิจ 3 สี แต่เขาพยายามฉายให้เราเห็นถึงผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการพัฒนา (Framework Thinking) ว่าประเทศไทยจะมุ่งหน้าไปในทิศทางไหน ด้วยวิธีอะไร เพื่อจะพาเราถึงจะได้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

เพราะมันไม่ได้สำคัญว่าคำตอบของพิธาจะถูกหรือเปล่า แต่สำคัญที่ว่าวิธีของเขาเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่าเขาได้มีสิทธิ์ในการ่วมกันแก้ไขและพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ได้สำเร็จ และนี่คือขั้นตอนในการคิดและเบื้องหลังชิ้นส่วนของวิสัยทัศน์ที่ประกอบร่างเป็นผู้นำในแบบ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

 

วิธีเป็นผู้นำโดยไม่ต้องมีตำแหน่งในแบบฉบับของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ จากงาน CTC2024

 

Young Leadership - สิ่งสำคัญของผู้นำรุ่นใหม่

 

ผมว่าการทำงานกับคนหลาย ๆ รุ่น

สิ่งที่สำคัญคือ Expectation Management

หรือการจัดการความคาดหวัง

 

อีกทักษะหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ที่ต้องสื่อสารและทำงานกับคนมากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะผู้คนในทีมหรือผู้บริหารที่สูงกว่า สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักทักษะการจัดการทั้งสองรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ‘Downward Management’ และ ‘Upward Management’ ที่จะทำให้สถานการณ์การเป็น ‘แซนด์วิช’ ของผู้นำระดับกลางสามารถรับมือได้

 

ผมรู้ตัวเองว่าผมมีอะไรและเขาไม่มีอะไร

 

นอกจากนั้นพิธาก็ได้เล่าต่อถึงประสบการณ์ส่วนตัวจากเส้นทางการเดินหน้ามาสู่ผู้นำ ว่าเขารู้ว่าตัวของเขามีอะไรและสิ่งที่ผู้นำของเขายังขาดอยู่คืออะไร และหน้าที่ของเขาก็คือการอุดรอยรั่วเหล่านั้นให้ดีที่สุด และจุดนี้เองก็นำไปสู่การเตรียมตัวในการประชุมครั้งต่าง ๆ ของพิธาที่ ‘เตรียมตัว’ ในสิ่งสำคัญที่พร้อมที่เกี่ยวโยงกับการประชุมเหล่านั้นให้มากที่สุด แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจมองข้าม หรือไม่ได้ให้ความสนใจมากไปกว่าสัดส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ

จากจุดนี้เอง จึงทำให้พิธาถูกจดจำให้ฐานะ ‘Data Guy’ (มนุษย์ข้อมูล) จนทำให้การประชุมในแต่ละครั้ง ‘ขาดเขาไม่ได้’ และทำให้บทบาทของพิธาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางขององค์กรมีความสำคัญมากขึ้นเอง 

นอกจากนั้นพิธาก็ยังเสนอเพิ่มเติมว่าสิ่งสำคัญที่ผู้นำรุ่นใหม่ควรมีคือทักษาะ ‘การวิเคระห์’ (Analysis) และ ‘การสื่อสาร’ (Communication) มีผู้นำมากมายที่มีอย่างใดอย่างหนึ่งในนี้ แต่พิธามองว่าสิ่งสำคัญของการเป็นผู้นำในยุคสมัยนี้และต่อไปข้างหน้า ต้องสามารถทั้งวิเคราะห์และสื่อสารเหล่านั้นออกมาได้ และทั้งสองทักษะนั้นจะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะขยับเราไปสู่โลกในอนาคตได้ดีแม้อายุยังน้อย

กรณีศึกษาจากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อ 20 ปีที่แล้วของพิธา พยายามขะชี้ให้เราเห็นว่าการที่ใครสักคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นผู้นำได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่ง ‘ผู้นำ’ ระบุอยู่ข้างหน้าก่อน ถึงจะเป็นได้ เพราะแม้คุณไม่ได้มีตำแหน่งผู้นำ แต่หากศักยภาพและการเตรียมตัวมีความสำคัญกับการเดินทางไปข้างหน้าขององค์กร 

คุณก็เป็นผู้นำได้ โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง…

 

อนาคตของก้าวไกล

อนาคตของพรรคก้าวไกลจะเป็นอย่างไร?

 

คือหนึ่งในำคำถามที่ถูกถามใน Session ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ซึ่งคำตอบของพิธาก็ถูกย่อยออกมาเป็นประโยคที่สามาระเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า

 

เราเชื่อใน Substance มากกว่า Form

 

พิธาเล่าว่าหลักสำคัญที่ตัวเขาและพรรคก้าวไกลยึดถือคือ ‘Substance’ หรือแก่นแท้ภายในของพรรคซึ่งก็คือแนวคิด คอนเซปต์ และหลักการที่พรรคยึดถือมากกว่า ‘Form’ หรือเนื้อหนังภายนอก ซึ่งก็คือชื่อพรรค โลโก้ หรือแม้แต่ผู้นำ เพราะตราบใดที่ Substance ยังคงอยู่ แม้ว่า Form จะเปลี่ยนไปมากมายแล้ว แนวคิดและการต่อสู้ของพรรคก็คงเดินหน้าต่อไปเช่นเดิม

แม้ว่าผลลัพธ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นจะเป็นอย่างไร และถึงแม้ว่ามันจะเป็น Worst-Case Scenario สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ Form จะเปลี่ยนไป แต่ท้ายที่สุดแล้ว Substance ที่ดำเนินมาตั้งแต่แรกก็ยังจะเดินหน้าต่อไปแบบเดิม

 

ความอปกตินี้ทำให้ประเทศวิ่งเหมือนเข็มนาฬิกา…

 

พิธายังเสริมภาพที่ถึงการเมืองไทยอีกว่าความผันผวนการเมือง การรัฐประหาร และการยุบพรรค แม้จะเป็นวังวนที่ใครหลายคนคุ้นเคย แต่สิ่งเหล่านี้มันคือตัวบ่งชี้ว่าการเมืองของประเทศไทยนั้น ‘Futile’ หรือเป็นระบบที่ไม่สามารถพาตัวเองไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมได้เลย และทำให้ปัญหาเหล่านี้วนเวียนไม่จบสิ้น แม้หลายทศวรรษจะเคลื่อนผ่านไปก็ตาม

และวงจรที่ว่านี้ก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตเราในหลาย ๆ แง่ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่อย่างที่เราทราบกัน แต่ผลกระทบระยะยาวที่จะทำให้เราถลำลึกไปมากกว่าเดิมคือวังวนนี้จะกัดกินช่องว่างทางความคิดหรือความสนใจของเราที่จะนึกถึงหนทางในอนาคตหรือแนวทางการพัฒนาตัวเอง (Self-Development) มันจะทำให้เราไม่มีสมาธิไปมองไปในอนาคตอันกว้างไกลได้เลยเพราะปัญหาที่คาราคาซังอยู่ในปัจจุบัน

 

คติประจำใจของผมคือ ‘This too shall pass - แล้วมันจะผ่านไป’...

 

วิธีเป็นผู้นำโดยไม่ต้องมีตำแหน่งในแบบฉบับของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ จากงาน CTC2024