‘Electric Chair’ ผลงานศิลปะว่าด้วยความตายที่ถูกผลิตซ้ำ โดย ‘แอนดี วอร์ฮอล’

‘Electric Chair’ ผลงานศิลปะว่าด้วยความตายที่ถูกผลิตซ้ำ โดย ‘แอนดี วอร์ฮอล’

ในยุคที่ภาพความตายเลื่อนผ่านหน้าจอได้รวดเร็วกว่าความรู้สึกสะเทือนใจ ‘Electric Chair’ ของ ‘แอนดี วอร์ฮอล’ ไม่ได้เพียงทำให้เก้าอี้ไฟฟ้ากลายเป็นศิลปะ หากยังสะท้อนให้เห็นกลไกที่ทำให้ความรุนแรงถูกผลิตซ้ำ จนเราค่อย ๆ ชินชา และเลิกตั้งคำถามต่อความตายที่ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติในนามของกฎหมาย

KEY

POINTS

ทุกวันนี้ เราเห็นภาพ ‘ความตาย’ ผ่านหน้าจอมากกว่าที่เคยเห็นผ่านชีวิตจริง ทั้งภาพศพ ภาพคนถูกยิง ภาพการสลายการชุมนุม ปรากฏอยู่ข้างคลิปตลก โฆษณา และวิดีโอสอนทำอาหาร

เราอาจเริ่มชิน แล้วเลื่อนผ่าน

และนั่นอาจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจทำให้เราเริ่ม ‘ชิน’ และไม่ตกใจกับมันอีกต่อไป เหมือนที่ ‘แอนดี วอร์ฮอล’ (Andy Warhol) ศิลปินป๊อบอาร์ตระดับโลก เคยแสดงไว้ในผลงานชุด ‘Electric Chair’ 

เขานำภาพเก้าอี้ลงทัณฑ์ด้วยไฟฟ้ามาฉายซ้ำด้วยสีสันต่าง ๆ เพื่อจะบอกว่า เมื่อเราเห็นภาพความรุนแรงบ่อย ๆ เราอาจเลิกตั้งคำถามและยอมรับการใช้ความรุนแรงของรัฐไปโดยไม่รู้ตัว

‘Electric Chair’ คือหนึ่งในผลงานศิลปะจากซีรีส์ ‘Death and Disaster’ ของแอนดี วอร์ฮอล ที่เผยให้เห็นกลไกของ ‘วัฒนธรรมมวลชน’ (Mass culture) ได้อย่างเจ็บแสบงานหนึ่ง ในขณะที่ผลงานยุคแรกอย่าง ‘กระป๋องซุปแคมป์เบลล์’ เล่าเรื่องการบริโภคสินค้า แต่ในทศวรรษ 1960 เขาหันมาเล่าเรื่อง ‘ความตาย’ ที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่และการบริหารจัดการของรัฐ 

จุดเริ่มต้นงานเกี่ยวกับความตายของวอร์ฮอลเริ่มมาจากการที่เขาเห็นภาพความความตายผ่านหน้าข่าวจนเจนตา เขาเคยกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลป์ของเขาไว้ว่า 

“ผมเดาว่ามันคงเริ่มมาจากภาพเครื่องบินตกภาพใหญ่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ที่เขียนว่า 129 ศพ ตอนนั้นผมก็กำลังวาดรูปมาริลินอยู่ แล้วผมก็ตระหนักได้ว่าทุกอย่างที่ผมกำลังทำอยู่มันต้องเป็นเรื่องความตายแน่ ๆ ช่วงนั้นเป็นวันคริสต์มาสหรือไม่ก็วันแรงงาน ซึ่งเป็นวันหยุด แล้วทุกครั้งที่คุณเปิดวิทยุ พวกเขาจะพูดทำนองว่า จะมีคนตาย 4 ล้านคน นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น แต่เมื่อคุณเห็นภาพที่น่าสยดสยองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับคุณมากอีกต่อไป”

วอร์ฮอลเริ่มหันมาสร้างงานเกี่ยวกับความตายในปี 1962 หนึ่งในผลงานชิ้นแรก ๆ ของเขาคือ ‘129 Die in Jet!’ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในการใช้ ภาพข่าวมาทำเป็นงานศิลปะ จนนำมาสู่ซีรีส์ ‘Death and Disaster’ ที่เราจะเล่ากันต่อไป

หนึ่งในผลงานจากซีรีส์นี้ เขาหยิบภาพถ่ายที่นั่งแห่งวาระสุดท้ายในห้องลงทัณฑ์ของ ‘เรือนจำซิงซิง’ (Sing Sing Prison) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากปี 1963 มาสร้างสรรค์เป็นชุดภาพเก้าอี้ไฟฟ้าหลายเวอร์ชัน ทั้งชุด ‘Little Electric Chair’ ‘Big Electric Chair’ และ ‘Electric Chair’ 

วอร์ฮอลเติบโตมากับภาพถ่ายความรุนแรงที่สื่อมวลชนนำเสนออย่างแพร่หลาย เขาจึงเปลี่ยนเก้าอี้ไฟฟ้าที่เห็นตามหน้าข่าวสมัยนั้นให้มีภาพลักษณ์แบบป็อป ๆ พร้อมกับสร้างงานศิลปะในสไตล์ของตัวเอง อาจกล่าวได้ว่าผลงานนี้เป็นหนึ่งในวิธีการที่วอร์ฮอลตีแผ่ให้เห็นถึงความรุนแรงที่เปลี่ยนความชินชาสู่ความปกติโดยไม่รู้ตัวของสังคม

เบื้องหลังการประดิษฐ์เครื่องจบชีวิตด้วยกระแสไฟฟ้า มีชื่อของนักประดิษฐ์ระดับโลกอย่าง ‘โธมัส อัลวา เอดิสัน’ (Thomas Alva Edison) พัวพันอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ยุคเดียวกับ ‘นิโคลา เทสลา’ (Nikola Tesla) วิศวกรไฟฟ้าชาวเซอร์เบีย–อเมริกัน ผู้เป็นคู่แข่งสำคัญในสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘สงครามกระแสไฟฟ้า’ ระหว่าง ‘กระแสตรง’ กับ ‘กระแสสลับ’ 

ในเวลานั้น ฝ่ายของเอดิสันพยายามเผยแพร่ภาพว่ากระแสไฟฟ้าสลับซึ่งเทสลาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีที่อันตราย เพื่อสกัดการเติบโตของระบบไฟฟ้าแบบใหม่ที่กำลังท้าทายอำนาจทางธุรกิจของตน

ฝั่งเอดิสัน มีการนำสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่มาช็อตไฟฟ้ากระแสไฟฟ้าสลับ เพื่อทำให้ประชาชนเห็นว่าไฟฟ้ากระแสสลับอันตรายเกินกว่าจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน 

ทว่าการนำเสนอของเอดิสันในครั้งนั้นได้กลายเป็นที่สนใจของสภาผู้แทนนิวยอร์กที่กำลังหารือเรื่องวิธีลงทัณฑ์นักโทษแบบใหม่แทนการแขวนคอ ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม และคาดว่าการใช้กระแสไฟฟ้ามาเป็นเครื่องมือ นักโทษจะตายทันที ไม่มีความทรมาณเท่าวิธีเดิม

ท้ายที่สุด นิวยอร์กได้ใช้เก้าอี้ไฟฟ้ากับนักโทษครั้งแรกเมื่อปี 1890 ผู้ที่เคยเห็นการลงทัณฑ์ด้วยวิธีนี้เล่าว่า ระหว่างการดำเนินการจะได้กลิ่นไหม้ออกมาด้วย

สำหรับการหยิบภาพถ่ายเก้าอี้ไฟฟ้ามาใช้ วอร์ฮอลสื่อสารภาพนี้โดยปราศจากร่างมนุษย์ ในภาพมีเพียงเก้าอี้ไฟฟ้า 1 ตัว ในห้องว่าง ซึ่งเราไม่มีทางรู้ว่าเก้าอี้ที่ว่างเปล่านั้นเพิ่งผ่านการใช้งานมาแล้วกี่ครั้ง หรือกำลังรอทำหน้าที่กับร่างถัดไป 

วอร์ฮอลใช้เทคนิคซิลค์สกรีน (Silk Screen) อันเป็นเอกลักษณ์ในงานของเขา สีของภาพจึงจะมีความแบน เรียบ และตัดทอนมิติของความสมจริง ส่วนรายละเอียดของห้องถูกลดทอนจนเหลือเพียงโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีเพียงผนัง เก้าอี้ สายไฟ โดยที่ทุกอย่างจัดวางอย่างเป็นระเบียบ 

เมื่อวอร์ฮอลหยิบลายเซ็นของเขาคือการสร้างงานศิลปะที่สร้างสรรค์ภาพเดียวกันในหลายเวอร์ชันมาใช้ในภาพนี้ ภาพเก้าอี้ไฟฟ้าจึงไม่ผูกติดอยู่กับการพรากชีวิตครั้งใดครั้งหนึ่งอีกต่อไป

ความรุนแรงของภาพถูกกลบด้วยความเรียบง่ายของสี องค์ประกอบภาพ และการเห็นบ่อย ๆ ส่งผลให้ผู้ชมถูกโน้มน้าวให้มองมันอย่างห่างเหิน เย็นชา และเคยชินอย่างที่วอร์ฮอลเคยกล่าวกับ Artnews ว่า 

“เมื่อคุณเห็นภาพสยดสยองครั้งแล้วครั้งเล่า คุณจะชินชาจนไม่รู้สึกอะไร” 

นี่คือบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับผลงานในซีรีส์นี้ ที่ไม่ได้เพียงพยายามเล่าเรื่องความตาย แต่ได้ลอกคราบความชินชาต่อความรุนแรงในชีวิตประจำวันไปด้วย ไม่ใช่แค่กับเก้าอี้ไฟฟ้า แต่ภาพอื่น ๆ ในซีรีส์ ‘Death and Disaster’ อย่างภาพเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงสิทธิของพลเมืองคนผิวดำในเบอร์มิงแฮม หรือภาพการจบชีวิตตนเองก็เช่นกัน

วอร์ฮอลไม่ได้แค่เปลี่ยนเก้าอี้ไฟฟ้าให้กลายเป็นงานศิลปะ แต่เขากำลังทำให้ผู้ชมเห็นว่า รัฐและสื่อมวลชนทำงานร่วมกันอย่าง ‘เป็นระบบ’ เพื่อลดทอนความเจ็บปวด ความรุนแรง ออกจากความตายที่ชอบด้วยกฎหมาย จนเหลือเพียงภาพลักษณ์ที่บริโภคได้ง่าย ๆ 

งานของเขาเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามว่า เมื่อความรุนแรงถูกทำให้ ‘ป๊อป’ มันซึมลึกเข้าสู่ตัวเรา เราอาจเทียบมันได้ในฐานะสินค้าชนิดหนึ่งที่เราชินที่จะเห็น ชินที่จะมี และสุดท้าย… ชินที่จะเมิน หรือไม่?

การเปลี่ยนเครื่องลงทัณฑ์ให้กลายเป็นภาพลักษณ์แบบป๊อปของวอร์ฮอล เป็นวิธีที่คล้ายกับที่รัฐทำงานกับสื่อในการนำเสนอข่าวและภาพ การมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างชินชาแสดงให้เห็นถึง ‘ความไม่ยินดียินร้าย’ หรือไปจนถึงการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น (Indifference) ที่ร้ายสุดคือการสร้างความชอบธรรมจากการใส่ข้อมูลว่า โทษที่ได้รับนั้นเหมาะสมแล้ว 

สภาวะที่เกิดขึ้นจะพาเราไปสู่การเป็นผลผลิตของกระบวนการที่มองว่าเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ (Normalization) สังคมจึงเริ่มมองข้ามความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violance) ที่อยู่หลังฉากการรับโทษ มองข้ามถึงความรุนแรงที่รัฐใช้โดยชอบธรรม และมองข้ามไปถึงการแก้ปัญหาที่เป็นต้นตอทุกอย่าง 

ความน่ากลัวจึงไม่ได้อยู่ที่ความโหดร้ายของวัตถุแห่งสภาวการณ์อย่าง ‘เก้าอี้ไฟฟ้า’ แต่อยู่ที่ ‘ความไม่ยินดียินร้าย’ ที่เปลี่ยนเราให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนกลไกนี้ให้ดำเนินต่อไปอย่างเงียบเชียบ 

หากพูดถึงความเคยชินกับความรุนแรง หลายคนอาจนึกถึง ‘พอล เอดจ์คอมบ์’ (Paul Edgecomb) ผู้คุมในหนัง ‘The Green Mile’ ที่เห็นการลงโทษและความตายเป็นกิจวัตร แม้เขาจะตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเองต้องทำ และแบกรับมันไว้ในความทรงจำไปตลอดชีวิต ทว่าความตายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่เดิม ภายใต้กระบวนการเดิม ก็ทำให้มันกลายเป็นเพียง ‘งาน’ อย่างหนึ่งในแต่ละวัน

แม้ว่าเราจะไม่ได้สวมยูนิฟอร์มสีกากีหรือถือกุญแจห้องขัง แต่ในโลกทุกวันนี้ อาจทำให้ใครหลายคนจำต้องรับบทเป็น ‘พอล’ ผู้เฝ้ามองความรุนแรงและการพรากชีวิตผ่านโลกออนไลน์ ด้วยสายตาแบบเดียวกับผู้คุมที่เฝ้ามองนักโทษ 

ความด้านชาเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบจะหายไปโดยสิ้นเชิง หากแต่มีแนวโน้มลดแรงกดดันทางศีลธรรมจากสาธารณะลง และเมื่อแรงกดดันนั้นอ่อนแรง กลไกอำนาจก็อาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นขึ้นโดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านเท่าเดิม

เมื่อความรุนแรงที่ชอบด้วยกฎหมายถูกทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมดาในพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจึงอาจไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย หากคือความไวต่อความเจ็บปวดของผู้อื่น และความสามารถของเราในการหยุดมองมันในฐานะเพียง ‘ขั้นตอน’ แล้วกลับมาตั้งคำถามว่า กระบวนการนั้นยุติธรรมเพียงใด

 

เรื่อง: นภัสนันท์ นิโรธธาตุ (The People Junior)

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง

Guggenheim Museum. Electric Chair. The Solomon R. Guggenheim Foundation. Guggenheim, 2026. Web. 12 Feb. 2026. https://www.guggenheim.org/artwork/4177.

Sotheby’s. “Warhol’s Death and Disaster: Transforming Tabloids of Common Catastrophe.” Sotheby’s Contemporary Art Articles, 11 Nov. 2022. Web. 12 Feb. 2026. https://www.sothebys.com/en/articles/warhols-death-and-disaster-transforming-tabloids-of-common-catastrophe.

Public Delivery. “Andy Warhol’s Paintings of Death & Disaster.” PublicDelivery.org, 9 Oct. 2019. Web. 12 Feb. 2026. https://publicdelivery.org/andy-warhol-death-disaster/.

Centre Pompidou. “Focus on… ‘Big Electric Chair’ by Andy Warhol.” Pompidou+ Magazine, Centre Pompidou, Dec. 2025. Web. 12 Feb. 2026. https://www.centrepompidou.fr/en/pompidou-plus/magazine/article/focus-on-big-electric-chair-by-andy-warhol.

The Andy Warhol Museum. “Death and Disasters: Appropriating and Manipulating News Imagery.” Warhol.org. Web. 12 Feb. 2026. https://www.warhol.org/lessons/death-and-disasters/.

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) ในมิติมานุษยวิทยา.” SAC, 15 Oct. 2564. Web. 12 Feb. 2026. https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/271.