30 ม.ค. 2569 | 09:11 น.

KEY
POINTS
ต่อให้ไม่ได้มีสายเลือดไอริช หรืออยู่ห่างไกลจากเกาะมรกตคนละซีกโลก แต่เชื่อว่าหากคุณเป็นนักฟังเพลง หรือเคยเดินผ่านผับบาร์ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองอย่าง ‘วันเซนต์แพทริก’ ท่วงทำนองของ ‘Danny Boy’ น่าจะเคยลอยเข้าหูและถูกบันทึกไว้ใน ‘กล่องดนตรีแห่งความทรงจำ’ อยู่บ้าง
เพลงนี้ เปรียบเสมือน ‘เพลงชาติทางจิตวิญญาณ’ ของชาวไอริชและไอริช-อเมริกัน ด้วยท่วงทำนองที่โหยหาและเศร้าสร้อย สื่อถึงความพลัดพรากจากบ้านเกิด แต่ภายใต้ความเรียบง่ายของเพลงที่มีความยาวเพียง 2 ท่อน รวมถ้อยคำทั้งหมดแค่ 155 คำนี้ กลับซ่อนเรื่องราวต้นกำเนิดที่ซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างคาดไม่ถึง
ความจริงที่น่าตกตะลึงสำหรับผู้ที่หลงใหลในความขลังแบบ ‘ไอริช’ ของเพลงนี้ก็คือ แม้ท่วงทำนองจะหยั่งรากอยู่ในผืนดินไอร์แลนด์ แต่ถ้อยคำที่ร้อยเรียงความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เหล่านั้นกลับถูกประพันธ์โดยทนายความชาวอังกฤษ แถมมีความเป็นไปได้สูงว่า เนื้อเพลงถูกเขียนขึ้นในขณะที่คนแต่งกำลังนั่งรถไฟเพื่อเดินทางไปว่าความที่ศาล
ก่อนจะมาเป็นคำร้องที่คุ้นเคย ท่วงทำนองแสนเศร้าที่เป็นหัวใจของ ‘Danny Boy’ ถือกำเนิดขึ้นมานานนับศตวรรษในดินแดนไอริช โดยมีจุดเริ่มต้นที่คลุมเครือและเต็มไปด้วยเรื่องเล่าขาน
ย้อนกลับไปในปี 1792 ‘เอ็ดเวิร์ด บันติง’ (Edward Bunting) นักบันทึกประวัติดนตรี ได้จดบันทึกทำนองเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ที่ชื่อว่า ‘The Young Man's Dream’ หลังจากได้ยินการบรรเลงของ ‘เดนนิส เฮมเซน’ (Dennis Hemsen) ในงานเทศกาลฮาร์พที่เมืองเบลฟาสต์ ทำนองนี้เปรียบเสมือนบรรพบุรุษสายตรงของเพลง Danny Boy ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
การเดินทางของท่วงทำนองกลับมาปรากฏอีกครั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เมื่อ ‘เจน รอส’ (Jane Ross) หญิงสาวผู้มีใจรักในดนตรีจากเมืองลิมาวาดี (Limavady) ในเขตปกครองลอนดอนเดอร์รี (County Londonderry) ได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะลอยมาเข้าหู
ตำนานเล่าว่า เธอได้ยินทำนองนี้จาก ‘นักสีไวโอลินตาบอด’ (Blind Fiddler) นาม ‘จิมมี แมคเคอร์รี’ (Jimmy McCurry) ซึ่งเป็นนักดนตรีพเนจรที่มักมาเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ที่ข้างถนนในวันที่มีตลาดนัด ด้วยสัญชาตญาณของนักสะสมดนตรี มิสรอสรีบจดบันทึกโน้ตเพลงนั้นลงบนกระดาษทันที เพื่อส่งต่อให้แก่สมาคมอนุรักษ์ดนตรีไอริช
ความน่าสนใจอยู่ที่ตอนส่งมอบโน้ตเพลง มิสรอสไม่ได้ระบุชื่อเพลงแต่อย่างใด เธอเพียงแค่เขียนกำกับสั้น ๆ ว่ามัน “เก่าแก่มาก” (very old) ทำให้สมาคมจำต้องตั้งชื่อให้แก่เพลงนิรนามนี้ อ้างอิงตามสถานที่ที่ค้นพบว่า ‘Londonderry Air’ (ท่วงทำนองจากลอนดอนเดอร์รี) หรือ ‘Derry Air’
ตลกร้ายก็คือในยุควิกตอเรียนที่ผู้คนเคร่งครัดเรื่องมารยาทอย่างมาก ชาวอังกฤษบางคนรู้สึกกระดากอายที่จะเอ่ยชื่อเพลงนี้ว่า ‘Londonderry Air’ หรือ ‘Derry Air’ เพราะมันดันไปออกพ้องเสียงกับคำว่า ‘Derriere’ ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งแปลว่า ‘บั้นท้าย’ นั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงทางดนตรีที่น่าสนใจ นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า มิสรอสอาจจะจดบันทึกโน้ตผิดพลาด โดยเปลี่ยนจังหวะจาก 3/4 (ซึ่งเป็นจังหวะปกติของเพลงต้นฉบับ ‘The Young Man's Dream’) มาเป็น 4/4 ทำให้สัดส่วนของเพลงมีจังหวะที่ยืดและเนิบนาบขึ้น แต่ความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจนี้เอง กลับกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่ทำให้ทำนองเพลงมีความเศร้าสร้อย ลึกซึ้ง และจับใจผู้คนในเวลาต่อมา
ในขณะที่ทำนอง ‘Londonderry Air’ ล่องลอยอยู่ในกระแสธารดนตรีมากว่าศตวรรษ อีกฟากหนึ่งของเรื่องราวก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ในปี ค.ศ. 1910 ทนายความชาวอังกฤษนามว่า ‘เฟรเดอริก เวเธอร์ลีย์’ (Frederick Weatherly) ได้แต่งเนื้อเพลงที่มีชื่อว่า ‘Danny Boy’ ขึ้นมา โดยเริ่มแรกเขาตั้งใจแต่งให้เข้ากับทำนองเพลงอื่น แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพลงนั้นไม่ได้รับความนิยม และเกือบจะเลือนหายไปในลิ้นชักความทรงจำ
เฟร็ด ไม่ใช่กวีไส้แห้งที่นั่งฝันเฟื่องอยู่ริมหน้าต่าง แต่เขาเป็นทนายความที่มีงานรัดตัว ภาพลักษณ์ที่แท้จริงของผู้แต่งเพลงสุดซึ้งกินใจนี้ คือชายวัยกลางคนในชุดสูทที่มักจะใช้เวลาว่างอันน้อยนิด ขีดเขียนเนื้อเพลงลงบนกระดาษในขณะที่นั่งรถไฟเพื่อเดินทางไปศาล
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1913 เมื่อโชคชะตาเล่นตลกให้ท่วงทำนองจากไอร์แลนด์ต้องเดินทางอ้อมโลกไปถึงสหรัฐอเมริกา ก่อนจะวนกลับมาที่อังกฤษ พี่สะใภ้ของเฟร็ดที่ชื่อ ‘มาร์กาเร็ต’ (Margaret Enright Weatherly) ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ได้ส่งสำเนาโน้ตเพลง ‘Londonderry Air’ ที่เธอชื่นชอบข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เขา (บางตำนานเล่าว่าเธออาจจะร้องเพลงนี้ให้เขาฟังด้วยตัวเองในปี 1912)
ทันทีที่เฟร็ดได้ยินทำนองอันแสนเศร้านั้น เขาเหมือนถูกมนต์สะกด นึกขึ้นได้ว่ามีเนื้อเพลงเก่าเก็บเพลงหนึ่งที่เคยแต่งทิ้งไว้ เมื่อนำเนื้อร้อง ‘Danny Boy’ มาลองทาบลงบนทำนอง ‘Londonderry Air’ ก็พบกับความมหัศจรรย์ เมื่อเนื้อร้องและทำนองสอดประสานกันอย่างพอดิบพอดี ราวกับกุญแจที่ไขลงล็อกโดยแทบไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย
วินาทีนั้นเองที่ ‘Danny Boy’ ในร่างใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นการผสมผสานที่ย้อนแย้งแต่ลงตัวที่สุด ทำนองจากชาวนาไอริช เนื้อร้องจากทนายความอังกฤษ และแรงบันดาลใจที่ส่งตรงมาจากอเมริกา บทเพลงนี้พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปสู่อ้อมใจของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกคนหนุ่มต้องลาจากบ้านไปสู่สมรภูมิ
“Oh, Danny boy, the pipes, the pipes are calling, From glen to glen, and down the mountain side…”
เมื่อเสียงร้องท่อนแรกดังขึ้น ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพของหญิงสาวที่ยืนมองคนรักเดินจากไป หรือพ่อแม่ที่ยืนส่งลูกชายที่หน้าประตูบ้าน แต่ตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ 100% ว่า เฟรเดอริก เวเธอร์ลีย์ ผู้แต่งเพลงนี้ ตั้งใจให้ใครเป็น ‘ผู้พูด’ ในบทเพลงกันแน่
ความคลุมเครือนี้เปิดช่องให้เกิดการตีความไปต่าง ๆ นานา มีตั้งแต่สมมติฐานที่ดูสมเหตุสมผลไปจนถึงทฤษฎีที่หลุดโลก โดย ‘มาลาคี แมคคอร์ต’ (Malachy McCourt) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับตำนานเพลงนี้ ได้รวบรวมรายชื่อ ‘ผู้ต้องสงสัย’ ที่อาจจะเป็นผู้ขับร้องบทเพลงนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ไล่เรียงตั้งแต่ แม่, พ่อ, ภรรยา, แฟนสาว, พี่น้อง, ลูกสาว ไปจนถึงคู่รักเกย์ หรือแม้กระทั่งบาทหลวงประจำหมู่บ้าน!
แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทและหลักฐานแวดล้อม เราสามารถตัดตัวเลือกที่ “เป็นไปได้ยาก” ออกไปได้ เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่บาทหลวงผู้เคร่งขรึมจะมาคร่ำครวญให้เด็กหนุ่มกลับมาหาที่หลุมศพและบอกรัก
แม้คู่รักเกย์จะเป็นทฤษฎีสมัยใหม่ที่น่าสนใจ แต่สำหรับทนายความชาวอังกฤษในยุคต้นศตวรรษที่ 20 การแต่งเพลงรักร่วมเพศอย่างเปิดเผยให้หนุ่มไอริช น่าจะเป็นเรื่องที่ ‘ช็อกโลก’ เกินกว่าจะได้รับการยอมรับในยุคนั้น
หรือการที่ลูกสาวจะเรียกพ่อ ด้วยชื่อเล่นห้วน ๆ ว่า ‘Danny’ แทนที่จะเป็น ‘Father’ หรือ ‘Dad’ ถือเป็นเรื่องผิดวิสัยของยุคสมัย
แล้วคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือใคร?
นักวิชาการส่วนใหญ่เทน้ำหนักไปที่ ‘พ่อแม่’ ที่กำลังส่งลูกชายไปสงคราม หรืออพยพไปแสวงโชคในอเมริกา ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุน ด้วยท่อนที่ร้องว่า “It's you, it's you must go and I must bide” (เจ้าคือคนที่ต้องไป ส่วนข้าคือคนที่ต้องรอ) ซึ่งสะท้อนภาพของคนรุ่นเก่าที่เฝ้ารออยู่ที่บ้าน ในขณะที่คนหนุ่มสาวต้องออกไปเผชิญโลก
และด้วยวัยของผู้แต่งในขณะนั้น เพลงนี้น่าจะเป็นเสียงสะท้อนจากมุมมองของบุพการีมากที่สุด
นอกจากนี้ ยังมี ‘หลักฐานชิ้นสำคัญ’ ที่ซ่อนอยู่ในท่อนที่สอง ซึ่งระบุตัวตนทางศาสนาของตัวละครในเพลงได้อย่างชัดเจน นั่นคือท่อนที่ร้องว่า “And kneel and say an Ave there for me”
คำว่า ‘Ave’ ในที่นี้ย่อมาจาก ‘Ave Maria’ (บทสวดวันทามารีย์) ซึ่งเป็นบทสวดสำคัญของนิกายโรมันคาทอลิก เป็นเครื่องยืนยันว่า Danny และครอบครัวของเขา คือชาวคาทอลิก ซึ่งตรงกับประชากรส่วนใหญ่ในไอร์แลนด์ แม้ว่าผู้แต่งอย่าง เวเธอร์ลีย์ จะเป็นชาวอังกฤษ (ซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายแองกลิคัน) ก็ตาม
แม้ความหมายดั้งเดิมจะงดงามเพียงใด แต่ความตายในเพลงก็ดูจะหดหู่เกินไปสำหรับบางคน จนมีความพยายามที่จะแก้ไขเนื้อร้อง จาก “หลุมศพของฉันจะอบอุ่นและหอมหวานขึ้น” (“And all my grave shall warmer, sweeter be”) เป็น “ความฝันของฉันจะอบอุ่นขึ้น” (“And all my dreams will warm and sweeter be”)
แต่ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ‘Danny Boy’ ก็ยังคงเป็นปริศนาปลายเปิดที่ให้ผู้ฟังทุกคนสวมรอยเป็นเจ้าของเสียงคร่ำครวญนั้นได้เสมอ นั่นคือความลับที่ทำให้บทเพลงนี้เป็นอมตะ
ความมหัศจรรย์ของ ‘Danny Boy’ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความไพเราะ แต่อยู่ที่ความสามารถในการแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกห้วงอารมณ์ของมนุษย์ ตั้งแต่ความโศกเศร้าที่สุดไปจนถึงความฮึกเหิมที่สุด เหมือนอย่างที่ ‘เชมัส ฮีนีย์’ (Seamus Heaney) กวีรางวัลโนเบลชาวไอริช วิเคราะห์ถึงพลานุภาพของเพลงว่า
“การที่คุณมีคำว่า ‘ปี่’ (Pipes- ปี่สก็อต) ซ้ำคำไปมา... มันสร้างอารมณ์ที่เจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมาทันที และทันใดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเศร้าสร้อยขึ้นไปอีก” และความรู้สึกนั้นเองที่ทำให้ผู้ฟังจบลงด้วย “ความรู้สึกโหยหาและอาลัยอาวรณ์อันมหาศาล”
แต่ในความเศร้าสร้อยนั้น กลับมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ เพลงนี้ก้าวข้ามจากบทเพลงกล่อมใจไปสู่สังเวียนนักสู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ มีเรื่องเล่าขานถึง ‘แจ็ค ดอยล์’ (Jack Doyle) นักมวยเจ้าของฉายา ‘The Gorgeous Gael’ ผู้ซึ่งมักจะพ่ายแพ้บนเวที แต่ชนะใจผู้ชมเสมอ ตำนานเล่าว่าแม้หลังจากถูกน็อคจนสะบักสะบอม
“(เขา)จะพยายามพยุงร่างให้ลุกขึ้นยืน และขับร้องเพลง Danny Boy ด้วยสายตาที่พร่ามัวเพื่อแฟน ๆ ผู้ภักดีของเขา”
หรือในยุค 1980s เมื่อ ‘แบร์รี แมคกิแกน’ (Barry McGuigan) นักมวยแชมป์โลกผู้เป็นศูนย์รวมใจของชาวไอริชขึ้นชก พ่อของเขา แพท แมคกิแกน จะขึ้นไปบนเวทีและทำหน้าที่ปลุกวิญญาณนักสู้
“...ก้าวขึ้นไปบนสังเวียนและปลุกเร้าฝูงชนจนคลั่งไคล้ด้วยการร้อง Danny Boy อย่างเปี่ยมอารมณ์”
ความยิ่งใหญ่ของเพลงนี้ดึงดูดแม้กระทั่งราชาเพลงร็อกแอนด์โรลล์ อย่าง ‘เอลวิส เพรสลีย์’ (Elvis Presley) ผู้ซึ่งหลงใหลในเพลงนี้มานาน แต่ไม่กล้าร้องเพราะเสียงสูงเกินไป จนกระทั่งในช่วงท้ายของอาชีพ (ปี 1976) เขาถึงตัดสินใจบันทึกเสียงจนสำเร็จ โดยยอมลดคีย์ลงมาเพื่อให้เข้ากับช่วงเสียงร้องของเขา
ทว่า ความย้อนแย้งที่เป็นเหมือนตลกร้ายประจำเพลงนี้ก็ยังคงตามติดมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ ‘Danny Boy’ ได้กลายเป็นเพลงยอดนิยมอันดับต้น ๆ สำหรับเปิดในงานศพ โดยเฉพาะในหมู่ตำรวจและนักดับเพลิงเชื้อสายไอริช-อเมริกัน (จะเป็นรองก็เพียงแค่เพลง Amazing Grace) แต่ศาสนจักรบางแห่งกลับไม่ปลื้มมันนัก
ด้วยเนื้อหาที่ไม่ได้กล่าวถึงพระเจ้าโดยตรง ทำให้ถูกมองว่าเป็นเพลงทางโลก (Secular) และถูกห้ามบรรเลงในพิธีมิสซาในบางพื้นที่ อย่างที่มีบันทึกไว้ว่า “โบสถ์คาทอลิกในหลาย ๆ เมืองที่มีประชากรไอริชหนาแน่น จู่ ๆ ก็ทำหูทวนลมเมื่อมีการร้องหรือเล่นเพลง Danny Boy ในงานศพ”
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะถูกขับขานโดยนักร้องโอเปร่า นักมวยเปื้อนเลือด หรือราชาเพลงร็อก ‘Danny Boy’ ได้พิสูจน์แล้วว่าบทเพลงอยู่เหนือพรมแดนของเชื้อชาติและศาสนา ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความรักและความสูญเสียที่เป็นสากล นี่คือคุณลักษณะของงานศิลปะที่แท้จริง และคือเหตุผลว่า ทำไมแม้เวลาจะผ่านไปนับร้อยปี เสียงปี่สก๊อตในจินตนาการนั้นยังคงเพรียกหาเราอยู่เสมอ...
Oh Danny boy, I love you so.
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ: Getty Images
ที่มา:
- McCourt, Malachy. Danny Boy: The Legend of the Beloved Irish Ballad. Penguin Books, 2002.
- YouTube, URL: https://www.youtube.com/watch?v=tkYNz7k12tA.